จะเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อธานอสดีดนิ้วขึ้นมาจริง ๆ ในมุมมองของทางวิทยาศาสตร์

ผมเชื่อว่าถึงตอนนี้น่าจะไม่มีใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่อง Avenger : Infinity war แล้วใช่มั้ยครับ หรือถ้าไม่ทันได้ดูจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็คงรู้บทสรุปของเรื่องกันอยู่แล้วว่า ตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง ธานอส ได้ลงมือทำอะไรลงไปบ้าง

แต่ยังไงก็ตาม ถ้าหากยังไม่ได้ดูจริง ๆ และไม่อยากถูกสปอย ผมแนะนำให้ปิดบทความนี้ไปก่อนนะครับ เพราะเราจะมาพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ กับโลก หากพี่มันม่วงของเราทำการดีดนิ้วล้างบางชีวิตทุกชนิดในจักรวาลเหลือเพียงครึ่งเดียว

ก่อนอื่นต้องมาทบทวนกันก่อนนะครับ ว่าเป้าหมายของพี่มันม่วงในการลบล้างชีวิตไปครึ่งนึงนั้นเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับดาวไททั่นก่อนที่มันจะล่มสลาย นั่นคือการที่ทรัพยากรมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ซึ่งธานอสก็ได้เสนอวิธีแก้ด้วยการลบชีวิตทิ้งไปครึ่งนึง ซึ่งเป็นวิธีที่ฟังดูเด็ดขาดและ (เหมือนจะ) สมเหตุสมผล และจากการคอนเฟิร์มโดย เควิน ไฟกี (Kevin Feige) หัวเรือใหญ่แห่งมาเวลสตูดิโอ ระบุมาอย่างชัดเจนว่าเป็นการลบทุกอย่างที่นับเป็นชีวิตสปีชี่ส์ละครึ่งนึง ครึ่งนึงของมนุษย์, ครึ่งนึงของกวาง ครึ่งนึงของปลา ครึ่งนึงของผึ้ง ครึ่งนึงของดอกทานตะวัน กระทั้งครึ่งหนึ่งของแบคทีเรียแต่ละชนิด และอื่น ๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นชีวิต

แต่หากเราหันมามองความเป็นจริงที่ไม่ใช่บทภาพยนตร์ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับโลกของเราบ้างในทางวิทยาศาสตร์ หากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดถูกลบหายไปครึ่งหนึ่ง

ดอกเตอร์เคน ลาโควาร่า (Ken Lacovara) นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวาน นิวเจอร์ซี่ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการภัยพิบัติและการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์ พูดถึงการดีดนิ้วของธานอสเอาไว้ว่า “เป็นไอเดียที่แย่ในแย่อีกที”

เนื่องจากเหตุผลข้อแรกสุดก็คือ “ผลของมันอยู่ไม่ยืด” เพราะจากประวัติศาสตร์ ประชากรของมนุษย์เติบโตขึ้นเร็วมาก ในปี 1960 เรามีประชากรราว 3 พันล้านคน แต่ในปี 2000 เรามีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หมายความว่าหากพี่มันม่วงดีดนิ้วจริง เราจะกลับมามีประชาเท่าเดิมได้ภายในเวลาเพียงแค่ 40 ปีเท่านั้น แถมสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิดเองก็มีอัตราการเติบโตของประชากรราว ๆ นี้ ซึ่งมันคือระบบที่เรือล่าแมวน้ำใช้ โดยที่พวกเขาจะล่าเพียงแค่ครึ่งเดียวของประชากรในเขตนั้นเท่านั้นแล้วจะย้ายเขตล่า โดยปล่อยให้มีการฟื้นฟูของประชากรให้กลับมาเท่าเดิมภายในเวลาสามสิบหรือสี่สิบปี

จากเหตุผลข้างต้น การดีดนิ้วจึงไม่ใช่แผนระยะยาวเท่าไหร่นัก เพราะสุดท้ายสิ่งที่ธานอสเพียรทำมาตลอดชีวิตจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมภายในเวลาไม่ถึงชั่วอายุคน

แต่อย่างไรก็ตามการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของธรรมชาติอย่างกะทันหันอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นอย่างมหาศาล มากกว่าที่ธานอสหวังเอาไว้

ดอกเตอร์เจเน็ต ฮูลล์ (Janet Hoole) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์และการวิวัฒนาการ ได้อธิบายว่าผลกระทบนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกระบวนการเอาตัวรอดตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ซึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นในระบบนิเวศ เนื่องจาสัตว์ที่สามารถแพร่พันธ์ได้เร็วและมีระยะฟักตัวหรือช่วงที่ต้องได้รับการเลี้ยงดูจากตัวพ่อแม่น้อยจะได้เปรียบ และสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างมหาศาล หากมีนักล่าน้อยลง

ส่วนสัตว์ที่มีอัตราการขยายพันธุ์ต่ำ หรือมีจำนวนน้อยสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อยู่แล้วจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดอกเตอร์เจเน็ตกล่าวว่า ประชากรของเสือที่ลดต่ำลงจะทำให้พวกมันเข้าข่ายใกล้สูญพันธุ์มากเข้าไปอีก ซึ่งทำให้การแพร่พันธุ์หยุดชงัก แต่สำหรับสัตว์อีกหลาย ๆ สายสปีชี่ส์ที่เหลืออยู่เพียงหลักสิบจะสูญพันธุ์อย่างแน่นอนเนื่องจากความยากในการหาคู่เพื่อขยายพันธุ์

“การดีดนิ้วจะทำให้สัตว์ที่หายากอยู่แล้ว หายากขึ้นอีก บางชนิดจะสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความหลากหลายทางพันธุ์กรรมจะถูกจำกัดเหลือเพียงครึ่งเดียวทันที”

นอกจากนั้นมันยังมีโอกาสสูงที่จะทำให้ความสัมพันธุ์ระหว่างเหยื่อกับผู้ล่าที่จำเพาะเจาะจงอย่างสิงโตทะเลทรายกับยีราฟพังลง รวมไปถึงความสัมพันธุ์แบบผึ่งพาอาศัยกันของแมลงกับพืช อย่างผึ่งและดอกไม้ เนื่องจากความสัมพันธุ์เหล่านี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวเนื่องกัน หากมีการแทรกแซงเกิดขึ้นในกระบวนการนี้ก็อาจทำให้ความสัมพันธุ์ทั้งหมดพังลงได้

ชณะเดียวกัน เบน ลิเบอรตัน (Ben Libberton) นักจุลวิทยา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจุลชีพขนาดเล็กอย่างแบคทีเรียต่าง ๆ เองก็คิดไปทางเดียวกันว่าการดีดนิ้วของธานอสจะส่งผลเป็นวงกว้างมากกว่าแค่มีสิ่งมีชีวิตหารไปครึ่งนึง เขากล่าวว่า “จะมีระบบนิเวศบางระบบที่โอเคกับความเปลี่ยนแปลง แต่ที่เหลือจะเสียหายอย่างรุนแรง”

เขาให้ความสนใจโดยเฉพาะกับจุลชีพในดินซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของธาตุและสารอาหาร รวมไปถึงจุลชีพในน้ำและบนบกที่เป็นตัวควบคุมระดับไนโตรเจน ถ้าจุลินเหล่านี้หายไปครึ่งหนึ่งและเพิ่มจำนวนขึ้นมาไม่ทันสิ่งแรกสุดที่จะได้รับผลกระทบก็คือพืช ซึ่งสิ่งมีชีวิตบนบกทุกชนิดต้องฝากปอดเอาไว้

และจากเหตุผลที่ผมร่ายมาทั้งหมดเรียกได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผิดจากสิ่งที่ธานอสหวังเอาไว้ไปไกลสุดกู่มากทีเดียวครับ นอกจากมันจะไม่ช่วยรักษาสมดุลของจักรวาลแล้ว ยังเป็นการทำลายสมดุลอย่างร้ายแรงอีกด้วย

เพราะฉะนั้นพวกเราคงต้องเอาใจช่วยทีมอเวนเจอร์สให้กอบกู้สมดุลธรรมชาติที่แท้จริงกลับมากันในภาพยนตร์ Avengers : End Game ที่กำลังจะเข้าในวันที่ 24 เมษายนต์นี้แล้วนะครับ

Fact – ในปี 2018 ที่ผ่านมามีนกทั้งหมด 3 สปีชีส์ที่สูญพันธุ์แน่นอนแล้ว ประกอบด้วย

  • นก Po’ouli เป็นนกท้องถิ่นในฮาวาย
  • นก Alagoas foliage-gleaner เป็นนกประจำถิ่น พบได้ทางตอนเหนือของบลาซิล
  • นกแก้ว Spix’s Macaw เป็นนกแก้วสีฟ้า ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับนกในอนิเมชั่นเรื่อง Rio

โดยมีอีกสองสปีชี่ส์ที่เชื่อว่าจะสูญพันธุ์ในปีนี้ คือโลมาวาเคลต้า Vaquita และ แรดขาวเหนือ