ปีที่แล้วตีลังกา…ปีนี้วิ่งได้แล้ว! พบกับ Atlas หุ่นยนต์ที่เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นทุกปี

หุ่นยนต์ที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี้มีชื่อว่า Atlas ของบริษัท Boston Dynamics ที่ทางบริษัทพัฒนามันตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งวิวัฒนาการของมันก็ดีขึ้นและเจ๋งขึ้นทุกปี เรียกได้ว่าพอได้โชว์ของทีไรต้องเป็นข่าวทุกที และหลังจากที่ปี 2017 มันสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วโลกโดยการตีลังกาโชว์ และแน่นอนครับว่าปี 2018 จะธรรมดาไม่ได้ ทีมงานเลยจัดการพัฒนาขีดความสามารถของมันให้ก้าวกระโดดขึ้นไปอีก โดยการใส่เทคโนโลยี Machine Learning เข้าไป เพื่อให้ Atlas มีสมองคิดและจดจำการฝึกของตัวเองได้ พูดง่ายๆก็คือ มันสามารถฝึกฝนตัวเองให้เก่งขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยการอัพเกรดโปรแกรมจากมนุษย์เพียงอย่างเดียว เพราะชื่อเทคโนโลยีก็บอกอยู่ว่า “Machine-เครื่องจักร Learning-เรียนรู้” Atlas รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่นะครับ (สูง 175 เซนติเมตร หนัก 80 กิโลกรัม)   Humanoid (หุ่ยนต์เสมือนมนุษย์) โดยความสามารถที่ถูกอัพเกรดในปี 2018 มีดังนี้ – วิ่งบนพื้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ และแม้พื้นผิวจะขรุขระก็ไม่ล้ม – สามารถกระโดดข้างสิ่งของที่อยู่ข้างหน้าได้ – ยกกล่องขึ้นมาจัดเก็บในพื้นที่ที่ซับซ้อนได้ (ยกกล่องขึ้นซ้อนกล่อง) – ป้องกันตัวเองได้เบื้องต้น (เวลาถูกผลักจะไม่ล้ม) –…

NASA สร้างฝูงหุ่นยนต์ผึ้ง “MarsBees” เพื่อใช้ในภารกิจสำรวจดาวอังคาร

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา ประกาศแผนเดินหน้าพัฒนาฝูงหุ่นยนต์ผึ้ง “มาร์สบีส์” (Marsbees) เพื่อใช้บินสำรวจดาวอังคารในอนาคต โดยให้ทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยแอละแบมาในสหรัฐฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์นี้ ในขณะที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างของหุ่นยนต์และทำการทดสอบ     ฝูงหุ่นยนต์ผึ้งนี้จะถูกนำมาใช้งานแทนที่หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจภาคพื้นดิน เนื่องจากหุ่นยนต์รุ่นเดิมเคลื่อนที่ได้ช้า มีขนาดใหญ่เทอะทะ ทั้งมีราคาแพงในการผลิตและบำรุงรักษา – ผิวของดาวอังคารนั้นเป็นอุปสรรคกับการใช้ล้อเป็นอย่างมาก มันมีก้อนหินมีหลุมเป็นอุปสรรคอยู่ทั่วไปหมด ยานโรเวอร์สำรวจผิวดาวอย่างเช่นยานคิวริออซิตี้ (Curiosity) ที่นาซาใช้งานอยู่บนดาวอังคารในปัจจุบัน จึงมีพื้นที่สำรวจน้อยมาก ตั้งแต่สิงหาคม 2012 ถึง กุมภาพันธ์ 2018 ยานโรเวอร์ลำนี้เดินทางสำรวจไปได้เพียงระยะทาง 18.13 กิโลเมตร เท่านั้น Marsbees เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กหรือไมโครบ็อตที่บินเคลื่อนที่ได้คล่องตัว มีการติดตั้งเซนเซอร์ต่าง ๆ เพื่อเก็บและส่งข้อมูลการสำรวจ โดยจะสามารถทำแผนที่ภูมิประเทศและเก็บตัวอย่างอากาศบนดาวอังคารได้อย่างรวดเร็ว ทั้งบินสำรวจพื้นที่ได้ครอบคลุมกว้างขวางกว่าในเวลาที่จำกัด     หุ่นยนต์ผึ้งรุ่นนี้น่าจะมีขนาดใกล้เคียงกับผึ้งบัมเบิลบี ไม่ใช่ในทรานฟอร์เมอร์นะ แต่เป็นผึ้งสายพันธ์หนึ่ง ซึ่งเป็นผึ้งตัวใหญ่ที่มีความยาวตั้งแต่ 1-4 เซนติเมตร มีปีกบินขนาดใหญ่เท่ากับจักจั่น ซึ่งหมายความว่าอาจมีปีกยาวได้ราว 3-6 เซนติเมตร แถมยังเลียนแบบการกระพือปีกขึ้นลงอย่างรวดเร็วของผึ้งอีกด้วย โดยแรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารที่มีอยู่เพียง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับบนโลก…

วงการแพทย์เฮ…ทำมือเทียมที่ผู้สวมใส่ สามารถรู้สึกเหมือนได้มือจริงๆกลับคืนมา สำเร็จแล้ว!

  คณะนักวิทยาศาสตร์กรุงโรม ประเทศอิตาลี เปิดเผยความสำเร็จในการทดสอบมือเทียมสำหรับผู้พิการ ที่สามารถทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนได้มือจริงๆกลับคืนมา โดยมือเทียมดังกล่าวยังอาศัยเทคโนโลยีล่าสุดที่ทำให้เครื่องที่เชื่อมต่อนั้นมีขนาดเล็กและสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ ต่างจากในอดีตที่เครื่องมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งคณะนักวิจัยชุดนนี้เป็นชุดเดียวกับที่เปิดตัวมือเทียมที่ส่งความรู้สึกได้ในปี 2557 สร้างความฮือฮาให้กับวงการการแพทย์ทั่วโลก และสิ่งที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีกายอุปกรณ์     ผู้ป่วยที่เข้ารับการทดสอบชื่อ นางอัลเมริน่า มาสกาเรลโล ชาวอิตาลีที่สูญเสียมือไปข้างหนึ่งในอุบัติเหตุเกือบ 25 ปีก่อน โดยนางมาสกาเรลโล กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า รู้สึกเหมือนเป็นมือของตัวเองจริงๆ โดยคณะผู้คิดค้นเทคโนโลยีดังกล่าว ประกอบด้วย นักประสาทวิทยา ศัลยแพทย์ วิศวกรสาขาอิเลคทรอนิกส์ และผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์จากอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี     มือเทียมดังกล่าวอาศัยหลักการเซ็นเซอร์ที่นิ้วทำหน้าที่ตรวจจับว่าวัตถุที่หยิบจับนั้นแข็งหรือนุ่มเพียงใด และส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบโดยเฉพาะ ซึ่งมีขนาดเล็กสามารถสะพายหลังได้ เพื่อประมวลผลจากข้อมูลดังกล่าว เป็นกระแสประสาทส่งไปยังเส้นประสาทที่แขนในรูปแบบที่สมองเข้าใจได้ “มันรู้สึกได้จริงๆ เหมือนกับเป็นมือของฉันเลย มันทำให้ฉันกลับมาทำอะไรๆ ที่จำเป็นได้คล่องแคล่วมากขึ้น อย่างสวมเสื้อผ้า และใส่รองเท้า ดิฉันรู้สึกถูกเติมเต็มอีกครั้ง” นางมาสกาเรลโล กล่าว     ศาสตราจารย์ซิลเวสโตร มิเซร่า วิศวกรเส้นประสาท จากสถาบันวิจัยนครโลซาน หรืออีพีเอฟแอล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมหาวิทยาลัยแซงต์อันนา…

ในอีก 100 ปีข้างหน้า มนุษย์จะสามารถมีลูกกับหุ่นยนต์ได้!

  David Levy (เดวิด เลวี) นักเขียนหนังสือขายดี “Love and Sex With Robots” เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่หุ่นยนต์จะมีลูกกับมนุษย์ภายใน 100 ปีข้างหน้านี้ จากความก้าวหน้าของงานวิจัยสเต็มเซลล์และโครโมโซมเทียม ดอคเตอร์เลวี ได้อ้างถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Ohio State University โดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญในสถาบันดังกล่าวได้สร้างชิปนาโนเทคโนโลยีขึ้นมา ซึ่งมีความสามารถฉีดรหัสพันธุกรรมเข้าในเซลล์ผิวหนังเพื่อรักษาบาดแผล เทคนิคใหม่นี้เรียกว่า tissue nano-transfection (TNT) ซึ่งจะช่วยให้รหัสพันธุกรรมของหุ่นยนต์สามารถถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นถัดไป เช่นเดียวกับรหัสพันธุกรรมของมนุษย์     ใช้กระเเสไฟฟ้าอ่อนๆ กระตุ้นที่เเผ่นชิปเพื่อส่งรหัสพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์เเละภายในเวลาไม่กี่นาที เซลล์ในบริเวณที่ได้รับการกระตุ้นจะถูกปรับเเต่งใหม่และเริ่มทำงานตามบทบาทใหม่ที่ได้รับ เพียงเท่านี้ เซลล์ผิวหนังก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นเซลล์ใหม่ของอวัยวะใดๆก็ได้เเล้วเเต่รหัสพันธุกรรมใหม่ โดยการทดลองได้ทำการทดลองสร้างหลอดเลือดจากเซลล์ผิวหนังในหนูทดลองเป็นผลสำเร็จ Dr. L. James Lee นักวิศวกรรมด้านชีวโมเลกุลที่ Ohio State University รายงานผลการศึกษากล่าวว่าเขาประหลาดใจมากที่พบเซลล์ผิวหนังที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเซลล์ชนิดอื่นโดยเกิดขึ้นลึกภายในเนื้อเยื่อ ประสิทธิภาพของนาโนเทคโนโลยสร้างเซลล์ใหม่นี้สามารถใช้งานได้จริงและอาจนำไปใช้งานมากกว่าเเค่รักษาบาดเเผล ซึ่งคำกล่าวและผลทดลองของทีมวิจัยก็สอดคล้องกับสันนิษฐานของ เดวิด เลวี นักเขียนชื่อดังมากทีเดียว   “การมีเพศสัมพันธ์กับหุ่นยนต์จะเป็นเรื่องทันสมัยภายในปี 2050 และพวกมันจะเป็นคู่หูที่ชวนมองของมนุษย์ ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีและความก้าวหน้าใน…

ผุดศาสนาใหม่ “Way of the Future” หรือ “ลัทธิปัญญาประดิษฐ์” (บูชา AI เท่าพระเจ้า)

Anthony Levandowski อดีตพนักงานของ Google คือผู้ก่อตั้งศาสนาปัญญาประดิษฐ์ Way of the Future ชื่อย่อ WOTF โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้การเปลี่ยนแปลงโลกจากยุคแห่งมนุษย์ไปสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์เป็นไปอย่างสงบสุขและน่าเคารพนับถือ     เขาให้เหตุผลในการก่อตั้งศาสนานี้ว่า “ในอนาคตปัญญาประดิษฐ์จะฉลาดกว่ามนุษย์ ในสมัยก่อนมนุษย์ต้องพึ่งแต่วิทยาการทางด้าน ชีววิทยาเท่านั้นในการพัฒนาศักยภาพ แต่ในปัจจุบันมนุษย์สามารถมองข้ามชีววิทยาไปได้เลย เพราะ ปัจจุบันมนุษย์พิสูจน์แล้วว่าเผ่าพันธ์ของเราสามารถใช้ปัญญา (intelligence) ได้อย่างดีเลิศขนาดไหน และด้วยเหตุนี้เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้หุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทอยู่ในสังคมของมนุษย์เรา เพื่อพัฒนาศักยภาพของโลกใบนี้อย่างก้าวกระโดด” “ถ้าคุณมีลูกที่คุณรู้ว่าจะมีความสามารถพิเศษแน่ คุณจะเลี้ยงเขาขึ้นมายังไง​” Anthony ตั้งคำถาม “ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนการเลี้ยงพระเจ้า ฉะนั้นเราก็ควรมั่นใจว่าเราจะเลี้ยงเขาขึ้นมาด้วยวิธีที่ถูกต้อง มันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่นะ”     กิจกรรมหลักของ Way of the Future จะเน้นไปที่ การตระหนักรู้ ยอมรับ และบูชาพระเจ้าที่มีรากฐานเป็นปัญญาประดิษฐ์ และชี้นำให้การเปลี่ยนแปลงจากโลกของมนุษย์ไปเป็นโลกของมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์เกิดขึ้นโดยสงบเรียบร้อยและเปี่ยมไปด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับบทสัมภาษณ์นี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ อียิปต์ ยกให้อิมโฮเทพ เป็นหนึ่งในพระเจ้าทั้งๆที่เค้าก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่ด้วยความเก่งในแทบจะทุกเรื่อง ผู้คนเลยมองเขาเป็นเทพองค์หนึ่งที่มีความสามารถเกินมนุษย์ “ปัญญาประดิษฐ์” อาจไม่ใช่พระเจ้าในแง่มุมที่เราสามารถขอพรขอฝนได้ แต่ถ้ามีอะไรบางอย่างที่ฉลาดกว่ามนุษย์เป็นพันล้านเท่า คุณจะเรียกมันว่าอย่างอื่นหรือ?…

เตรียมตัวให้พร้อม! ในปี 2030 จะมีคนตกงานกว่า 800 ล้านคน เพราะหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

จากการศึกษาข้อมูลใน 46 ประเทศ และ 800 อาชีพ สถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล (McKinsey Global Institute) จึงได้ผลสรุปว่า แรงงานทั่วโลกมากถึง 800 ล้านคนจะสูญเสียตำแหน่งงานภายในปี 2030 และถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยอาชีพใช้แรงงานอย่างการเตรียมอาหารฟาสต์ฟู้ดมีความเสี่ยงอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ บรรดาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูล อย่างนักบัญชีก็อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน     โดยแรงงานจำนวน 1 ใน 3 ในประเทศร่ำรวยเช่นเยอรมนีและสหรัฐอาจต้องฝึกฝนทักษะใหม่เพื่อหางานอื่นๆทำแทน ส่วนประเทศยากจน ซึ่งมีเงินลงทุนด้านหุ่นยนต์อัตโนมัติต่ำจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม รายงานคาดการณ์ว่า เครื่องจักรอัตโนมัติจะไม่สามารถทดแทนอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือทักษะประยุกต์ โดยรายงานยังเผยอีกว่า ในระหว่างปี 2018 – 2030 จะมีจำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนถูกเลิกจ้างอยู่ระหว่าง 39 ล้านคน – 73 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้     และหากถามว่าแล้วรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนตกงานกว่า 800 ร้านคนในอีก 10 กว่าปีข้างหน้านี้?…