ลูกผู้พิการที่ลุกขึ้นมาสังหารแม่ตัวเอง แต่เมื่อความจริงปรากฏกลับช็อกคนทั้งโลก

เชื่อหรือไม่ว่า ? ครั้งแรกที่ผมเห็นเรื่องนี้จากต่างประเทศ ผมอุทานหน้าทีวีเลยว่า “เชี่ยยยยย” ดังมาก !!! เพราะนี่เป็นเรื่องที่โคตรดาร์คและสะเทือนจิตใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ซึ่งถ้าคุณคิดว่าผมเว่อร์เกินไปขอให้คุณลองอ่านดู และไม่แน่เมื่อคุณอ่านจบคุณอาจจะอุทานเสียงดังจนคนข้าง ๆ ตกใจเลยก็ได้นะครับ ฮ่า ๆ ๆ

 

 

ขอเตือนก่อนว่า เรื่องนี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นซีรีย์ 8 ตอนจบ ชื่อ The Act ที่จะฉายผ่านทางสตรีมมิ่ง hulu ในวันที่ 30 มีนาคม ถ้าใครไม่อยากถูกสปอยก็กดปิดบทความนี้ได้เลย ซึ่งตัวซีรีย์ก็ได้น้อง โจอี้ คิง ที่เคยเล่นเป็นลูกสาวคนรองใน The Conjuring มาโกนหัวรับบทนำ

 

เอ้าเริ่ม !!!

 

เมื่อปี 2015 ชาวอเมริกันทุกคนต่างรู้สึกช็อกกับคดีฆาตกรรมที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อนาง ดีดี้ บลังชาร์ด ถูกลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองใช้มีดแทงจนเสียชีวิตคาบ้านพัก ซึ่งมันไม่น่าเป็นไปได้ก็เพราะ ลูกสาวของเธอป่วยเป็นอัมพาตไม่สามารถเดินได้ เนื่องจากเกิดมาร่างกายอ่อนแอป่วยหลายโรคทั้งเป็นมะเร็ง ลูคีเมีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลมชัก หอบหืด การมองเห็นการได้ยินบกพร่อง จนทำให้ฟันหลอ ศีรษะล้าน อีกทั้งยังมีสมองเทียบเท่าเด็ก 7 ขวบ ด้วยอาการทั้งหมดนี้ทำให้ทุกคนไม่เชื่อว่า ลูกสาวจะเป็นผู้ลงมือ ซึ่งนั่นก็นำไปสู่การสืบสวนที่เปิดโปงความจริงจนทำให้คนทั่วโลกช็อกและอึ้งไปตาม ๆ กัน

ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  สองแม่ลูกนามสกุล บลังชาร์ด เริ่มเป็นที่สนใจจากสื่อทั่วประเทศเนื่องจาก ลูกสาวของเธอที่ชื่อว่า ยิปซี ป่วยเป็นสารพัดโรคตั้งแต่เด็ก โดยทุกครั้งที่จะต้องเดินทางออกนอกบ้านเธอจะต้องนั่งรถเข็นและพกถังอ็อกซิเจนติดตัวอยู่เสมอ จึงทำให้ผู้เป็นแม่ไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ เพราะต้องคอยดูแลลูกสาว ด้วยเหตุนี้สองแม่ลูกจึงได้รับการช่วยเหลือต่าง ๆ ทั้งเงินที่บริจาคเข้ามา ของกินของใช้ที่ไม่เคยต้องซื้อเอง เวลาจะไปไหนเพื่อนบ้านก็ยินดีที่จะขับรถไปส่ง

 

 

จนกระทั่งปี 2005 ในขณะนั้นอเมริกาถูก พายุเฮอริเคนแคทรีนา ถล่มส่งผลให้บ้านเรือนของผู้คนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก มีหลายครอบครัวกลายเป็นผู้ไร้บ้านไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งสองแม่ลูกก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เรื่องนี้กลับช่วยยกระดับความน่าสงสารมากขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อสื่อได้ทำข่าวของสองแม่ลูกสุดน่าสงสาร จนพวกเธอได้รับการติดต่อจากองค์กรการกุศลมากมาย ได้รับทั้งบ้านใหม่ที่ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีทางลาดรอบบ้านออกแบบสำหรับผู้ที่ต้องนั่งรถเข็น ได้รับอ่างจากุชชี่ที่มีโหมดช่วยนวดกล้ามเนื้อ ได้ตั๋วเที่ยว Disney World ฟรี เวลาจะเดินทางไปที่ไหนก็จะได้นั่งเครื่องบินฟรีอยู่บ่อย ๆ และเงินบริจาคอีกมากมายเข้ากระเป๋า มาถึงตรงนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสองแม่ลูกได้กลายเป็นคนดังระดับประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

และเมื่อเป็นคนดังแน่นอนว่าย่อมต้องมีการขอสัมภาษณ์ โดยผู้เป็นแม่ซึ่งก็คือ ดีดี้ ได้เล่าย้อนไปถึงสาเหตุของการกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็เพราะ สามีของเธอเป็นคนขี้เมา ชอบทุบตี หยาบคาย และมักดูถูกลูกตัวเองอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้บุหรี่จี้ลูกสาวผู้พิการของตัวเองด้วย เธอจึงตัดสินใจพาลูกของเธอหนีออกมาให้ไกลที่สุด แต่ก็ยังโชคร้ายที่ถูกพายุพลัดพรากทุกอย่างไป แต่ตอนนี้ก็โอเคแล้วเพราะถ้าไม่ได้ทุกคนช่วยไว้คงแย่มากแน่ ๆ

ด้วยการให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แน่นอนว่าทุกคนย่อมรักและอยากช่วยเหลือสองแม่ลูกมากขึ้น แต่ก่อนที่ทุกคนจะตกหลุมรักไปมากกว่านี้ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมก็กำลังจะถูกเปิดเผยออกมา

 

การปะทุของฝุ่นใต้พรม

 

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2015 จู่ ๆ สเตตัสในเพจ Dee Gyp Blancharde (ย่อมาจากชื่อ ดีดี้ ยิปซี บลังชาร์ด เป็นเพจที่สองแม่ลูกใช้ร่วมกันเพื่อคอยอัพเดตชีวิตของทั้งสอง) ก็ขึ้นมาว่า “That Bitch is dead!” (อีเชี่ยนี่ตายแล้ว!) เมื่อใครได้เห็นก็งงสิครับ ผู้คนเริ่มคอมเมนต์กันอย่างถล่มถลาย “ผมว่าเพจน่าจะโดนแฮก” “สงสัยจะอินกับหนังที่ดูอยู่มากเกินไป” “เฮ้ยเป็นไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น” แต่แล้วไม่นานนักเพจ Dee Gyp Blancharde ก็คอมเมนต์ในช่องแสดงความคิดเห็นต่อว่า “I fucken SLASHED THAT FAT PIG AND RAPED HER SWEET INNOCENT DAUGHTER…HER SCREAM WAS SOOOO FUCKEN LOUD LOL” (กูเชือดอีหมูตอนนั่นไปแล้ว และข่มขืนลูกสาวไร้เดียงสาของมันต่อด้วย เสียงโหยหวนของพวกมันโคตรดัง ฮาหว่ะ)

 

 

เมื่อทุกคนเห็นโพสท์และคอมเมนต์แบบนี้ มีหรือที่จะอยู่เฉย ๆ ทั้งเพื่อนบ้าน ผู้หวังดี ตำรวจ นักข่าว ต่างเดินทางกันไปยังบ้านของสองแม่ลูก แต่ไม่ว่าจะเรียก จะทุบ จะเคาะ เท่าไหร่ ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ตำรวจจึงต้องขอหมายศาลเพื่อทำการตรวจค้นภายใน เมื่อหมายศาลมาถึง พวกเขาก็ได้พบศพของ ดีดี้ (แม่) นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำโดยมีแผลถูกแทงซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตหลายวันแล้ว แต่กลับไม่พบตัวลูกสาวทั้งที่รถเข็นทุกคันของเธอยังอยู่ภายในบ้านอย่างครบถ้วน

และหลังจากที่ข่าวฆาตกรรมปริศนาถูกเผยแพร่ ยังมีเพื่อนบ้านใจดีเปิดระดมทุนในเว็บไซต์ GoFuneMe เพื่อหาเงินเป็นค่าจัดงานศพและเป็นค่าใช้จ่ายในการตามหาตัว ยิปซี อีกด้วย

 

เริ่มการสืบสวน

 

หลังจากที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นของในบ้านพร้อมกับสอบปากคำเพื่อนบ้านทุกคนอย่างละเอียด ก็ทำให้พวกเขาทราบว่า ยิปซี ยังมีเฟสบุ๊คอีกหนึ่งบัญชีที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ส่วนตัวโดยไม่ให้แม่รู้ โดยใช้ชื่อบัญชีว่า Emma Rose ซึ่งเธอได้ใช้เฟสบุ๊คนี้เพื่อคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีชื่อว่า นิโคลัส โกดีจอห์น โดยในขณะนั้น เขาอายุ 24 ปี ส่วนยิปซีอายุ 18 ปี ทั้งคู่คบหากันทางออนไลน์มานานกว่า 2 ปีแล้ว และเขาทราบดีว่าเธอต้องนั่งรถเข็น แต่เขาก็ไม่สน ทั้งคู่วางแผนจะแต่งงานและมีลูกด้วยกันในอนาคต

ซึ่งบทสนทนาภายในแชทเผยให้เห็น การวางแผนฆาตกรรมของสองคู่รัก และพวกเขายังชอบพูดถึงเรื่องเซ็กส์อยู่บ่อย ๆ อีกด้วย (ส่งรูปแลกกันไปมา)

 

 

เมื่อตำรวจได้เห็นทั้งแชท ทั้งชื่อ และที่อยู่ พวกเขาก็นำกำลังไปบุกยังบ้านของ นิโคลัส ทันที ซึ่งการเข้าจับกุมชายหนุ่มก็ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสื่อและตำรวจต่างอึ้งไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือ การได้เห็น ยิปซี ในสภาพที่เธอกำลังยืนอยู่ และเธอกำลังเดินออกมาจากบ้านของแฟนหนุ่ม โดยไม่ต้องนั่งรถเข็นและถังอ็อกซิเจนใด ๆ ทั้งสิ้น !!!

 

ความจริงเปิดเผย

 

หลังจากยิปซีถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรม เธอก็เล่าอดีตของเธอที่ลากมาตั้งแต่วันที่เธอเกิดจนถึงวันที่เธอถูกจับ ซึ่งคนที่มีสมองเทียบเท่าเด็ก 7 ขวบ ไม่น่าจะทำได้แน่ ๆ และสิ่งแรกที่เธอสารภาพออกมาก็คือ “ความจริงแล้วหนูไม่ได้ป่วย ทุกสิ่งที่คุณเห็นคือความตั้งใจของแม่ แม่บังคับให้ฉันทำทุกสิ่งตามใจของเธอ ฉันต้องป่วยทั้งที่ไม่ได้ป่วยจริง ๆ …”

ดีดี้ บลังชาร์ด (ผู้เป็นแม่) มีชื่อจริงว่า คลอดีน บลังชาร์ด เกิดที่รัฐหลุยเซียน่า มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน โดยมีสามีชื่อ ร็อด บลังชาร์ด (พ่อของยิปซี) ทั้งคู่แต่งงานกันในขณะที่ผู้เป็นพ่อกำลังเรียนอยู่ไฮสคูลอายุ 17 ปี ส่วนผู้เป็นแม่ทำงานเป็น ผู้ช่วยพยาบาล อายุ 24 ปี หลังจากอยู่ด้วยกันได้ไม่นานก็เลิกลากันไป โดยเธอไม่เคยถูกสามีทุบตีเลยแม่แต่ครั้งเดียว แต่สาเหตุที่เลิกกันก็เพราะเขารู้สึกไม่รักเธอแล้วเลยขอห่างกับเธอดีกว่า แต่ก็ยังส่งเสียเลี้ยงดูลูกอยู่ตลอด ด้วยจำนวนเงิน 40,000 บาทต่อเดือน

 

 

ยิปซี บลังชาร์ด เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1991 เธอเกิดมาด้วยสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้าย หรือโรคประจำตัวใด ๆ แต่เมื่อยิปซีอายุได้ 3 เดือน ดีดี้ ก็บอกกับหมอว่าลูกของเธอมีอาการหยุดหายใจเวลานอนหลับ แต่ไม่ว่าหมอจะตรวจยังไงก็ไม่พบความผิดปกติดังกล่าว แต่ด้วยความที่ ดีดี้ เคยทำงานในโรงพยาบาล เลยทำให้เธอมีความรู้มากพอที่จะเถียงกับหมอได้ แต่ถ้าหมอโรงพยาบาลไหนไม่ยอมเชื่อ เธอก็จะย้ายโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอหมอที่ยอมเซ็นต์ว่าลูกของเธอมีอาการดังกล่าวจริง ๆ

และอย่างที่กล่าวไปข้างต้น การที่สองแม่ลูกถูกพายุถล่มใส่ก็ยิ่งเหมือนการเสริมดวงให้ชีวิตพุ่งขึ้นไปอีก เพราะเธอค่อย ๆ เพิ่มโรคให้กับลูกของเธอขึ้นทีละโรค ๆ โดยเธออ้างว่า บันทึกการป่วยของลูกสาวถูกพายุพัดถล่มหายสาบสูญไปหมดแล้ว ในปี 2005 ซึ่งหลังจากช่วงนี้นั้นข้อมูลทั้งหมดการป่วยทั้งหมด ก็เกิดขึ้นจากจินตนาการของ ดีดี้ นั่นเอง

 

ความทุ่มเทของผู้เป็นแม่

 

และแน่นอนว่าย่อมต้องเกิดคำถามตามมาว่า แล้วทำไมหมอเหล่านั้นถึงเซ็นต์อนุมติว่า ยิปซี มีอาการป่วยเหล่านั้นจริง ๆ ? ซึ่งมันเกิดจากความรอบคอบและการเก็บรายละเอียดของ ดีดี้ โดยเธอต้องคอยโกนผมของลูกสาวทุกครั้งที่มีความรู้สึกว่าผมกำลังจะยาวขึ้น และเธอยังทำการถอนฟันให้กับลูกสาวเพื่อให้ ยิปซี ดูเหมือนเด็กที่มีการพัฒนาเทียบเท่าเด็ก 7 ขวบ อีกด้วย

 

ความรักจากพ่อ

 

แม้ว่าเขาะจแต่งงานมีครอบครัวใหม่ และมีลูกอีก 2 คน แต่เขาก็ไม่เคยทอดทิ้งลูกสาวของตัวเองเลย ทุก ๆ วันสำคัญที่เขาพอจะมีเวลาว่าง เขาจะเดินทางข้ามรัฐมารับ ยิปซี ไปเที่ยวพร้อมกับครอบครัวใหม่ของเขาด้วย ซึ่งยิปซีชอบเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวของพ่อมากเพราะได้เล่นกับน้อง แต่ก็ต้องคอยแกล้งว่าตัวเองป่วยเพราะจะมีแม่คอยตามไปประกบด้วยทุกครั้ง

 

การตัดสินและชีวิตใหม่

 

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2016 หลังจากที่ยิปซีได้เล่าความจริงทุกอย่างในชั้นศาล เธอถูกตัดสินในข้อหาฆาตกรรม ต้องโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งหลังจากถูกจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ทนายของ ยิปซี ก็ได้บอกกับสื่อว่า น้ำหนักของเธอเพิ่มขึ้นกว่า 6 กิโลกรัม เธอมีความสุขมากที่ได้เป็นอิสระ ตั้งแต่เข้าคุกเธอไม่เคยป่วยเลย และไม่ต้องกินยาอะไรที่ต้องคอยกินมาทั้งชีวิตอีกด้วย แต่ก็ต้องรอให้ ยิปซี อายุครบ 33 ปี ถึงจะมีสิทธิขอทัณฑ์บนได้ตามที่ศาลสั่ง ซึ่งตอนนี้ยิปซีมีอายุ 28 ปีแล้ว นั่นเท่ากับว่าแม่ของเธอโกหกมาตลอดในทุก ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องอายุของลูกสาวตัวเองด้วย

ก็จบไปแล้วนะครับ สำหรับเรื่องที่ โคตรพีค โคตรช็อก ไม่อยากเชื่อเลยนะครับว่า จะเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาที่อะไร ๆ ก็เจริญขึ้นมากขนาดนี้แล้ว เรื่องนี้ก็เปรียบเหมือนดาบสองคมที่ทำให้เราเห็นภาพว่าการช่วยเหลือกันทางโลกออนไลน์ยังมีช่องโหว่อยู่มาก บางครั้งการที่เรายิ่งช่วยเหลือก็เหมือนยิ่งสนับสนุนให้คนแบบนี้ทำต่อไปเรื่อย ๆ ทางที่ดีควรศึกษาองค์กร หรือมูลนิธิ ที่เค้าลงมือทำจริงและเราค่อยฝากเงินหรือสิ่งของไปให้เค้าจัดการต่อดีกว่านะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบ ขอบคุณทุกคนครับ