พบกระบวนการกันแดดที่พืชใช้ ซึ่งดีกว่าครีมกันแดดทั่วไปของมนุษย์ถึง 10 เท่า

ในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นค่า SPF บนขวดครีมกันแดดเพิ่มขึ้นจากหลักสิบเป็นหลักร้อย หรือแม้แต่เป็นหลักพันในอีกไม่นานเกินรอ เนื่องจาก เอกสารวิชาการของมหาวิทยาลัยวอร์วิค ที่เผยแพร่ออกมา เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2019 รายงานถึงผลการทดลองเกี่ยวกับความสามารถในการดูดซับรังสี UV ของพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าครีมกันแดดตามท้องตลาดถึง 10 เท่า

เหล่านักวิจัยได้ทำการทดลองกับสารที่เรียกว่า ไดเอทิล ซินาเปต (diethyl sinapate) ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเลกุลที่ช่วยดูดซับรังสี UV-A ในพืช เพื่อไม่ให้เซลล์ได้รับแสงที่เข้มข้นเกินไป โดยกระบวนการที่พืชใช้คือโมเลกุลจะทำการดูดซับรังสีเอาไว้ และมีการหมุนรอบตัวเองนับแสนล้านรอบ เหมือนการเต้นระบำ Flamenco ทำให้เกิดการกระจายรังสีออกไป (การเต้นรำสไตล์ฟลาเมงโก คือการเต้นที่มีลักษณะหมุนเพื่อให้เกิดความสวยงามและศิลปะแห่งความพริ้วไหว)

กระบวนการดูดซับและกระจายรังสี UV ลักษณะนี้ของพืชเป็นที่สิ่งน่าสนใจอย่างมาก ทำให้ทีมนักวิจัยตั้งสมมติฐานถึงความเป็นไปได้ที่จะนำโมเลกุลดังกล่าวมาใช้ผลิตเป็นสารกันแดดจากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับมนุษย์

ศาสตราจารย์ วาซิลิออส สตาว์รอส (Vasilios Stavros) อธิบายว่า “เมื่อพืชถูกรังสี UV เป็นเวลา 2 ชั่วโมง สารที่ทำหน้าที่นี้จะมีการสลายตัวไปเพียงแค่ 3% เท่านั้น ซึ่งถือว่าการสลายตัวของสารนั้นน้อยกว่าครีมกันแดดที่วางขายในท้องตลาดถึง 10 เท่า”

หลังผลการทดลองออกมาเป็นที่แน่ชัด นักวิจัยจึงเริ่มวางแผนเป้าหมายต่อไป โดยตัดสินใจว่าจะทำการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของกระบวนการที่ว่านี้กับผิวหนังของมนุษย์ ว่ามันจะให้ผลตรงกันกับที่เกิดขึ้นในห้องทดลองหรือไม่ ?

ซึ่งคิดว่าอีกไม่นานเกินรอ พวกเราอาจได้เห็นครีมกันแดดสูตรใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูง จนสามารถต้านทานแดดประเทศไทยได้แบบสบาย ๆ แต่ตอนนี้พืชก็นำหน้าเราไปหลายก้าวแล้วครับ

ปล. แหล่งอ้างอิงไม่ได้ระบุว่า พืชที่นักวิจัยนำมาทดลองนั้นคือพืชชนิดใด บอกแต่เพียงว่าเป็นพืชสีเขียว

Fact –  องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ US-FDA บังคับให้บรรจุภัณฑ์ครีมกันแดดทุกยี่ห้อ ห้ามติดฉลาก SPF เกิน 50 และถ้าเกิน 50 ให้เขียนได้เพียง 50+ เท่านั้น เพราะไม่ให้เป็นการโฆษณาเกินจริง เนื่องจาก SPF 50 กับ SPF 100 สามารถปกป้อง UVB ได้แทบไม่แตกต่างกันเลย

อ่านต่อ – รับแสงแดดเท่าใดจึงดีต่อสุขภาพ ?