นักวิจัยเตือน “อย่าชูสองนิ้วถ่ายรูป” เพียงห่างจากกล้องแค่ 3 เมตร ก็ปลอมลายมือได้แล้ว

เทคโนโลยีก้าวหน้าไม่จำเป็นสำหรับนักลอกลายนิ้วมืออีกต่อไปแล้ว  หากต้องการขโมยลายนิ้วมือ พวกเขาสามารถทำสำเนาลายนิ้วมือจากรูปถ่ายที่โพสต์ลงเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเข้าถึงโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือการเข้าไปในเขตหวงห้าม อย่างอพาร์ตเมนต์ของเจ้าของลายนิ้วมือได้อย่างง่ายดาย

 

 

ใครเลยจะคิดว่า การถ่ายเซลฟี่ในลักษณะชูสองนิ้ว(ท่าลิโพ) จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ขนาดนี้ เมื่อ อาจารย์ อิซาโอะ อิชิเซน ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำสถาบันสนเทศศาสตร์แห่งชาติ ได้ร่วมมือกับทีมนักวิจัยได้ออกมาเปิดเผยว่า การทำสัญลักษณ์ชัยชนะที่เป็นรูปตัววี ในระหว่างถ่ายภาพ อาจนำไปสู่การเกิดปัญหาและเสี่ยงถูกล้วงข้อมูลส่วนตัว

 

 

ทีมนักวิจัยของญี่ปุ่นได้ดำเนินการทดสอบโดยใช้กล้องดิจิตอลถ่ายลายนิ้วมือในระยะความห่างแค่ 3 เมตร และสามารถสร้างลายนิ้วมือได้จากภาพถ่ายดังกล่าว

 

ทีมนักวิจัยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กล้องถ่ายภาพในปัจจุบัน มีความคมชัดสูง และภาพถ่ายจำนวนมากได้ถูกอัพโหลดลงในสื่อสังคมออนไลน์ทุกวัน ซึ่งภาพส่วนมากมักเป็นภาพที่คนส่วนใหญ่ชอบทำท่าชู  2 นิ้ว และข้อมูลลายนิ้วมือสามารถถูกเก็บได้จากเพียงแค่การถ่ายรูปที่เห็นแค่ปลายนิ้วมือได้อย่างชัดเจน

 

 

การพิสูจน์ลายนิ้วมือในญี่ปุ่น นอกจากจะใช้ระบุตัวตนของผู้อพยพเข้ามาในประเทศแล้ว ยังมีการนำระบบใหม่มาใช้ เพื่อให้นักช๊อปได้จับจ่ายซื้อสินค้าได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยสามารถชำระค่าสินค้า หรือบริการเพียงแค่สัมผัสปลายนิ้ว (หลังจากมีการขึ้นทะเบียนบัตรเครดิตและลายนิ้วมือกับบริษัทผู้ให้บริการ) การชู 2 นิ้วถ่ายรูปนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติในกลุ่มวัยรุ่นของญี่ปุ่น  แต่หากเซลฟี่ในท่าดังกล่าวแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกนับไม่ถ้วน นักเซลฟี่ทั้งหลายก็ควรคิดทบทวนหาท่าใหม่ๆกันได้แล้ว

ที่มา: rocketnews24

“Boomerang Kids” คำนิยามหนุ่มสาวอเมริกันรุ่นใหม่ กลับไปอยู่บ้านหลังจบมหาวิทยาลัย

ในสังคมอเมริกันเรียกลูกๆ ที่โตเป็นผู้ใหญ่ เรียนหนังสือจบแล้ว หรืออาจจะมีงานทำบ้างแล้วก็ได้ แต่ยังอยู่กับพ่อแม่เหล่านี้ว่า “boomerang kids” เหมือนกับบูมเมอแรงที่ขว้างออกไปแล้วจะร่อนกลับหาตัวผู้ขว้างได้

 

 

โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคนรุ่นนี้กำลังเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินเดือนเริ่มต้นสำหรับคนเหล่านี้ไม่พอที่จะอยู่กินและไม่สามารถเก็บเงินไว้ซื้อบ้านเองได้เหมือนคนรุ่นก่อนๆ การที่ลูกซึ่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่ หรือยังไม่ย้ายออกไปหาที่อยู่ของตนเอง ให้ผลทั้งเชิงบวกและลบ โดย Pavel Marceaux ผู้เชี่ยวชาญด้านครัวเรือนของบริษัทวิจัยการตลาด Euromonitor International บอกว่า การย้ายกลับบ้านหรือยังไม่ย้ายออกไปเมื่อเริ่มทำงาน เป็นการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจที่ดี ให้โอกาสที่จะเก็บออมเงินสำหรับวางดาวน์บ้านหรือที่อยู่ของตนเองได้และผลพลอยได้สำหรับพ่อแม่คืออาจจะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทันสมัยจากลูกได้

 

แต่ที่อาจจะเป็นปัญหาได้ คือปัญหาลอจิสติก เช่นจะแบ่งปันที่จอดรถกันอย่างไร คนที่ต้องทำงานแต่เช้าจึงจะสามารถออกรถได้โดยไม่ต้องมีการย้ายรถ เป็นต้น พ่อแม่บางรายยินดีให้ความช่วยเหลือลูกเริ่มต้นชีวิต เช่น แม้ลูกอาจจะเรียนจบแล้วแต่อยากจะเรียนต่ออีก แต่จิตแพทย์หญิง Melissa Deuter ที่เมือง San Antonio รัฐเท็กซัส ซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องสุขภาพจิตของคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ให้ความเห็นว่า พ่อแม่สมัยนี้ไม่ได้เตรียมตัวลูกอย่างเพียงพอ สำหรับภาระความรับผิดชอบในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะเห็นว่าสังคมนั้น มีคนรุ่นใหม่ที่เข้ากับวัฒนธรรมของสถานที่ทำงานไม่ได้อยู่จึงแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว

ที่มา: voanews

ตื่นตาวงการดวงดาว! พบดาวเคราะห์น้อยทรอยของดาวเนปจูนเพิ่มขึ้นอีก 5 ดวง

จากการศึกษาของ คณะนักดาราศาสตร์ นำโดย ศ.หลิน สิ่งเหวิน จากมหาวิทยาลัยกลางแห่งชาติไต้หวัน โดยใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจ แพนสตารส์-1 ซึ่งดำเนินการระหว่างปี 2553-2557 ทำให้พบดาวเคราะห์น้อยทรอย (Trojan Asteroid) ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ใช้วงโคจรร่วมกับดาวเคราะห์ ของดาวเนปจูนเพิ่มขึ้นอีกถึง 5 ดวง

 

 

เดิมทีดาวเคราะห์น้อยทรอยกลุ่มที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ ดาวเคราะห์น้อยทรอยของดาวพฤหัสบดี ซึ่งพบแล้วมากกว่า 6,000 ดวง  แต่ดาวเคราะห์ดวงอื่นก็มีดาวเคราะห์น้อยทรอยอยู่รายล้อมเช่นเดียวกัน เช่น ดาวเสาร์ ดาวอังคาร ดาวยูเรนัส เนปจูน รวมถึงโลกเราก็มีเช่นกัน สำหรับดาวเนปจูน ก่อนหน้านี้มีดาวเคราะห์น้อยทรอยของดาวเนปจูนที่พบแล้ว 12 ดวง ซึ่งในจำนวนดาวเคราะห์น้อยทรอย 5 ดวงที่พบใหม่นี้ 4 ดวงอยู่ในจุดลากรันจ์ แอล 4 อีก1 หนึ่งดวงอยู่ที่จุดแอล 5  ทุกดวงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ในช่วง 100-200 กิโลเมตร แต่ก็พบว่าสี่ดวงที่อยู่ที่จุดแอล 4 มีเสถียรภาพดี เชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยทรอยมาตั้งแต่ดั้งเดิม ส่วนอีกดวงหนึ่งที่อยู่ที่จุดแอล 5 มีวงโคจรไม่เสถียร จึงเชื่อว่าดวงนี้อาจเพิ่งย้ายจากที่อื่นเข้ามาอยู่ในจุดลากรันจ์ได้ไม่นาน

 

 

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มดาวเคราะห์น้อยทรอยที่พบใหม่นี้ มีระนาบวงโคจรเอียงต่างจากดาวเคราะห์น้อยเดิมที่พบก่อนหน้านี้ ซึ่งบางดวงมีระนาบวงโครจรเอียงเป็นมุมกว่า 20 องศา อีก 4 ดวงที่เหลือก็มีระนาบวงโครจรเอียง 10 องศา

 

 

ในเรื่องดาวเคราะห์น้อยทรอยที่มีระนาบวงโครจรที่เอียงแตกต่างกันนี้ ศ.หลิน ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “ดาวเคราะห์น้อยที่มีระนาบของวงโคจรเอียงน้อยอาจมีต้นกำเนิดอยู่ที่จุดลากรันจ์ พอระยะเวลาผ่านไปเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นดาวเคราะห์น้อยประจำจุดลากรันจ์ ซึ่งก็คือดาวเคราะห์น้อยทรอยนั่นเอง และในทางกลับกัน ดาวเคราะห์น้อยที่มีระนาบวงโคจรเอียงมาก อาจมีต้นกำเนิดต่างไป อาจเป็นวัตถุอื่นที่ถูกดาวเนปจูนดูดมาอยู่ในวงโคจรของตนเองที่จุดลากรันจ์ก็เป็นได้ ดังนั้นการศึกษาการกระจายของมุมระนาบวงโคจรจะช่วยให้เราได้เข้าใจว่าระบบสุริยะในช่วงเริ่มต้นมีลักษณะเช่นไร”

 

ที่มา: universetoday

“Vampire bat” แวมไพร์ของจริงในโลกของสัตว์ป่า ค้างคาวที่คอยดูดเลือดเหยื่อเวลาหลับ

ค้างคาวแวมไพร์ หรือ ค้างคาวดูดเลือด (Vampire bat) เป็นค้างคาวกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง มีพฤติกรรมดูดเลือดสัตว์ชนิดอื่นเป็นอาหาร จากพฤติกรรมดูดเลือดเหมือนแวมไพร์ จนกลายมาเป็นชื่อของมันในที่สุด

 

 

ค้างคาวแวมไพร์ เป็นค้างคาวขนาดเล็กมีทั้งหมด 3 ชนิด ใน 3 สกุล จัดอยู่ในวงศ์ค้างคาวจมูกใบไม้โลกใหม่ (Phyllostomidae) เป็นค้างคาวที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 26 ล้านปีก่อน มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ในถ้ำในป่าดิบ ออกหากินในเวลากลางคืน โดยจะกินแต่เพียงเลือดของสัตว์เลือดอุ่นขนาดใหญ่กว่าเป็นอาหารเท่านั้น (บางชนิดจะกินนกเป็นอาหาร) มีฟันแหลมคมซี่หน้าคู่หนึ่งกัด โดยมากสัตว์ที่ถูกดูดกิน จะเป็นปศุสัตว์ เช่น หมู หรือวัว เป็นต้น ซึ่งสายตาของค้าวคาวแวมไพร์จะมองเห็นเป็นภาพอินฟาเรด จากความร้อนของอุณหภูมิในร่างกายของเหยื่อ ทำให้มองเห็นในเวลากลางคืนได้ดีมาก และเป็นตัวนำไปสู่การเลือกตำแหน่งที่กัด ซึ่งจะเป็นอวัยวะส่วนต่างๆได้

 

ด้วยความคมของฟันประกอบกับมักจะกัดในเวลาที่เหยื่อนอนหลับ ทำให้เหยื่อไม่รู้ตัว และขณะที่ดูดเลือดอยู่นั้น ค้างคาวจะขับปัสสาวะไปด้วย เนื่องจากจะดูดเลือดในปริมาณที่มาก ทำให้ไม่สามารถบินได้ โดยปริมาณเลือดที่ค้างคาวดูดไปนั้น หากคำนวณว่าดูดเลือดหมูทุกคืน จะมีปริมาณ 1 แกลลอนต่อเดือน โดยเลือดที่ไหลออกมานั้นจะไหลผ่านลิ้นของค้างคาวที่มีร่องพิเศษช่วยให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดฝอยได้โดยง่าย และในน้ำลายค้างคาวจะมีเอนไซม์ทำให้เลือดไม่แข็งตัว

 

 

ซึ่งค้างคาวแวมไพร์ก็อาจดูดเลือดมนุษย์ได้ด้วยเช่นกันในเวลาหลับ! เพราะค้างคาวแวมไพร์ในบราซิลอาจกินเลือดมนุษย์จริงๆ จากการที่ทีมนักวิจัยจาก Federal University of Pernambuco ประเทศบราซิลได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งอาศัยของค้างคาวแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ Catimbau National Park จากการตรวจสอบพบร่องรอยเลือดของมนุษย์ในค้างคาวแวมไพร์ 3 ตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ได้มีการศึกษาพบว่าค้างคาวแวมไพร์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้นั้น ส่วนใหญ่แล้วจะกินเลือดจากนกป่าเป็นอาหาร โดยหากมนุษย์ถูกกัดจริงๆ อาจเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ เนื่องค้างคาวแวมไพร์ถือเป็นสัตว์อันตรายที่พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า

ผลวิจัยของสหรัฐฯ พบแซลมอนอร่อยๆ จากแปซิฟิก 4 ชนิด มีพยาธิตัวตืดอยู่ด้วยนะ

แซลมอน คือเมนูที่หลายคนนิยมทานแบบดิบๆตามสไตล์อาหารญี่ปุ่น ซึ่งข่าวดีสำหรับคนรักปลาแซลมอนคือ ปลาจากทะเลจะพบพยาธิที่เป็นอันตรายต่อคนน้อยกว่าสัตว์บกและปลาน้ำจืด เชื้อโรคส่วนใหญ่ที่พบในอาหารทะเลมักมาจากการปนเปื้อนระหว่างการจัดเก็บและสภาพอากาศที่ทำให้อาหารบูดเสียมากกว่า แต่จากผลวิจัยล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่ามีแซลมอนแปซิฟิก 4 ชนิดที่เป็นพาหะพยาธิตัวตืดญี่ปุ่นอยู่

 

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ หรือซีดีซี ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่าปลาแซลมอนที่จับได้ในแถบอะแลสกามีพยาธิตัวตืดญี่ปุ่น หรือ Diphyllobothrium nihonkaiense และเตือนว่า แซลมอนที่จับได้แถบชายฝั่งแปซิฟิกของอเมริกาเหนืออาจมีพยาธิชนิดนี้ด้วย โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบปลาแซลมอนอะแลสกาในธรรมชาติ 64 ตัว ด้วยการแล่เนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อสังเกตอวัยวะภายใน พบตัวอ่อนพยาธิยาว 8-15 มิลลิเมตร ตรวจสอบยีนพบว่าเป็น พยาธิตัวตืดญี่ปุ่น

 

จากการศึกษาพบว่า มีแซลมอนแปซิฟิก 4 ชนิดที่เป็นพาหะพยาธิตัวตืดญี่ปุ่น ได้แก่ปลาแซลมอนพันธุ์ Chum, Masu, Pink และ Sockeye (แซลมอนแดง) เนื่องจากแซลมอนเหล่านี้ถูกส่งออกไปยังร้านอาหารทั่วโลกด้วยการแช่น้ำแข็ง ไม่ใช่การแช่แข็ง ดังนั้นการติดพยาธิตัวตืดชนิดนี้จึงอาจเกิดขึ้นได้ในทุกๆ ที่ตั้งแต่จีนไปถึงยุโรป หรือจากนิวซีแลนด์ไปจนถึงโอไฮโอ โดยผู้ที่มีพยาธิตัวตืดญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยแสดงอาการ อาจมีบางรายที่รู้สึกมวนท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว บางคนถึงขั้นน้ำหนักลด แต่ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การติดพยาธิตัวตืดญี่ปุ่นในสหรัฐอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เคยคิดกันไว้มาก แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นได้บ่อยแค่ไหน

ที่มา: wwwnc