การล่าแม่มด มีความหมายตรงตามชื่อ คือการล่าคนที่อวดอ้างว่ามีพลังวิเศษ รวมถึงพวกที่เชี่ยวชาญในการรักษาคนด้วยสมุนไพรหรือวิธีโบราณต่างๆ คนพวกนี้จะถูกมองเป็นแม่มด และถูกจับมาประหารทันที ว่าแต่ความเชื่อและความโกรธแค้นขนาดนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเกิดขึ้นในยุคใดของประวัติศาสตร์โลก บทความนี้ผมจะเล่าแบบรวบรัดคัดแต่เนื้อเท่านั้นไม่เน้นน้ำ เพราะถ้าน้ำเยอะมันจะกลายเป็นนิยายแน่นอน

อันที่จริงก่อนหน้ายุคกลางใช่ว่าจะไม่มีใครสนใจเรื่องราวของ พ่อมด แม่มดมาก่อน อันที่จริงน่าจะมีพ่อมด แม่มดอยู่ทั่วยุโรป ซึ่งปรากฎในประวัติศาสตร์เสมอมา จนมาถึงยุคกลางที่คริสตจักรเรืองอำนาจจนถึงขีดสุด จึงได้มีความพยายามกำจัดสิ่งที่นอกเหนือจากคำสอนของศาสนาออกไป แม้แต่ กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังถูกศาสนาพิจารณาความผิด เพราะบังอาจกล่าวว่า โลกกลม ไม่ได้แบน และ โลกไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งขัดแย้งกับไบเบิลเป็นอย่างมาก แต่จนถึง ณ เวลานี้ เราก็ทราบกันดีว่าฝ่ายใดถูกต้อง

 

การล่าแม่มดเกิดขึ้นเมื่อใด?

การล่าแม่มดอย่างถูกกฏหมายเกิดขึ้นในยุคกลางของทวีปยุโรป (1480 – 1750) หรือที่เรียกกันว่า “ยุคมืด” ยุคที่อยู่ใต้การปกครองของศริสตจักร หรือยุคที่คริสตจักรรุ่งเรืองที่สุด แม่มดถูกประนามว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย เป็นคนของซาตาน จึงมีการไล่ล่าเพื่อกวาดล้างแม่มดอย่างเอาเป็นเอาตายจากบรรดาบาทหลวง ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายผิดปกติอะไร เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือ คนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะโทษว่าเป็นฝีมือของแม่มดทั้งหมด

ทุกครั้งหลังการเพาะปลูกล้มเหลว มีการกวาดล้างแม่มด ในสเปน โปรตุเกส รัสเซีย และสแกนดิเนเวีย เฉพาะในสวิตเซอร์แลนด์ มีการประหารแม่มดมากกว่า 1,000 คน

 

การล่าแม่มดเกิดขึ้นเพราะใคร?

การล่าแม่มดเกิดขึ้นจากความต้องการของศริสตจักร ที่ต้องการกำจัดลัทธิความเชื่อนอกรีตต่างๆ จึงทำให้ในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1484 โปปอินโนเซนต์ที่ 8 ได้ออกเอกสารหรือสารตราฉบับหนึ่งซึ่งกล่าวว่าการใช้เวทมนตร์เป็นความผิดร้ายแรง เขายังได้มอบอำนาจให้ผู้สอบสวนสองคนไปสะสางปัญหานี้ ซึ่งก็คือ จาคอบ สเปรนเกอร์ และ ไฮน์ริช เครเมอร์ จากนั้นชายสองคนนี้ได้ทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาชื่อ ค้อนแห่งแม่มด (The Hammer of Witches) มันคือหนังสือคู่มือการล่าแม่มด ยาว 200,000 คำ ตีพิมพ์เอกสารความเชื่อนี้ 28 ครั้ง

ทำให้พวกคาทอลิกและโปรเตสแตนต์พร้อมใจกันขานรับหนังสือเล่มนี้เพราะถือเป็นอำนาจเด็ดขาดในการปราบปรามพวกแม่มด คู่มือเล่มนี้มีเรื่องที่แต่งขึ้นตามจินตนาการเกี่ยวกับแม่มดโดยอิงนิทานพื้นบ้านเป็นหลัก และยกสารพัดเหตุผลทั้งทางศาสนาและกฎหมายขึ้นมาต่อต้านพวกที่ใช้เวทมนตร์ ทั้งยังบอกวิธีสังเกตดูว่าคนไหนเป็นแม่มดและวิธีปราบพวกแม่มด กล่าวกันว่าคู่มือการ ล่าแม่มด เล่มนี้เป็น “หนังสือที่ชั่วร้ายที่สุด และอันตรายที่สุดในบรรดาหนังสือทุกเล่มที่มีอยู่บนโลก” นานาประเทศในยุโรปได้ยึดเอาหนังสือเล่มนี้ประดุจคัมภีร์ในการกำจัดแม่มดเป็นเวลายาวนานกว่า 200 ปี

 

โทษประหารที่แม่มดต้องพบเจอ? สอบสวน ทรมาน ประหาร

สอบสวน ด้วยการทดสอบง่ายๆว่าใครคือแม่มด คือ จับตัวผู้ถูกสงสัยโยนลงน้ำ ถ้าหากเป็นแม่มดก็จะลอยขึ้นมา แต่ผู้บริสุทธิ์จะจม (บางทีก็จมน้ำตายไปเลย) ส่วนผู้ที่รอดก็จะถูกถามคำถามประมาณนี้ เวทมนตร์ที่ตนใช้ ความสัมพันธ์ที่มีกับซาตาน และกิจกรรมพิธีต่างๆ มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ต้องสงสัยเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะพวกแม่ม่าย

ทรมาน เพื่อเค้นเอาความจริงให้สารภาพ ซึ่งบางคนบอกไปหมดแล้วก็ยังถูกทรมานอยู่ -เริ่มด้วยการตอกเล็บ -บีบขมับ -เข้าเครื่องยืดแขนขา -เอาเหล็กร้อนแดงๆจิ้มตามตัว ปี ค.ศ. 1594 ที่เมืองคาลวินิสต์. สกอตแลนด์ “นางเอลิสัน บาลโฟร์” ถูกทรมานด้วยการเอาเหล็กรัดบีบแขนนาน 48 ชั่วโมง สุดท้ายจึงจับเธอแก้ผ้าแล้วแขวนโยงกับรอก และถ่วงน้ำหนักที่เท้า ดึงห้อยแขวนไว้จนกว่าจะตาย พูดได้ว่ายิ่งคิดค้นเครื่องประหารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเท่าใด จำนวนผู้ตากก็มากขึ้นเท่านั้น

ประหาร ในหลายพื้นที่มีวิธีการประหารที่แตกต่างกัน แต่ที่นิยมที่สุดคือ การเผาทั้งเป็น การตอกร่างที่ยังมีชีวิตอยู่ไว้กับโลง การตัดคอด้วยกิโยติน แขวนคอ เข้าเครื่องดึงแขนขา หรือการขังลืม ในจุดนั้นความตายน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่พวกแม่มดใฝ่หา เพราะพวกเธอถูกทรมานก่อนถูกประหารหนักจริงๆ

 

 

Fact – จำนวนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหารด้วยข้อหาแม่มดมีจำนวนมหาศาล เฉพาะในเยอรมนีมีไม่น้อยกว่า 100,000 คน ฝรั่งเศสกับสกอต์แลนด์รวมแล้วราว 10,000 คน อังกฤษประมาณกว่า 1,000 คน เมื่อประเมิณทุกประเทศ เชื่อกันว่าไม่น้อยกว่า 200,000 คน

Fact2 – เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกที่ประกาศยุติการประหารแม่มดใน ค.ศ. 1610 แต่กว่าจะยุติได้หมดทุกประเทศก็เกือบถึงปลายศตวรรษ และยุคแห่งความแตกตื่นกลัวแม่มดก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

Fact3 – ความรู้จากยุคไล่ล่าแม่มด จับแม่มดเผาทั้งเป็น สอนอะไร? อย่างน้อยก็สอนให้รู้ว่า ปรากฏการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ คนในยุคแสงสว่างทางปัญญา จะตัดสินว่า เมื่อธรรมชาติโหดร้าย ผู้นำมีวิธีการแก้ปัญหาได้ดีมากน้อยแค่ไหน

source , source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน