ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (WFFT) ทำให้เราได้ทราบว่า ปัจจุบันเสือโคร่งหนึ่งตัวมีราคาสูงมากในวงการตลาดมืด อายุ 7-20 ปี เฉลี่ยตัวละไม่ต่ำกว่า 150,000 – 200,000 บาท และเมื่อเสือถูกนำส่งไปยังประเทศจีนและเวียดนาม ราคาก็จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 4 เท่า จึงไม่แปลกที่ในแต่ละปีมีเสือเข้าสู่ตลาดค้าสัตว์ป่าประมาณ 200-300 ตัว ส่วนสาเหตุที่นิยมเพราะ

  • เวียดนาม นิยมนำไปทำยาดองเหล้า และขายช็อตละ 500 บาท
  • ประเทศจีน โดยเฉพาะอวัยวะเพศ  นิยมนำไปตุ๋น หรือแปรรูป เป็นยาบำรุงกำลัง ทั้งในรูปแบบน้ำและแคปซูล ราคาสูงถึงกรัมละ 6 หมื่นบาท
  • ลาว เมียนมาร์ นิยมของขลัง หัวเสือ 5-7 หมื่นบาท หนังเสือผืนละ 1-2 แสนบาท เขี้ยวเสือ 5 พัน – 2 หมื่นบาท

ข้อมูลประชากรเสือในป่าทั่วโลกปี 2513 อยู่ที่ประมาณ 3.5- 4 หมื่นตัว หลังจากนั้นก็ได้ลดลงมาเรื่อยๆ จนในปี 2553 เหลือราว 3,200 ตัว เกิดเป็นกระแสที่ทั้งโลกร่วมมือกันเพื่อวางแผนอนุรักษ์เสือในป่า ก่อนที่ตัวเลขจำนวนเสือจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ อีกครั้ง ซึ่งมีตัวเลขประมาณการปัจจุบันอยู่ที่ 3,890 ตัวทั่วโลก สำหรับประเทศไทยคาดว่ามีเสือในธรรมชาติทั้งสิ้น 150 ตัว

และเมื่อวันที่ 20มิถุนายน 2559 กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจค้นภายในวัดป่าหลวงตาบัว จังหวัดกาญจนบุรีหรือวัดเสือ พบซากลูกเสือแช่แข็ง 40 ตัว ตะกรุดหนังเสือ 18 รายการ โครงกระดูกเสือ 2 โครง ซากสัตว์สตัฟฟ์ 3 ตัว ซากหมีควาย 1 ตัว และขนย้ายเสือที่ทางวัดครอบครองผิดกฎหมายออกจากวัด จากการรวบรวมข้อมูล และเฝ้าสังเกตการณ์ ตัวแทนองค์กรด้านการอนุรักษ์เสือโคร่ง เชื่อว่า วัดป่าหลวงตาบัว เป็นหนึ่งในกระบวนการค้าสัตว์ป่า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ

ส่วนโทษทางกฏหมายก็แสนจะเบาบาง เพราะแม้จะจับตะกรุดได้เป็นพันชิ้น จับซากลูกเสือได้หลายสิบตัว แต่สุดท้ายโทษสูงสุดก็คือจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน