คิดว่าทุกคนคงจะรู้จัก “เมาคลี และ ทาร์ซาน” กันเป็นอย่างดี ทั้งคู่เป็นเด็กผู้ชายที่เติบโตและอาศัยอยู่ในป่าโดยมีสัตว์เป็นผู้เลี้ยงดู โดยที่เมาคลีถูกเลี้ยงโดยครอบครัวหมาป่า ส่วนทาร์ซานอาศัยอยู่กับฝูงลิง หลายคนอาจจะคิดว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยสัตว์นั้นเป็นเพียงเรื่องแต่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเด็กที่ถูกเลี้ยงดูและอาศัยอยู่กับสัตว์นั้นมีมากมาย โดยนักจิตวิทยาเรียกเด็กเหล่านี้ว่า Feral Child หรือบางทีก็เรียกว่า Wild Child และนี่คือ 1 ตัวอย่างของคนที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของฝูงสัตว์ครับ

ชายชาวสเปนชื่อว่า “มาร์กอส โรดิเกซ ปันโตข่า” เกิดปี 1946 หลังจากสูญเสียแม่ไปเมื่ออายุได้เพียง 3 ขวบ พ่อบังเกิดเกล้าก็ขายเขาให้กับคนเลี้ยงสัตว์ เพราะต้องการแต่งงานใหม่โดยไม่มีลูกติด มาร์กอส ใช้ชีวิตอยู่กับคนเลี้ยงสัตว์นาน 4 ปี จนกระทั่งคนเลี้ยงสัตว์ได้เสียชีวิตไป ทิ้งให้เด็กชายมาร์กอสวัย 7 ขวบ ต้องอยู่คนเดียวตามลำพังบนเทือกเขา เซียร์รา โมเรนา (Sierro Morena)

ซึ่งก็นับว่าบนความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีปนอยู่บ้าง เพราะในระหว่างที่คนเลี้ยงสัตว์มีชีวิตอยู่นั้น เขาก็ได้ถ่ายทอดวิชาเอาตัวรอดต่างๆให้กับ มาร์กอส ทั้งการวางกับดัก การล่ากระต่าย การตามหาไข่นกกระทา และนี่แหละครับ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตแบบ “เมาคลีลูกหมาป่า” ของจริง

 

 

มาร์กอสต้องเริ่มเรียนรู้การอยู่รอดโดยมีพวกสัตว์คอยเป็นไกด์ให้ – “วันหนึ่งผมได้เข้าไปในถ้ำและเริ่มเล่นกับลูกหมาป่าที่อยู่ในนั้น จากนั้นผมก็หลับไปแล้วตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนที่แม่หมาป่าเอาอาหารมาให้ลูกๆของพวกมัน เธอมองมาที่ผมด้วยสายตาหวาดกลัว แต่ตอนนั้นผมคิดไม่อะไรไม่ออกแม้กระทั่งความกลัว นอกจากขโมยชิ้นเนื้อพวกนั้นจากพวกหมาป่า เพราะผมหิวมาก หลังจากเธอให้อาหารลูกๆเสร็จแล้ว เธอก็โยนเนื้อชิ้นหนึ่งมาให้ผม ในหัวยังคงคิดว่าเธอจะเข้ามากัดผมรึเปล่า ปรากฏว่าไม่ใช่… เธอแลบลิ้นแล้วเลียผม หลังจากนั้นผมก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวหมาป่า”

การใช้ชีวิตกับฝูงหมาป่า ทำให้เขามีพี่น้อง และมีแม่ที่คอยปกป้องดูแล เขาต้องกินนอนอยู่ในถ้ำ ต้องเรียนรู้วิธีล่าแบบหมาป่า และแน่นอนว่าต้องเรียนรู้วิธีสื่อสารแบบหมาป่าเช่นกัน ในช่วงว่าง มาร์กอส จะเลียนแบบเสียงของสัตว์ต่างๆ ซึ่งพอเขาเหงาเขาก็จะโห่ร้องออกไป และเมื่อได้รับการตอบกลับเขาก็จะรู้สึกดีเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง จากนั้นมาร์กอสก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากการพูดเป็นคำ มาเป็นการร้องคำรามเหมือนสัตว์แทน

เขาใช้ชีวิตเช่นนั้นนาน 12 ปี จนกระทั่ง มาร์กอสในวัย 19 ถูกหน่วยดูแลและป้องกันพลเรือนและได้พรากเขาจากถิ่นอาศัยตามธรรมชาติอันเป็นที่รักมายังหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในสเปน หลังกลับมาใช้ชีวิตแบบมนุษย์ แทนที่เจ้าหน้าที่น่าจะส่งมาร์กอส ให้ไปเรียนหนังสือหรือไปโรงเรียน แต่เจ้าหน้าที่กลับส่งมาร์กอสให้ไปเป็นทหาร เขาได้เรียนวิธีการยิงปืนฆ่าคน ก่อนวิธีการคุณเลขบวกเลขเสียอีก

 

 

จนมาร์กอสกลับมาจากสงครามหลังได้เข้าร่วมอยู่ในกองทัพในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็โชคดีเพราะได้แม่ชีคอยดูแล สอนให้เขากินอาหารอย่างถูกต้อง สอนให้เขาเข้าสังคม และช่วยทำกายภาพบำบัดโดยใช้ไม้ดัดหลังเพื่อทำให้มาร์กอสกลับมาเดินหลังตรงได้เหมือนคนทั่วไป

เขาเล่าว่า หลังจากที่พยายามปรับตัวมาใช้ชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไป เขาทั้งถูกโกง ถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกเอาเปรียบจากเจ้านาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนมักใช้ประโยชน์จากความไร้เดียงสาของเขา อย่างเช่น การเข้าร้านตัดผมครั้งแรกเขาหลอนเป็นอย่างมาก เพราะกลัวช่างเอามีดโกนมาปาดคอ หรือเขาไม่สามารถรับมือกับเสียงดังจากรถและผู้คนที่วุ่นวายได้ เพราะขนาดมดยังเดินเป็นเส้นตรงเล

 

 

ทุกวันนี้ มาร์กอส อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่เขาเช่า ห้องนอนไม่มีเตียงหรือเฟอร์นิเจอร์ใดๆ มีแค่ผ้าห่มกับกระดาษหนังสือพิมพ์ยับๆ…

หลายคนสงสัยว่า หากเขาไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ล่ะก็ ทำไมเขาถึงไม่กลับไปอยู่กับฝูงหมาป่าเหมือนเดิมล่ะ คำตอบคือเขาพยายามกลับไปแล้ว แต่หมาป่าพวกนั้นไม่ได้มองเขาเป็นพี่น้องอีกต่อไป ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลามาร์กอสส่งเสียงเรียกออกไป พวกมันจะเข้ามาหา แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว โดยมาร์กอสบอกเหตุผลว่า “ผมกลิ่นตัวเหมือนมนุษย์ ผมฉีดน้ำหอม”

 

 

ข้อมูลทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณ “กาเบรียล เจเนอร์ มานิลา” นักเขียนและนักมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัย Balearic Island ที่เลือกเขียนงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับมาร์กอส ซึ่งทำให้เรื่องราวของลูกหมาป่าคนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่เจเนอร์ ไม่ได้เชื่อทุกสิ่งที่มาร์กอสเล่า เขาใส่บทวิเคราะห์ของตัวเองเข้าไปว่า – “มาร์กอส เป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง ผมคิดว่าเรื่องจริงคือเขาอยู่อย่างโดดเดียวบนเทือกเขาจริง แต่เรื่องการเลี้ยงดูจากสัตว์เขาน่าจะจินตนาการไปเอง แต่ก็แปลกนะไม่ว่าผมจะถามอีกกี่ครั้ง เขาก็เล่าเหมือนเดิมทุกครั้ง และผมได้เดินทางไปหาแม่ชีที่เคยสอนเขา ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาตรงเปี๊ยบกับที่มาร์กอสเล่า ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องการ การตรวจสอบอย่างละเอียดเลยหล่ะ”

ปัจจุบัน มาร์กอส ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายเรื่อง “ความรักที่เขามีต่อสัตว์ และ ความสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม” ซึ่งใช้ประสบการณ์โดยตรงของเขาให้เป็นประโยชน์นั่นเอง และดูเหมือนเด็กๆจะชอบเรื่องราวของเขามากด้วยสิ อิอิ

มีสารคดี และภาพยนต์มากมายที่นำเรื่องราวของมาร์กอส ไปเผยแพร่แต่เรื่องที่เข้าท่าที่สุดก็คงจะเป็น หนังเรื่อง Among Wolves หรือ Entrelobos ผมก็ไม่รู้นะว่าสนุกมั้ย แต่ BBC เค้าบอกมาว่าดีก็เชื่อเค้าหน่อยละกัน

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment