จอห์น เอ็ดการ์ บราวนิง แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology – GIT) ผู้นำกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชื่อว่า “อมนุษย์” มีตัวตนอยู่จริง เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่โดยนิตยสาร Discover ว่า ยากเย็นพอสมควรกว่าจะหาตัวแวมไพร์จริงๆพบ แต่เมื่อพบก็ทำให้ทราบว่าพวกเขาค่อนข้างเป็นมิตร และแตกต่างจากในเทพนิยายอย่างสิ้นเชิง

แวมไพร์เหล่านี้ไม่ได้มีชีวิตเป็นอมตะ และสามารถตายได้เหมือนคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนเงิน ไม่สามารถแปลงกายเป็นค้างคาวเพื่อออกหากิน หรือกลัวแสงแดดอย่างที่เข้าใจกัน เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาก็คือ คนธรรมดาๆเหมือนเรานี่แหละ แต่หลงไหลวิถีชีวิตแบบ “แวมไพร์” และเพื่อความสมจริง บางคนก็ยอมดื่มเลือด (จากผู้บริจาค) และบางคนก็นอนในเตียงที่เป็นโลงศพจริงๆ

 

 

แวมไพร์เหล่านี้มีอยู่หลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งในรัสเซีย สหรัฐ อังกฤษ หรือแม้แต่ในแอฟริกาใต้ พวกเขามักเก็บตัวจากโลกภายนอก ไม่สุงสิงกับมนุษย์ เพราะกลัวการถูกเหยียดหยามจากสายตาประชาชน และเหล่าแวมไพร์ยังเผยด้วยว่า เลือดมนุษย์สดๆนั้น มีรสชาติคล้ายกับน้ำเจือด้วยโลหะ แต่อัตราความเข้มเข้นของรสชาติแตกต่างไปตามสุขภาพของผู้บริจาคเลือดให้ (และพวกเขาก็กินข้าวเปล่าๆเหมือนเรานี่แหละ ไม่ได้กินเลือดทุกมื้อ)

จากการค้นคว้าวัฒนธรรมแวมไพร์ในนิวออร์ลีนส์ พบว่ามีคนกลุ่มนี้ราว 35 ราย ช่วงอายุระหว่าง 18-35 ปี มีทั้งที่ไม่นับถือศาสนาและนับถือศาสนา และมีครอบครัวกับครองตัวเป็นโสด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้อ่านรายงานนี้ ต่างแสดงความเห็นต่างๆกันไป บ้างก็ว่าแวมไพร์เหล่านี้เป็นแค่วิถีชีวิตนอกกรอบอย่างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติทางจิตมากกว่า

 

ตัวอย่างของบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “แวมไพร์”

 

นางจูเลีย แคเปิลส์ วัย 49 ปี อาศัยอยู่ที่ รัฐรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ เธอดื่มเลือดสดๆของมนุษย์มานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในแต่ละเดือน เธอจะดื่มเลือดเกือบๆ 2 ลิตร เธอเล่าว่า เธอเริ่มดื่มเลือดตั้งแต่วัยรุ่น เพราะเมื่อได้จูบกับแฟนหนุ่มและได้กัดปากเขาจนเลือดออก พอได้ลิ้มรสเลือด ก็รู้สึกติดใจเป็นอย่างมากอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ หลังจากนั้น แฟนคนนี้ของเธอก็ไม่กล้าจูบกับเธออีกเลย แล้วก็เลิกลากันไป

จนกระทั่งได้พบกับ โดนัลด์ สามีที่ดื่มเลือดเหมือนกัน โดยในงานแต่งงานทั้งคู่ได้จัดงานเป็นธีมแวมไพร์ ซึ่งในงานวันนั้นก็มีการดื่มเลือดและฉลองอย่างชื่นมื่นด้วย – เธอรู้ว่าเลือดมนุษย์ไม่มีสารอาหารใด แต่น่าแปลกที่มันทำให้เธอรู้สึกมีพลัง และสุขภาพดีอย่างบอกไม่ถูก

และเมื่อปี 2011 ไลล์ มอนโร เบนสลีย์ หนุ่มวัย 19 ปี (ในขณะนั้น) เกือบถูกตัดสินจำคุก 500 ปี เนื่องจากได้บุกเข้าไปกัดคอเพื่อนสาวในอพาร์ตเมนท์ เพราะต้องการดื่มเลือดสดๆจากมนุษย์ ในวันตัดสินเขาบอกคณะลูกขุนว่า เขาเป็นแวมไพร์และที่ต้องทำเช่นนี้เพราะต้องการดื่มมเลือดเพื่อต่ออายุให้เป็นอมตะ สุดท้ายศาลตัดสินว่าเขามีความผิดปกติทางจิต และให้ส่งตัวไปรักษาในโรงพยาล ซึ่งถ้าออกมาก็ต้องไปรับโทษในคุกอยู่ดีเพราะพ่วงด้วยข้อหาลักทรัพย์ และเจตนาทำร้ายร่างกาย

 

บุคคลที่ทำให้ แวมไพร์ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

อาร์โนลด์ เปาเล (Arnold Paole) ชายชาวเซอร์เบีย ผู้ที่ว่ากันว่าได้รับการสืบเชื้อสายจากแวมไพร์โดยอ้อม (การกัด) หลังจากที่เขากลับมาจากการรบในกรีซ เขาได้สารภาพกับภรรยาว่าถูกแวมไพร์ดูดเลือด ต่อมาไม่นานเขาก็ได้เสียชีวิตลง แต่คนในหมู่บ้านก็ลือกันว่ายังเห็นเขาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านในยามค่ำคืน ชาวบ้านจึงตัดสินใจขุดศพเขาขึ้นมา และพบว่าศพก็ยังอยู่ที่เดิม แต่กลับมีรอยเลือดอยู่ที่มุมปาก

ชาวบ้านจึงพิสูจน์ด้วยการตอกหมุดลงไปที่หัวใจ ปรากฎว่ามีเลือดไหลทะลักออกมาตามด้วยเสียงกรีดร้อง จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปเผาและก็ไม่มีใครพบเขาปรากฎตัวในหมู่บ้านอีกเลยหลังจากนั้น แต่ต่อมาไม่นาน ก็พบแวมไพร์อีกหลายตัวอยู่ในหมู่บ้าน จึงเชื่อว่าแวมไพร์เหล่านั้นเป็นเชื้อสายของเปาเล และพวกเขาก็คงถูกเปาเลกัด จากตำนานในเรื่องนี้ก็เล่าสืบต่อกันเรื่อยๆ จนกลายเป็นนิยาย หนัง แวมไพร์ จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั่นเอง

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน