สุดพิลึก! ชายไทยนิยมฝั่งลูกปัดไว้ในกระปู๋ ตั้งแต่สมัยอยุธยามาตั้งนมนานแล้ว

เป็นใครที่ได้อ่านเรื่องแบบนี้ หลายคนก็คงจะไม่เชื่ออย่างแน่นอน เพราะมันขัดต่อหลักประเพณีไทยอย่างมากเลยทีเดียว แน่นอนว่ามันไม่เคยปรากฏเอาไว้ในพงศาวดารไทยเลย แต่สำหรับบันทึกการเดินทางของนักเดินเรือชาวจีนที่รับใช้ในสมัยราชวงศ์หมิง กลับมีการค้นพบและเปิดเผยเรื่องราวสุดแปลกนี้ให้โลกได้เห็น

กามาวิจิตรา อาร์ต แกลเลอรี่

โดยหลักฐานในเรื่องราว ถูกเขียนขึ้นจากนักเดินเรือชื่อ หม่าฮวน ที่เข้ามาทำธุรกิจการค้าในไทยและทำหน้าที่เป็นล่ามให้ ในตอนนั้น  กองเรือมหาสมบัติ หรือที่เรียกกันในสมัยนั้นคือ กองเรือที่จักรพรรดิหย่งเล่อ ทรงมีพระบรมราชโองการให้สร้างเรือสินค้า เรือรบ และเรือสนับสนุน เพื่อไปเยือนเมืองท่าต่างๆ ซึ่งนักเดินเรือก็ได้จดบันทึกเรื่องราวต่างๆเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะเรื่อง “การตกแต่งทางเพศ” ด้วย นั่นคือ ผู้ใดก็ตามที่มีอายุย่างเข้ายี่สิบ พวกเขาจะเหมาะสมที่จะถูกเฉือนหนังอวัยวะเพศ  และฝังลูกปัดดีบุกเล็กๆที่หลอมขึ้นมาเอง เพื่อให้มีพื้นผิวขรุขระ จากนั้นก็สมานแผลจนกว่าจะหายสนิท และค่อยดำเนินชีวิตตามปกติได้ กลายเป็นที่นิยมมากในหมู่ชายฉกรรย์ในสมัยนั้น

Y6623611-49

ที่น่าตกใจเลยก็คือ วิธีการนี้นิยมทำกันอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นอาชีพหนึ่งได้เลย โดยหมอที่ทำจะทำการหลอมลูกปัดขึ้นเอง และทำการเจื๋อนหนังเหล่านั้นใส่ลูกปัดเข้าไป หากคนที่มีฐานะเข้าหน่อยก็จะสั่งทำเป็นทองกลวงๆ เพื่อให้สะดวกต่อการสำราญทางเพศ ซึ่งการกระทำแบบนี้ หากใครที่มีฐานะยากจนจะไม่มีทางทำได้เด็ดขาด นอกจากนั้นในบันทึกของนักเดินเรือต่างๆก็มีเขียนปรากฏเอาไว้เช่นกัน ไม่ใช่แค่ของหม่าฮวนเพียงอย่างเดียว  ทั้งในเรื่องของการร่วมเพศและการสำราญในสมัยนั้น แน่นอนว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนอายุยี่สิบขึ้นไปจะหาความสุขสันต์ในเรื่องนี้เป็นที่หนึ่ง เพราะในช่วงยุคบ้านเมืองสมัยอยุธยา นับว่าเป็นศึกเป็นภัยรอบทิศเลยทีเดียว โอกาสที่จะตายก็มีได้ง่ายๆ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไรมาก แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องพิลึกพอตัวที่สมัยนั้นก็มีการเสริมแต่งองคชาติแล้ว

หมู่บ้านชนบท นิวซีแลนด์ ประกาศหาคนมาอยู่ พร้อมมอบ เงิน งาน บ้าน ให้ฟรี!

เมือง Kaitangata ทางตอนใต้ของประเทศ นิวซีแลนด์ “เรามีงานให้ทำ มีบ้านให้อยู่ แต่ไม่มีคน” คำพูดจากปากของนายกเทศมนตรีเมือง Kaitangata  ที่ตอนนี้กำลังหดหู่เหลือเกินเรื่องจำนวนประชากรที่มีแต่จะลดน้อยลงทุกปี สวนทางกันกับตำแหน่งงานที่มีให้เลือกทำมากมายกว่า 1,000 ตำแหน่ง!

ทางเมืองเลยตั้งแคมเปญพิเศษ หาคนมาเข้าเมืองด้วยการเสนอแพคเกจบ้านพร้อมที่ดิน มูลค่ารวมกว่า US$160,000 (ประมาณ 5 ล้านกว่าบาท) ให้กับใครที่เบื่อชีวิตในเมืองใหญ่แล้วหนีมาสโลว์ไลฟ์ที่หมู่บ้านนี้ งานที่มีส่วนใหญ่จะเป็นประเภทงานในฟาร์ม แปรรูปผลิตภัณฑ์นม งานแช่แข็งสินค้าเกษตร ฯลฯ นอกจากเรื่องงานแล้วผู้คนที่นี่ก็รักใคร่กันดี มีความปลอดภัยสูง (ที่นี่ไม่มีใครล็อคประตูบ้านด้วย) ใครพร้อมไปเริ่มชีวิตใหม่ก็ลองดูนะ!

“เมืองแห่งนี้ไม่ทำตามแฟชั่น พวกเราไม่ล็อคบ้าน พวกเรามักจะปล่อยให้เด็กๆของเราวิ่งเล่นตามอำเภอใจ พวกเรามีงาน พวกเรามีบ้าน แต่พวกเราไร้ซึ่งคนอยู่อาศัย เราอยากทำให้เมืองนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง อยากบอกว่าพวกเรากำลังอ้าแขนรอคุณอยู่” – Bryan Cadogan นายกเทศมนตรีแห่งเมือง Kaitangata

ที่มา – theguardian

ตำนาน “อนาคอนด้ายักษ์” ไล่เขมือบคนไทย ในสมัยสงครามโลกที่กาญฯ เมื่อ 70 ปีที่แล้ว

แค่ได้ยินคำว่า “เลื้อย” บางท่านก็คงรู้สึกขนลุกเกรียวเลยทีเดียว แน่นอนค่ะเรากำลังพูดถึงสัตว์เลื้อยคลานที่น่าสยดสยองที่สุด นั่นคืองู อนาคอนด้า และที่กำลังจะเล่าให้ฟังนั้นไม่ใช่งูธรรมดาแต่เป็นงูขนาดยักษ์ที่เคยมีชี่วิตอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 70 กว่าปีก่อน ใช่แล้วเรากำลังพูดถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่ถ้ำใกล้กับทางรถไฟสายมรณะที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่่งเจ้างูยักษ์ตัวดังกล่าว

ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อาวุโสสถานีรถไฟกาญจนบุรีนายหนึ่ง เล่าว่า สมัยที่ทหารญี่ปุ่นมาใช้ป่ากาญจนบุรีเป็นที่มั่นวางแผนการรบนั้นได้เข้าไปอยู่ในป่าดิบลึกมากๆ จนแทบจะไม่เคยมีชาวบ้านคนใดเสี่ยงชีวิตเหยียบย่างเข้าไปมาก่อน สภาพในขณะนั้นทุกซอกถ้ำต่างๆถูกดำเนินการจัดแจงเป็นฐานที่มั่นมีการจัดเวรยามเฝ้าระวังเป็นอย่างดี แต่แล้วก็พบว่าเวรยามที่จัดสรรนั้นเริ่มหายไปทีละคนสองคนโดยเว้นช่วงห่างประมาณ 2-3 คืน

ในตอนแรกทางกองกำลังญี่ปุ่นไม่ได้สนใจเพราะคิดไปเองว่าเป็นการลอบโจมตีจากศัตรูแต่จำนวนทหารก็เริ่มลดลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งผู้บัญชาการคิดว่ามันเริ่มเป็นปัญหา จึงจัดกำลังพลเพื่อตามหาสาเหตุของการหายตัวไปในครั้งนี้ ในที่สุดพวกเขาได้พบถ้ำแห่งหนึ่งที่เป็นโพรงลึกลงไปด้านล่างและค่อนข้างชื้น ผู้บัญชาการก็ส่งคนลงไปสำรวจไม่กี่คน ไม่กี่อึดใจทหารที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนที่คล้ายคนตะกายขึ้นมา จึงรีบเพิ่มกำลังพลลงไปเพราะนึกว่าเจอข้าศึก แต่ปรากฏว่าทหารบางส่วนที่ลงไปได้ตะกายออกมาและร้องว่า “ปีศาจ”

ผู้บัญชาการจึงได้สั่งให้เริ่มจุดระเบิดเข้าไปในถ้ำอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงค่อยๆเริ่มสำรวจภายในถ้ำอีกครั้งอย่างรอบคอบจึงพบกองซากทั้งคนและสัตว์อยู่มากมายภายในถ้ำ เมื่อเข้าไปจนเกือบสุดถ้ำตัวจริงของปีศาจก็ได้ปรากฏขึ้น โดยเป็นร่างของงูเหลือมขนาดมหึมาความยาวและความกว้างยากจะประมาณ กำลังกระเสือกกระสนต่อสู้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นลมหายใจตรงหน้าทหารเหล่านั้นและทราบภายหลังว่าซากงูตัวนั้นได้ถูกเหล่าทหารชำแหละเป็นชิ้นๆราวกับเป็นการเซ่นสังเวยให้กับวิญญาณที่ถูกปีศาจตนนี้พรากไปอย่างเลือดเย็น

ตำนานหมู่บ้านสยองขวัญ “ลัดดาแลนด์” แห่งเชียงใหม่ เรื่องจริงที่คุณต้องตะลึง!

เริ่มต้นด้วยความรักอันสุดแสนโรแมนติกแต่กลับจบลงด้วยเรื่องราวที่ราวกับต้องคำสาป กับตำนานเมืองอาถรรพ์อย่าง ลัดดาแลนด์ ทางผู้เขียนขอเกริ่นก่่อนว่า ลัดดาแลนด์นั้นแรกเริ่มเดิมทีเป็นอุทยานพฤษศาตร์ชมนกชมไม้ ควบคู่กับมีการแสดงศิลปะและวัฒนธรรม

แต่แล้วเรื่องราวสุดแสนสยองก็ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อต้นไทรที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักหน้าลัดดาแลนด์ที่เคยมีความเชื่อกันว่าคู่รักคู่ใดเข้าไปอธิฐานขอความรักคู่นั้นจะสมหวัง ที่จู่ๆก็มีคู่รักคู่หนึ่งที่เคยมาอธิฐานได้มาผูกคอตายที่ใต้ต้นไทรต้นนั้น มีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า ทุกๆวันครบรอบที่ทั้งคู่ผูกคอตายชาวบ้านแถวนั้นจะเห็นร่างของทั้งคู่แขวนอยู่ ณ จุดเดิมพร้อมกับหันมาแสยะยิ้มให้ราวกับมีความสุขและสมหวังที่ได้อยู่ด้วยกันแม้จะสิ้นลมหายใจไปแล้วก็ตาม

หลังจากเรื่องนั้นก็มีเรื่องน่าขนลุกตามมามากมายเช่น ชายขี้ยาที่ใช้เกินขนาดแล้วชอคตายที่ศาลาริมน้ำใกล้ๆต้นไทรคำบอกเล่าต่อๆกันมาบอกว่า ใบหน้าของชายคนนั้นบิดเบี้ยวและดวงตาเบิกโพลง ลิ้นจุกปากราวกับก่อนตายเขาได้พบเห็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ แถมยังมีข่าวเรื่องหญิงสาวที่มาขอความรักจากต้นไทรแล้วผิดหวังจึงมากินยาฆ่าแมลงตายอยู่ใต้ต้นไทรต้นดังกล่าว โดยข้างศพของเธอมีเพียงจดหมายที่เขียนไว้สั้นๆว่า”จะอยู่ข้างๆตลอดไป” จริงๆแล้วแอบคิดว่าป่านนี้เธอคงจะเป็นร่างวิญญาณที่เยียบเย็นตามติดคนที่เธอรักอยู่ก็เป็นได้

เรื่องราวของลัดดาแลนด์ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องเช่น วิญญาณลูกจ้างพม่าสาวที่ถูกโจรฆ่าตายคาบ้านออกอาละวาด จนกระทั่งคนในหมู่บ้านแถวนั้นทนกับความเฮี้ยนของภูติผีแถวนั้นไม่ไหว ต้องย้ายหนีไปกันหมดเรื่องราวของลัดดาแลนด์จึงได้เบาบางลงแต่ก็ยังมีวัยรุ่นเข้าไปพิสูจน์ล่าท้าผีกันอยู่เนืองๆ แต่บางคนก็บอกว่าเจอดี บางคนก็เล่าว่าไม่พบอะไร ใครอยากรู้คงต้องไปพิสูจน์กันเอาเองแล้วละนะ ส่วนคนเขียนขอบายดีกว่า กลัวผีมากมายจ้า บรึ๋ยยย