ความจริงแล้วแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด มีประวัติเก่าแกมากเทียบเท่ากับมนุษย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว แต่แวมไพร์ตอนนั้นช่างแตกต่างกับแวมไพร์ตอนนี้ห่างไกลกันเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น
ลามาซตู (Lamashtu) ในยุคเมโซโปเตเมีย ผีดิบที่มีหัวเป็นสิงโตแต่ร่างกายเป็นลา
สไทรเจส (Striges) ในยุคกรีกโบราณ ที่บรรยายไว้เพียงว่าเป็นนกที่กระหายเลือด
มานานังกัล (Manananggal) ฟิลิปปินส์ ลักษณะของผีดิบตนนี้ จะคล้ายกับกระสือของบ้านเรา เพราะจะมีเพียงครึ่งท่อนบนที่บอนไปบินมาพร้อมกับปีกขนาดใหญ่ที่คล้ายกับปีกค้างคาว
ยารามายาฮู (Yaramayahoo) ออสเตรเลีย คนสีแดงร่างเล็กซึ่งมีหูขนาดใหญ่และมีปากกว้าง ชอบที่จะดูดเลือดและมือและเท้า

และยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ถึงแม้ว่าหน้าตาจะต่างกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผีดิบทุกตนมีเหมือนกันนั่นก็คือ การมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการดูดเอาพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิต และนี่เองคือลักษณะเฉพาะของเหล่าแวมไพร์ ส่วนลักษณะอื่นๆอาจจะมีแตกต่างหรือเปลี่ยนไปบ้างตามกระแส แล้วสรุปว่าแวมไพร์มีตัวตนอยู่จริงรึเปล่าหล่ะ…? คำตอบคือ: เป็นเพียงความเชื่อ และความเข้าใจผิดของชาวยุโรป เพราะมาจากเรื่องนี้ครับ

ในอดีต ชาวยุโรปหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตไปจากโรคประหลาด ที่ไม่มีทางรักษา ทำให้ชาวบ้านที่เหลือต้องทำการขุดหลุมฝังศพเพื่อนำมาศึกษาดูว่าแท้จริงแล้วพวกเขาตายเพราะโรคอะไร แต่เมื่อขุดศพขึ้นมา จึงได้พบว่าศพนั้นดูเหมือนยังมีชีวิต เล็บยาวขึ้น ผมยาวขึ้น หน้าท้องที่นูนขึ้น รวมถึงรอยเลือดที่มุมปาก (ชาวบ้านจึงคิดว่า คนเหล่านี้ยังไม่ตายชัดๆ คนเหล่านี้ต้องเป็นผีดิบแวมไพร์แน่ๆ)

 

 

ชาวบ้านที่เหลือจึงคิดค้นพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ เพื่อป้องกันผีดิบ ซึ่งแตกต่างออกไปในแต่ละภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะตัดคอ ตอกร่างติดกับโลงศพ รวมถึงการเผาซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าในศาสนาคริสต์การฝังศพคือพิธีกรรมที่ถูกต้อง

แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านคิดนั้น เป็นอาการปกติของศพตามธรรมชาติเพราะ เมื่อร่างกายเริ่มเน่าเปื่อยผิวหนังจะแห้งทำให้ผมและเล็บยาวขึ้น แบคทีเรียในช่องท้องทำให้เกิดแก๊ซ ทำให้ดูบวมขึ้น และดันของเหลวต่างๆออกจากร่างกาย แต่ในสมัยนั้นความรู้เหล่านี้ยังไม่แพร่หลาย ทำให้ชาวบ้านก็ต่างเชื่อกันฝังใจต่อไป

 

 

เดือดร้อนถึง จักรพรรดินีต้องส่งหมอออกพิสูจน์เพื่อลดความงมงายในเรื่องแวมไพร์ จนถึงขั้นต้องออกกฏหมายห้ามขุดค้นหลุมฝังศพ จึงทำให้ความเชื่อเรื่องแวมไพร์เริ่มจางหายไปตามกาลเวลา แต่เรื่องราวและตำนานก็ยังคงอยู่ จนนำไปสู่วรรณกรรมและนิยายระดับตำนาน เช่น
– หนังสือ The Vampire โดย จอห์น วิลเลียม โพลิดอรี 1819
– นิยายโกธิค Carmilla โดย โจเซฟ เชริดัน เล ฟานิว 1871
– และเล่มที่ดังที่สุด Dracula โดย แบรม สโตกเกอร์ 1897

และหนังสือ Dracula โดย แบรม สโตกเกอร์ นี่แหละครับ ที่ทำให้คนทั่วโลกเข้าใจผิด คิดว่า แวมไพร์มีตัวตนอยู่จริง นั่นก็เพราะ สโตกเกอร์เขียนหนังสือเล่มนี้โดยใส่เรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เข้าไปด้วย เช่น อลิซาเบธ บาโธรี่ หญิงสาวที่โหดเหี่ยมที่สุดในโลก เธอมักจะอาบเลือดของสาวพรมจรรย์เพราะอย่างมีผิวที่สวยและไม่เหี่ยวย่น รวมถึงเรื่องของ วลาด ดราคูล ที่ประหารข้าศึกอย่างโหดเหี้ยมโดยการใช้ไม้เสียงตั้งแต่ทหารจนทะลุออกปาก

และความเชื่อที่ว่า แวมไพร์กลัวไม้กางเขน แพ้แสงอาทิตย์ ต้องใช้ลิ่มที่ถูกหลอมจากเงินแท้เท่านั้นถึงจะฆ่าแวมไพร์ได้ หรือการที่แวมไพร์มองไม่เห็นเงาตัวเองในกระจก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ สโตกเกอร์ จินตนาการขึ้นมาเพื่อใช้เขียนในนิยายทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ทำให้แวมไพร์เป็นอมตะได้จริงๆนั้น คงจะเป็นเพราะเรื่องเล่าต่างๆ และความกลัวของพวกคุณนั่นแหละ ที่ทำให้ผีดิบตนนี้เป็นอมตะจริงๆได้ตลอดกาล

ขอบคุณข้อมูลจาก – TED-Ed Thai ช่องนี้สนุกมาก ปกติผมจะฟังเป็นภาษาอังกฤษแต่ตอนนี้เค้าพากษ์ไทยให้ด้วย รักเลยครับ

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน