ก้าวสู่โลกอนาคต! Airbus เดินหน้าเทคโนโลยีแท็กซี่บินได้อย่างจริงจัง พร้อมทดสอบเร็วๆนี้

เมื่อ 100 ปีก่อน ระบบขนส่งในเมืองพัฒนาลงสู่ใต้ดิน และตอนนี้เรากำลังจะมีเทคโนโลยียานยนต์ขึ้นไปเหนือพื้นดิน โลกต้องจับตาดูสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนโลก เมื่อแอร์บัสเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีแท็กซี่บินได้จริงจัง โดยสามารถเรียกใช้บริการได้ง่ายๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น ไม่ต้องยืนโบกให้เหมื่อยอีกต่อไป เผยแผนทดสอบจะมีขึ้นในช่วงสิ้นปี 2560 คงจะได้เห็นกันเร็วๆนี้

 

 

มีรายงานจากเว็บไซต์ต่างประเทศว่า ทอม เอนเดอร์ส ผู้บริหารสูงสุดของ Airbus หนึ่งในบริษัทผู้ผลิตอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์พาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดเผยในการประชุมสุดยอดเทคโนโลยีที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ระบุว่า มีแผนที่จะทดสอบยานต้นแบบของรถยนต์รับ-ส่ง ที่สามารถบินได้ในช่วงสิ้นปี 2560 ซึ่งนับว่าจะเป็นเทคโนโลยีก้าวสำคัญที่จะช่วยลดความแออัดในเมือง 

 

โดยก่อนหน้านี้ทางแอร์บัสได้มีการเปิดเผยว่า กำลังจัดตั้งแผนกที่มีชื่อว่า Urban Air Mobility เพื่อที่จะช่วยเสาะหาแนวคิดการทำยานยนต์รับ-ส่งบุคคลบินได้หรือมีลักษณะคล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ ที่จะสามารถรับผู้โดยสารได้หลายคน โดยสามารถจองการใช้บริการผ่านมาแอพพลิเคชั่น เช่นเดียวกับรถแท็กซี่

 

 

ซึ่งขณะนี้ทางแอร์บัสกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาเทคโนโลยีการนำยานยนต์ขึ้นและลงในลักษณะแนวดิ่ง เพื่อที่จะให้ตรงกับวัตถุประสงค์หลักคือ ใช้ในการรับ-ส่งผู้โดยสารในเมืองใหญ่ที่มีสภาพการจราจรแออัด นอกจากนี้ ทางแอร์บัส ยังมีแนวคิดที่จะสร้างลานขึ้น-ลงของเฮลิคอปเตอร์ตามจุดต่างๆ ในเมือง เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถไปขึ้นเครื่องในจุดที่ใกล้ที่สุดได้ ซึ่งแนวคิดนี้สามารถเกิดขึ้นจริงได้ หากไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการบังคับควบคุมมากเกินไป

ที่มา: telegraph

“Phantom Vibration Syndrome” อาการหลอนว่ามือถือสั่น ทั้งที่เปล่าเลย คิดไปเอง!

เชื่อว่าเกือบทุกคนคงจะต้องเคยรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่ามือถือของตัวเองกำลังสั่น เหมือนมีสายเรียกเข้าหรือการแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ แต่พอหยิบมือถือขึ้นมาดูกลับพบแต่ความว่างเปล่า และเป็นบ่อยครั้ง ซึ่งอาการหลอนว่ามือถือสั่นไม่ใช่โรคหรือความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด แค่เป็นสัญญาณชี้ว่าเรากับเทคโนโลยีอยู่ใกล้กันมากเกินไปนั่นเอง

 

 

โดย Robert Rosenberger นักวิจัยเรื่องผลกระทบจากเทคโนโลยีกับพฤติกรรมแห่ง Georgia Institute of Technology รัฐแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา แจงว่า Phantom Vibration Syndrome (PVS) น่าจะเกิดจากความวิตกกังวลว่าจะพลาดสายเรียกเข้าหรือข้อความ หรือเกิดจากความคาดหวังหรือรอคอยสายเรียกเข้าหรือข้อความมากๆ จนกระทั่งหลอนว่าโทรศัพท์อาจจะสั่นเตือนจากการที่มีสายเรียกเข้าหรือข้อความเข้ามา ซึ่งบางคนถึงกับหูแว่วได้ยินเสียงโทรศัพท์เลยก็มี

 

โดยอาการหลอนว่ามือถือสั่นบ่อยๆ แทบจะกลายเป็นพฤติกรรมติดตัวของคนยุคนี้อย่างยากจะเลี่ยง เพราะจากการสำรวจกับนักเรียนอาสาสมัครจำนวนหนึ่งก็พบว่า อาสาสมัครเหล่านี้มีอาการคิดว่ามือถือสั่นทั้งๆ ที่ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ กว่า 90% เลยทีเดียว

 

 

อย่างไรก็ตาม Phantom Vibration Syndrome ก็นับว่าเป็นพฤติกรรมแสดงชัดถึงสัญชาตญาณหนึ่งที่ติดตัวมนุษย์มา เพื่อให้เราตอบสนองต่อข้อมูลสำคัญในชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งหากกำลังรอคอยโทรศัพท์หรือข้อความจากใครอยู่ ความคาดหวังนี้อาจผลักดันระบบประสาทและการรับรู้ในตัวเราให้ตื่นตัวมากกว่าปกติ และเมื่อได้รับสัมผัสจากเสื้อผ้าเวลาขยับตัวก็อาจแปลเป็นระบบสั่นจากโทรศัพท์มือถือได้ง่ายๆ ซึ่งอาการนี้ก็น่าจะก่อความรำคาญและอาจทำให้เสียสมาธิไปไม่น้อยเลยเหมือนกัน

นักวิจัยเผย โจทย์วิชาคณิตศาสตร์จะง่ายขึ้นมาก หากการใช้เทคนิค “ชี้ไปด้วย อ่านไปด้วย”

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Sydney ได้แสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ใช้นิ้วมือไล่ตามขณะอ่านโจทย์สามารถช่วยในการแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

 

 

ในการศึกษาครั้งนี้ พวกเขาได้ทำวิจัยในเด็กวัยประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 275 คน ที่มีอายุระหว่าง 9-13 ปี ซึ่งพวกเขาพบว่าการใช้นิ้วมือช่วยในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้นักเรียนเข้าใจและแก้ปัญหาโจทย์เกี่ยวกับเราขาคณิตและคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้น โดยผลการทดสอบได้เปิดเผยว่านักเรียนที่ใช้นิ้วมือของพวกเขาในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ไปพร้อมๆกับการอ่านเนื้อหาทางเรขาคณิตหรือทางคณิตศาสตร์สามารถทำโจทย์เสร็จได้ภายในเวลาอันรวดเร็วและถูกต้องมากกว่านักเรียนที่ไม่ได้ใช้เทคนิคนี้

 

 

Dr. Paul Ginns ศาสตราจารย์อาวุโสสาขา Educational Psychology กล่าวว่า “การค้นพบของพวกเราแสดงให้เห็นว่า การเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนอาจจะถูกพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการฝึกฝนการใช้นิ้วมือเข้ามาช่วยในกรแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนและวิชาอื่นๆได้ แต่อย่างไรก็ดีก็ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อให้ๆด้ผลที่แน่ชัดกว่านี้”

 

 

นักวิจัยเชื่อว่าการใช้นิ้วมือในการสัมผัสและลากตามมุมของรูปร่างทางเรขาคณิต เช่น สามเหลี่ยม สามารถส่งผลต่อกระบวนการรับรู้ข้อมูลของสมอง กระบวนการนี้อาจจะช่วยลดภาระการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความจำ และความสามารถของสมองที่จะเก็บรักษาข้อมูลเชิงซ้อน โดยการจัดกลุ่มของข้อมูลให้เป็นระเบียบภายในสมอง การทำแบบนี้มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษ 1900 ในสมัยที่การเรียนแบบมอนเตสซอรี่ ที่สอนให้เด็กเล็กใช้นิ้วมือไล่ตามตัวอักษรของพยัญชนะที่ทำมาจากกระดาษทราย

ที่มา: sciencedaily

นักวิจัยเผย ทำไม “คู่รัก” ที่อยู่ด้วยกันนานๆ ถึงมีหน้าตา “คล้ายกัน” อย่างน่าเหลือเชื่อ!

การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอกที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาหรือการเปลี่ยนแปลงภายในที่ต้องใช้ใจสัมผัส อย่างฮอรโมนสารสื่อประสาท ไปจนถึงการทำงานของเซลล์สมอง ใครสักคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกรัก แต่ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัว เราและเขาจึงก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปพร้อมๆกัน การที่คู่รักจะหน้าตาคล้ายกันจริงไม่ใช่เรื่องแปลก

 

 

การกอดได้ก่อให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินในตัวคุณและเขา การจูบเปรียบเสมือนการส่งผ่านตัวอย่างเซลล์ในร่างกายคุณให้เซลล์ในร่างกายเขาได้รู้จัก ยิ่งนานวันเข้า ความรักก็ยิ่งทำให้จิตใจของคุณและเขาเคลื่อนทับกันจนเกือบจะซ้อนเป็นหนึ่งเดียว เคยสังเกตไหมว่า คู่รักที่อยู่กันจนเฒ่าจนแก่มักมีหน้าตาที่คล้ายกัน

 

 

ในเรื่องนี้ได้มีนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนทำการทดลอง โดยนำรูปถ่ายเดี่ยวของสามีภรรยาที่แต่งงานกันมาเกิน 25 ปี หลายๆคู่มาวางปะปนกัน แล้วให้นักศึกษาจับคู่ว่าใครเป็นคู่กับใคร โดยในเกมส์จับคู่เกมแรกจะเป็นการจับคู่ภาพสามีและภรรยาในวันเมื่อ 25 ปีก่อน ส่วนเกมสที่สองจะเป็นการจับคู่ภาพสามีภรรยาในปัจจุบัน พบว่านักศึกษาสามารถทำให้คะแนนจับคู่ในเกมที่สองได้ดีกว่ามาก แสดงให้เก็นว่าการผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมา 25 ปีนั้น ส่งผลให้คู่รักหน้าเหมือนกันมากขึ้นจริง

 

 

แต่ในทางจิตวิทยา บอกว่า คนเราจะชอบคนหน้าตาคล้ายตัวเอง คล้ายพ่อแม่ คล้ายญาติพี่น้อง คล้ายเพื่อนที่สนิทคุ้นเคย โดยตอนที่เราไปชอบ เราไม่ทันรู้ตัวหรอกว่าเขาหน้าคล้าย  แต่เมื่อถอยมาสักก้าวแล้วลองคิดและมองนานๆ จะพบว่ามีส่วนคล้ายจริง นั่นคงเป็นเหตุผลที่ว่าเนื้อคู่หรือคนเป็นแฟนหน้าคล้ายกัน เพราะเราจะถูกดึงดูดหรือไปชอบคนที่มีส่วนคล้ายตัวเองหรือเครือญาติโดยไม่รู้ตัว