ศาสตราจารย์ จอร์จ เชิร์ช (George Church) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้นำโครงการประกาศว่าจะคืนชีพแมมมอธได้ภายในเวลาเพียง 2 ปี (ศาสตราจารย์แกประกาศไว้เมื่อปี 2017 แต่ตอนนี้ 2018 นั่นเท่ากับว่าเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 1 ปี สำหรับบทความนี้เราจะมาอัพเดตถึงความเป็นไปได้ว่าโปรเจคนี้จะทำสำเร็จได้จริงหรือไม่กันครับ

 

 

จากการตรวจสอบรายละเอียดของโครงการคืนชีพแมมมอธภายใน 2 ปีข้างหน้านี้พบว่า ไม่ได้ปราศจากความเป็นไปได้เสียทีเดียว เพียงแต่อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีกเล็กน้อย และผลที่ได้จะไม่ใช่ช้างแมมมอธขนยาวตัวเป็นๆ วิ่งโลดแล่นในทุ่งหญ้าของไซบีเรียอย่างที่หลายคนจินตนาการไว้ แต่อาจเป็นเซลล์ตัวอ่อนของ “ลูกครึ่งแมมมอธ”

ขั้นตอนในการชุบชีวิตแมมมอธ โดยการใช้เทคโนโลยีตัดแต่งยีน – “CRISPR” (เอา DNA ของแมมมอธ กับ ช้างปัจจุบัน ตัดแต่งยีนเข้าด้วยกัน)

ขั้นแรกต้องสร้างเซลล์ของแมมมอธเซลล์แรกขึ้นมาให้ได้ก่อน -> แล้วจึงกระตุ้นให้กลายเป็นตัวอ่อน -> เพาะเลี้ยงตัวอ่อนจนกลายเป็นแมมมอธทั้งตัว

จากวิธีข้างต้นนี้จึงทำให้แลปในสเปนสามารถคืนชีพให้กับ แพะภูเขา Pyrenean ibex ได้สำเร็จเมื่อปี 2003 แม้มันจะมีชีวิตอยู่หลังลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีของมนุษย์ปัจจุบันถือว่าก้าวกระโดดกว่าสิบกว่าปีก่อนเป็นอย่างมาก จึงทำให้การชุบชีวิตแมมมอธน่าจะสำเร็จได้จริงๆ

ศาสตราจารย์เชิร์ชและคณะสามารถนำยีนของแมมมอธขนยาวใส่เข้าไปในพันธุกรรมของช้างเอเชีย ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับแมมมอธที่สุด ซึ่งทำให้ลูกช้างที่จะเกิดมาจากการคืนชีพช้างแมมมอธขนยาวในครั้งนี้ ไม่ใช่แมมมอธ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นลูกครึ่งที่มียีนช้างเอเชียอยู่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าทำสำเร็จมันจะถูกเรียกว่า “แมมโมแฟนต์” (Mammophant) มาจาก Mammoth + Elephant

 

เจ้าแมมมอธ “Buttercup”

 

 

ซากแมมมอธที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ ฟัน หรือแม้กระทั่งเลือดบางส่วน มันถูกค้นพบบนเกาะทางตอนเหนือของไซบีเรีย ด้วยการที่ร่างกายของมันถูกฝังอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งจึงทำให้มันมีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมา

อย่างเช่นตอนที่ขุดเอาซากขึ้นมาจากน้ำแข็งนั้นเลือดสีแดงเข้มซึมไหลออกมาจากตัวมัน ขา 3 ข้าง / บางส่วนของหัว / ลำตัว อยู่ในสภาพสมบูรณ์ รอยขีดข่วนที่พบบริเวณกระดูก แสดงให้เห็นถึงการตายอย่างน่าสยดสยอง – คือมันติดอยู่ในหนองที่เต็มไปด้วยถ่านหินร่วน ก่อนจะถูกแทะกินทั้งเป็น โดยฝูงหมาป่า

 

 

นักวิทยาศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างเลือด จากบัตเตอร์คัพ พบว่า เม็ดเลือดต่างๆ ได้ถูกทำลายไปตามกาลเวลา – แต่ยังคงเหลือ ฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เม็ดเลือดแดงของบัตเตอร์คัพ ใช้ในการลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ซึ่งแมมมอธมีฮีโมโกลบินชนิดพิเศษ ที่จะทำให้เลือดยังสามารถไหลเวียนในร่างกายได้ แม้ในอุณหภูมิอากาศที่เย็นเยือกแข็ง

นอกจากนี้ ยังมีคำถามด้วยว่าควรจะคืนชีพให้สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วดีหรือไม่ เพราะมันอาจไม่สามารถมีชีวิตรอดในโลกปัจจุบัน ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยได้สูญสิ้นไปแล้ว หรือเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการสูญพันธุ์แต่แรกนั้นยังอาจคงอยู่ สัตว์ที่คืนชีพมาใหม่ยังอาจกลายเป็นศัตรูพืชหรือตัวทำลายสมดุลของระบบนิเวศ ส่งผลกระทบไม่พึงประสงค์ต่อคนและสัตว์ชนิดอื่นๆ ได้ด้วย

อ้างอิง – http://www.bbc.com/thai/international-39326328 , https://www.zeninnovation.co.th/blog/health/1759 , https://www.ibtimes.co.uk/woolly-mammoth-cloning-debate-reignited-by-south-korean-de-extinction-scientists-1475213  , https://www.livescience.com/48768-photos-mammoth-autopsy.html

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment