ปรากฏการณ์สมาร์ทว็อทช์! Pebble ขายบริษัทสมาร์ทว็อทช์ จนบริษัทอื่นพากันทยอยพับโครงการลงมากมาย

เคยมีกระแสความเป็นไปได้ในเรื่องของการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนาฬิกาที่สามารถเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ต หรือรองรับแอพลิเคชั่นอัจฉริยะอย่าง สมาร์ทว็อทช์ ที่ครั้งหนึ่งเคยครองใจแฟนๆชาวสาวก แอปเปิ้ล หรือแอนดรอยด์กันมากมายมาแล้ว ถึงขนาดทำให้ทั่วโลกตื่นตัวและขายดิบขายดีจนประสบความสำเร็จได้ชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว แต่ในตอนนี้การเติบโตและกระแสการใช้งานเริ่มที่จะเปลี่ยน กลับกลายเป็นความเฉยชาในเรื่องของธุรกิจซะอย่างนั้น รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งานก็ไม่คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป

ทำให้ สมาร์ทว็อทช์ เริ่มที่จะมีบทบาทน้อยลง และเริ่มทยอยปิดตัวบริษัทไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งของทาง Google ที่กำลังมีแผนจะเปิดตัววางจำหน่าย สมาร์ทว็อทช์รุ่นใหม่ที่รองรับในเครือของแอนดรอยด์ก็ต้องยุติโครงการนี้กลางคัน เนื่องด้วยความเป็นไปได้ที่จะตีตลาดในทางนี้ มีเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมากๆ

001

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวของบริษัท Pebble ผู้ผลิตชั้นนำสินค้าไอทีเครือสมาร์ทว็อทช์รุ่นแรก ได้ปิดตัวลง และขายกิจการให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Fitbit ไป แถมยังทำให้ตลาดหุ้นและความน่าเชื่อถือของสมาทร์ว็อทช์ตกลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน่ นั่นคือ บริษัทเครือสมาทโฟนต่างๆพากันระงับโครงการเกี่ยวกับนาฬิกาอัจฉริยะหมดทั้งสิ้น เพราะเกรงว่าความเชื่อใจในสินค้าและการตอบรับจากผู้ใช้จะตกฮวบลงไปด้วย หากวางขายในช่วงที่บริษัทเจ้าเด่นเจ้าดังมาปิดตัวลงซะได้

apple-smart-watch

แน่นอนว่า ในตอนนี้ มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด โดยปัจจุบันก็ยังคงมีเพียง Apple และ Fitbit ที่ยังเปิดตัวและขายได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีผลตอบรับที่ไม่ตรงเป้าหมาย แต่ก็ยังดำเนินและพอจะเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกสัก

ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก businessinsider

“กลไกสุดแปลกของสมองมนุษย์” ที่บังเอิญไปรับคลื่นอินฟาเรดเข้า จนคิดว่านั้นเป็นผี!

คุณเคยมีความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนกำลังเดินตามหลังคุณอยู่ตลอดมั๊ย? หรือไม่ก็รู้สึกว่ามีคนจ้องมองคุณอยู่ตลอดรึเปล่า? ความรู้สึกนี้จะปรากฏให้คุณสัมผัสได้ทุกครั้ง ในขณะที่คุณอยู่เพียงลำพัง โดยเรามักจะเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า คลื่นสัมผัสตาที่สาม

 

ghost

 

คลื่นสัมผัสตาที่สาม จะเกิดอยู่ตรงสมองส่วนกลางบริเวณท้ายทอย มันจะคอยตรวจจับค่าพลังงาน และคลื่นความถี่ต่ำ ซึ่งถ้าหากคุณจับสัมผัสได้ว่าตรงนั้นมันไม่ปกติ สมองส่วนนี้ก็จะเริ่มทำงานให้คุณรู้สึกไม่ปลอดภัย และพยายามหาทางเอาตัวรอดให้ได้ในที่สุด แน่นอนว่าคลื่นสัมผัสตาที่สามนี้ ได้มีการทดลองในเรื่องการจับสัมผัสหลายต่อหลายครั้ง จนนักวิทยาศาสตร์สรุปออกมาได้อย่างชัดเจนแล้วว่า แท้จริงมันเกิดมาจากความบังเอิญที่ของสมองเรา ไปรับรู้การมีอยู่ของคลื่นอินฟาเรดในธรรมชาติแวดล้อม

 

1-1

 

คลื่นอินฟาเรดของธรรมชาติ จะปรากฏขึ้นในระบบสุ่มหรือไม่บอกว่าจะก่อตัวได้เมื่อไหร่ ทำให้ในขณะที่เรากำลังเดินกลับบ้านหรือออกไปไหนคนเดียวอยู่นั้น คลื่นเหล่านี้ก็อาจจะปรากฏตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวคุณ จนคุณอาจรู้สึกได้ว่า เหมือนมีใครบางคนกำลังติดตามหรือจ้องมองคุณอยู่ก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่พอมองออกไปก็กลับพบเพียงแต่ความว่างเปล่า จนคิดว่านั่นเป็นผีก็มี

 

dark-skies-trailer

 

การพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์นี้ ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับในระบบกลไกของสมองที่จับสัมผัสสิ่งต่างๆได้เป็นธรรมดา แต่ในทางหลักศาสนา คลื่นสัมผัสตาที่สาม สามารถนำไปฝึกฝนต่อยอด ให้เกิดเป็นตาทิพย์ได้ และเราอาจจะพัฒนาไปจนถึงพลังจิตหรือสัมผัสที่ 6 ได้เลยทีเดียว แน่นอนว่ามนุษย์เรา มีคลื่นสัมผัสตาที่สามนี้กันแทบทุกคน แต่การจะดึงมันออกมาใช้ย่อมเป็นไปได้ยากมากถ้าหากไม่มีการฝึกฝนหรือเจริญจิตภาวนาซะก่อน

 

ที่มา: unmuseum

เตือนระวัง! โรคเอ็มเอส โรคหายากที่มาจากภัยเงียบแฝงอยู่ในพนักงานเงินเดือน

สำหรับขาวัยทำงานทุกท่านทั้งหลาย ที่ใช้ชีวิตพนักงานเงินเดือนเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ขอให้คุณพึงระวังสิ่งที่จะตามมาในภายหลังด้วย นั่นก็คือ “สุขภาพของตัวคุณเอง” เนื่องจากในตอนนี้ มีการวิจัยและการตรวจพบสภาพของโรคๆหนึ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้ว่าจะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางมีปัญหาหนัก จนถึงขั้นปลอกหุ้มประสาทอักเสบถูกทำลายได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้บังเกิดเป็นโรคที่มีชื่อว่า โรคเอ็มเอส ขึ้นมานั่นเอง

7073_thaihealth_dglqtuyz1347

โรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis) หรือโรคที่เราอาจยังไม่รู้ว่ามันมีความร้ายแรงต่อสภาพร่างกายเราอย่างไร ซึ่งถ้าคุณคิดว่ามันเป็นเพียงแค่โรคธรรมดา ก็ขอให้คุณเตรียมคิดใหม่ได้เลย เพราะโรคเอ็มเอส เป็นโรคที่เกิดจากสภาวะตัวนำของประสาทและเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเกิดทำงานผิดปกติ อันเนื่องมาจากการใช้งานอย่างหนักของประสาทส่วนกลาง ส่งผลทำให้ระบบการมองเห็นหรือการเคลื่อนไหวอ่อนตัวลง หรือถึงขั้นใช้การไม่ได้เลยทีเดียว แน่นอนว่าการที่คุณตกอยู่ในสภาวะแบบนี้นั้น ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านบางอย่าง ที่ทำให้เส้นประสาทกระตุ้นจนผิดปกติยิ่งขึ้น นั่นคือจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ร่างกายชา เวียนหัว ซึมเศร้า เป็นต้น

1440745660_ms

โรคเอ็มเอส ดังกล่าวนี้ มักจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มีหน้าที่การงานในรูปแบบพนักงานเงินเดือนหรือออฟฟิศ เป็นหลัก คุณจะทำอย่างไร หากวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมาแล้วขยับร่างกายไม่ได้ หรือมองอะไรไม่เห็นเลย นี่แหละคือสาเหตุจากภัยเงียบของโรคร้ายนี้ ที่กำลังบงการและทำลายสมรรถภาพของคุณอยู่อย่างช้าๆ

wdxs

ปัจจุบัน มีการศึกษาถึงปัจจัยทำให้เกิดโรคนี้ และกำลังหาทางแก้ไขโรคนี้อยู่ แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะมียาตัวไหนมารักษาให้หายขาดได้นอกจากทำสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้ว หากใครที่ไม่ต้องการอยากจะเป็นโรคนี้ ก็ควรออกกำลังกายและดูแลสุขภาพให้ดี โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานเป็นเวลานานๆ ก็อาจส่งผลทำให้เกิดความเครียดและเป็นโรคเอ็มเอสได้ง่ายที่สุด

thaihealth_c_bghilosvwxz8

ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก  manager