หน่วยรบพิเศษทางอากาศแห่งกองทัพอังกฤษ หรือ สเปเชียลแอร์เซอร์วิส (Special Air Service ตัวย่อ SAS) ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1947 ซึ่งได้รับคำชมเชยและยกย่องเช่นเดียวกันกับ หน่วย Delta Force กับ Navy Seal ของ สหรัฐอเมริกา คำขวัญประจำหน่วยรบ “Who Dare Wins – ผู้กล้าย่อมชนะ” ผลงานที่ทำให้โด่งดังไปทั่วโลก

ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อเหล่านาซีได้บุกเข้าตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนั้นมีคอมมานโดกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งได้รับการอนุมัติให้ออกปฏิบัติการตอบโต้ โดยใช้ชื่อย่อว่าหน่วยกองร้อยแอล (L) 1941 พวกเขาทำผลงานได้ดีเป็นอย่างมากจนนาซีนาซีสูญเสียไปร่วม 300 ลำ ก่อนที่ความฮอตนี้ทำให้หน่วยเล็กๆใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นกองพัน ภายใต้ชื่อย่อว่า เอส เอ เอส (S.A.S) ฮิตเลอร์ถึงขนาดประกาศออกมาเลยว่า หากใครพบทหารที่ติดเครื่องหมาย รูปกริซพร้อมตัวอักษรคำว่า Who Dare Wins ให้ฆ่าจนเหี้ยนให้หมด

ยุคใหม่

  • เหตุการณ์บุกรวบผู้ก่อการร้าย ซึ่งจับตัวประกันไว้ภายในสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 1980
  • ปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันบนเครื่องบินพาณิชย์ของสายการบิน ลูฟ ฮันซา ซึ่งถูกสลัดอากาศจับเป็นตัวประกัน ในกรุงโมคาดิชู
  • ทำสงครามลับ กำจัดกลุ่มไอซิสในลิเบียคาดว่ามีสมาชิกอยู่ประมาณ 5,000 คน
  • ช่วยกบฏตีตริโปลี นำทีมล่ากัดดาฟี ในลิเบีย

ด้วยชื่อเสียงและภารกิจที่ผ่านมาทำให้หน่วย SAS กลายเป็นต้นแบบของการปราบปรามผู้ก่อการร้ายของแต่ละประเทศทั่วโลก หัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในแต่ละภารกิจนั้นมาจาก การใช้ระเบิด Stun Granade ที่ทำให้หมดสติ และการใช้กลยุทธ์อันแยบยล

ความเก่งเกิดจากการฝึกหนัก และสภาวะกดดัน

 

และสิ่งที่ทำให้หน่วยรบ SAS ได้รับการยกย่องและได้เปรียบหน่วยอื่นๆนั่นคือ การได้รับการฝึกจากหน่วยข่าวกรอง MI5 และ MI6 ด้วยความที่ถูกฝึกเป็นสายลับ จึงเชี่ยวชาญกระโดดร่ม เป็นอย่างมากจึงทำให้สามารถเข้าไปในพื้นที่และแทรกซึมเข้าไปทำลายพื้นที่ตั้งศัตรูทางอากาศได้ตลอดเวลา (เป็นทั้งทหารและสายลับ)

อีกทั้ง SAS คือหน่วยรบที่ไม่ได้มีงบประมาณสูง หากนำไปเทียบกับหน่วยรบระดับโลกของสหรัฐอเมริกาที่ทุ่มงบแบบไม่อั้นในการเสริมเขี้ยวเล็บต่างๆ SAS จึงต้องสร้างประสิทธิภาพในการรบสูงสุดโดยใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ซึ่งอาจถือเป็นจุดเด่นของ พวกเขาที่ต้องเค้นพลังสมองและพลังกายรวมทั้งไหวพริบ ทุกรูปแบบออกมาในสิ่งที่จำกัดหลายๆอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุดเท่าที่นักรบคนหนึ่งจะสามารถทำได้

 

เหตุการณ์ช่วยตัวประกันที่อิหร่าน เมื่อปี ค.ศ. 1980

 

ปัจจุบันเอสเอเอสถือเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดหน่วยหนึ่งของโลกและขึ้นชื่อเรื่องการซุ่มดูเป้าหมาย รวมถึงแทคติกต่อต้านก่อการร้าย และ กำลังฝึกฝนอย่างแน่นแฟ้นกับหน่วยจู่โจมพิเศษ ของประเทศตะวันตก อย่างเช่น หน่วย GSG-9 ของเยอรมนี และ Delta Force ของสหรัฐอเมริกา

แต่ไม่ว่าจะเก่งขนาดไหน คนเราก็ย่อมมีผิดพลาดกันได้ – ในเดือนมีนาคม 2011 เจ้าหน้าที่จาก MI6 จำนวน 2 คน และทหาร SAS จำนวน 6 นายถูกจับที่ลิเบีย เป็นเหตุให้รัฐบาลอังกฤษต้องอับอายเป็นอย่างมาก

Fact – ลักษณะเด่นตรงเครื่องแต่งกาย “หมวกเบเร่สีแดง” อันโดดเด่นที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในตัวเองจนหน่วย SAS ถูกขนานนามว่าเป็นหน่วย “เบเร่แดง (Red Beret)” นั่นเอง

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน