วิทยาศาสตร์

หากมนุษย์สูญพันธุ์ไปจนสิ้น สิ่งมีชีวิตชนิดใดจะขึ้นมาปกครองโลกแทนเรา ?

สิ่งมีขีวิตที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารบนโลกของเราในชั่วโมงนี้ คงไม่พ้นมนุษย์อย่างเรา จากการที่มนุษย์มีสมองและร่างกายที่แตกต่างจากสัตว์ทั่วไป ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตและแข็งแกร่งกว่าสัตว์อื่น ๆ แต่แล้วถ้าวันหนึ่งดาวโลกไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เลย สิ่งมีชีวิตชนิดใดกันที่จะครองบัลลังก์ต่อจากเรา ... ? นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Aarhus ประเทศเดนมาร์ก ได้หาคำตอบจากการวิเคราะห์มาให้แล้ว โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตที่ได้สูญพันธ์ไปในยุคน้ำแข็ง โดยนักวิจัยกลุ่มนี้ได้ใช้แนวคิดที่เริ่มจากการที่โลกของเราไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่แรก โดยใช้การประเมิณจากความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในยุคนั้น รวมถึงภูมิศาสตร์ในยุคปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการวิจัยได้คำตอบว่า หากไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ทางยุโรปจะเป็นแหล่งของหมาป่า หมี ช้าง และแรด ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากพบว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลายที่ใกล้สูญพันธ์ จะมีการปรับตัว หรือขยายพันธุ์ที่เร็วขึ้น เมื่อพวกมันรู้ตัวว่าใกล้สูญพันธุ์ จึงทำให้เหล่าสัตว์ที่ถูกกล่าวถึงไปข้างต้นอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครองโลกแทนมนุษย์ นั่นเอง แต่หลักการนี้ไม่ได้นำเรื่องของสิ่งก่อสร้าง และการบุกรุกพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาใช้ในการคำนวณด้วย นอกจากนี้การคำนวนยังไม่ได้นำเรื่องเศษขยะ สิ่งประดิษฐ์เทคโนโลยี หรือวัสดุย่อยสลายยาก ที่สัตว์เหล่านั้นไม่สามารถจะทำให้มันย่อยสลายได้ด้วยความรู้ที่มี ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำรงชีวิตของพวกมัน จนไม่สามารถขึ้นมาแทนมนุษย์ได้ ข้อมูลทั้งหมดนี้...

พบกับทฤษฏี “Last Thursdayism” จักรวาลของเรา ดับลงและเกิดใหม่ในทุกวันพฤหัส ?

“จักรวาลของเราเกิดขึ้นและดับลงทุกวันพฤหัสบดี” แนวคิดหลักของทฤษฏี “Last Thursdayism” ที่ฟังครั้งแรกแล้วคุณอาจขำกลิ้งจนแทบร่วงจากเก้าอี้เลยทีเดียว แน่นอนว่าทฤษฎีดังกล่าวเป็นเพียงทฤษฎีที่ถูกคิดขึ้นมาเล่น ๆ และดูไม่น่าจะเป็นจริงได้ ทว่าภายหลัง ทฤษฎีดังกล่าวได้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงกันจนเป็นเรื่องเป็นราว และทำให้หลายคนเผลอหลงเชื่อไปกับทฤษฏีนี้ ทฤษฏี Last Thursdayism เป็นทฤษฎีที่ได้รับการคิดต่อยอดมาจาก "ทฤษฏีพหุภพ (เครือข่ายหลายจักรวาล)" โดยมีแนวคิดสุดเรียบง่ายที่ว่า “จักรวาลที่เราอยู่นั้นพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว และมันกำลังจะสูญสลายในวันพฤหัสบดีที่กำลังจะมาถึง และในวันพฤหัสบดีเดียวกันที่จักรวาลดับลงนั้น ก็จะมีการกำเนิดจักรวาลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง” ผู้ที่สนับสนุนทฤษฏีดังกล่าวอ้างว่า “วัฏจักรเหล่านี้เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาทุก ๆ วันพฤหัส โดยพฤหัสที่ผ่านมานั้น คุณพึ่งเกิด ส่วนพฤหัสหน้าที่จะถึงนั้น คุณกำลังจะหายไป เนื่องจากจักรวาลกำลังจะสูญสลายและเริ่มก่อตัวใหม่อีกครั้ง” เมื่อได้ฟังทฤษฎีสุดเพี้ยนนี้แล้ว หลายคนอาจจะมีคำถามในใจมากมาย: “จักรวาลจะมีอายุเพียง 1 สัปดาห์แบบนั้นได้อย่างไร...

นักวิจัย สร้างน้ำแข็งที่ร้อนได้สูงสุดถึง 2,760 องศา เพื่อใช้ในการทดลองจักรวาลวิทยา

ในนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิคเรื่อง Cat's Cradle ตัวเอกของเรื่องได้พบกับสารที่ชื่อว่า "ice-nine" ซึ่งเป็นของแข็งที่มีอุณหภูมิห้อง และถ้าหากมีของเหลวใด ๆ สัมผัสกับมัน ของเหลวนั้นก็จะแข็งตัวทันที ไม่ว่าจะเป็นน้ำในแก้วหรือมหาสมุทร แม้นั่นจะเป็นของวิเศษที่มาจากนิยายวิทยาศาสตร์ แต่นักวิจัยจาก Lawrence Livermore National Laboratory (LLNL) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้สร้างน้ำแข็งพิเศษที่พวกเขาเรียกว่า "XVIII" ซึ่งมีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับ ice-nine ขึ้นมาได้สำเร็จ คือ มีอุณหภูมิสูงถึง 2,760 องศาเซลเซียส และมีความดันสูงกว่าบรรยากาศโลกถึง 4 ล้านเท่า ความสำเร็จในการสร้างสิ่งสุดพิศดารนี้ถูกตีพิมลงในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม...

มังกรสร้างไฟในตัว แล้วพ่นออกมาได้อย่างไร ? ร่วมไขความลับในแบบวิทยาศาสตร์

มังกร (Dragon) คือสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่ในเทพนิยายในหลาย ๆ ประเทศ สัตว์ชนิดดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นตัวเป็น ๆ แต่หลายคนเชื่อว่ามันมีอยู่จริงเพราะไม่ว่าประเทศใดก็ตามมักมีการบันทึกถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่บินได้และพ่นไฟได้ โดยมังกรจะมีรูปร่างและข้อมูลพื้นฐานแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละพื้นที่ แต่หากอ้างอิงตามหนังสือ Dracopedia ของ William O’Connor (2009) มังกรจัดอยู่ในชั้น Dragonia อันดับ Draconia วงศ์ Dracorexidae (แม้จะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ทางชีววิทยาแล้ว แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบมันตัวเป็น ๆ มาก่อน) แล้วมังกรสามารถพ่นไฟได้จริงหรือ ? มีทฤษฎีมากมายที่สนับสนุนการ (เคย) มีอยู่ของมังกร และพยายามพิสูจน์ว่ามีสัตว์อย่างน้อยหนึ่งชนิดบนโลกที่สามารถพ่นไฟได้จริง โดยทฤษฎีส่วนใหญ่มักอ้างถึง “ปฏิกิริยาทางเคมี” คล้ายกับเวลาที่ แมลงตด (Bombardier beetles)...

นักวิจัยยุโรปสำรวจคุณภาพน้ำ จนบังเอิญพบว่า มีปลาไหลจำนวนมาก กำลังติดโคเคน

คือต้องท้าวความก่อนว่า ก่อนหน้านี้ปัญหามลพิษปนเปื้อนในแม่น้ำและแหล่งน้ำที่ยุโรปรุนแรงมาก ประชากรในเมืองหลวงบางประเทศไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือแม้กระทั่งการทำปศุสัตว์ก็ทำให้สัตว์ตายได้อย่างไร้สาเหตุ ทำให้ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมานำเสนอและถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งยาวนานเป็นเวลา 10 ปี ทางการยุโรปจึงต้องส่งนักวิจัยไปสำรวจคุณภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ทุก ๆ ปี เพราะต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน เนื้อหาหลัก : จนกระทั่งล่าสุด เมื่อช่วงสิ้นปี 2018 ทีมงานนักวิจัยจากอิตาลี ที่ทำหน้าที่สำรวจแหล่งน้ำโดยตรง ได้จับปลาหลากหลายชนิดมาเลี้ยงในห้องทดลอง โดยน้ำที่ใช้เลี้ยงก็เป็นน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วยุโรป และเมื่อทำการสำรวจพฤติกรรมและสุขภาพของปลาเหล่านั้น พวกเขาก็ได้บังเอิญพบว่า ปลาไหลที่เลี้ยงในแหล่งน้ำจากธรรมชาติมีพฤติกรรมก้าวร้าวและสุขภาพแย่กว่า ปลาไหลที่ถูกเลี้ยงในน้ำสะอาดที่กลั่นกรองแล้ว เมื่อนักวิจัยทำการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ก็ทำให้พวกเขาได้ทราบว่า ในตัวอย่างน้ำที่เก็บมานั้นนอกจากจะเต็มไปด้วยไมโครพลาสติกยังมียาเสพติดปนเปื้อนอยู่อีกด้วย ซึ่งสารเสพติดที่ว่านี้ก็คือ "โคเคน" นั่นเองครับ และเพื่อความชัวร์ นักวิจัยจึงจดทดลองจับปลาไหลตัวที่ติดยาไปเลี้ยงไว้ในน้ำสะอาดที่ปราศจากสารเสพติด เป็นเวลา...

ย้อนรอย “ค้างคาวแฝด” ที่ถูกพบในป่าลึกทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล

เมื่อปี 2001 มหาวิทยาลัยรีโอเดจาเนโร ได้เผยภาพของ "ค้างคาวแฝดตัวติดกัน" ที่มีโอกาสพบได้ยากมาก ซึ่งพวกมันถูกพบในป่าลึกทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบราซิล จากการตรวจสอบเป็นลูกค้างคาวเพศผู้ ที่ยังคงมีรกติดอยู่ โดยขณะที่พบนั้นมันได้เสียชีวิตลงแล้ว ซึ่งหลังจากตรวจสอบลักษณะทางกายภาพอย่างถี่ถ้วน พบว่าเกิดจากความผิดปกติของไข่ที่ปฏิสนธิแล้วแยกออกจากกันไม่สมบูรณ์ ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ หรืออาจจะตายขณะคลอด เพราะมีรกที่ยังคงติดอยู่กับพวกมัน ซึ่งข้อความด้านบนนี้เป็นทฤษฎีการเกิดแฝดติดกันที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด และหากเทียบกับมนุษย์จะพบว่า การเกิดฝาแฝดตัวติดกันสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 200,000 คน “เราเชื่อว่าแม่ของค้างคาวแฝดตัวนี้ห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ ในตอนที่ให้กำเนิดลูกทั้งสอง” Marcelo Nogueira ผู้ศึกษาค้างคาวประหลาดนี้อย่างจริงจัง กล่าว น่าประหลาดใจที่ตัวอย่างของค้างคาวตัวติดกันนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ 3 แล้ว แต่ปรากฏการณ์เกิดฝาแฝดตัวติดกันในสัตว์ยังคงนับเป็นเรื่องที่หาได้ยาก เมื่อเทียบกับมนุษย์ เนื่องจากมีสัตว์จำนวนน้อยที่จะรอดชีวิตหากเกิดมาเป็นแบบนี้ และหากเกิดในมนุษย์จะมีความเสี่ยงมากถึง 80% ที่จะเสียชีวิต...

กำเนิดพิภพวานร ! นักวิทย์จีนทดลองใส่ยีนสมองมนุษย์ลงในลิง และพบว่ามันฉลาดขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ในประเทศจีนอาจกำลังสร้างลิงชนิดใหม่ที่เป็นการขัดแย้งทางจริยธรรมครั้งใหญ่ เพราะพวกเขาได้ใส่ยีนสมองของมนุษย์เข้าไปในลิงเพื่อศึกษาวิวัฒนาการสติปัญญามนุษย์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2019 วารสาร National Science Review ของปักกิ่งได้อธิบายการทดลองครั้งนี้ไว้ว่า เป็นการทดลองครั้งแรกที่ตั้งคำถามถึงพื้นฐานทางพันธุกรรมของการกำเนิดสมองของมนุษย์ โดยใช้ลิงดัดแปลงพันธุกรรมเป็นตัวหาคำตอบ และให้ความสำคัญกับการใช้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์เพื่อทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของมนุษย์ นักวิจัยทำการใส่สำเนาของยีน MCPH1 ของมนุษย์ ที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาสมองของเรา เข้าไปในลิง 11 ตัวผ่านไวรัสที่เป็นตัวนำของยีน และพบว่ามีลิง 6 ตัวตาย ในขณะที่ 5 ตัวที่เหลือแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในด้านความรู้ความเข้าใจของพวกมันอย่างชัดเจน แม้ลิงทั้ง 5 ตัวจะมีพฤติกรรมทั่วไปหรือขนาดของสมองไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก แต่ความจำระยะสั้นของพวกมันดีขึ้น การตอบสนองดีขึ้น และสมองยังพัฒนาเป็นระยะเวลานานตามแบบฉบับของมนุษย์อีกด้วย แต่การวิจัยครั้งนี้ก็เป็นตัวจุดประเด็นถึงการถกเถียงกันเกี่ยวกับสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม และคำถามที่ว่าการทดลองแบบนี้จะนำไปสู่การดัดแปลงพันธุกรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่ ? ยิ่งไปกว่านั้นคือมันจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสัตว์มีความฉลาดเหมือนมนุษย์ "การใช้ลิงดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อศึกษายีนของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับวิวัฒนาการของสมองเป็นหนทางที่เสี่ยงมหันต์" James...

“โคบุได” ปลาสุดแปลก ! ที่หน้าคล้ายเชร็ค มีเพื่อนเป็นมนุษย์ และเปลี่ยนเพศตัวเองได้

ปลา Asian Sheepshead Wrasse คือปลาสายพันธุ์ Wrasse ที่อาศัยอยู่ในทะเลจีนใต้ และตามแนวหินปะการังรอบเกาะประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นเรียกปลาชนิดนี้ว่า “ปลาโคบุได (kobudai)” พวกมันได้ชื่อว่าเป็น “ปลากลับกลอก”เนื่องจากมีรูปลักษณ์ตอนเด็กและตอนโตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และมียีนที่คอยสลับเพศไป-มาตลอดช่วงวงจรชีวิต ในตอนเด็กนั้น ปลา Asian Sheepshead Wrasse จะมีรูปร่างหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ทั้งตัวเป็นสีเหลืองส้มสดใสสวยงาม มีหัวเรียบเนียนเหมือนกับปลาทั่วไป มองดูเป็นมิตรและเข้ากับคนได้ง่าย ตอนเด็ก แต่เมื่อปลาชนิดนี้มีอายุมากขึ้น หน้าตาของพวกมันจะเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด และจะกลายเป็นปลาที่มีรูปร่างน่ากลัวผิดกับตอนเด็กในที่สุด ปลาชนิดนี้สามารถตัวโตได้ถึง 1 เมตร และหนักได้ถึง 14.7 กิโลกรัม โหนกอันปูดโปนบนหัวของปลาชนิดนี้อาจทำให้พวกมันดูโหดร้ายจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ สีส้มอันสดใสจะเริ่มจางหายไปและกลายเป็นสีเข้มธรรมชาติ มีฟันแหลมคม มองดูไม่เป็นมิตรต่อผู้คนเอาเสียเลย ตอนโต ทว่าหลายคนกลับเห็นต่างและมองว่า...

เราอาจมีหลายตัวตน ? รู้จักกับ “ทฤษฏีพหุภพ” ทฤษฏีที่ว่าด้วยเครือข่ายหลายจักรวาล

ทฤษฏีพหุภพ หรือ ทฤษฏีเครือข่ายหลายจักรวาล เป็นทฤษฏีที่ว่าด้วยแนวคิดเกี่ยวกับการมีอยู่ของจักรวาลที่แตกแขนงแยกย่อยออกไปไม่มีที่สิ้นสุด นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ควอนตัมเชื่อว่า จักรวาลของเราไม่ใช่เพียงจักรวาลเดียวที่มีอยู่ แต่ยังมีอีกหลายจักรวาลซึ่งแตกแขนงออกไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดตามการตัดสินใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละครั้งของเรา โดยทฤษฏีนี้ได้ยึดตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม ที่สามารถสนับสนุนแนวคิดการแตกตัวของจักรวาลนี้ได้อย่างมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ เมื่อยึดตามทฤษฏีหลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg และการก่อตัวของอนุภาคเสมือน ทุกความแตกต่างที่เป็นไปได้ของกลุ่มเอกภพและการตัดสินใจต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต อาจทำให้เกิดจักรวาลใหม่ขึ้นมา และหากเป็นจริง จักรวาลต่าง ๆ ที่มีการตัดสินใจจากสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นภายในก็อาจทำให้เกิดจักรวาลแตกแขนงออกไปได้อีกไม่รู้จบ ซึ่งแนวคิดนี้ค่อนข้างเกี่ยวพันกับทฤษฏีโลกคู่ขนาน (parallel worlds) เมื่อศึกษาตามหลักความน่าจะเป็นของการกำเนิดจักรวาล รวมถึงทฤษฏีที่เกี่ยวกับมิติทางคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ควอนตัมได้เริ่มตั้งคำถามถึงการกำเนิดของจักรวาล “ทำไมจักรวาลของเราถึงก่อตัวขึ้นด้วยกฎเฉพาะเหล่านี้กันนะ ? เหตุใดมันจึงเกิดขึ้นด้วยกฎของตัวเลขทางคณิตศาสตร์เหล่านี้ได้ ?” นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ควอนตัมเชื่อว่า โอกาสในการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ...

หลังจากที่มีคนปล่อยภาพ “ท่อนมผู้หญิง” ทุกคนก็สติแตก แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2019 ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ที่ใช้ชื่อไอดี @lemonadead ได้เผยแพร่ภาพที่เธอเข้าใจว่ามันคือ "Milk Duck - ท่อส่งน้ำนม" ลงบนทวิตเตอร์ของตัวเอง ซึ่งไม่ถึง 24 ชั่วโมง โพสท์นั้นก็ได้ถูกรีทวิตไปแล้วกว่า 140,000 ครั้ง เพราะทุกคนต่างตกใจเนื่องจากตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นกล้ามเนื้อชิ้นนี้มาก่อน ซึ่งผมเองเมื่อเห็นครั้งแรกก็ยอมรับว่าตกใจพอสมควร จึงทำการค้นหาข้อมูลว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เพศหญิงมีกล้ามเนื้อที่เหมือนดอกไม้นี้อยู่จริงหรือไม่ ? และคำตอบที่ได้ก็คือ - "ไม่จริง" ที่มาของภาพไวรัลนี้มาจาก ภาพกราฟฟิคในแอปพริเคชัน ที่มีชื่อว่า Anatomy & Physiology (แอปเสียเงิน) โดยทางแอปได้อธิบายไว้ว่า "นี่เป็นภาพจำลองท่อส่งน้ำนม...