Tuesday, June 18, 2019

แนะนำ

The Flash วิ่งได้เร็วที่สุดแค่ไหน ? การคำนวณคณิตฯง่าย ๆ นี้ มีคำตอบให้ทุกคนครับ

The Flash ซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีความเร็วสูงที่สุดในจักรวาล ซึ่งเป็นซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC Comics และเขาได้รับพลังความเร็วจากการที่ "เขาถูกฟ้าผ่าใส่ในขณะที่อยู่ในห้องทดลอง ซึ่งมีสารเคมีหกใส่ทั่วร่างกาย" หลังจากนั้นเขาก็ใช้ชื่อ The Flash เพราะจะได้เข้ากับความเร็วของเขาที่มีความเร็วมากกว่า "ความเร็วแสง" ซึ่งมี The Flash หลายคนที่มีพลังความเร็ว และใช่ชื่อนี้ ถ้าตีค่าความความเร็วของ The Flash เป็นค่าทางคณิตศาสตร์จะได้ตัวเลขที่ค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ เพราะความเร็วของเขามีมากพอจะ "วิ่งรอบโลกได้ 7...

เฉลี่ยแล้วคนเรากลืนพลาสติกลงท้อง ขนาดเทียบเท่าบัตรเครดิต 1 ใบ ทุก ๆ สัปดาห์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลหรือ WWF เปิดเผยในรายงานว่า เฉลี่ยแล้วคนเราบริโภคพลาสติกประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ เลยทีเดียว นักวิจัยพบว่าคนเราบริโภคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จำนวน 102,000 ชิ้นต่อปี หรือ 250 กรัมต่อปี และเกือบ 90% มาจากน้ำจากขวดน้ำและก๊อกน้ำ รวมไปถึงอาหารที่มีพลาสติกสูงที่สุดอย่าง หอย เบียร์...

“จัสติน บีเบอร์” ประกาศผ่านทวิต ขอท้าต่อย “ทอม ครูซ” บนสังเวียน UFC

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2019 หรือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องสุดงุนงงขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อ จัสติน บีเบอร์ ได้โพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์บัญชีส่วนตัวของตัวเองว่า "ผมอยากท้าสู้กับ ทอม ครูซ ในเวทีกรงจัง ทอม ถ้านายไม่กล้ารับคำท้านี้แปลว่านายกลัวและไม่กล้า นายจะไม่มีวันลืมเรื่องนั้นไปได้ ใครอยากจัดไฟท์นี้บ้าง ? สนไหม @danawhite" (@danawhite ดาน่า...

ล่าสุด

ทำความรู้จัก “หมูขนแกะ” ที่เห็นขนนั้นไม่ได้เกิดจากการแกล้ง แต่มันคือหมูจริงๆ

หมูขนแกะ (Mangalitsa อ่านว่า แมนกาลิทซ่า) มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศฮังการี สายพันธุ์ของพวกมันเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์นำหมูป่า 2 สายพันธุ์มาผสมกัน (หมูป่าฮังการี + หมูพื้นเมืองเซอร์เบีย) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1830 โดยความตั้งใจแรกของผู้ผสมในตอนนั้นคือต้องการมอบของขวัญให้กับทางรางวงศ์ฮังการี โดยเขาแนะนำว่าให้เลี้ยงเพื่อความสวยงามเท่านั้น จนกระทั่งได้มีผู้ลิ้มลองรสชาติของมัน จึงทำให้ทุกคนติดใจ มันจึงกลายเป็นหมูสายพันธุ์หลักที่ชาวยุโรปเลี้ยงไว้กินเนื้อในช่วงศตวรรษที่ 19 เลยทีเดียว     โดยความอร่อยของพวกมันก็มีที่มาที่ไป ซึ่งวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ โดยข้อเท็จจริงแล้วมันเป็นหนึ่งในหมูที่อ้วนที่สุดในโลก พวกมันมีไขมันคิดเป็น 65% - 70% ของน้ำหนักตัว ว่ากันว่า เนื้อของพวกมันเป็นหนึ่งในเนื้อหมูที่อร่อยที่สุดในโลก มีฉายาว่า - "วากิวแห่งเนื้อหมู" สาเหตุหลักมาจากการกินอาหารตามธรรมชาติของพวกมัน ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด และข้าวบาร์เลย์ และเมื่อพวกมันถูกล้ม ไขมันมหาศาลของพวกมันก็จะถูกแปรเปลี่ยนเป็น เทียน สบู่ และเครื่องสำอาง แม้แต่น้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรมและวัตถุระเบิดก็ผลิตจากไขมันที่มีค่านี้     จนกระทั่งมาถึงในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ความนิยมเรื่องหมูสายพันธ์นี้เริ่มลดลง เมื่อผู้คนเริ่มรู้แล้วว่าการกินไขมันมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะอร่อยแต่ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงทำให้หมูสายพันธุ์นี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และถูกแทนที่ด้วยหมูที่โตเร็วกว่าและให้เนื้อเยอะกว่า     ซึ่งในปัจจุบัน...

ฝูงนกแก้วติดยา บุกทำลาย “ไร่ฝิ่น” ในอินเดียเสียหายยับ (คาบฝิ่นแล้วบินหนีไป)

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2019 สำนักข่าว IndiaToday ได้รายงานข่าวของเกษตรกรผู้เพาะปลูกฝิ่นในอินเดีย ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังจากไร่ฝิ่นของพวกเขาถูกฝูงนกแก้วที่มีอาการเสพติดบุกเข้าขโมยผลผลิต ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งเกษตรกรในรัฐมัธยทางภาคกลางของอินเดีย มีใบอนุญาตปลูกฝิ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้แก่บริษัทด้านเวชภัณฑ์ต่าง ๆ     โดยพวกเขาเล่าว่า ที่ผ่านมานอกจากจะต้องต่อสู้กับปัญหาสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจแล้ว ยังต้องถูกฝูงนกจำนวนมากบุกทำลายพืชผลของตัวเอง ซึ่งความเสียหายแต่ละครั้งทำให้พวกเขาขาดทุนเป็นอย่างมาก และแม้ว่าการถูกบุกแต่ละครั้งพวกเขาจะทำการเปิดเครื่องเสียง จุดประทัด และพยายามไล่อย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่เป็นผล ฝูงนกไม่เกรงกลัวและไม่บินหนี อีกทั้งทางการท้องถิ่นก็ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น "ดอกฝิ่น 1 ดอก จะให้ยางฝิ่นราว 20-25 กรัม แต่นกแก้วฝูงนี้จะบินลงมาจิกกินผลผลิตในไร่วันละ 30-40 ครั้ง และบางครั้งยังคาบเอาผลฝิ่นไปกินต่อที่อื่นอีกด้วย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเพราะพวกมันเริ่มโจมตีเช่นนี้ตั้งแต่ปี 2015 แล้ว เชื่อเถอะว่าเราลองมาทุกวิธีเพื่อไล่พวกมันแต่ก็ไม่สำเร็จ" - เกษตรกรผู้เสียหายรายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับสื่อ     ดร.อาร์เอส ชุณวัตร ผู้เชี่ยวชาญด้านฝิ่น ระบุว่า - ฝิ่นมีฤทธิ์ทำให้นกแก้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย เมื่อพวกมันได้สัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้แล้ว มันก็จะตกเป็นทาสฝิ่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ ที่เมื่อได้เสพแล้วจะมีอาการจิตใจเลื่อนลอย ง่วง ซึม พูดจาวกวน...

รัฐฯจีนอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังให้เงินทุนสนับสนุน การสร้างเด็กแฝดตัดแต่งพันธุกรรม

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2019 ทางเว็บไซต์ Statnews รายงานข่าวว่าหน่วยงานสามแห่งของรัฐบาลจีน หนึ่งในนั้นคือกระทรวงวิทยาศาสตร์ อาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังให้เงินทุนสนับสนุนการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมสร้างทารกแฝดที่ถูกวิพากวิจารณ์อย่างรุนแรงจากวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา นักวิทย์จีน สามารถสร้าง “ทารก” ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรม จนต่อต้าน HIV ได้สำเร็จ     โดยทางสื่ออ้างว่าพวกเขาได้เห็นการนำเสนอภาพนิ่งที่จัดทำโดยนักวิจัย He Jiankui และทีมของเขา ซึ่งมีการระบุแหล่งเงินทุนสำหรับการทดลองที่ประกอบด้วย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศจีน คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเทคโนโลยีเซินเจิ้น และมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางใต้ที่เขาทำงานอยู่ แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าหน่วยงานเหล่านี้ไม่รู้ว่าเงินทุนของพวกเขาถูกนำไปใช้อะไรบ้าง แต่ถ้าหากพวกเขารับรู้ มันก็อาจหมายความว่าจีนให้การสนับสนุนงานวิจัยนี้แม้จะถูกตราหน้าว่าผิดจรรยาบรรณก็ตาม ข่าวการทดลองสร้างเด็กทารกตัดแต่งพันธุกรรมถูกรายงานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ทาง Jiankui ออกมาประกาศว่าเขาได้ทำการทดลองที่นำไปสู่การกำเนิดแฝดผู้หญิง Lulu และ Nana ที่ได้รับการตัดแต่งพันธุกรรมสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก เป้าหมายของโครงการคือการดัดแปลงตัวอ่อนของมนุษย์เพื่อกำจัดยีนที่ชื่อว่า CCR5 เพื่อให้เด็กทนต่อเชื้อ HIV, ฝีดาษ และอหิวาตกโรค ซึ่งรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยอาจส่งผลกระทบต่อความรู้ความเข้าใจและความทรงจำของเด็กทารกที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม     ก่อนหน้านี้คณะกรรมการด้านสุขภาพประจำมณฑลกวางตุ้งของจีนบอกว่า Jiankui ทำการทดลองนี้ด้วยตัวเอง และระดุมทนโดยไม่มีใบรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้เขายังปลอมแปลงเอกสารและละเมิดกฎระเบียบของประเทศอีกด้วย ทั้งทางรัฐบาลและมหาวิทยาลัยที่เขาทำงานอยู่ต่างปฎิเสธว่าไม่รับรู้เรื่องการทดลองของ Jiankui แต่ถ้าหากเขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนตามที่รายงานของ...

นักวิทย์ปาดเหงื่อ หลังพบว่า “การทำลายดาวเคราะห์น้อย” ไม่ให้พุ่งชนโลกยากกว่าที่คิด

ในหนังฮอลลีวูดบางเรื่องมักแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถทำลายดาวเคราะห์น้อยที่กำลังจะพุ่งชนโลกได้แม้จะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตาม แต่จากหลักฐานล่าสุดกลับแสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยนั้นแข็งแกร่งและยากที่จะทำลายมากกว่าที่เราคาดคิดไว้เสียอีก     นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ได้ใช้โมเดลคอมพิวเตอร์จำลองสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนกับวัตถุอื่นในจักรวาล เพราะพวกเขาต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อตัวกันของดาวเคราะห์เพื่อช่วยในการหาวิธีทำเหมือง และหาวิธีหันเหทิศทางของพวกมัน ก่อนหน้านี้นักวิจัยได้ศึกษาดาวเคราะห์น้อยจากห้องปฏิบัติการที่จำลองมาจากหินขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น และเมื่อนักวิจัยในช่วงต้นยุค 2000 ใช้ข้อมูลที่ได้คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 กิโลเมตร ชนกับวัตถุอย่างดาวเคราะห์ดวงอื่น ผลของการวิจัยครั้งนี้ระบุว่าดาวเคราะห์น้อยจะถูกทำลายหมดสิ้นซึ่งเป็นผลมาจากแรของการปะทะ อย่างไรก็ตาม นับแต่นั้นนักวิจัยก็ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อยและคุณสมบัติทางกายภาพอื่น ๆ แต่เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาอีกครั้ง แบบจำลองใหม่ล่าสุดในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยจะไม่ถูกทำลายจนหมดสิ้นเหมือนในงานวิจัยก่อนหน้า แต่มันจะยังคงสภาพเดิมแม้ว่าจะพุ่งชนอย่างรุนแรงมาก ๆ     “เราเคยเชื่อว่ายิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่เท่าไหร่มันก็ยิ่งถูกทำลายได้ง่ายขึ้น เพราะวัตถุขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีรอยร้าว แต่จากการค้นพบของเราแสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์น้อยแข็งแกร่งกว่าที่เราเคยคิดไว้ และต้องการพลังงานอย่างมากเพื่อที่จะทำลายมันอย่างสมบูรณ์” นักวิจัย Charles El Mir กล่าว นี่หมายความว่าเราจำเป็นต้องมาทบทวนวิธีปกป้องโลกของเราจากดาวเคราะห์น้อยซะใหม่ เนื่องจากการทำลายมันเพื่อไม่ให้มันพุ่งชนโลกคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากแล้ว “มันอาจฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่มีงานวิจัยจำนวนมากพิจารณาถึงการชนของดาวเคราะห์น้อย เช่น ถ้ามีดาวเคราะห์น้อยกำลังจะพุ่งชนโลก เราควรจะแบ่งมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือสะกิดมันไปในทิศทางอื่นดี และถ้าเลือกอย่างหลัง เราควรใช้แรงมากแค่ไหนในการเบี่ยงทิศทางมันออกไปโดยไม่ทำให้มันแตก นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นภายในการพิจารณา” Fact - เมื่อปี 1801 นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี Giuseppe Piazzi ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงแรกและดวงที่ใหญ่ที่สุดนามว่า Ceres ซึ่งโคจรอยู่รอบดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี มีมวลถึง 1...

ศรีลังกาประกาศรับสมัคร “เพชฌฆาต” หลังเตรียมฟื้นโทษประหาร กลับมาใช้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2019 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลศรีลังกาได้ออกประกาศรับสมัครงานผ่านทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในตำแหน่ง "เพชฌฆาต" ที่จะทำหน้าที่แขวนคอนักโทษประหาร หลังจากระงับไปนานถึง 43 ปี โดยประธานาธิบดี ไมตรีปาละ สิริเสนาของศรีลังกา ระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจนี้มาจากรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่ประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติดช่วงที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ดำรงตำแหน่ง     โดยคุณสมบัติเบื้องต้น ต้องเป็นชายสัญชาติศรีลังกา และต้องมีจิตใจแข็งแกร่ง มีศีลธรรมเป็นเลิศ อายุระหว่าง 18 ถึง 45 ปี มีอัตราเงินเดือนสูงสุด 36,410 รูปีศรีลังกา (ราว 6,656 บาท) และหากได้รับเลือก จะได้รับสวัสดิการหลังเกษียณอายุราชการโดยอัตโนมัติ โดยทางการจะเริ่มเปิดสัมภาษณ์ภายในช่วงเดือน มี.ค. ซึ่งก็คือเดือนนี้ แต่ไม่ได้ระบุว่าจะปิดรับสมัครเมื่อใด ทั้งนี้ เพชฌฆาตศรีลังกาคนสุดท้ายลาออกไปตั้งแต่ปี 2014 รวมถึงศรีลังกางดการประหารนักโทษมาตั้งแต่ปี 1976 แล้ว โดยเปลี่ยนไปเป็นการลงโทษสูงสุดที่จำคุกตลอดชีวิตแทน     ขณะที่ตอนนี้ศรีลังกามีนักโทษที่อยู่ระหว่างรอการลงโทษประหารชีวิตอยู่ทั้งหมด 18 ราย แต่การประหารนั้นจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระทรวงยุติธรรมต้องมีการบรรจุเจ้าหน้าที่เพชฌฆาตใหม่เข้าทำงานก่อน แม้ผู้นำศรีลังกาจะชื่นชมสงครามต่อต้านยาเสพติดของฟิลิปปินส์ แต่สหประชาชาติ รวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ...

เศรษฐีอเมริกันควัก 3.4 ล้าน ตามล่าแพะหายาก สัตว์ประจำชาติปากีสถาน

แม้เรื่องนี้จะผ่านมาแล้วร่วมเดือน แต่ก็ขอเขียนถึงสักหน่อย เพราะช่วงนี้มีกระแสดราม่าอนุรักษ์สัตว์ที่ค่อนข้างย้อนแย้งอยู่พอสมควร (ในทวิตเตอร์เดือดกันมาก) และเรื่องนี้ก็เช่นกัน โดยตัวเศรษฐีบอกว่า การออกมาล่าสัตว์หายากในครั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์พวกมันด้วยการล่าพวกมันอย่างถูกกฏหมาย ใช่ครับทุกคนอ่านไม่ผิดหรอก "ล่าเพื่ออนุรักษ์"     เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2019 ไบรอัน คินเซล ฮาร์ลัน เศรษฐีชาวอเมริกันผู้ชื่นชอบการล่าสัตว์จนกลายเป็นคนดังในวงการนี้ ได้จ่ายเงินไปมากถึง 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.4 ล้านบาท เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปล่าแพะหายากในเทือกเขาหิมาลัย ณ ประเทศปากีสถาน โดยเขายังลงทุนจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น รวมถึงไกด์และพราน เพื่อการล่าในครั้งนี้อีกด้วย โดยแพะหายากดังกล่าว คือแพะเขาเกลียวอัสตอร์ มาร์คอร์ (Astor Markhor) มีถิ่นอาศัยอยู่ในแคว้นแคชเมียร์ ทางตอนเหนือของปากีสถาน ปัจจุบันมีประชากรตามธรรมชาติ หลงเหลืออยู่ประมาณ 2,500 ตัว เนื่องจากแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันถูกรุกรานและพวกมันก็ถูกล่าไปเป็นจำนวนไม่น้อย จนตอนนี้พวกมันถูกขึ้นทะเบียนในบัญชีแดงว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบอยู่ในเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์     และในเมื่อห้ามให้ล่าไม่ได้ก็ขอควบคุมจำนวนการถูกล่าแทนละกัน จึงทำให้หน่วยงานเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าของปากีสถาน ต้องออกนโยบายให้โควตาการล่าสัตว์ชนิดนี้ได้ปีละ 12 ตัว โดยให้สิทธิกับชาวต่างชาติเท่านั้น ซึ่งต้องแลกกับการจ่ายเงินมหาศาล โดย 80 เปอร์เซ็นต์จะถูกแบ่งให้ไกด์นำทางและเจ้าของที่พักในพื้นที่อาศัยของแพะภูเขา...

ยอดนิยม

MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

ผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะไม่มีผิดถูก” มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังให้คุณค่ากับสิ่งสวยงามอยู่เสมอ จนกระทั่งผมได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการเดินเป็นเส้นตรงตามกรอบที่สังคมได้กำหนดไว้ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ รวมทั้งคนทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา และสำคัญที่สุดคือผู้ที่สร้างผลงานศิลปะชิ้นนั้นขึ้นมานั่นแหละครับ สถานที่แห่งนั้นคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะห่วย (Museum of Bad Art : MOBA) ที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 2 สาขา (บรูกลิน และ แมสซาชูเซตส์) ซึ่งสะสมและจัดแสดงเฉพาะงานศิลปะที่ห่วยแตกเพียงอย่างเดียว ตรงตามชื่อเป๊ะ ๆ โดยมีคอนเซปโปรโมตประจำพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า “Art too bad to be ignored” (งานศิลป์ที่ห่วยเกินกว่าจะเมินเฉย) เป็นไงหล่ะชัดเจนพอมั้ย ฮ่า ๆ ๆ แต่เห็นแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เงียบเหงานะครับ เพราะที่แห่งนี้ได้รับความนิยมจนต้องมีการปรับปรุงเพิ่มสาขา นับตั้งแต่ปี 1994 ที่ก่อตั้งก็เคยขยายพื้นที่จัดแสดงมาแล้วสองครั้ง จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นในตอนที่ สก๊อต วิลสัน (พ่อค้าวัตถุโบราณ) นำภาพเขียนที่เขาค้นพบในกองขยะให้เพื่อน ๆ ดู แล้วเกิดปิ๊งไอเดียในการจัดแสดงงานศิลปะห่วยขึ้นมา โดยที่เขาเริ่มสะสมและจัดแสดงภาพเหล่านี้ในชั้นใต้ดิน ที่ แต่มันกลับได้รับความนิยมผ่านการบอกปากต่อปาก ทำให้พิพิธภัณฑ์ใต้ดินของเขาเริ่มรองรับจำนวนคนไม่ไหว เลยตัดสินใจย้ายสถานที่จัดแสดงไปยังเวย์เมาต์ และขยายสาขาเพิ่มเติมไปที่บรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีภาพเขียนห่วย ๆ จัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากจะลองไปเที่ยว ไปชมภาพเขียนของจริงก็คงต้องรอไปก่อนนะครับ เพราะ ณ เวลาที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ พิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงครั้งใหญ่จึงปิดการเข้าชมชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด แต่ยังสามารถชมผลงานผ่านทางเว็บไซต์ http://museumofbadart.org  และเฟสบุ๊ค Facbook-Museum of Bad Art ได้ตามปกติครับ ตามจริงแล้วคำว่า “ศิลปะ” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้กับภาพเขียนห่วย ๆ ได้ เพราะนอกจากศิลปะจะมีถูกผิดแล้ว  มันยังมีดี มีแย่ มีห่วย มีชอบ มีไม่ชอบอีกด้วย  ซึ่งคนที่จะตัดสินในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักเหล่าวิจารณ์ ปรมจารย์ศิลปะ...

เศรษฐีลึกลับ เตรียมจัดการแข่งขัน Battle Royale โดยใช้คนจริง บนเกาะส่วนตัวของตนเอง

เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยดูหนังญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Battle Royale (เกมนรกโรงเรียนพันธุ์โหด) หรือเล่นเกมที่ต้องกระโดดร่มลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อทำการเก็บอาวุธใช้สังหารศัตรูกันมาบ้างแล้ว (Pubg) แต่ในครั้งนี้มีเศรษฐีลึกลับผู้หนึ่งสนใจที่อยากจะจัดการแข่งขันแบบนั้นขึ้นมาจริง ๆ โดยตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการจัดหาทีมจัดงานซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นบนเกาะส่วนตัวของเขา โดยจะใช้คนจริง ๆ 100 คน ในการแข่งขัน เหยดดดดดดดด !!! เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2019 เว็บไซต์ hushush.com (เว็บไซต์ขายของรวมถึงงานบริการสำหรับ VIP) ได้ลงประกาศหาผู้ช่วยให้กับเศรษฐีนิรนามรายหนึ่ง ที่คาดว่าร่ำรวยมาจากการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon ให้มาช่วยสร้างการแข่งขัน Battle Royale ที่ใช้คนจริง ๆ จำนวน 100 คน มาสู้กันจนเหลือเพียงคนเดียว โดยเว็บไซต์ระบุว่า เมื่อผู้เข้าแข่งขันเซ็นต์สัญญาจะได้รับค่าจ้างทันทีเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท และหากเหลือรอดเป็นคนสุดท้ายได้ จะได้รับเงินรางวัลเป็นเงิน 3.8 ล้านบาท และการแข่งขันนั้นมีกำหนดการจัดในช่วงหน้าหนาวปีนี้เป็นเวลา 3 วันบนเกาะส่วนตัวที่กำลังจัดหาซื้ออยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะการแข่งนี้ไม่ได้เป็นการเอาชีวิตกันจริง ๆ ทางเว็บไซต์ระบุว่าอาวุธที่ใช้นั้นจะเป็นแค่ปืน Airsoft Gun ที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต และมีการป้องกันด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีความไวต่อการสัมผัส เพื่อส่งสัญญาณว่าใครถูกยิงไปแล้วบ้าง และมีการยืนยันว่า จะออกแบบการแข่งขันครั้งนี้ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด โดยจะมีฝ่ายดูแลสุขภาพและสวัสดิการของผู้เข้าแข่งขันตลอดระยะเวลาอีกด้วย Battle Royale เรื่องย่อ - จืนตนาการถึงประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะล่มสลาย ตกต่ำถึงขีดสุด สังคมเสื่อมโทรมหนัก ทำให้รัฐบาลต้องการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ จึงมีกฏออกมาว่าในแต่ละปี จะมีการสุ่มนักเรียนวัยประมาณ 15 ปี จำนวน 42 คน จากนั้นพาไปปล่อยทิ้งไว้บนเกาะ โดยมีกติกาว่าทุกคนจะต้องไล่ล่ากัน โดยกำหนดเวลา 3 วัน หากครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว (ปลอกคอที่ทุกคนถูกติดตั้งก็จะระเบิด) เพื่อใช้แก้ปัญหาวัยรุ่นไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่านต่อ - ไขอักขระที่ซ่อนอยู่ในตำราแพทย์ อายุนับพันปี! (จารึกโดยหมอของเหล่ากลาดิเอเตอร์)

คืนนี้ ! นักวิทยาศาสตร์จะเผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก

จู่ ๆ ก็มีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของอวกาศ โดยเฉพาะเรื่องสสารลึกลับที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายที่สุดในจักรวาลอย่าง “หลุมดำ” ซึ่งอีกไม่นานนักวิทยาศาสตร์จะปล่อยภาพจริงของมันเป็นครั้งแรกภายใน คืนนี้ 10/04/2019 รูปของหลุมดำที่เราเคยเห็นกันมาก่อนนั้นเป็นเพียงแค่ภาพจำลองของหลุมดำเท่านั้น ในคืนนี้เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์จึงกำลังจะแพร่กระจายภาพจริงจากหลุมดำจำนวน 2 ภาพ สู่สาธารชน โดยภาพดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลมาจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ตั้งอยู่ทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 ที่ ได้แก่ ชิลีเม็กซิโก สเปน ฮาวาย แอริโซนา และแอนตาร์กติก) ในชื่อ Event Horizon Telescope (EHT) ที่เริ่มสำรวจหลุมดำสองแห่ง ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2017 ภาพทั้งสองภาพที่จะถูกเผยแพร่ในคืนนี้ เริ่มจากภาพของหลุมดำที่มีชื่อว่า “Sagittarius A” ซึ่งเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 4.1 ล้านดวง อยู่ห่างจากโลกของเราไปประมาณ 26,000 ปีแสง อีกภาพเป็นภาพของ หลุมดำใจกลาง M87 ที่มีมวลเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ประมาณ 7 พันล้านดวง หรือใหญ่กว่าหลุมดำของเราถึง 1,700 เท่า และยังอยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าถึง 2,700 เท่า สิ่งที่เราจะได้ชมจากภาพทั้งสองภาพเรียกว่า “Event horizons” ซึ่งเป็นการหมุนวนของก๊าซ ฝุ่นละออง ดวงดาว แสง ที่วนรอบวงหลุมดำก่อนที่พวกมันจะถูกดูดเข้าไปข้าง ต้องขอบคุณกล้องโทรทรรศน์ที่กระจายอยู่ตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ นับตั้งแต่ทางเหนือถึงใต้ ในระยะ 9,000 ไมล์ (จากสเปนถึงแอนตาร์กติกา) ซึ่งทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลได้มากมายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาพหลุมดำที่ยากลำบากจนเป็นไปได้ยาก สำเร็จลงได้ในที่สุด ภาพหลุมดำทั้งสองภาพนี้ จะถูกเผยแพร่ให้ชมพร้อมกันในเวลา 20.00 น. ของวันนี้ (2 ทุ่มตรง) ตามเวลาไทย โดยรับชมพร้อมกันทั้ง 6 เมืองจากทั่วโลก ได้แก่ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, บรัสเซลส์ เบลเยี่ยม, ซานติอาโก ชิลี, เซี่ยงไฮ้ จีน, ไทเป ไต้หวัน และโตเกียว ญี่ปุ่น รู้อย่างนี้แล้ว อย่าได้พลาดเชียวนะครับ Fact –...

เปิดต้นตำรับ ประวัติศาสตร์การอาบน้ำแบบครบวงจร ของชาวโรมัน เมื่อ 2,500 ปีก่อน

การ “อาบน้ำ” หรือการชำระร่างกายเพื่อความสะอาดนั้น เป็นเรื่องปกติของคนทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว แต่การอาบน้ำในทรรศนะคติของชาวโรมันในอดีต คือการ "เสพความสุข" ชนิดที่ว่าต้องฟินสุด ๆ เท่านั้นถึงจะพร้อมอาบ และบทความนี้จะถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับการอาบน้ำมากขนาดไหน ! ตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ พวกเขายกย่องการอาบน้ำให้เป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญของชีวิต ยืนยันได้จากการสร้างโรงอาบน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา ซึ่งสถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่า "เธอเม่" (Thermae) โดยภายในสถานที่แห่งนี้ จะแบ่งขั้นตอนของการอาบไว้อย่างชัดเจน เพราะมีทั้งห้องอบไอน้ำ, ห้องอาบน้ำร้อน, และห้องอาบน้ำเย็น ซึ่งตามธรรมเนียมก่อนที่จะอาบน้ำได้ ชาวโรมันเริ่มทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ในห้องอบไอน้ำก่อน พอเหงื่อออกดีแล้ว ก็จะเดินไปอาบน้ำด้วยน้ำร้อน เมื่ออาบเสร็จ ก็จะตบท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นในอีกห้องหนึ่ง ถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการอาบน้ำ ซึ่งการอาบน้ำรูปแบบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของ ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจนมากแค่ไหน คุณก็ต้องหาโอกาสมาอาบน้ำแบบนี้ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ว่ากันว่าเธอเม่ที่ใหญ่ที่สุด ถูกสร้างบนพื้นที่ถึง 70 ไร่ สามารถรองรับลูกค้ามาใช้บริการได้มากกว่า 1,500 คน ในคราวเดียว แต่ก็มีชาวโรมันบางส่วนไม่เห็นด้วย พวกเขามองว่าการอาบน้ำรูปแบบนี้จะนำพาไปสู่ความเสื่อมเสีย มากกว่าความชื่นใจในการพักผ่อน เพราะเธอเม่จะเป็นสถานที่อาบน้ำรวมไม่แยกชายหญิง จึงทำให้บางครั้งก็มีโสเภณีแอบเข้ามาขายบริการในโรงอาบน้ำแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามบันทึกระบุว่า สถานอาบน้ำบางแห่งก็มีภาพรวมดีกว่าซ่องเพียงนิดเดียว ซึ่งบางแห่งก็หนาแน่นไปด้วยความกาม ที่ลูกค้าเข้ามาเปลือยกายรวมแล้วมีเซ็กส์หมู่อยู่ในห้องอบไอน้ำเพียงเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาการมีชู้ และเปลี่ยนคู่นอน ซึ่งขัดแย้งกับศีลธรรมสังคมที่โรมระบุไว้มาอย่างยาวนาน และอีกหนึ่งปัญหาคือของมึนเมา ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นอะไรที่เข้าใจยากและต้องยอมรับ เนื่องจากความร้อนในห้องอบ กับความร้อนจากการออกกำลัง ทำให้คนกระหาย และชาวโรมก็หนีไม่พ้นการระงับคอแห้งด้วยไวน์สักเหยือกกำลังดี แต่สุดท้ายดันเมา นำพาไปสู่การทะเลาะ และปัญหาตามมามากมาย ที่อาบน้ำสาธารณะนับเป็นงานชิ้นเอกอย่างหนึ่งของชาวโรมันทั้งความสวยงามในการก่อสร้าง ความสำเร็จด้านวิศวกรรม คนโรมันรักการอาบน้ำ และยอมรับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขนาดที่มีคำกล่าวว่า “อาบน้ำ ไวน์ และผู้หญิง มักชักพาไปในทางชั่วเสมอ แต่มันก็ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต” Fact - โสเภณีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคกรีกโบราณคือ โอเลทริดิส (Auletrides) ที่มีทักษะมากกว่าการขายบริการทางเพศ เพราะก่อนที่จะร่วมหลับนอนเธอยังสามารถแสดงสิ่งตื่นเต้นต่าง ๆ ให้แขกดูได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การโยนของสลับมือ การฟันดาบ การเล่นกายกรรม หรือการเต้นรำ จึงทำให้บ่อยครั้งเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงส่วนตัวของผู้ที่ซื้อตัวเธอไป และเธอยังเป็นที่รักของเด็ก ๆ ทุกคนอีกด้วย อ่านต่อ - ความโหดร้าย ที่เหล่า “กลาดิเอเตอร์” ต้องพบเจอใน “โคลอสเซียม”

สุนัขจิ้งจอก อาจกลายเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ของมนุษย์ หลัง 60 ปี ความดุร้ายลดน้อยลง

  ถึงแม้ว่าสุนัขจิ้งจอก จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่มีความดุร้าย แต่สัตว์ชนิดนี้ก็เป็นบรรพบุรุษต้นสายของสุนัขบ้านอีกหลายสายพันธุ์ และเมื่อย้อนดูไปในอดีต พบว่า มนุษย์ได้เลี้ยงสุนัขจิ้งจอกเพื่อใช้ในการล่าสัตว์เป็นเวลานานกว่าหลายหมื่นปีมาแล้ว จึงทำให้นักพันธุศาสตร์ชาวรัสเซีย Lyudmila Trut ตัดสินใจเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกกลุ่มหนึ่งให้เชื่อง โดยใช้เวลากว่า 60 ปี เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ให้มนุษย์สามารถเลี้ยงพวกมันให้กลายเป็น "สุนัขจิ้งจอกบ้าน" ได้ เธอเริ่มทำการวิจัยในปี 1959 โดยตัดสินใจย้ายที่อยู่ไปยัง ไซบีเรีย เพื่อที่จะได้พบกับ สุนัขจิ้งจอกเงิน (Silver Fox) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความดุร้ายน้อยที่สุด เพราะพวกมันมักไม่ทำร้ายมนุษย์แต่มักจะแอบไปกินไก่ของชาวบ้านอยู่เสมอ โดยเธอใช้วิธีที่มีชื่อว่า "Domesticating" มีความหมายตรงตัวว่า "ทำให้เชื่อง" คือการดึงคุณสมบัติของสัตว์ที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด เช่น มนุษย์เลี้ยงม้าไว้สำหรับเดินทาง มนุษย์เลี้ยงวัวไว้สำหรับน้ำนม มนุษย์เลี้ยงแมวไว้เป็นเพื่อน และเธอจึงเลี้ยงสุนัขจิ้งจอกไว้เป็นเพื่อน เช่นกัน     โดยทุก ๆ ปี เธอและทีมวิจัย จะทำการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สุนัขจิ้งจอกจำนวน 100 ตัว โดยการประเมินความนิ่ง หากตัวไหนนิ่งที่สุดก็จะผ่านเข้ารอบให้ไปอาศัยอยู่ในสถาบันวิจัย และเมื่อทำการคัดเลือกเสร็จแล้ว ก็จะนำพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ดุร้ายน้อยที่สุด มาผสมพันธุ์กัน เพื่อทำให้สุนัขจิ้งจอกในรุ่นถัดไปมีความดุร้ายน้อยลง เธอและทีมวิจัยทำแบบนี้เรื่อย ๆ ทุกปี จนสุดท้ายความดุร้ายก็ลดน้อยลงจนเกือบที่จะจางหายไปในที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เผยสู่สายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปี 2009 เพราะทางทีมวิจัยมั่นใจแล้วว่า สุนัขจิ้งจอกรุ่นที่ 13 เริ่มมีหางเป็นพวง และเริ่มเชื่องจนเกือบจะกลายเป็นหมาบ้าน 100% ทีมวิจัยได้นำตัวอ่อนของ สายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่เชื่องไปฝากครรภ์ไว้ในสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกที่ดุร้าย เพื่อศึกษาว่า ลูกที่ออกมาจะมีนิสัยเป็นอย่างไร ? ผลปรากฏว่า ลูกสุนัขจิ้งจอกเชื่องเหมือนพ่อแม่ต้นกำเนิด จากการตรวจสอบ DNA พบว่า ความเชื่องอยู่ในระดับพันธุกรรมของลูกสุนัขจิ้งจอกแล้ว     ผลสรุปการทดลองที่ยาวนานกว่า 60 ปี - "ท้ายที่สุดจิ้งจอกใน Generation นี้ พร้อมที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับครอบครัวที่ต้องการจะดูแลพวกมัน แม้พวกมันจะมีสัญชาตญาณนักล่ามากกว่าสุนัขทั่วไป แต่ก็ไม่ดุร้ายเทียบเท่าสุนัขจิ้งจอกที่พบในป่า" ปัจจุบัน Lyudmila Trut มีอายุ 80 ปี และโครงการยังคงดำเนินต่อไป เพื่อทำการปรับปรุงสายพันธุ์และเป็นการอนุรักษ์สุนัขจิ้งจอกในไซบีเรีย Fact - สุนัขจิ้งจอกตั้งท้องนาน 2 เดือน คลอดลูกครั้งละ 4-5 ตัว มีอายุขัยประมาณ 12 ปี ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง...

ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

  แบร์ กริล (Bear Grylls) มีชื่อจริงว่า เอ็ดเวิร์ด ไมเคิล กริล (Edward Michael Grylls) เกิดเมื่อ 7 มิถุนายน 1974 ในตระกูลผู้ดีในประเทศไอร์แลนด์เหนือ ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีลูกชาย 3 คน ความชื่นชอบในการผจญภัยมาจากการที่มีพ่อที่เคยเป็นทหารราชนาวี เวลาพ่อไปลุยป่าออกแคมป์ที่ไหนแบร์ก็จะไปด้วย ทำให้เขามีสกิลการเอาตัวรอดที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆเลยหล่ะ กริลส์ พูดได้ 3 ภาษา อังกฤษ , สเปน และ ฝรั่งเศส คาราเต้สายดำสองสาย จบปริญญาสาขาสเปนและละตินอเมริกันศึกษา ที่เบิร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2     ครอบครัวของ แบร์ กริล ย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อเขาอายุ 4 ขวบ ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นทหารหน่วยรบพิเศษของกองทัพสหราชอาณาจักร หรือก็คือหน่วย SAS สุดโด่งดัง นั่นเอง (มีผู้สมัครกว่า 100 ราย คัดเลือกจนเหลือเพียง 6 รายเท่านั้น) แต่ประสบอุบัติเหตุจากการโดดร่มที่ประเทศแซมเบียในปี 1996 อาการบาดเจ็บสาหัสนี้ทำให้ เขาถูกปลดประจำการ และ 18 เดือนให้หลัง เขาก็สร้างชื่อเสียงให้ตนเองโดยการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ในปี 1998 ด้วยวัย 23 ปี ก่อนที่จะมาทำรายการ Man VS Wild แบร์ยังเคยทำอะไรบ้าๆมาแล้วมากมาย เช่น เคยเอาอ่างอาบน้ำมาทำเป็นเรือแล้วเปลือยกายล่องแม่น้ำเธมส์ สร้างสถิติโลกด้วยการทานดินเนอร์บนโต๊ะอาหารที่ห้อยจากบอลลูน ที่ความสูง 7,600 เมตร ท่องภูเขาหิมาลัยด้วยพาราไกลเดอร์ ที่ความสูง 26,000 ฟุต ล่องเรือยางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค "นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตผม ผมต้องให้ครอบครัวและเพื่อนพ้องคอยดูแล ร่างกายของผมค่อยๆดีขึ้น ณ ตอนนั้น ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งมันต้องมีอะไรแรงๆ มาเกิดขึ้นกับชีวิตคุณสักครั้ง เพื่อที่จะทำให้คุณตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตคุณจริงๆ และ ผมออกจากโรงพยาบาลด้วยใจที่ลุกโชนอีกครั้ง" - แบร์ กริล กล่าว แล้วก็ออกไปทำอะไรข้างต้นอย่างที่เรานำเสนอไปนี่แหละ ไฟพี่แกคงลุกไปถึงดาวอังคารแน่ๆเลย     Man...