ย้อนรอยเหตุการณ์ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา” หนึ่งในช่วงเวลาที่โหดเหี้ยมที่สุดในโลก !

เรามักจะได้เห็นข่าวที่การใช้ความรุนแรงในสื่อต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวการทะเลาะวิวาท ข่าวการปล้นจี้ หรือข่าวการทารุณกรรม แต่ความรุนแรงเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่านในบทความนี้ เพราะนี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ใช้เวลา 100 วันและมีผู้เสียชีวิตมากถึง 800,000 คน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับประเทศรวันดามาจนถึงทุกวันนี้

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

เหตุการณ์นี้เกิดจากความขัดแย้งทางด้านเชื้อสาย ระหว่างชาวทุตซีและชาวฮูตู โดยก่อนปี ค.ศ. 1959 ชาวรวันดากว่า 85 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นชาวฮูตูที่ถูกปกครองโดยชาวทุตซี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1959 ชาวฮูตูได้โค่นล้มกษัตริย์ของชาวทุตซีลง ทำให้ชาวทุตซีเกินกว่าหมื่นคนต้องหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศยูกันดา เป็นต้น กลุ่มชาวทุตซีที่ลี้ภัยไปนั้น ได้เริ่มก่อตั้งกองกำลังกบฏที่มีชื่อว่า Rwandan Patriotic Front (RPF) และได้ย้อนกลับมาโจมตีประเทศรวันดาในปี ค.ศ. 1990 สงครามดังกล่าวได้ดำเนินไปอย่างยาวนานจนกระทั่งเกิดการเจรจาสงบศึกขึ้นในปี  ค.ศ. 1993

แต่ความสงบก็อยู่ได้ไม่นานนัก…

เนื่องจากในคืนวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1994 เครื่องบินที่ประธานาธิบดีบุรุนดี ไซเปรียน ทายามิราโดยสารมานั้นได้ถูกยิงร่วงจนทุกคนบนเครื่องเสียชีวิต ชาวฮูตูหัวรุนแรงได้กล่าวหากองกำลัง RPF ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเครื่องบินลำดังกล่าว และได้เริ่มโครงการกวาดล้างกองกำลัง RPF ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งทางกลุ่ม RPF ได้ออกมาโต้แย้งว่าพวกชาวฮูตูต่างหากที่เป็นคนยิงเครื่องบินลำดังกล่าวด้วยตนเอง โดยมีจุดประสงค์ที่จะสร้างเรื่องให้เกิดการกวาดล้างชาวทุตซีขึ้น

เมื่อโครงการกวาดล้างดังกล่าวได้เริ่มขึ้น ทางรัฐบาลจึงส่งกองกำลังเพื่อเข้าไปจัดการกับสมาชิกและครอบครัวของกลุ่ม RPF ความขัดแย้งดังกล่าวได้เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมอันน่าอนาถ เพราะแม้แต่ผู้คนที่มีบ้านใกล้เรือนเคียงกันก็ยังลุกขึ้นมาจับอาวุธเพื่อรบราฆ่าฟันกันเอง สามีบางคนถึงขั้นลงมือฆ่าได้แม้แต่ภรรยาของตนเอง เพียงเพราะพวกเธอเป็นชาวทุตซีเท่านั้น

 

บัตรประชาชนสั่งตาย…

ท่ามกลางความโกรธแค้นระหว่างสองเชื้อสาย บัตรประชาชนอาจเป็นตัวชี้วัดความเป็นความตายสำหรับใครหลาย ๆ คน เนื่องจากบัตรประชนได้มีการระบุเชื้อชาติไว้ด้วย ทำให้ทหารสามารถตั้งด่านจับชาวทุตซีและจับไปฆ่าทิ้งได้อย่างสะดวกมากขึ้น ผู้ที่มีคำว่า “ทุตซี” อยู่ในบัตรประชาชน จะต้องจำใจถูกฆ่าด้วยมีดพร้าที่ชาวรวันดามีติดไว้ที่บ้านกันทุกคน

 

เชื้อสาย…

ความตึงเครียดในระดับที่ผิดปกตินี้ เกิดขึ้นจากระบบการเมืองอันเข้มงวดของประเทศรวันดา รวมถึงระบบในการแบ่งแยกชนชั้นที่ชัดเจน พรรคการเมือง “MRND” ได้สนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยการมอบอาวุธให้กับชาวบ้านที่มีเชื้อสายฮูตู เพื่อใช้ในการกำจัดชาวทุตซี มากไปกว่านั้น ชาวฮูตูหัวรุนแรงได้ทำการก่อตั้งสถานีวิทยุ “RTLM” และตีพิมพ์หนังสือพิมพ์เพื่อกระจายข่าวชวนเชื่อ ซึ่งมีเนื้อหากระตุ้นให้ประชาชนทุกคนลุกขึ้นมาฆ่าล้างชาวทุตซี แม้แต่บาทหลวงและแม่ชีเองก็ได้ชักนำผู้คนให้หันไปฆ่าชาวทุตซีด้วย ซึ่งการฆ่าล้างดังกล่าวได้เกิดขึ้นเป็นเวลา 100 วัน จนมีชาวทุตซีและชาวฮูตูที่โดนลูกหลงจนเสียชีวิตไปกว่า 800,000 คน

 

