นักโบราณคดีพบ! รูปปั้นฟาโรห์ Ramses II ฝังอยู่ใต้พื้นดินมาตลอด กว่า 3,000 ปี

กลายเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจและถือเป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงอีกด้วยว่า สิ่งล้ำค่าในยุคสมัยโบราณจะถูกทับถมจนฝังอยู่ภายใต้แผ่นดินสลัมในประเทศอียิปต์เช่นนี้ เมื่อนักสำรวจทางธรณีและนักโบราณคดีวิทยาจากอียิปต์และเยอรมัน ได้รับทราบว่ามีการค้นพบรูปปั้นฟาโรห์ขนาดใหญ่สูงถึง 8 เมตร ในย่านสลัมตัวเมืองอียิปต์ โดยสิ่งที่พวกเขาขุดเจอลึกลงไป เป็นรูปปั้นที่มีสภาพแตกหักแล้ว แต่ก็ยังรักษาสภาพคงทนไว้ได้ดีอยู่

 

 

ซึ่งจากการตรวจสอบนี้ หินฟาโรห์ดังกล่าวถูกสร้างด้วยหินควอตไซต์ ขัดเคลือบอย่างดี และเป็นงานละเอียดประณีตมาก นอกจากนั้นพวกเขายังค้นพบชิ้นส่วนและรูปปั้นอื่นๆจำนวนไม่น้อย เมื่อขุดลึกลงไปอีก ทำให้ทางนักโบราณคดี สันนิฐานว่า น่าจะเป็น รูปปั้นฟาโรห์ Ramses II ซึ่งเป็นฟาโรห์ที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยมีมา โดยสาเหตุทำให้รูปปั้นต้องมากลายเป็นซากฝังอยู่ใต้ดิน น่าจะเกิดมาจากสงครามหรือการล่มสลายในยุคนั้น หรือไม่ก็เป็นผลมาจากการเคลื่อนย้ายที่ผิดพลาด ทำให้รูปปั้นดังกล่าวต้องจมลงสู่พื้นดิน และถูกฝังมายาวนานนับพันๆปี

 

 

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้น รูปปั้นฟาโรห์ดังกล่าวมีอายุมากถึง 3000 ปีมาแล้ว เท่ากับว่า เขาถูกฝังมาอย่างยาวนานและถูกทับถมมาจากดินตลอดเวลา จนปัจจุบันได้กลายเป็นฐานรองแผ่นดินประชากรไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งพอได้มีการค้นพบรูปปั้นขึ้นมาตรวจสอบเมื่อไม่นานที่ผ่าน ทางนักโบราณจึงลงความเห็น ให้ควรนำไปจัดแสดงในงาน Grand Egyptian Museum จะดีกว่า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซามานานถึง 6 ปีแล้ว ให้กลับมาฮือฮาใหม่อีกครั้ง โดยสถานที่จัดแสดง จะเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ในอียิปต์ที่จะสร้างแล้วเสร็จในปี 2018 ที่จะถึงนี้นั่นเอง

 

ที่มา: reuters