จากบันทึกของนายแพทย์ Harold Gillies (แฮโรลด์ จิลลีส์) – บิดาแห่งการศัลยกรรมพลาสติก ได้บันทึกเอาไว้ว่า – “เหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โชคดีกว่าเหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มากนัก”

 

สงครามโลกครั้งที่ 1

 

 

เพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นยังพัฒนาไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ (100 ปีที่แล้ว) จึงทำให้ผู้ที่มีบาดแผลที่เกิดจากการถูกระเบิดจนทำให้สูญเสียใบหน้า ต้องสวมหน้ากากปูนปั้นเพื่อปกปิดรอยแผลบนใบหน้า และเพื่อไม่ให้ผิวหนังติดเชื้อโรคจากอากาศได้ (ไม่ได้ล้ำยุดเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังสามารถผ่าตัดให้ดูเหมือนปกติได้มากยิ่งขึ้น) ฮือๆน่าสงสารมากครับ อุตส่าห์เสียสละไปรบ แต่ผลตอบแทนคือต้องใส่หน้ากากเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

 

 

แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ทำให้วงการแพทย์ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ลักษณะแผลที่ทหารได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถให้ยาสลบแบบเดิมได้ แพทย์จึงต้องคิดค้นการให้ยาสลบแบบใหม่ คือให้ยาเข้าทางหลอดลมโดยตรง ด้วยการใช้ท่อ และยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่ แฮโรลด์ จิลลีส์ ทีมงานได้บันทึกเอาไว้ ทำให้แพทย์รุ่นหลังสามารถอ่านและปฏิบัติได้เอง จึงเรียกได้ว่าสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดกลุ่มศัลยแพทย์ที่มีทักษะสูงและสามารถนำทักษะเหล่านี้กลับไปใช้ในช่วงหลังสงครามเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านธรรมดาได้อีกด้วย

 

Walter Yeo ทหารเรือชาวอังกฤษ เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ทำศัลยกรรมพลาสติก หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสที่เปลือกตาบนและด้านล่างจากการรบในปี ค.ศ.1916 สงครามโลกครั้งที่ 1 (แต่หลังจากการผ่าตัดนั้นทำให้เขาไม่สามารถที่จะหลับตา หรือกระพริบตาได้อีกเลย)

 

Willie Vicarage ทหารอีกหนึ่งรายที่ถูกสะเก็ดระเบิด ทำให้สูญเสียใบหน้าส่วนล่างไปทั้งหมด เนื่องด้วยในสมัยนั้นยาฆ่าเชื้อและยาปฏิชีวนะยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และหากไม่รีบทำอะไรสักอย่างชายผู้นี้ต้องตายแน่ ทำให้ Dr.Harold Gillies ต้องทำการผ่าตัด นำผิวหนังจากหน้าอกและหน้าผาก มาแปะตรงบริเวณช่องปาก จึงทำให้เขารอดชีวิตมาได้

 

William M. Spreckley อดีตทหารผ่านศึก วัย 33 ปี ถูกปืนยิงเข้าที่ใบหน้า ทำให้สูญเสียจมูกไป ตามบันทึกของ Dr.Harold Gillies บอกว่า ชายผู้นี้คือ มนุษย์คนแรกของโลกที่ได้รับการทำศัลยกรรมจมูก มกรมคม 1917

 

 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

เทคโนโลยีของมนุษย์ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทั้งเรื่องเทคโนโลยีอาวุธ และการแพทย์ ในส่วนของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบจนทำให้หน้าตาเสียโฉม การกลับเข้าสู่สังคมส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกิน เป็นตัวประหลาดของสังคม ดังนั้นการปลูกถ่ายผิวหนังจึงสามารถที่จะเยียวยาทหารเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

– เริ่มมีการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อรักษาบาดแผลให้กับเหล่าทหาร ผู้เริ่มต้นการรักษาในรูปแบบนี้คือ ดร.โจเซฟ เมอร์เรย์ ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันผู้ปลูกถ่ายอวัยวะสำเร็จเป็นคนแรกของโลก เขาประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน จนได้รับรางวัลโนเบลร่วมในสาขาการแพทย์เมื่อปี 1990

 

– การปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1954 ด้วยการนำไตจากนายโรนัลด์ เฮอร์ริค ฝาแฝดแท้เพศชาย วัย 23 ปีคนหนึ่ง ปลูกถ่ายให้นายริชาร์ด ฝาแฝดอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีอาการไตล้มเหลว และทำให้เขาใช้ชีวิตต่อไปได้อีก 8 ปี

 

– นพ.เมอร์เรย์ เผยว่า เขาเรียนรู้วิธีการดังกล่าวมาจากกรรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการปลูกถ่ายผิวหนัง และทราบว่าอุปสรรคสำคัญในกระบวนการปลูกถ่ายคือการปฏิเสธเนื้อเยื่อที่แปลกปลอมของระบบภูมิต้านทาน

หลังจากนั้นการศัลยกรรมพลาสติกและการปลูกถ่ายผิวหนัง ก็ก้าวหน้าพัฒนาจากเดิมแบบก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก สามารถรับบริจาคอวัยวะจากคนภายนอกได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนหัวใจที่เรียกได้ว่าซับซ้อนสุดๆ เรียกได้ว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากพวกเขาจริงๆ ถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านี้ (ทหารและแพทย์) วิทยาการทางการแพทย์คงมาไม่ได้ขั้นนี้ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้แน่นอนครับ

source

ผมไม่ได้เป็นนักเขียน ผมเป็นนักเล่า แต่ผมมักจะเล่า โดยใช้การเขียน