ความบ้าคลั่ง…

สหประชาชาติและรัฐบาลประเทศเบลเยียมได้ส่งกองกำลังเข้าไปในประเทศรวันดาเพื่อยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันไร้เหตุผลดังกล่าว แต่ก็กลับล้มเหลว รัฐบาลเบลเยียมได้ทำการถอนทัพทันทีหลังจากมีทหารของประเทศตัวเองเสียชีวิตไปถึง 10 คน ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลฮูตู ได้ทำการส่งกองกำลังพิเศษเข้าไปยังประเทศรวันดาเพื่ออพยพชาวฝรั่งเศส รวมถึงพยายามสร้างเขตปลอดภัยให้กับพวกเขา แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จเช่นกัน และด้วยเหตุทหารจากประเทศสหรัฐอเมริกาบางส่วนเกิดเสียชีวิต ณ ประเทศโซมาเลีย รัฐบาลสหรัฐฯ จึงไม่อยากที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทวีปแอฟริกาอีกต่อไป และเลือกปฏิเสธที่จะส่งออกกำลังของตนเองออกไป เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ชุลมุนนี้

 

ปาฏิหาริย์…

แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ก็ได้บังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูรุนแรงและไร้ที่สิ้นสุดนี้ โดยในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 กลุ่ม RPF ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพยูกันดาได้นำทัพเข้าสู่เมืองคิกาลี (เมืองหลวงของประเทศรวันดา  ) ได้สำเร็จ การนำทัพขนาดใหญ่เข้าไปตั้งหลักในเมืองหลวงของประเทศเช่นนี้ นับเป็นความสำเร็จในการยึดอำนาจกลับคืนมา และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการโต้กลับจากทางฝั่งชาวทุตซี และด้วยความกลัวที่จะถูกเอาคืนจากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้ ชาวฮูตูกว่า 2 ล้านคนที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จึงได้หนีข้ามชายแดนไปยังประเทศคองโกและทำให้สงครามระหว่างชาวทุตซีและชาวฮูตูสงบลงได้ในที่สุด

 

ข้อสันนิษฐาน…

กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ออกมาแถลงการณ์ว่าทหารจากกลุ่ม RPF ได้ทำการสังหารประชาชนชาวฮูตูเป็นจำนวนหลายพันทันทีที่พวกเขายึดอำนาจสำเร็จ และยังส่งกองกำลังไปถึงคองโกเพื่อสังหารชาวฮูตูที่หลบหนีไป แต่ทางกลุ่ม RPF ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ศาล…

จากเหตุการณ์นี้ สหประชาชาติจึงได้จัดตั้งศาลอาญาสากลสำหรับรวันดา เพื่อใช้สำหรับดำเนินคดีต่อผู้ที่มีส่วนในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่นี้ ทว่ากระบวนของศาลอาจล่าช้าจนเกินไป จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตในเรือนจำก่อนที่จะได้ขึ้นศาลสูงถึง 10,000 คน

การว่าความของศาลได้ดำเนินมาจนถึงปี ค.ศ. 2012 ซึ่งรวมแล้วเป็นเวลานานกว่า 10 ปี โดยมีคดีที่ต้องสะสางในชั้นศาลถึง 1.2 ล้านคดี (ไม่แปลกใจเลยที่ใช้เวลาว่าความถึง 10 ปีครับ) และเพื่อที่จะว่าความเกี่ยวกับคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ผ่านมา สหประชาชาติถึงขั้นต้องจัดตั้งศาลว่าความตามท้องตลาดและใต้ต้นไม้รวมกว่า 12,000 ศาล เลยทีเดียว

 

ข้อคิด…

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ว่าน่ากลัว ยังไม่น่ากลัวเท่าการถูกฆ่าล้างโดยเผ่าพันธุ์ตัวเอง เพียงความต่างทางเชื้อสายทำให้ “ชาวรวันดาด้วยกัน” ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันจนกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่พาสลดไปทั่วทั้งโลก

แล้วประเทศของคุณล่ะ… มีการแบ่งเชื้อชาติ แบ่งชนชั้น หรือ “แบ่งสีเสื้อ” จนต้องลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันแบบนี้หรือเปล่า ? 

ลองมองในมุมกลับกันสิครับ ถ้าหากผู้คนเรียนรู้ที่จะเปิดใจ ถ้าหากผู้คนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งเชื้อชาติหรือชนชั้น โศกนาฏกรรมเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น จะไม่มีครอบครัวของใครต้องมาโดนลูกหลงและเสียชีวิต ทหารมากมายมาจะไม่ต้องมาตายในหน้าที่ แค่ทุกคนคิดได้ว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ประเทศหนึ่งประเทศก็จะไม่ต้องมีประวัติศาสตร์น่าสลดแบบนี้ ประเทศทั้งประเทศอาจจะพลิกผันกลับมาเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ ขอแค่ผู้คนไม่มัวเอาเวลามาขัดแย้งเรื่องความต่างที่พวกเขามโนกันขึ้นมาเองครับ

นามปากกา 9FOLD และทีมงาน Flagfrog ทุกคนขอสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และขอต่อต้านการแบ่งแยกทุกรูปแบบครับ

Fact – ในปัจจุบันประเทศรวันดามีวันหยุดราชการสองวันเพื่อระลึกถึงโศกนาฏกรรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระดับประวัติศาสตร์นี้ ได้แก่วันที่ 7 เมษายน ซึ่งถือว่าเป็นวันอนุสรณ์พันธุฆาตและวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันปลดปล่อย

อ่านต่อ – อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากโลกร้อน กำลังทำให้ “แซลมอน” กลางทะเล ถูกต้มทั้งเป็น