เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2018 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการพิจารณามรดกโลก (Unesco) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “ดนตรีเร็กเก้” เป็นหนึ่งในมรดกโลกด้านภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (intangible cultural heritage) โดยระบุว่า – “เร็กเก้เป็นสิ่งที่สะท้อนรากเหง้าของชาวจาเมกา”

 

 

ทั้งนี้ สำหรับดนตรีเร็กเก้ เป็นแนวดนตรีแอฟริกา-แคริบเบียน กำเนิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 60 (สันนิษฐาน 1968) มีความโดดเด่นอย่างชัดเจน ในเนื้อหาเพลงที่เกี่ยวกับ ปัญหาการเมือง ความรัก ธรรมชาติ การจำคุก และความเหลื่อมล้ำในสังคม

โดยเริ่มได้รับความนิยมเริ่มจากภายในประเทศเรื่อยไปจนถึงอเมริกากลาง อเมริกาเหนือและลาตินอเมริกา จนกระทั่งไปถึงยุโรปโดยมีชาวจาเมกาที่เป็นผู้ลี้ภัยสงครามได้เข้าไปเผยแพร่

 

 

และเมื่อเร็กเก้ได้เข้าสู่โลกของชาวตะวันตกก็ได้เกิดการผสมผสานระหว่าง ดนตรีแนวเร็กเก้กับดนตรีแนวโซลและอาร์แอนด์บีจนแตกออกเป็นสาขาที่เรียกว่า “เพลงสกา”

แต่หากจะถามว่าแล้วเพลง “เร็กเก้” กับ “สกา” แตกต่างกันอย่างไร ? เรื่องนี้คงต้องยกคำตอบจากในหนังสือ “ศาสดาขบถ กัญชา อิตถีเพศ และเทศนาด้วยบทเพลง” มาอธิบาย

ตอบ : เนื่องจากสกามีการนำแนวดนตรีโซลกับอาร์แอนบีเข้ามาผสม จึงทำให้มีจังหว่ะมากขึ้น ทั้งการยก และการลัด จนเหมือนกับเป็นดนตรีอาร์แอนบีอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสกาจะเน้นไปที่ความสนุกและดนตรีที่เร็วกว่าเร็กเก้อย่างเห็นได้ชัด

 

 

ซึ่งดนตรีเร้กเก้มีนักร้องดังอย่าง บ็อบ มาเลย์ (Bob Marley) ที่กลายเป็นราชาเพลงในตำนาน และมีพืชอย่างกัญชาเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน

ปัจจุบัน ยูเนสโกมีมรดกโลกที่เป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวนทั้งสิ้น 399 รายการ ซึ่งครอบคลุมวัฒนธรรมท้องถิ่นหลากหลายประเภท ทั้งการเต้นรำ การทำอาหาร การต่อเรือ ประเพณีการละเล่น และเทศกาลต่าง ๆ

ซึ่งการได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น แม้จะเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ แต่จะทำให้วัฒธรรมนั้น ๆ และประเทศที่เป็นเจ้าของ เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน