ปรากฏการณ์ประหลาดที่เปรู จู่ๆชาวบ้านร่วมร้อยก็ล้มป่วย หลังมุงดู “อุกกาบาต” ที่เพิ่งตก!

19 กันยายน 2550 ได้เกิดเหตุอุกกาบาตตกสู่พื้นผิวโลก ณ เมืองคารานคัส ประเทศเปรู กว้าง 66 ฟุต ลึก 16 ฟุต นี่อาจจะเป็นเหตุการณ์อุกกาบาตตกธรรมดาๆ แต่แน่นอนครับว่าถ้ามันธรรมดาแล้วผมจะเขียนทำไม และสิ่งที่ทำให้มันไม่ธรรมดาก็คือ หลังจากที่อุกกาบาตตก ชาวบ้านเปรูมุงก็ได้วิ่งกรูเข้าไปดูว่า “เฮ้ย! เฮ้ย! เกิดไรขึ้น? รูเบอเริ่มเลย!” จากนั้นชาวบ้านเปรูมุงร่วม 200 คนเหล่านั้นก็ล้มป่วยพร้อมกัน ปวดหัว คลื่นไส้ และหายใจลำบาก

 

 

โดยชาวบ้านคิดว่า พวกตนนั้นป่วยเพราะได้รับไอสารพิษที่เกิดขึ้นในหลุมอุกกาบาตทำให้พวกเขาเจ็บป่วย เพราะในช่วงอุกกาบาตกระทบพื้นเกิดความร้อนและเกิดกลุ่มควันขึ้นนานถึง 10 นาที ที่ส่งกลิ่นเหม็นแปลกๆ รอบบริเวณอีกราว 1 ชั่วโมง ชาวบ้านคิดว่าพวกเขาน่าจะสูดดม ซัลเฟอร์ เข้าไปเต็มๆ บางคนก็บอกว่าอาถรรพ์อะไรทำนองนั้น

ต่อมาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าว เพื่อรักษาอาการเบื้องต้น และหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วย โดยขั้นแรกสันนิษฐานว่าอาจมาจากซัลเฟอร์และอาร์เซนิกหรือสารหนูในช่วงที่อุกกาบาตตกลงมา เมื่อทำการตรวจสอบแหล่งน้ำและพื้นดินรอบๆ กลับไม่พบร่องรอยของการปนเปื้อนใดๆ บริเวณรอบหลุ่มอุกกาบาตเลยแม้แต่น้อย

 

 

นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปว่า ปรากฏการณ์ประหลาดที่เปรูนี้ น่าจะเกิดจาก อุปาทานหมู่  ที่คนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตัวเองกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่างพร้อมๆ กัน โดยมีสาเหตุมาจากความเครียดหรือความกลัว ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่ผิดปกติออกมา

หนึ่งในคำบอกเล่าของชาวบ้านพูดถึงเหตุการณ์ก่อนที่อุกกาบาตจะตกลงพื้นว่า พวกเขาได้ยินเสียงแปลกดังลั่นมาจากท้องฟ้าราวกับฟ้ากำลังจะแตก และลูกไฟขนาดใหญ่ ไม่นานก็ได้ยินกับระเบิดดังขึ้น ตามมาด้วยเศษหินขนาดเล็กที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้าอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต

ไม่กี่วันถัดมาหลังชาวบ้านเจ็บป่วย พวกเขาก็เริ่มมีอาการดีขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้นักแพทย์ต่างเชื่อว่าอาการพวกนี้เป็นโรคอุปาทานหมู่ของชาวบ้านที่วิตกกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ไม่ใช่สารพิษจากแหล่งน้ำหรืออากาศรอบหลุมอุกกาบาตตามที่พวกชาวบ้านเชื่อ

 

 

หลายครั้ง “อุปาทานหมู่” มักจะเกิดขึ้นในรูปแบบ ผีเข้า, ผีสิง อาการแปลกๆ เช่น หัวเราะอย่างไม่มีเหตุผล เศร้าอย่างไม่มีเหตุผล ฯลฯ รวมถึงพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมักจะเกิดได้บ่อยในกลุ่มเพศหญิงและผู้ที่พบแพทย์บ่อยๆ หรือต้องกินยารักษาในปริมาณมาก เป็นหนึ่งในรูปแบบของความเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น หรือ คิดไปเอง

ที่มา – dailymail

14 E-book Flagfrog