ชายผู้วิ่งมาราธอนฝ่าทะเลทราย แต่สุดท้ายกลับรอดมาได้เพราะกินค้างคาว

นี่คือเหตุการณ์เอาชีวิตรอดสุดเหลือเชื่อของนักวิ่งโอลิมปิกชาวอิตาลี เมาโร ปรอสเปรี ที่ได้ลงแข่งวิ่งในงาน Marathon des Sables (อ่านว่า มาราธอน เดอส์ ซาเบลอส์) เมื่อปี 1994 ขณะนั้นเขามีอายุ 39 ปี โดยมาราธอนงานนี้คือการวิ่งบนผืนทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายที่กว้างและแห้งแล้งที่สุดในโลก ระยะทางตั้งแต่จุดเริ่มต้นถึงเส้นชัยยาวกว่า 246 กิโลเมตร กำหนดการแข่งขันทั้งหมด 6 วัน แต่เขากลับหลงทางในทะเลทรายเป็นเวลานานถึง 9 วัน (นับจากวันที่หลง) และนี่คือเรืองราวการเอาชีวิตรอดที่เขาได้เล่าเอาไว้ในปี 2014 ครับ

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1993 ด้วยความที่ เมาโร เป็นนักกีฬามาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาจึงได้รับการชักชวนจากเพื่อนนักวิ่งด้วยกันให้ไปลองแข่งวิ่งมาราธอนข้ามทะเลทราย ซึ่งขณะนั้น เมาโร แต่งงานมีลูก 3 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบความท้าทายเขาจึงตอบตกลงเพื่อนและบอกกับครอบครัวในวันสุดท้ายที่จะเดินทางว่า เขากำลังจะเดินทางแข่งขันนะแต่ไม่ต้องห่วง เพราะเขาจะกลับมาให้เร็วที่สุดเมื่อแข่งจบ

ซึ่งก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลัก ก่อนอื่นต้องขออธิบายถึงความโหดของงาน มาราธอน เดอส์ ซาเบลอส์ ก่อนว่ามันโหดหินขนาดไหน ด้วยความที่ชื่องานก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นงานวิ่งมาราธอนบนทะเลทราย แน่นอนว่าสิ่งที่จะต้องพบเจอเป็นอย่างแรกนั่นก็คือ ความร้อน ซึ่งอุณหภูมิในช่วงกลางวันจะอยู่ที่ประมาณ 47-50 องศาเซลเซียส (หรืออาจร้อนกว่านั้น) ซึ่งยังไม่นับรวมความร้อนในร่างกายที่จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อคุณเริ่มวิ่งอีกด้วย

อย่างที่สองคือ พายุทะทราย ด้วยความที่ทะเลทรายซาฮาร่าเป็นทะเลทรายที่กว้างและแห้งแล้งที่สุดในโลกจึงทำให้คุณมีโอกาสสูงมากที่จะหลงทางเพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะพบเจอแต่ทราย ทราย ทราย อีกทั้งเมื่อต้องเจอกับพายุทะเลทรายก็ยังไม่สามารถหยุดวิ่งได้ เพราะพายุจะสามารถพัดพาทรายจำนวนมากมาทับถมคุณ คุณจึงจำเป็นต้องวิ่ง วิ่ง วิ่งต่อไปเพื่อไม่ให้ถูกทรายทับตายนั่นเอง

 

 

และอย่างที่สาม จิตใจของคุณเอง อย่างที่เกลิ่นไปข้างต้นว่างานวิ่งนี้ถูกออกแบบมาให้วิ่งทั้งหมด 6 วัน ซึ่งแต่ละวันนักวิ่งจะต้องวิ่งไปให้ถึงจุดเซฟโซนเผื่อไปเติมเสบียงและจะได้ไม่พัดหลงกับนักวิ่งคนอื่น ๆ ซึ่งด่านที่ 1 คุณจะต้องวิ่ง 33.8 กิโลเมตร, ด่านที่ 2 วิ่ง 38.5 กิโลเมตร, ด่านที่ 3 วิ่ง 35 กิโลเมตร, ด่านที่ 4 วิ่ง 81.5 กิโลเมตร, ด่านที่ 5 วิ่ง 42.2 กิโลเมตร และด่านที่ 6 วิ่งอีก 15.5 เพื่อเข้าเส้นชัย อย่างที่เห็นคือ ในช่วงด่านแรก ๆ จะออกแบบมาให้นักวิ่งทุกคนวิ่งได้ แต่ช่วงด่านหลัง ๆ จะเป็นด่านทดสอบจิตใจ บางครั้งคุณต้องเลือกเองว่าจะวิ่งต่อเพื่อชัยชนะ หรือจะหยุดพักเพื่อเอาชีวิตรอด

 

 

ย้อนกลับมาที่เรื่องของ เมาโร เมื่อเขาและเพื่อนเดินทางไปถึงจุด Start ของงาน (เริ่มที่ประเทศโมร็อคโค) โดยในการแข่งขันครั้งนั้นมีนักวิ่งเข้าร่วมทั้งหมด 80 คน ซึ่งแน่นอนว่า เมาโร ตั้งเป้าอยากเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งในการแข่งขันครั้งนี้เช่นเดียวกับการแข่งขันครั้งอื่น ๆ ที่ผ่านมา

เมื่อเริ่มวิ่งไปได้สักพัก เมาโร ก็รับรู้ได้ทันทีว่าการแข่งมาราธอนครั้งนี้แตกต่างจากการวิ่งแข่งมาราธอนทั่วไป เพราะบางครั้งคุณไม่สามารถมองเห็นได้ ไม่สามารถหายใจได้ และยังมีเป้ใบใหญ่คอยถ่วงความเร็วของคุณอยู่ตลอดทุกฝีก้าว “ยิ่งผมก้าวเร็วเท่าไหร่มันก็เหมือนผมยิ่งถูกฝังลงในทะเลทรายมากเร็วขึ้นเท่านั้น และต้องขอสารภาพเลยว่าผมกลืนทรายเข้าไปมากทีเดียว”

 

 

การแข่งขันดำเนินต่อไป เมาโร สามารถผ่านด่านที่ 1 2 และ 3 ตามเวลาที่เขาวางแผนเอาไว้ได้อย่างไร้ปัญหา จนกระทั่งเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในวันที่ 4 ของการแข่งขัน เมื่อ เมาโร กำลังวิ่งจู่ ๆ เขาก็ถูกพายุทะเลทรายลูกใหญ่พัดแสกหน้าเข้าอย่างจัง แต่ด้วยความที่กลัวว่าจะแพ้และอาจจะทรายทับ เขาจึงตัดสินใจเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม เมื่อพายุสงบจึงหยุดพัก

แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่าการพลาดอันดับที่หนึ่งก็คือ ตอนนี้เขาได้หลงทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากพายุที่รุนแรงทำให้เขาวิ่งออกนอกเส้นทางโดยไม่รู้ตัว แต่ด้วยความเหนื่อย เมาโร จึงตัดสินใจหยุดพักและกางเต็นท์นอนเพื่อออมแรงไว้ในวันถัดไป โดยในใจกำลังคิดอยู่ว่า ถ้าเข้าเส้นชัยได้เป็นอันดับที่ 4 ก็ยังดี…

เมื่อตื่นขึ้นมา เมาโร ก็รีบเก็บสัมภาระเพื่อวิ่งต่อทันทีโดยที่เขาคิดว่าถ้าวิ่งไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะเจอกับนักวิ่งเข้าสักคน ซึ่งความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ว่าเขาจะวิ่งไปไกลเท่าไหร่สิ่งที่ก็มีเพียงแค่ ทราย ทราย  ทราย (ปกติจะมีธงเหลืองปักอยู่เพื่อบอกเส้นทาง) และตอนนี้ภายในกระเป๋าก็เหลือเพียงอาหารและน้ำอีกนิดหน่อยเท่านั้น

 

วันแรกของการหลงทาง

ด้วยความที่คุณปู่ของ เมาโร เคยเป็นทหารเข้าร่วมรบในช่วงสงครามโลก คุณปู่จึงเล่าให้ฟังว่า เวลาที่ติดอยู่ในที่ไม่สามารถออกไปไหนได้ ทหารจะต้องฉี่ใส่ขวดเผื่อเวลาที่ร่างกายของเราขาดน้ำจริง ๆ ฉี่นี่แหละคือคำตอบ ซึ่ง เมาโร ก็ปฏิบัติตามเรื่องเล่าของคุณปู่ทันที โดยแผนของเขาตอนนี้ก็คือ การปีนข้ามเนินทรายสูงทุกลูกเพื่อหวังว่าจะพบกับนักวิ่งเข้าสักคน และภาวนาให้ทางผู้จัดงานหาเขาให้พบ จนกระทั่งหมดวันเขาก็หลับไป

 

วันที่ 2

เขาถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้จัดงานได้แจกพลุขอความช่วยเหลือให้กับนักวิ่งทุกคนไว้ใช้ในกรณีที่ต้องขอความช่วยเหลือจริง ๆ แต่เมื่อเขายิงพลุขึ้นไปบนฟ้ามันกลับมีลูกไฟที่เล็กมาก เล็กจนคนขับเฮลิคอปเตอร์ไม่ทันสังเกตเห็น “เชื่อผมเถอะว่าของที่พวกเขาให้มามันห่วยมาก มันมีขนาดเล็กกว่าปากกาที่เราเอาไว้เขียนเสียอีก”

 

วันที่ 3

เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย เมาโร จึงตัดสินใจเดินข้างหน้าไปเรื่อย ๆ จนได้พบกับ อาคารเก็บศพหลังหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในนั้นเพื่อหวังว่าจะได้พบกับใครสักคน แต่สิ่งที่พบเจอกับมีเพียงหีบศพที่ตั้งอยู่กลางอาคารโล่ง ๆ เท่านั้น และตอนนี้ร่างกายของเขาก็กำลังอ่อนแอสุดขีด เพราะไม่ได้ทานอาหารติดต่อกันนาน 3 วันแล้ว

 

วันที่ 4

ครั้งนี้เขาถูกปลุกด้วยเสียงของค้างคาวหลายตัวที่อาศัยอยู่ภายในอาคาร ด้วยความหิวและสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด เมาโร จึงตัดสินใจจับค้างคาวมาตัดคอและใช้มีดคนเครื่องในทุกอย่างเข้าด้วยกันและยกซดทันที ซึ่งเขากินเมนูเปิบพิสดารค้างคาวนี้ไปกว่า 20 ตัว และเมื่อกินเสร็จเขาก็นำร่างที่ไร้หัวของพวกมันไปฝังไว้นอกอาคารให้ด้วย ซึ่งหลังจากที่กินอาหารมื้อพิเศษนี้เข้าไป เขาจึงตัดสินใจอยู่รอความช่วยเหลือภายในอาคารเก็บศพแห่งนี้เป็นเวลา 3 วัน

ในช่วงของวันที่ 5 เขาได้ยินทั้งเสียงเฮลิคอปเตอร์ และเสียงเครื่องบิน แต่ไม่ว่าเขาจะเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเท่าไหร่ก็ไม่มีผู้ใดได้ยิน …

 

วันที่ 7

“ผมรู้สึกสิ้นหวังและซึมเศร้าเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นผมกำลังคิดอยู่หลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องลูกและเรื่องภรรยาว่าพวกเขาจะยกโทษให้ผมมั้ย ถ้าผมตายอยู่ที่นี่จะมีคนมาพบศพผมเมื่อไหร่ แล้วพวกเขาจะรู้มั้ยว่าผมเป็นใคร” ด้วยความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนจึงเป็นสาเหตุให้ เมาโร ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือของตัวเอง เมื่อเขากรีดเสร็จก็ล้มตัวลงนอนโดยขอให้มันผ่านพ้นไปอย่างไม่ทรมาน…

 

วันที่ 8

เมาโร ตื่นขึ้นด้วยความตกใจว่าทำไมเขายังไม่ตาย และเมื่อเขายกข้อมือของตัวเองมาดูก็ได้คำตอบว่า เป็นเพราะร่างกายของเขาขาดน้ำมาเป็นเวลานานทำให้เลือดและผิวหนังแห้งสะจนเขากรีดไปไม่ถึงเส้นเลือด “เมื่อคุณผ่านพ้นประสบการณ์เฉียดตายมามากพอ คุณก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีก ผมรวบรวมความกล้าและจิตวิญญาณทั้งหมด ในตอนนั้นผมคิดว่าผมจะต้องเอาชีวิตรอดกลับไปหาลูกให้ได้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมก้าวเดินอีกครั้งซึ่งถ้าจะตาย ก็ขอตายข้างนอกนั่นแหละ”

“ด้วยความมุมานะสุดขีด ผมเดินตรงไปโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะเดินไปที่ไหน แต่สิ่งที่คิดอยู่ภายในจิตใจอย่างเดียวคือผมจะต้องรอดกลับไปให้ได้ ในระหว่างทางผมได้เจอกับกิ้งก่าและงูตลอดเส้นทาง ซึ่งผมก็จับพวกมันมากินสด ๆ นั่นแหละ ในตอนนั้นผมรู้เลยว่า ผมได้ปลุกสัญชาตญานมนุษย์ถ้ำของตัวเองขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

เมาโร ยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาได้พบกับ โอเอซิสขนาดย่อมแห่งหนึ่ง เขาใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมงอยู่ที่นั่นเพื่อดื่มน้ำและพักผ่อน

 

วันที่ 9

หลังจากพักผ่อนจนพร้อม เมาโร ก็เริ่มเดินต่ออีกครั้ง ซึ่งพอออกเดินไปได้ไม่นานเขาก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง ในตอนแรกเมื่อเธอเห็น เมาโร เธอก็วิ่งหนีทันที “คุณลองคิดดูดิเป็นใครจะไม่ตกใจบ้างเจอคนอดข้าวอดน้ำไม่ได้อาบน้ำมา 9 วัน” แต่หลังจากนั้นเธอก็นั่งรถยนต์กลับมาพร้อมกับทหารอีก 2 นาย ทหารได้ขับรถพา เมาโร เข้าไปยังค่ายเพื่อทำการตรวจร่างกาย และได้รายงานถึงสถาณการณ์ปัจจุบันให้ เมาโร ฟังว่า

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในพื้นที่ของประเทศแอลจีเรีย ซึ่งถ้านับจากจุดเริ่มต้นของงานมาราธอน จะเท่ากับว่าคุณเดินทางมาไกลเป็นระยะทางทั้งหมด 291 กิโลเมตร !!! (เดินเท้าข้ามประเทศกันเลยทีเดียว)

 

วันที่ 1 ของการรอดชีวิต

 

“พวกเขาส่งผมไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อเห็นโทรศัพท์ผมจึงรีบโทรไปหาภรรยาทันที และประโยคแรกที่ผมพูดกับเมียก็คือ ‘คุณได้จัดงานศพของผมไปแล้วรึยัง’ หลังจากนั้นผมก็ได้ทราบว่าน้ำหนักของผมลดลงไป 16 กิโลกรัม ภายใน 10 วัน ตาของผมปวดมาก แต่ไตของผมก็ยังโอเคดี ผมไม่สามารถกินอะไรได้นอกจากซุปและอาหารเหลวอยู่ร่วมเดือน และกว่าจะกลับมาแข็งแรงเต็มที่ก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานร่วม 2 ปี”

หลังจากเหตุการณ์รอดตาย 4 ปีต่อมา เมาโร ก็ได้ลงแข่งรายการ Marathon des Sables รายการเดิมอีกครั้ง ซึ่งเขาลงแข่งรายการนี้ทุกปี และเวลามีใครมาถามว่าเขาไม่กลัวเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้นเลยหรอ ? เขาก็มักตอบกลับทุกคนไปว่า “ตอนนี้ผมคงอยู่ไม่ได้แล้วหล่ะถ้าผมขาดทะเลทราย”

โดยแผนการวิ่งครั้งต่อไปของ เมาโร คือการวิ่ง 7,000 กิโลเมตร จากซาฮาร่า (โมร็อคโค) – ไปยัง มหาสมุทรแอตแลนติก (อียิปต์) โดยเขาหวังว่าจะเป็นมนุษย์คนแรกที่ทำสำเร็จ และปัจจุบันแม้ว่า เมาโร จะได้หย่าร้างกับภรรยาไปแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะไลฟ์สไตล์แตกต่างกันเกินไป แต่ทั้งคู่ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน “ตอนนี้ผมได้มีคู่ชีวิตใหม่ ซึ่งเธอเข้าใจดีว่าผมเป็นคนที่ต้องทำภารกิจใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งผมเองก็เปลี่ยนมันไม่ได้จริง ๆ”

ปล.ในตอนที่ทุกคนกำลังจะเลิกค้นหาเพื่อนของ เมาโร ที่เข้าร่วมแข่งขันวิ่งด้วยกัน ได้ดำเนินการทุกอย่างเพื่อทำให้การค้นหายังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเขาก็ตัดสินใจไม่ลงแข่งรายการนี้อีกเลย

อ่านต่อ – ประวัติ แบร์ กริล ผู้ก้าวผ่านความเป็นมนุษย์ไปอย่างหมดสิ้น

14 E-book Flagfrog