“มาซามุเนะ – มุรามาสะ” 2 ดาบในตำนาน ที่ถูกสร้างขึ้นจากแสงสว่างและความมืด

ดาบมุรามาสะ

“ดาบมุรามาสะ” เป็นหนึ่งในดาบคาตานะที่เป็นตำนานของญี่ปุ่น มีเรื่องเล่ากันว่ามันถูกตีขึ้นโดยช่างตีดาบ “เซ็นโง มุรามาสะ” ผู้เป็นช่างตีดาบฝีมือดีในยุคนั้น ดาบที่เขาตีขึ้นจะถูกใส่ความเคียดแค้น และความเกลียดชังลงไป ทำให้มันถูกขนานนามว่า “อาวุธปีศาจ” มันถูกใช้เป็นสัญลักษ์แห่งความกระหายและความบ้าคลั่ง

 

 

มีเรื่องเล่าว่า “ถ้าดาบของมุราสะไม่ได้ดื่มเลือด จะไม่ยอมคืนสู่ฝัก” ผู้ที่ใช้มันจะถูกทำให้บ้าคลั่ง ฟาดฟันดาบด้วยความกระหาย เป็นเหมือนคำสาปของดาบนั่นเอง จนทางการต้องมีคำสั่งออกมาว่าห้ามถือครองดาบของมุรามาสะ โดย “โชกุน โตกุงาวะ อิเอยาสุ” เป็นผู้ออกคำสั่ง ในปัจจุบันอาจจะหาคำตอบเรื่องของคำสาปในดาบมุรามาสะไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือดาบมุราสะนั้นเป็นหนึ่งในดาบคาตานะชั้นยอด ที่มีความคมกริบเหนือกว่าดาบอื่นใด!

ดาบมาซามุเนะ

 

“ดาบมาซามุเนะ” คือดาบคาตานะที่ตรงกันข้ามกับดาบมุรามาสะทุกอย่าง ในตำนานเล่าไว้ว่าดาบมาซามุเนะ ถูกตีขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ดีงามปราศจากความเคียดแค้น มีจุดประสงค์เพื่อ “ต้องการจะปกป้องตนเองและผู้อื่นจากอันตรายทั้งปวง”

 

 

ดาบของช่างตีดาบตระกูล “มาซามุเนะ” จึงเป็นดาบที่เป็นสมบัติของประเทศญี่ปุ่น ทุกดาบที่ตีขึ้นล้วนแต่เป็นดาบชั้นหนึ่ง และหนึ่งในนั้นคือ “ดาบฮอนโจ มาซามุเนะ” ดาบคู่กายของผู้สำเร็จราชการจากรุ่นสู่รุ่นสมัยเอโดะ ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในดาบที่ดีที่สุดที่เคยมีมา โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดาบถูกส่งมอบให้กับทหารอเมริกันที่อ้างว่าเป็นทหารม้าที่ 7 ของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่ดาบจะหายไปอย่างลึกลับ และไม่มีใครพบเห็นสุดยอดดาบเล่มนี้อีกเลย

ที่มา: listverse

“คราเคน” อสูรกายในตำนาน! นักชีววิทยาเชื่อว่ามีจริง แต่ไม่ใช่แบบที่ทุกคนคิด

“คราเคน” สัตว์ยักษ์ในตำนานที่ชาวทะเลเหนือต่าง­หวาดกลัว เล่ากันว่ามันมีลักษณะคล้ายหมึกกล้วยขนาดย­ักษ์ สามารถโผล่ขึ้นจากน้ำได้สูงกว่าเสากระโด­งเรือ และชอบโจมตีเรือเดินสมุทรแบบไม่ทันตั้งตัว โดยหนวดของมันสามารถรัดลำเรือและตรึงเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ จากนั้นหนวดส่วนที่เหลือจะทำการรัดร่างของลูกเรือ­จนกระดูกแตกละเอียด แล้วดึงเข้ามาใส่ปากขนาดยักษ์ของมันอย่างง่ายดาย

ในหนังสือชื่อ “The Natural History of Norway” ที่เขียนโดย “บิชอปแห่งเบอร์เก้น” ได้บรรยายเกี่ยวกับคราเคน เอาไว้ว่า “ขนาดของมันเปรียบเสมือนกับเกาะลอยน้ำขนาดย่อมเลย”  

ในบรรดาสัตว์ลึกลับใต้ท้องทะเลทั้งหมดนั้นนักชีววิทยาเชื่อว่า คราเคน มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นจริงอย่างมาก เพราะมีหมึกสายพันธุ์หนึ่งชื่อ “อาร์คิทิ้วธิส” หรือเรียกง่ายๆว่า หมึกยักษ์ ซึ่งมีอยู่บนโลกนี้จริง!

แม้มันจะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าเกาะดังตำนาน แต่ก็ถือว่าใหญ่มาก โดยมีขนาดพอๆกับรถบัสประจำทางเลย หนวดของมันมีความยาว 30-40 เมตร มีปากที่มีฟันแหลมคมเป็นจะงอยเหมือนนกแก้ว มีนัยน์ตาขนาดฟุตครึ่ง น้ำหนักรวม 2-3 ตัน และในปี 1930 มีรายงานการโจมตีเรือโดยหมึกดังกล่าว นักชีววิทยาและผู้ชำนาญการคาดว่า หมึกยักที่ได้โจมตีเรือ ได้เข้าโจมตีเพราะเข้าใจผิดคิดว่า เรือคือปลาวาฬ ที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของหมึกยัก ซึ่งส่วนมากมักจะเกิดขึ้นกับเรือเดินทะเลที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น และมันยังมีนิสัยดุร้ายตามธรรมชาติ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครเจอตัวมันบ่อยนัก ปัจจุบันเรายังไม่ทราบลักษณะการดำรงชีวิตของมัน

ที่มา: th.wikipedia

ความเป็นมาของ “ค้อนโยเนียร์” ไม่ใช่แค่ Thor ที่ยกได้ ยังมีฮีโร่อีกหลายคนที่ยกได้เหมือนกัน!

“ค้อนโยเนียร์” หรือ บางคนเรียกว่า มโยล์เนียร์ (Mjolnir thor) เป็นอาวุธประจำกายของ “ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า” มีจุดกำเนิดมาจากการที่ “โอดิน” ซึ่งเป็นบิดาของธอร์ ต้องการที่จะสร้างอาวุธชนิดใหม่ขึ้นมา  จึงได้ให้เหล่าคนแคระที่เป็นช่างตีเหล็กหรือ “Blacksmith” ในดินแดนแอสการ์ดสร้างให้ โดยการสร้างค้อนจะถูกสร้างที่ใจกลางของดวงดาวโดยใช้แร่อูลู ซึ่งเป็นแร่สมมุติไม่มีอยู่จริง เหมือนกับแร่อะดามันเทียม ที่อยู่ในร่างของ Wolverine และไวเบรเนียม ที่ใช้ทำโล่ของ Captain America

ความสามารถของค้อนจะทำให้ผู้ใช้สามารถเรียกลมฟ้าฝน หรือสายฟ้าให้ไปโจมตีศัตรูได้สามารถบังคับค้อนให้ลอยได้ตามใจนึก โดยสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของค้อนโยเนียร์ก็คือการที่โอดินได้ลงมนต์ไว้บนค้อนว่า “ผู้ที่คู่ควรเท่านั้นถึงจะยกค้อนขึ้นและได้รับพลังไป” แต่คนที่ยกได้นั้นมีมากเกินจะนับเชียวหละ!

thor

ตัวอย่างบางส่วนของคนที่เคยยกค้อนโยเนียร์ได้นอกจากธอร์

1โอดิน :ธอร์(หญิง) เจน ฟอสเตอร์ :ฮัค

สตอร์ม จาก X-MEN :หุ่นเดรสทรอยเยอร์ :เบต้า เรย์ บิลล์

3

ออซัม แอนดรอย :แบล็ควิโดว์ :อีริค มาสเตอร์สัน

4

กัปตันอเมริกา :ซูเปอร์แมน :วันเดอร์ วูแมน 

เรื่องจริงของภาพอมตะ “เด็กสาวร้องไห้ แห่งสงครามเวียดนาม” มีอะไรมากกว่าที่เห็นเยอะ!

หลายคนคงคุ้นตากับภาพเด็กหญิงคนหนึ่งที่วิ่งร้องไห้ใน สงคราม นี้ และเชื่ออีกว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้ที่มาที่ไป ของภาพนี้ เหตุใดภาพนี้จึงถูกนำมาเผยแพร่บ่อยครั้ง

ภาพนี้บันทึกไว้ได้โดยช่างภาพสำนักข่าวเอพี นามว่า “นิค อัท” เกิดขึ้นที่เมืองตรังบัง ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 1972 หรือ 43 ปีก่อน ในระหว่าง สงคราม เวียดนามที่ทหารเวียดนามใต้ ทิ้งระเบิดนาปาล์มใส่หมู่บ้านของ “คิม ฟุค” เด็กหญิงในภาพ ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 6 ขวบ ที่ถูกไฟไหม้มากกว่า 1 ใน 3 ของร่างกาย

นิคบอกว่า เขาจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี ในระหว่าง สงคราม หลังการทิ้งระเบิด คิมวิ่งกรีดร้องมาด้วยความเจ็บปวดว่าเธอจะตายแล้ว เขาจึงใช้ผ้าใบกันฝนของทหารคลุมให้เธอ และนำเธอไปหลบในรถตู้ของสำนักข่าว

ปัจจุบันเธออาศัยอยู่กับสามีและลูกชายในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา และบ่อยครั้งเธอก็ได้พบ นิค อัท ช่างภาพผู้ช่วยชีวิตเธอ ซึ่งเธอได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากรผู้ให้ความรู้เรื่องสงครามเวียดนาม ผู้ให้กำลังใจ และแกนนำรณรงค์ต่อต้านสงครามอีกด้วย

ที่มา – kiitdoo

เคยสงสัยกันมั้ย ทำไมแมวจึงกลัวแตงกวา? ที่นี่คำตอบ! (คนเลี้ยงแมวควรอ่าน)

เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่า เฮ้ยแมวมันกลัวแตงกวาจริงหรอ…ไม่เคยเห็นเลย? ซึ่งเรื่องนี้ในบ้านเรานั้น น้อยคนนักที่จะรู้ แต่ในต่างประเทศนั้น มีคลิปแกล้งแมวด้วยการใช้แตงกวาถูกอัปโหลดลงยูทูปเยอะมาก จนมีการวิจัยขึ้นมาจริงๆว่า แมวกลัวแตงกวาจริงหรือไม่ และนี่ก็คือคำตอบจากนักวิจัยครับ

Dr. Roger Mugford ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์บอกว่า “มันเป็นปฏิกริยาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความแปลกใหม่และความคาดไม่ถึงของการมีวัตถุแปลกๆ ที่คนเลี้ยงแมว แอบวางไว้ในขณะที่พวกมันกำลังกินอาหาร ซึ่งแมวมักจะสงสัยในสิ่งของที่มันไม่คุ้นเคย เนื่องจากมันคิดว่านั่นอาจจะเป็นงูหรือนักล่าอื่นๆ และการที่มันตกใจแล้วโดดโหยงขึ้นไปสูงๆนั้น เป็นปฏิกิริยาการตอบสนองฉับพลัน เหมือนกับมนุษย์นั่นแหละ”

สรุปได้ว่า แมวไม่ได้กลัวแตงกวาอย่างที่หลายคนคิด แต่ที่เห็นมันกระโดดก็เพราะว่ามันตกใจในสื่งที่ไม่คุ้นเคย แต่ถึงอย่างไรเราก็ไม่ควรที่จะแกล้งให้มันตกใจบ่อยๆ เนื่องจากจะกลายเป็นความเครียดระยะยาว และหวาดระแวงสิ่งรอบตัวตลอดเวลา

ที่มา – vcharkarn

เผยสาเหตุที่ทำให้ Batman ต้องจำใจเปลี่ยนชุดให้เป็นสีชมพู! (อัศวินรัติกาลนะคะ)

ใน Detective Comics ปี 1957 แบทแมนเคยเปลี่ยนชุดของเค้าจากสีดำกลายเป็นสีที่สุดจะหวานจนแสบตากันเลยทีเดียว ในตอนที่มีชื่อว่า

The Rainbow Batman


rainbowbatman5

โดยเหตุการณ์เริ่มจากที่โรบิ้นหรือ “ดิค เกรย์สัน” ได้เข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวจากการปล้น จนทำให้แขนซ้ายบาดเจ็บ แต่เขาก็จดจำใบหน้าของคนร้ายได้หลังจากนั้นจึงออกตามหาทันที

Rainbow-Batman-Zack-Snyder_article_story_large

ซึ่งเหตุการณ์ข้างต้นก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้แบทแมนต้องมาใส่ชุดสลับสีกันไปเรื่อยๆ และออกปฏิบัติการในแต่ละคืน เพื่อที่จะดึงความสนใจของผู้คนให้มาอยู่ที่เค้า เพราะตอนนั้นโรบิ้น เจ็บที่แขนซ้ายอยู่ คนจะได้ไม่สังเกตเห็นโรบิ้น เพราะมัวแต่สนใจชุดของแบทแมน 

Rainbow-Batman

แต่ที่ตลกที่สุดคือในหน้าปกหนังสือเล่มนี้ โรบิ้นบอกว่าแบทแมนใส่ชุดสีแดง แต่ชุดที่แบทแมนใส่อยู่เป็นสีชมพูต่างหาก! (จริงๆแล้วคือความผิดพลาดในการพิมพ์ สีแดงเลยออกมาเป็นสีชมพูแทนครับ)

ที่มา – dc.wikia.com