งานวิจัยเผย ยิ่งคุณอยู่ในโลกโซเชียลนานเท่าไหร่ ความเหงาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

มนุษย์เราทุกคนเป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ แต่วิถีชีวิตสมัยใหม่กลับทำให้คนปลีกตัวออกจากกันมากขึ้นเเทนที่จะดึงคนเข้าหากัน ในขณะที่สื่อสังคมออนไลน์อาจจะดูเหมือนว่าเป็นตัวช่วยสร้างโอกาสในการลดความโดดเดี่ยวทางสังคมลง แต่แท้จริงนั้นไม่เลย ผลการศึกษากลับพบว่าความโดดเดี่ยว ไม่สามารถลดลงได้หากอยู่ในโลกสังคมออนไลน์

 

 

โดยทีมนักวิจัยอเมริกันได้ศึกษานิสัยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนอเมริกันวัยผู้ใหญ่อายุ 19-32 ปี จำนวน 1,787 คน โดยตั้งคำถามว่า พวกเขาใช้สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง เฟสบุ้ค ยูทูบ อินสตาเเกรม สเเน็ปแชท ทวิตเตอร์ เเละลิงค์อิน อย่างไรบ้าง และรู้สึกอย่างไรกับมัน? หลังจากควบคุมปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะประชากรหลายอย่างแล้ว ทีมนักวิจัยพบว่า คนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวทางสังคมมากกว่าคนที่ใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงต่อวัน และคนที่เข้าไปดูสื่อสังคมออนไลน์สื่อต่างๆ สัปดาห์ละ 58 ครั้งหรือมากกว่านั้น รู้สึกว่าตนโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้นถึงราว 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับคนที่เข้าไปใช้สื่อสังคมออนไลน์น้อยกว่า 9 ครั้งต่อสัปดาห์ มันแสดงให้เห็นถึงความเหงาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณหากคุณอยู่ในโลกโซเชียลเป็นเวลานาน

 

 

ทีมนักวิจัยจึงสรุปว่า สื่อสังคมออนไลน์อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม เพราะไปทดแทนความสัมพันธ์ทางสังคมเเบบดั้งเดิม ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนหลังจากเห็นรูปถ่ายที่เพื่อนๆ กำลังสนุกสนานในงานสังคมที่ตนเองไม่ได้รับเชิญ หรือสื่อสังคมออนไลน์อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าคนอื่นมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า นั่นเอง

ที่มา: voanews

4 วิธีหยุดการโจมตีของลูฟี่ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ต่างๆ

วันพีช การ์ตูนอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นการ์ตูนโจรสลัดที่ตอนนี้กำลังเข้มข้นทุกทีๆ วันนี้เราจะมาพูดถึง รูปแบบการโจมตีของพระเอกอย่าง มังกี้ ดี ลูฟี่ กัน เนื่องจากความสามารถยางยืดที่สามารถนำมาดัดแปลงร่างกายและท่าการโจมตีให้แรงขึ้นได้อย่างไม่สิ้นสุด อีกทั้งยังมีความสามารถเพิ่มความเร็วและฮาคิเกราะอีก แต่ทว่าในบางมุมมองก็มีหลายคนไม่น้อยที่มองในเรื่องของหลักการวิทยาศาสตร์และความเป็นไปได้ และก็มีคนถึงขนาดตั้งสมมุติฐานมาให้เราได้ดูเลยว่า ถ้าจะหยุดการโจมตีของลูฟี่ โดยใช้วิทยาศาสตร์จะเป็นยังไง วันนี้เรามี 4 วิธีสุดแปลกตามาให้คุณผู้ชมได้รับชมกันครับ

1. สารหนืด

การจะหยุดอะไรที่มีความเร็วเหนือเสียงได้ หากยอดมนุษย์ผู้นั้นมีสองขาในการเคลื่อนที่ สารหนืดถือเป็นตัวการที่ดีอย่างหนึ่ง ในการหยุดลูฟี่ได้ดี ยิ่งถ้าสารหนืดมีคุณสมบัติติดความร้อนได้ง่ายยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย

2. ปล่อยเชื้อไวรัส

มนุษย์เรามีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสทุกๆวัน แต่ถ้าหากองค์ธรรมดาๆเกิดสกัดเชื้อไวรัสที่รุนแรงและน่ากลัว ถึงขนาดกัดกินเซลล์ภายในร่างกาย ต่อให้เป็นมนุษย์ยางยืดแข็งแกร่งขนาดใหญ่ก็เป็นต้องสยบแน่นอน

3. ใช้ลาวา

ความร้อนและความหนืดของลาวา มีคุณสมบัติเผาไหม้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น แม้ว่าลูฟี่จะมีฮาคิเกราะหรือความเร็วขนาดไหน แต่ถ้าหากจมอยู่ใต้ลาวาเป็นเวลานานก็ต้องหมดแรงตายได้เหมือนกัน

4. จับกดน้ำ

ผู้มีพลังพิเศษ จะสูญเสียพลังอย่างรุนแรงเมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำในปริมาณเกินกว่าครึ่งตัว (ครึ่งหัวเข่า) เพราะฉะนั้นแล้ว หากลูฟี่ใช้เกียร์ 4 และเกิดพุ่งเข้าไปยังแท็งเหล็กกล้าที่มีน้ำเต็มไปหมด ก็มีโอกาสสูญเสียพลังได้ง่ายๆเหมือนกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่สมมุติฐานคร่าวๆและความเป็นไปได้เท่านั้นนะครับ อย่าไปซีเรียสอะไรมากมาย หากใครมีไอเดียดีๆมานำเสนอก็สามารถนำมาพูดคุยกันได้นะครับ ไม่มีคำว่าผิดหรือถูกครับผม

เตรียมพัฒนาอีกขั้น! LYFE กระถางต้นไม้ลอยได้ พร้อมตกแต่งให้บ้านของคุณเลิศหรูมากกว่าเดิม

จากการดีไซต์สุดล้ำเก๋ไม่เหมือนใคร กลายมาเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ที่จะช่วยทำให้บ้านเราเป็นส่วนหนึ่งกับเทคโนโลยีและธรรมชาติไปพร้อมๆกัน จากโปรเจกต์ขั้นต้นรูปแบบใหม่ล่าสุดที่ถูกผลิตออกมาของบริษัท Flyte บริษัทหลากไอเดีย สุดสร้างสรรค์ของประเทศสวีเดน ที่เปลี่ยนจากรูปแบบการแต่งบ้านเดิมๆ ให้กลายมาเป็นกระถางต้นไม้ลอยได้สุดน่าทึ่ง!

โดยโปรเจกต์นี้ มีชื่อเรียกว่า LYFE  เริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีไร้แรงโน้มถ่วงซึ่งยึดติดตัวกระถางเอาไว้ ส่วนฐานรองก็เป็นเครื่องสร้างแรงผลักขนาดย่อม ทำให้กระถางต้นไม้หรือดอกไม้ของคุณดูมีความไฮเทคและสวยงามไปด้วยภายในตัวของมัน

แน่นอนว่า การเริ่มต้นโปรเจกต์นี้ได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาดมากๆ เพราะมันประสบความสำเร็จและสามารถต่อยอดคอนเซปของบริษัทได้ทันที เนื่องจากบริษัท Flyte คือบริษัทที่รับหน้าที่ตกแต่งบ้านหลากสไตล์นั่นเอง โดยยอดการสั่งซื้อก็เริ่มมีจำนวนพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆตามแต่ละเดือน ซึ่งนั่นถือเป็นแรงผลักดันอีกอย่างหนึ่งให้บริษัท Flyte สามารถพัฒนา LYFE ให้มีความล้ำสมัยอย่างจริงจังมากขึ้นไปด้วย

LYFE  เป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อทำให้บ้านแลดูโล่งขึ้น และไม่ทำให้การสร้างคุณสมบัติของต้นไม้ดูอึดอัดจนเกินไป ด้วยกระถางที่ถูกออกแบบมาในลักษณะหกเหลี่ยมแบบกระจก เพื่อรองรับการใช้แรงผลักจากตัวฐานที่ทำขึ้นจากไม้โอ๊คขนาด 6×6 นิ้ว เพื่อใช้ในการปล่อยพลังสนามแม่เหล็ก ทำให้กระถางที่ดูง่ายๆธรรมดาๆสามารถลอยขึ้นและสามารถหมุนไปหมุนมาได้ถึง 360 องศา อีกทั้งยังเคลื่อนตัวฐานได้สะดวกรวดเร็วอีกด้วย นับเป็นไอเดียที่น่าชื่นชมและนวัตกรรมที่สุดยอดในการแต่งบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ได้อย่างดีเลยทีเดียว

ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก flyte.se

นักวิจัยพบ! “ฝุ่นผงจากดาดฟ้า” อาจมีส่วนประกอบของอุกกาบาตมากถึง 30%

บางที เรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรา ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจได้เหมือนกัน หากเราลองสังเกตถึงสิ่งที่ล่องลอยอยู่บนฟ้าแต่คิดว่าชาติคงจะเอื้อมมือไปแตะไม่ถึงอย่างแน่นอน คุณคงคิดผิดอย่างมหันต์เลยทีเดียว เพราะมีการวิจัยของนักดาราศาสตร์ใน โครงการสตาร์ดัสต์ (Project Stardust) เพื่อร่วมทีมค้นหาเศษซากวัตถุอุกกาบาตจากท้องฟ้า โดยพวกเขาได้เริ่มต้นค้นหาจากอนุภาคขนาดเล็กบนโลกก่อน ซึ่งก็มีอยู่ทุกภูมิภาคของโลกที่มีลักษณะโครงสร้างใกล้เคียงกับเศษซากวัตถุดวงดาว

 

 

โดยพวกเขาได้ทดลองเก็บข้อมูลตัวอย่างฝุ่นละอองจากดาดฟ้าของตึกในเมือง Oslow ประเทศนอร์เวย์ และ กรุงปารีสของประเทศฝรั่งเศส ยาวนานต่อเนื่องกันเป็นเวลา 7 ปี  ซึ่งมีจำนวนวัตถุต่างๆมากมายมากกว่า 500 ชิ้น และเกือบ 30% พบว่ามันเป็นวัตถุอุกกาบาตจากนอกโลกที่ตกลงสู่พื้นดิน โดยมันอาจจะเป็นเศษซากที่ถูกเผาไหม้จนสลายเป็นผง และแผ่กระจายกลายเป็นฝุ่นนั่นเอง

 

 

นอกจากนั้น ปริมาณมวลน้ำในอากาศหรือฝุ่นควันที่ลอยอบอวนอยู่เหนือท้องฟ้าขึ้นไปก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเศษของสะเก็ดดาวจากนอกโลกหรือดาวดวงอื่นเข้ามาปะปน ไม่แน่ว่า อากาศที่คุณสูดเข้าไปทุกวันก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของซากดาวจากนอกโลกที่มีอายุหลายร้อยล้านปีก็เป็นได้

 

 

เพราะฉะนั้นแล้ว เราจึงต้องคิดกันใหม่ว่า หากคุณต้องการจะสัมผัสสิ่งใดจากนอกโลก คุณไม่ต้องไปค้นหาที่ไหนไกลเลย เพียงแค่คุณเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึกที่สูงๆ ก็มีโอกาสที่จะได้พบเจอหรือเยือนเศษฝุ่นของอุกาบาตรจากนอกโลกได้แล้ว เนื่องจากเปอร์เซ็นที่ฝุ่นของอุกกาบาตจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกมีโอกาสได้มากถึง น้ำหนัก 37,000 – 78,000 ตันต่อปีเลยทีเดียว

ที่มา: skyandtelescope

เผยข้อมูลใหม่! ยานอวกาศแคสสินี จับภาพดวงจันทร์แพนได้ในระยะใกล้ที่สุดในประวัติศาสตร์

นับว่าเป็นการปล่อยภาพที่ชัดเจนและใกล้เคียงที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับภารกิจที่ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้วของยานอวกาศองค์การนาซ่า แคสสินี ที่ปล่อยภาพสุดคมชัดละเอียดยิบของดวงจันทร์ แพน ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่หมื่นกิโลเมตรเท่านั้นเอง

ด้วยลักษณะที่มีความใหญ่และไม่มีชั้นบรรยากาศภายในตัว ทำให้ดวงจันทร์แพนไม่ค่อยกลมเหมือนกับดวงจันทร์ของเรามากนัก รวมถึงยังมีชั้นผิวที่ขรุขระและเป็นก้อนคล้ายดาวเคราะห์มากกว่าดาวทรงกลมปกติ มันถูกค้นพบขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1990  ซึ่งเป็นบริวารดวงที่สองของดาวเสาร์ ดาววงแหวนขนาดใหญ่ ซึ่งตอนแรกนาซ่าคาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะเป็นดาวเคราะห์ในเศษของวงแหวน เพราะมันโคจรอยู่ภายในช่องว่างเองเคอ (Encke Gap) ซึ่งเป็นช่องว่างภายในระบบวงแหวนของดาวเสาร์

แต่พอสำรวจดูในเวลาต่อมา มันกลับมีขนาดใหญ่กว่าเศษดาวเคราะห์อยู่บ้าง ถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดความกว้างเพียงแค่ 23 กิโลเมตร ความใหญ่ทั้งหมดแค่ 35  กิโลเมตร แต่มันก็กลายเป็นบริวารดวงที่สองที่สำคัญมากๆในการควบคุมอนุภาคอื่นๆไม่ให้อยู่ในนั้น ลดอัตราการเกิดปรากฏการณ์แปลกๆของดาวเสาร์ไปได้อย่างดีเลยทีเดียว โดยล่าสุดนาซ่าได้เข้าใกล้ดวงจันทร์แพนนี้แล้ว ในระยะห่าง 24,572 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่เข้าใกล้มากที่สุดแล้วของดวงจันทร์แพนในประวัติศาสตร์นาซ่าตลอดมา

และอีกไม่นานนี้ คาดว่าทางนาซ่าน่าจะมีข่าวอัพเดตเกี่ยวดวงจันทร์นี้อีกอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาต้องการศึกษาถึงสภาพพื้นผิว และเศษละอองของอนุภาคว่ามันมีต้นต่อหรือการเกิดของอะตอมเซลล์อย่างไร โดยนี่ถือเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งยวดอย่างหนึ่งของยานอวกาศแคสสินี เลยทีเดียว ก่อนที่มันจะมีแนวโน้มปลดประจำการเข้าสักวัน หลังจากโคจรในอวกาศมายาวนานหลายสิบปีแล้ว

ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก www.nasa.gov

โครงการ space X จัดตั้งให้นักท่องเที่ยว 2 คน เตรียมขึ้นไปเที่ยวรอบดวงจันทร์แล้ว!

การเดินทางไปเที่ยวดวงจันทร์ จะไม่ใช่เรื่องที่เราเพ้อฝันกันอีกต่อไป เมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้ ได้มีการจัดตั้งโครงการสเปซเอ็กซ์ ของเครือบริษัทเอกชนรายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตจรวดขนส่งทางอวกาศขึ้น โดยในตอนนี้ทาง สเปซเอ็กซ์  ก็ได้มีความพร้อมแล้ว ที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความต้องการอยากจะไปดูดวงจันทร์ชนิดแบบใกล้เคียงที่สุด ได้ลองสัมผัสกันดู โดยพวกจะพาขึ้นยานแล้วมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ โดยวนรอบดวงจันทร์ประมาณ 1 รอบ พร้อมบอกถึงที่น่าสนใจมากมาย

 

 

แน่นอนว่าโครงการ สเปซเอ็กซ์  เปิดรับนักบินที่ต้องการจะไปท่องเที่ยวจำนวน 2 ราย โดยนายอีลอน มัสค์ ประธานผู้บริหารของสเปซเอ็กซ์ ก็ได้เปิดข่าวต่อสาธารณะชนเอาไว้แล้วว่า มีผู้ร่วมสนใจโครงการนี้เป็นที่เรียบร้อย และการดำเนินโครงการจะเริ่มต้นทันทีเมื่อทั้งสองจ่ายเงินก้อนใหญ่ทั้งหมด

 

 

ซึ่งจากการเปิดเผยข้อมูล นักบินที่ร่วมสนใจเป็นคนที่รู้จักกันดี และไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงแต่อย่างใด ขั้นตอนแรกพวกเขาจะต้องเข้าร่วมปฏิบัติการทดสอบการบิน โดยไร้น้ำหนัก รวมทั้งฝึกฝนทักษะเอาตัวรอดภายใต้สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงไปด้วย นอกจากนั้น พวกเขาจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพและสมรรถนะอยู่ตลอด เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมมากที่สุด จะได้ไม่เกิดสภาวะร่างกายอ่อนเปลี้ย หรือกดดันจนเกิดความเครียดเอาได้

 

 

และเนื่องด้วยเหตุที่โครงการต้องรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวง เพราะฉะนั้น พวกเขาจะต้องพลาดไม่ได้เด็ดขาด ทำให้โครงการนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเป็นที่แน่ใจว่า ยานต้องพานักท่องเที่ยวขึ้นไปสำรวจโคจรรอบดวงจันทร์ได้สำเร็จจริงๆ โดยทางบริษัทจะทำทุกวิถีทางเพื่อลดอัตราความเสี่ยงดังกล่าวให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งพวกเขาจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์คู่แรกที่ขึ้นไปสำรวจโคจรรอบดวงจันทร์ในฐานะนักท่องเที่ยว หลังจากมีข่าวฮือฮาเกี่ยวกับดวงจันทร์มาแล้วเมื่อ 45 ปีก่อน

-ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก www.cbc.ca

Forpheus เซ็นเซ หุ่นยนต์ครูสอนพิเศษปิงปองตัวแรกของโลกจากญี่ปุ่น ฝีมือไร้ที่ติจริงๆ

 

มีหุ่นยนต์อยู่หลายรุ่นด้วยกันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถตีปิงปองกับมนุษย์ได้จริงๆ ที่สำคัญหุ่นยนต์เหล่านี้มีฝีมือไร้ที่ติมากๆ แต่ก็ทำได้แค่ตีตอบโต้กับเราเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจาก “Forpheus” หุ่นยนต์ที่ผลิตและพัฒนาโดย Omron Corp บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น ได้รับการยอมรับจาก กินเนส เวิลด์ เร็คคอร์ดส์ ว่าเป็น หุ่นยนต์สอนปิงปองตัวแรกของโลก” ที่นอกจากจะมีความสามารถในการเล่นปิงปองกับฝ่ายตรงข้ามที่เป็นมนุษย์แล้วยังสอนมนุษย์ตีปิงปองได้ด้วย!

 

 

โดยเจ้าหน้าที่ของ กินเนส เวิลด์ เร็คคอร์ดส์ ที่ประเมินศักยภาพของ Forpheus ยอมรับว่าเจ้าหุ่นตัวนี้ มีความชาญฉลาดในเชิงเทคโนโลยีและศักยภาพในทางด้านการศึกษาอยู่ในตัวเอง จนเหมาะสมต่อการได้รับตำแหน่งดังกล่าว เหตุที่ Forpheus มีความสามารถเช่นนั้น เป็นเพราะใช้เซ็นเซอร์ทั้งที่เป็น Vision Sensor และ Motion Sensor ในการติดตามความเคลื่อนไหวของลูกปิงปองระหว่างการแข่งขัน ตัวกล้องสามารถติดตามลูกปิงปองได้ในอัตราความเร็ว 80 ครั้งต่อวินาที เพื่อป้อนข้อมูลทั้งหมดให้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถในการประมวลผลสูง สามารถวิเคราะห์ได้นับล้านครั้งต่อวินาที ทำให้มันสามารถตรวจจับ ความเร็ว, การหมุน และทิศทางของลูกปิงปองได้อย่างแม่นยำ จากนั้นใช้ข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณตำแหน่งที่คาดว่าผู้เล่นมนุษย์ฝ่ายตรงกันข้ามของตนจะตีลูกไปตก และประเมินทิศทาง ความเร็ว เพื่อกำหนดตำแหน่งของลูกปิงปองที่แขนกลจะตีออกไปล่วงหน้าได้ สุดยอด!

 

 

หัวหน้าทีมพัฒนาฟอร์เฟียส ระบุว่า Forpheus สามารถคาดการณ์วิถีและตำแหน่งตกของลูกที่มีโอกาสได้แต้มมากที่สุดได้ ซึ่งเป็นการช่วยในการฝึกนักเรียนหรือผู้แข่งขันที่ต้องการพัฒนาทักษะการเล่นปิงปองให้ดีขึ้นได้นั่นเอง อีกทั้งยังมีอัลกอริธึมและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถให้คะแนนและจัดอันดับผู้เล่น แล้วใช้มันเป็นการประเมินรูปแบบการเล่นที่ควรเล่นและสร้างบทเรียนการฝึกที่เหมาะสมกับแต่ละคนได้อีกด้วย

ที่มา: asahi