เราอาจมีหลายตัวตน ? รู้จักกับ “ทฤษฏีพหุภพ” ทฤษฏีที่ว่าด้วยเครือข่ายหลายจักรวาล

ทฤษฏีพหุภพ หรือ ทฤษฏีเครือข่ายหลายจักรวาล เป็นทฤษฏีที่ว่าด้วยแนวคิดเกี่ยวกับการมีอยู่ของจักรวาลที่แตกแขนงแยกย่อยออกไปไม่มีที่สิ้นสุด นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ควอนตัมเชื่อว่า จักรวาลของเราไม่ใช่เพียงจักรวาลเดียวที่มีอยู่ แต่ยังมีอีกหลายจักรวาลซึ่งแตกแขนงออกไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดตามการตัดสินใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละครั้งของเรา โดยทฤษฏีนี้ได้ยึดตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม ที่สามารถสนับสนุนแนวคิดการแตกตัวของจักรวาลนี้ได้อย่างมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ

เมื่อยึดตามทฤษฏีหลักความไม่แน่นอนของ Heisenberg และการก่อตัวของอนุภาคเสมือน ทุกความแตกต่างที่เป็นไปได้ของกลุ่มเอกภพและการตัดสินใจต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต อาจทำให้เกิดจักรวาลใหม่ขึ้นมา และหากเป็นจริง จักรวาลต่าง ๆ ที่มีการตัดสินใจจากสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นภายในก็อาจทำให้เกิดจักรวาลแตกแขนงออกไปได้อีกไม่รู้จบ ซึ่งแนวคิดนี้ค่อนข้างเกี่ยวพันกับทฤษฏีโลกคู่ขนาน (parallel worlds)

เมื่อศึกษาตามหลักความน่าจะเป็นของการกำเนิดจักรวาล รวมถึงทฤษฏีที่เกี่ยวกับมิติทางคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ควอนตัมได้เริ่มตั้งคำถามถึงการกำเนิดของจักรวาล “ทำไมจักรวาลของเราถึงก่อตัวขึ้นด้วยกฎเฉพาะเหล่านี้กันนะ ? เหตุใดมันจึงเกิดขึ้นด้วยกฎของตัวเลขทางคณิตศาสตร์เหล่านี้ได้ ?”

นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ควอนตัมเชื่อว่า โอกาสในการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นมีมากมายเกินกว่าที่เราเห็น และทุกจักรวาลที่แตกต่างกันก็ย่อมทำให้เกิดปรากฏการณ์และสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป

นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เชื่อว่า ทฤษฏีพหุภพ หรือทฤษฏีเครือข่ายหลายจักรวาลนั้น เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราด้วยเช่นกัน โดยทุก ๆ การตัดสินใจของเราทำให้เกิดจักรวาลอีกจักรวาลขึ้นมา

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังจะเดินกลับบ้าน และต้องทำการตัดสินใจว่า “จะกลับโดยการโบกแท็กซี่หรือนั่งรถไฟฟ้าไปดีนะ ?” ณ ตอนที่คุณต้องตัดสินใจ จักรวาลใหม่สองจักรวาล (จักรวาลที่คุณเลือกนั่งแท็กซี่ไป และจักรวาลที่คุณเลือกนั่งรถไฟฟ้าไป) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

ถ้าหากทฤษฏีนี้สามารถพิสูจน์ได้ในอนาคต แนวคิดของคนทั้งโลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ? และจะเกิดอะไรขึ้น หากประชากรทั่วโลกต่างคิดแบบเดียวกันว่า “เราไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดในการตัดสินใจก็ได้ เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร ตัวตนของเรา ณ ตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในการตัดสินใจจากตัวตนของเราในจักรวาลอื่นที่แตกแขนงแยกย่อยต่อกันมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง” โลกของเราจะปั่นป่วนและวุ่นวายขนาดไหนกันนะ ?

นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มได้โยงทฤษฏี “เดจาวู” เข้ากับทฤษฏีพหุภพและจักรวาลคู่ขนาน โดยกล่าวว่า อาการทางสมองที่ส่งผลให้เรารู้สึกเหมือนเราเคยทำอะไรบางอย่างมาก่อน ทั้งที่เราพึ่งเคยทำเป็นครั้งแรก เป็นผลมาจากการกระทำของตัวเราในอีกจักรวาลคู่ขนาน

สาเหตุมาจากการที่ตัวเราในทุก ๆ จักรวาลคู่ขนานมีคลื่นสมองแบบเดียวกัน (ก็เพราะเป็นคน ๆ เดียวกัน) ในบางจังหวะที่เหมาะสม คลื่นสมองและกระแสประสาทบางส่วนของเราจึงมีการประสานกัน และทำให้เรารับรู้กระแสความคิดของตัวเองในจักรวาลคู่ขนานอื่นได้ ทว่าทฤษฏีดังกล่าวยังมีช่องโหว่และขาดหลักฐานพอสมควร จึงทำให้โดนทฤษฏีอื่น ๆ ที่มีแนวคิดตรงข้ามกันชิงพิสูจน์ตัดหน้าและลบล้างทฤษฏีดังกล่าวนี้ไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มพิสูจน์ด้วยซ้ำ

และแน่นอนว่าจากทุกทฤษฏีที่เราได้กล่าวถึงข้างต้นนี้ ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ของโนแลน ในฉากที่ คูเปอร์ กำลังล่องลอยอยู่ในมิติเพื่อหาทางติดต่อกับลูกสาว โดยได้ใช้แรงโน้มถ่วงผลักหนังสือให้ตกลงจากชั้น เป็นรหัสมอร์ส (จากอีกมิติได้ส่งแรงกระทำมาถึงอีกมิติ)

อ่านต่อ – นักวิทยาศาสตร์เผยภาพที่แท้จริงของ “หลุมดำ” เป็นครั้งแรกแก่ชาวโลก