เผยเบื้องลึกสุดเศร้า! ที่น้อยคนนักจะรู้ของการ์ตูนในตำนาน “เคอเรจ เจ้าตูบจอมขลาด”

เด็กๆในยุคการ์ตูนเนตเวิร์คคงรู้จักกันดี กับ “เคอเรจเจ้าตูบจอมขลาด นำแสดงโดย “เคอเรจ” เจ้าตูบจอมขี้ขลาด เจ้าหมาสีชมพูที่อาศัยอยู่กับเมอเรียล และสามีของเธอที่ชื่ออูซติสแบต พวกเขาทั้งหมดอยู่ในเมืองโนแวร์…” คนเขียนดูทุกวันจนซึมซับเข้ากระแสเลือดเลยทีเดียว เอาเป็นว่าภายใต้การ์ตูนตลกๆที่เราเคยเข้าใจผิดว่ามันเป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก แท้จริงแล้วมันดาร์คคอมเมดี้ไม่แพ้แฮปปี้ทรีเฟรนด์เลยทีเดียว

โดยความสะเทือนใจของเนื้อเรื่องว่ากันว่ามันแฝงอยู่ในตอนจบ Season1 ของนักเขียนคนแรก โดยเนื้อเรื่องตอนสุดท้ายตัวร้ายหลักคือจรเข้เจ้าของโรงละครเคลื่อนที่ ที่หลอกให้เมอเรียลกับอูซติสแสดงละครบนเวทีจนกลายเป็นหุ่นกระบอก ถึงแม้ครั้งนี้ “เคอเรจ” จะสามารถกำจัดเจ้าตัวร้ายโดยหลอกให้มันเป็นหุ่นกระบอกเหมือนเจ้านายของมัน แต่เจ้าหมาน้อยก็ไม่สามารถทำให้ เมเรียลและอูซทีสกลับมาเป็นคนได้อีก

Creepy-toon

เรียกได้ว่าทั้งสองคนตายจากมันไปแล้วจริงๆ โดยตอนจบของซีซั่นนี้จบลงตรงที่เคอเรจกลับมาบ้านและเชิดหุ่นอูซทีสให้ใส่หน้ากากแกล้งตัวเองเหมือนทุกๆวัน และเชิดเมอเรียลให้ลูบหัวปลอบใจตนเองเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะปิดฉากด้วยการหัวเราะแบบบ้าคลั่งของเคอเรจ ซึ่งสิ่งนั้นคือสัญญาณบอกว่าเจ้าหมาน้อยได้เป็นบ้าไปและเสียใจมากจริงๆที่ไม่สามารถนำเจ้าของกลับมาได้อีก และซีซั่นต่อจากนั้นเป็นเพียงเรื่องราวที่เจ้าหมาเชิดหุ่นหลอกตัวเองว่าทุกอย่างยังเกิดขึ้นเหมือนเรื่องปกติในทุกๆวัน

Creepy-toon3

เสริมนิดนึงสำหรับคนยังไม่รู้ ในตอนจบ Season4 จะมีเรื่องราวซึ้งๆเกี่ยวกับพ่อแม่ของเคอเรจและตอนที่เมอเรียลเก็บเคอเรจมาเลี้ยงด้วยนะจ้ะ ซึ่งถ้าเราลองคิดดูว่าหากซีซั่นที่เหลือทั้งหมดเป็นความคิดของเคอเรจเพียงคนเดียวเรียกได้ว่ามันคงปวดใจบางคนถึงกับบอกว่ามันคงใกล้ตายเพราะคนเราช่วงขณะที่กำลังจะตายภาพในอดีตทั้งหมดมันจะย้อนกลับคืนมารีรันในสมองเราแม้กระทั่งเรื่องที่เราเกือบลืมหรือลืมไปแล้ว

รู้แบบนี้แล้วยังจะมองว่าเรื่องนี้เป็นการ์ตูนสำหรับเด็กได้อยู่ไหมเนี่ย … บอกได้คำเดียว “สงสาร”

ไอเทมหายากแห่งท้องทะเล “แอมเบอร์กริส หรือ อ้วกปลาวาฬ” มูลค่ามหาศาล เจอให้รีบเก็บ

สิ่งที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี้มีชื่อว่า Ambergris(แอมเบอร์กริส) หรือก็คือ อำพันทะเล ซึ่งถึงแม้ว่าชื่อของมันจะหรูสะขนาดนี้แต่มันก็แปลสภาพมาจาก อึของปลาวาฬ! แต่ที่ทำให้มันกลายเป็นของหายากและราคาแพงนั้นก็เพราะว่า อึของที่ควรมีกลิ่นเหม็นแต่เจ้าสิ่งนี้กลับมีกลิ่นหอมอย่างน่าเหลือเชื่อจนแบรนด์น้ำหอมชื่อดังต่างๆนำไปทำเป็นน้ำหอมให้สาวๆใช้มาหลายต่อหลายรุ่นแล้ว อะจึ้ย!

โอเคคราวนี้เราจะเข้าเรื่องของวิทยาศาสตร์ ว่าทำไมอึของปลาวาฬมันจึงกลายเป็นน้ำหอมได้แล้วทำไมมันจึงหายากนัก?
คำตอบก็คือ: เป็นสารที่ขับออกมาจากวาฬหัวทุย โดยปลาวาฬที่กินปลาหมึกเป็นอาหารหลัก ไขมันปลาหมึกที่ย่อยสลายไม่ได้จะถูกสะสมบริเวณลำไส้และถูกขับถ่ายออก ในตอนแรกเมื่อปลาวาฬขับถ่ายของเสียออกมา ย่อมแน่นอนว่าต้องมีกลิ่นแรงและปริมาณของเสียนั้นย่อมเยอะเป็นอย่างมากจนไม่น่าเข้าใกล้ แต่เมื่อปล่อยให้ของเสียนั้นแปลสภาพของมันไปตามธรรมชาติ ก็จะกลายเป็นก้อนแข็งๆ บางทีก็ค้นพบที่ก้นทะเล หรือ บริเวณชายหาด ซึ่งต้องขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นพบ เพราะทุกวันนี้ก็มีคนหามันอยู่มาก เพราะราคาของมันนั้นเรียกว่าทำให้คุณกลายเป็นเศรษฐีได้ชั่วข้ามคืนเลย

อย่างเช่น Alan Derrick อาเฮียที่มีใจออกไปเดินเล่นชิวๆที่ชายหาด และก็ได้พบกับ อึปลาวาฬ ขนาด 1.1 กิโลกรัม ที่มีราคาประมาณ 3 ล้านบาท (แล้วรูปข้างบนอันโคตรใหญ่มันจะมีราคาสูงเท่าไหร่!!!) โดยตอนที่อาเฮียคนนี้พบตอนแรกนั้น ก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรก็นึกว่าเป็นหิวธรรมดาๆ แต่ถือว่าเป็นความโชคดียิ่งกว่าถูกหวยเพราะว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน อาเฮียคนนี้แกพึ่งเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้พอดี งานนี้แกก็รีบเอามันกลับบ้านและนำไปตรวจสอบมูลค่าเรียบร้อย แม่มโคตรเฮงเลย!

ที่มา – mirror

ซาโตชิ เปลี่ยนไป! พระเอกการตูน Pokemon ภาคใหม่ หน้าตาแอ๊บแบ๊วสุดๆ!

1ซาโตชิ เปลี่ยนไป! ภาพที่เราคุ้นเคยมาเป็นสิบๆปีของพระเอกคนนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อ Pokemon ภาคใหม่ เปลี่ยนหน้าตาของเขาให้ไม่เหมือนเดิม3แม้ว่าตอนนี้ Pokemon อาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสแล้ว หลังจากเกม Pokemon GO เริ่มเสื่อมความนิยม แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีเกมภาคหลัก อย่าง Pokemon Sun และ Moon ที่กำลังจะวางขายในเดือนหน้า และยังมีอนิเมะซีรีส์ภาคใหม่ ที่ก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวภาพและตัวอย่างแรกออกไปแล้วโดยแม้จะเป็นเรื่องปรกติที่ลายเส้นของการ์ตูนต้องเปลี่ยนไปทุกภาค แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะเปลี่ยนไปมากพอสมควร เพราะซาโตชิภาคนี้มีโครงหน้าที่กลมและดูน่ารักกว่าเดิม แถมยังมีฉากที่ทำหน้าทะลึ่งทะเล้น ออกมาในภาพโปรโมทในนิตยสาร รวมทั้งหน้าของ ปิกาจูที่ไม่เหมือนเดิมด้วย ทำให้แฟนๆหลายคนที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรกต่างพากันรับไม่ได้! 2โดยภาพใหม่จากนิตยสาร “CoroCoro” ฉบับเดือนตุลาคมได้ระบุข้อความบนภาพว่า “ซาโตชิ (Ash Ketchum) จะไปโรงเรียน” เขาจะเริ่มต้นการใช้ชีวิตนักเรียนหลังจากไม่เคยมีมาก่อนจริงหรือ? และบนภาพเป็นฉากหลังของเกาะเขตร้อน “alola” อันเป็นหนึ่งในฉากในเกมภาคล่าสุด ที่เต็มไปด้วยทะเลและตัว Pokemon บนดินแดนนี้ก็มีหน้าตาที่ดูแปลกกว่าเขตอื่น ซึ่งไม่ได้มีข้อมูลระบุว่าฉากการเข้าโรงเรียนของ ซาโตชิ จะมาในรูปแบบไหนและจะมีในฉบับเกมหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือแฟน Pokemon คงอยากเห็นมิติใหม่ๆของซีรีส์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามก็ต้องรอชมฉบับเต็มๆ ที่จะฉายในเดือนพฤศจิกายนครับ

 

ที่มา: beartai

เป็นไปได้ไง? พบเหรียญอารยธรรม กรีกโบราณ มาโผล่อยู่ในสมัยพระเจ้าอู่ทองด้วย!

หากจะนับว่าเป็นความบังเอิญก็ไม่น่าจะใช่ เพราะยุคสมัยมันช่างห่างไกลกันเป็นพันๆปีเลยทีเดียว โดยล่าสุดมีการรายงานข่าวของนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งไปขุดพบเจอเหรียญตราสัญลักษณ์ ที่คาดว่าน่าจะเป็นเหรียญเก่าแก่สมัยอยุธยาหรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่พอขุดพบเจอและตรวจสอบกลับต้องตกตะลึง เพราะสิ่งที่พบไม่ใช่เหรียญธรรมดา แต่มันเป็นเหรียญที่อยู่ในช่วงสมัยกรีกโบราณนั่นเอง สร้างความตกใจและความมึนงงต่อผู้ค้นพบ รวมถึง ยังต้องมานั่งถกเถียงกันใหม่ด้วยว่า ดินแดนในแถบภาคเอเชีย เคยมีพวกชาวโรมันมาเยือนด้วยเหรอ?

coin-728x477

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในบริเวณแหล่งโบราณคดีเมืองออกแก้วในเวียดนาม ซึ่งเป็นพื้นดินในช่วงปีค.ศ. 1920-1940 ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งได้มีการค้นพบแก้วแหวนมากมาย รวมถึงดวงตรา และเหรียญกรีก-โรมันซึ่งสร้างความฉงนต่อนักโบราณคดียิ่งนัก ที่จู่ๆอารยธรรมที่ห่างไกลเป็นร้อยๆไมล์ จะมาปรากฏสิ่งของในแถบเอเชียได้อย่างไร

1336363302

นอกจากนั้นแล้ว แหล่งโบราณคดีที่เป็นสถานที่ตั้งในสมัยพระเจ้าอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ก็เคยพบเหรียญโรมันทองแดง ซึ่งรูปของจักรพรรดิวิคโตรินุสสวมมงกุฏยอดแหลมเป็นแฉกล้อมรอบ ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยน่าจะมีการสะสมแลกเปลี่ยนเหรียญตราเป็นของเก่าแก่ในยุคนั้น  ผ่านพ่อค้าชาวต่างชาติที่แล่นเรือไปทั่ว เพื่อมาเปิดท่าการค้าขายระหว่างประเทศ จนกลายเป็นการค้าเสรี เท่านั้นไม่พอ ยังมีประวัติการค้นพบสิ่งของเก่าแก่ของกรีกโบราณอยู่ทางแถบภาคใต้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรือของใช้ เป็นต้น คาดว่าชาวเปอร์เซียน่าจะมีอารยธรรมที่ใกล้ชิดหรือเป็นเชื้อสายห่างๆมาจากโรมันก็เป็นได้

ขอขอบคุณเครดิตข้อมูลจาก https://www.silpa-mag.com/

ปารีสแบ่งโซนสำหรับคนชอบเปลือยโดยเฉพาะ สนับสนุนความคิด “เปลือยเพื่อเข้าใกล้ธรรมชาติ”

การใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติโดยปราศจากเสื้อผ้า กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งในหลายประเทศแถบยุโรป แต่มันจะทำได้อย่างถูกกฎหมายจริงๆหรือ และจะเป็นอย่างไร? ถ้าหากว่ามีสวรรค์ของคนที่ชื่นชอบการเปลื่อยกายที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงามและถูกกฎหมายเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ต้องสนอะไรแล้วทั้งนั้น เก็บกระเป๋าไปเที่ยวปารีสกันเลย มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ!

กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศสอาจกลายเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของโลก ที่จะเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่ชอบเปลือยกายได้มาพักผ่อน ตามแนวคิด “naturism” ที่เชื่อว่า การไม่สวมเสื้อผ้าจะทำให้ใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติและยังช่วยให้มีสุขภาพดีกว่าการสวมใส่เสื้อผ้า พวกเขาคิดว่า เมื่อได้มาเปลือยกายร่วมกัน นั่งคุยกัน ทำความรู้จักกัน ทุกคนมีความผ่อนคลายและมีความสนุกสนานไปด้วยกัน มันเป็นอิสระอย่างหนึ่งที่สามารถเปลือยกายได้หมดโดยที่ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เราไปสัมผัสธรรมชาติ ดิน ฟ้า อากาศ แสงแดดอันอบอุ่น สิ่งพวกนี้เป็นรางวัลให้กับร่างกายโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคนเข้าจะคิดอะไรหรือทำอะไรไม่ดี

เจ้าหน้าที่จากสภาท้องถิ่นกรุงปารีสเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีชาวฝรั่งเศสกว่า 2 ล้านคน ที่เปลือยกายตามแนวคิด naturism และยังมีอีกหลายเมืองใหญ่ที่แนวคิดนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งบาร์เซโลนาในสเปน รวมถึงกรุงเบอร์ลินและเมืองมิวนิกของเยอรมนีด้วย ซึ่งหลังจากที่สภาท้องถิ่นของกรุงปารีสได้ผลักดันเรื่องนี้มาได้ระยะหนึ่ง ก็คาดว่าพื้นที่สำหรับคนชอบเปลือยกายจะเกิดขึ้นจริงๆ และเปิดให้บริการได้ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า ทำให้ฝรั่งเศสจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับผู้ที่ชอบเปลือยกาย เนื่องจากมีชายหาดกว่า 100 แห่งและพื้นที่สำหรับการตั้งแคมป์ ที่แบ่งโซนเพื่อการเปลือยกายโดยเฉพาะ โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะเลือกพื้นที่ในกรุงปารีสที่เหมาะสมสำหรับแบ่งเป็นเขตเพื่อการเปลือยกาย คาดว่าอาจจะเป็นบริเวณป่าชานกรุงปารีส

ที่มา –  bbc ,marcnaturist

เหี้ยมเกินมนุษย์! หนุ่มจีนฆ่าพ่อ-แม่ดับ กลัวเพื่อนบ้านแจ้งตำรวจ ฆ่าปิดปากอีก 17 ศพ

ฆาตกรโหดรายนี้มีนามว่า หยาง ฉิงเป่ย มีอาชีพรับจ้างทั่วไปแต่ชอบเล่นพนันจึงทำให้ติดหนี้พนันเป็นจำนวนมาก จึงได้เดินทางไปหาพ่อแม่ เพื่อที่จะยืมเงินไปจ่ายค่าพนันที่ติดไว้มิเช่นนั้นตนเองจะเดือดร้อน แต่แล้วพ่อกับแม่ได้ปฏิเสธไม่ยอมให้เงินเขา ทำให้นายหยางเกิดความโมโหเป็นอย่างมาก นำมาซึ่งการฆ่าผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูอุ้มชูมาตั้งแต่เด็กๆ แต่การฆ่าก็ยังไม่จบแค่นั้น

ด้วยความกลัวว่าเหตุฆาตกรรมของเขาจะถูกเปิดโปง นายหยางได้ตัดสินใจฆ่าปิดปากเพื่อนบ้านที่คาดว่าจะรู้เห็นการกระทำของเขา เขาสังหารเพื่อนบ้านทีละคน ไม่เว้นเด็กและคนชรา รวมแล้ว 17 ศพด้วยกัน โดยจากรายงานระบุว่าเหยื่อที่อายุน้อยที่สุดเป็นเด็กวัย 3 ขวบเท่านั้น และมากที่สุดคือ 72 ปี

ซึ่งหลังจากที่ก่อเหตุ นาย หยาง ก็ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกับไม่หลบหนี จึงทำให้การจับกุมตัวเป็นไปโดยง่าย และนาย หยาง ก็สารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆากรรมหมู่อันน่าเศร้านี้จริง ทั้งนี้คดีดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความสลดใจให้กับชาวจีนเท่านั้น แต่ยังสร้างความสลดใจให้กับคนทั่วโลกเลยทีเดียว

ที่มา – news