องค์กรวิจัยด้านมะเร็งของสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) บอกว่า ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับปริมาณแสงแดดที่เหมาะสม เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อเรื่องนี้ เช่น ช่วงเวลาของวัน หรือช่วงเวลาของปี และแต่ละคนต้องการแสงแดดในปริมาณที่ต่างกัน อีกทั้งมีระดับความเสี่ยงและการได้รับประโยชน์จากแสงแดดที่แตกต่างกันจากการรับแสงแดดในเวลาที่เท่ากัน โดย…

  • แสงแดดตอนเช้า ในช่วงเวลา  06.00 – 08.00 น. และ แสงแดดช่วงเย็น หลัง 16.00 น. (เลี่ยงอยู่กลางแดดช่วง 10.00-14.00 น.)
  • คนที่มีผิวสีอ่อนควรได้รับแดดเพียงวันละ 20 นาที (อย่านานเกินกว่านี้ เพราะจะทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง)
  • คนที่ผิวสีเข้มกว่าอาจต้องใช้เวลารับแดดนานขึ้น 6 เท่าเพื่อผลิตวิตามินดีในปริมาณเท่ากัน (ผิวที่เข้มกว่าจะมีเกราะป้องกันปัญหาผิวไหม้ได้ดีกว่าด้วย)
  • เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดดจัดนานๆรังสี UV จะเข้าทำลาย DNA (genotoxic) จนอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ เพราะในแสงแดดจะมีสารกระตุ้นมะเร็งอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้รับแสงแดดจัดๆ โดยตรงเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมากขึ้น

สำหรับวิธีง่ายๆ ที่จะบอกได้ว่าแสงแดดแรงเกินไปหรือไม่นั้น ทำได้โดยวัดจากเงาของคุณ หากเงาสั้นกว่าตัวคุณ หมายความว่ามีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสียูวีสูงมากในวันนั้น และคุณจำเป็นต้องปกป้องผิวหนังจากแสงแดดที่จะแผดเผา เพราะหากได้รับรังสียูวีมากหรือนานเกินไปก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้นั่นเอง

 

 

ประโยชน์ของแสงแดด – VitaminD

แสงแดดช่วยให้ร่างกายของเราผลิตวิตามินดี ซึ่งมีความสำคัญต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ แต่การรับแสงแดดมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้ ดังนั้นทำอย่างไรเราจึงจะได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าร่างกายเราผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินที่ช่วยให้อารมณ์ดีในวันที่มีแดดออก แต่หากได้รับแสงแดดน้อยเกินไปก็อาจส่งผลเสียทางด้านอารมณ์ ปัญหาการนอนหลับและน้ำหนักขึ้น ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและกระดูกเปราะ ด้วยเหตุนี้ บางคนอาจต้องรับวิตามินดีเสริมเพื่อทดแทนแสงแดดที่ได้รับไม่เพียงพอ

ช่วยรักษาแผลทุกชนิด แสงแดดสามารถช่วยรักษาแผลที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจาก แสงแดดจะไปช่วยทำให้โมโกลบินมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำเอาออกซิเจนส่งไปให้เซลล์บาดแผล เพื่อใช้ในการซ่อมแซมเซลล์ที่ชำรุด จึงช่วยสมานแผลรอยถลอกบรรเทาอาการผดผื่นคันได้อย่างรวดเร็ว

มะเร็งผิวหนัง

ฮิวจ์ แจ็คแมน เข้ารับการรักษามะเร็งผิวหนังด้วยการผ่าตัดมาแล้วกว่า 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2013 เขาบอกว่า ตอนใช้ชีวิตในออสเตรเลียไม่เคยทาครีมกันแดดหรือป้องกันผิวหนังตัวเองด้วยวิธีใดๆเลย ตอนนี้จึงรับกรรม ต้องไปตรวจเช็คผิวหนังทุกๆ 3 เดือน งานวิจัยบอกว่า เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ ที่ไม่ป้องกันผิวจากแสงแดด มีแนวโน้มเป็นมะเร็งผิวหนังเมื่อโตขึ้นถึง 50%

จอคอมกับจอโทรศัพท์สามารถทำให้หน้าดำได้จริงหรือ?

คำตอบคือไม่จริง! จอภาพ Computer ชนิด CRT จะมีการแผ่รังสี UV และอื่นๆ ออกมาได้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและไม่มีผลทำให้ผิวหมองคล้ำลง ส่วนครีมกันแดดควรทาเป็นประจำทุกวันอยู่แล้วเพื่อป้องกันรังสี UVA และ UVB

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน