ไอโฟนยังชิดซ้าย! ยุคศตวรรษที่ 17 จัดว่าเป็นยุคที่หนังสือเฟื่องฟูมากที่สุดในโลก

โดยถ้าให้พูดถึงช่วงที่ยุคหนังสือกำลังเฟื่องฟู ก็คงจะอดนึกถึงช่วงปลายคริสตศวรรษที่ 17-18 ไม่ได้ เนื่องจากในตอนนั้นอุตสาหกรรมการพิมพ์กำลังโด่งดัง รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น เพราะเป็นเรื่องยากที่จะมีการตีพิมพ์หนังสือขึ้นหลายๆเล่มในเวลาเดียวกัน แถมยังออกวางจำหน่ายให้ผู้คนได้อ่านเพื่อเสริมสร้างปัญญาอีกด้วย ฉะนั้นแล้ว จึงไม่แปลกที่จะมีพวกขุนนางชั้นสูงไปจนถึงพระมหากษัตริย์ จะนิยมอ่านหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์กันเป็นจำนวนมาก

http://www.flagfrog.com/wp-content/uploads/2016/09/988759-img.s239h8.0p.jpg

ด้วยเหตุนี้เอง ค่านิยมที่ปลูกฝังการอ่านหนังสือจึงเกิดขึ้น ทำให้ผู้คนที่ด้อยปัญญา ขวนขวายที่จะอ่านหนังสือ และกลายเป็นว่ายุคนั้นมีหนังสือตีพิมพ์มากกว่า 1000 เล่มแพร่สะพัดไปทั่ว กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจเสียยิ่งกว่าสมาทโฟนที่เรานั่งกดนั่งจิ้มกันอยู่ทุกวันนี้เสียอีก ดังนั้นแล้ว พอย่างเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 18 บรรดาผู้คนที่หัวใสก็เริ่มที่จะเข้ามาทำธุรกิจในโรงพิมพ์มากขึ้น เพราะเห็นว่าการทำสื่อแบบหนังสือเป็นอะไรที่ง่ายและทำราคาได้ดีกว่า เนื่องจากในช่วงนั้น กระดาษเป็นสิ่งที่ทำออกมาได้ง่ายและเกลื่อน ทำให้มีราคาถูกมากๆ

http://www.flagfrog.com/wp-content/uploads/2016/09/988759-img.s239h8.0p.jpg

เมื่อการมีอยู่หนังสือเพิ่มมากขึ้น พวกชนชั้นล่างที่มีความอยากที่จะอ่านหนังสือ ก็เริ่มเข้าถึงง่าย และช่วยให้สามารถอ่านสิ่งจรรโลงใจหรือแก้เครียดได้ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยุคนั้นก็ยิ่งกลายเป็นตัวจุดกำเนิดนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มักจะตีพิมพ์ผลงานเพื่อทำให้เป็นที่รู้จักในทฤษฎีที่พวกเขาค้นหา ไม่ว่าจะเป็น นักปรัชญาชื่อดังอย่างไอแซค นิวตัน โธมัส เพย์น หรือวอลแตร์ เป็นต้น แน่นอนว่า เมื่อสิ่งพิมพ์กลายเป็นปัจจัยหลักในการมีอยู่ของผู้คนไปแล้ว สิ่งต่อไปที่จะให้เฟื่องฟูและขายได้มากๆก็คือ นิทาน หรือ นิยาย และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะมีการตีพิมพ์นิยายซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง จนเรียกได้ว่า ยุคนั้นเป็นยุคแห่งภูมิปัญญาสื่อสิ่งพิมพ์กันไปเลยทีเดียว