เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2018 อุทยานแห่งชาติอินโดนีเซีย รายงานการพบ วาฬสเปิร์มตัวหนึ่งเกยตื้นใกล้กับเกาะ Kapota ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของสุลาเวสี ตามรายงานระบุว่า วาฬดังกล่าวมีความยาว 9.5 เมตร

 

 

โดยจากการผ่าท้องเพื่อหาสาเหตุการตาย พบว่ามีชิ้นส่วนของขยะพลาสติกจำนวนมากทั้งเศษขยะ  รองเท้ายาง กระสอบ และอื่น ๆ รวมกันหนักกว่า 6 กิโลกรัม รวมถึงถ้วยพลาสติกอีกราว 115 ถ้วย โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิถุนายน ประเทศไทยก็พึ่งพบวาฬตัวหนึ่งทางฝั่งภาคใต้ ที่ตายเพราะมีถุงพลาสติกอยู่ในท้องกว่า 80 ใบ

ทั้งนี้ พลาสติกที่อยู่ในทะเลชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้ มีลักษณะคล้ายกับอาหารของสัตว์ทะเล และแน่นอนว่าอาจส่งผลย้อนกลับสู่มนุษย์ ในรูปแบบของอาหารทะเลปนเปื้อนมลพิษพลาสติกได้

 

 

ในแต่ละปี จะมีขยะทั่วโลกถูกทิ้งลงทะเล มากกว่า 8 ล้านตัน และถ้าตัวเลขนี้ยังไม่ลดลง ภายในปี ค.ศ. 2050 จำนวนขยะพลาสติกจะมีมากกว่าปริมาณปลาในทะเล จากการประเมินพบว่าในปัจจุบัน มีขยะพลาสติกในทะเลไม่ต่ำกว่า 25 ล้านตันแล้ว

จากสถิติพบว่า โดยเฉลี่ยใน 1 วัน จะมีเต่าทะเลเกยตื้นตาย 1 ตัว และจะมีวาฬเกยตื้นตาย 1 ตัว ต่อ 50 ชั่วโมง ซึ่งพลาสติกคือสาเหตุหลัก ที่ทำให้สัตว์ทะเลเหล่านี้เสียชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

 

วาฬสเปิร์ม (Sperm whale) เมื่อโตวัยจะมีความยาวระหว่าง 15 – 20 เมตร และมีน้ำหนักระหว่าง 40 – 60 ตัน ด้วยความที่มันมีหัวขนาดใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ทั้งหมด 40% ของทั้งลำตัว นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกมันว่า “วาฬหัวทุย” พวกมันมีอายุขัยยืนยาวกว่า 70 ปี แต่ทุกวันนี้พวกมันตายไวขึ้น เพราะพลาสติกที่มนุษย์ทิ้งลงทะเล

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Post comment