พบเมืองในตำนาน “เฮลาคีออน” ที่เคยเชื่อกันว่าไม่มีอยู่จริง-จมอยู่ใต้ทะเลมานานกว่า 1,200 ปี

“เมืองเฮลาคีออน” (Heracleion) เมืองท่าในตำนานของชาวอียิปต์โบราณ ที่เคยรุ่งเรืองอย่างมากเมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล จากบันทึกของสตราโบ (Strabo) นักภูมิศาสตร์ชาวกรีก เล่าถึงที่ตั้งของเมืองว่า อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) เมืองหลวงของอียิปต์โบราณยุคกรีก-โรมัน แต่เมื่อนักโบราณคดีในยุคนั้นเดินทางไปสำรวจกลับพบว่า บริเวณดังกล่าวเป็นผืนน้ำมหาสมุทรว่างเปล่า ทำให้พวกเขาพากันเชื่อว่า “เมืองแห่งนี้ไม่มีอยู่จริง”

จนกระทั่งในปี 2000 นักโบราณคดีใต้น้ำชาวฝรั่งเศส แฟรงค์ กอดดิโอ (Franck Goddio) ร่วมกับทีมนักวิจัยธรณีวิทยาใต้น้ำ (IEASM) ได้ออกสำรวจใต้น้ำในบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง และก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า เมืองเฮลาคีออน ไม่ใช่เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่า แต่มันมีอยู่จริง ซึ่งจมอยู่ใต้ทะเล (ลึกลงไป 10 เมตร) มานานกว่า 1,200 ปีแล้ว

มีหลักฐานหลายชิ้นถูกเก็บกู้ขึ้นมา ที่สามารถยืนยันได้ว่าเมืองท่าแห่งนี้รุ่งเรืองและมั่งคั่งจริง ๆ นั่นก็เพราะ มีซากเรือโบราณกว่า 64 ลำ ที่อับปางอยู่ ณ บริเวณใกล้เคียงและสมอเรืออีกกว่า 700 คัน ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังพบเหรียญต่าง ๆ อีกจำนวนมาก รวมถึงข้าวของเครื่องใช้และเครื่องประดับต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนทำจากทองคำทั้งสิ้น

และสิ่งที่ตอกย้ำว่าโบราณสถานใต้น้ำที่พวกเขาพบนั้นต้องเป็นเมืองเฮลาคีออนอย่างแน่นอน นั้นก็คือแผ่นศิลจารึก ที่พูดถึงการเก็บภาษีเทียบท่าของเรือสินค้าต่างประเทศ ซึ่งในจารึกมีชื่อของเมืองฮีลาคีออนปรากฏอยู่ด้วย

ทีมวิจัยของกอดดิโอ ใช้เวลาในการสำรวจและศึกษาซากโบราณสถานใต้น้ำแห่งนี้นานกว่า 20 ปี จนสามารถสร้างพังเมืองจำลองแบบ 3 มิติขึ้นมา ทำให้ทราบว่าเมืองเฮราคีออนมีพื้นที่กว้างถึง 4.8 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,000 ไร่ เลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศและเป็นเมืองท่าที่สำคัญในมหาสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญของชาวอียิปต์อีกด้วย เพราะมีมหาวิหารขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับบูชาเทพ ‘อามุน’ อีกทั้งยังพบเทวรูปหินแกะสลักขนาดยักษ์หลายองค์ที่จมอยู่ใต้น้ำด้วย

แต่ก็มีข้อสงสัยว่า : ทำไมพวกเขาถึงต้องทิ้งสมบัติมากมายเหล่านี้ไว้ที่ก้นทะเลด้วยล่ะ ? คำตอบ : นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า เมืองแห่งนี้อาจเกิดภัยพิบัติที่ทำให้เมืองจมลงอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ชาวเมืองจำเป็นต้องทิ้งสมบัติทั้งหมดไว้และหนีเอาชีวิตรอด

ซึ่งภัยพิบัติดังกล่าวที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ “แผ่นดินกลายสภาพเป็นของเหลว” (Liquefaction) มักเกิดขึ้นบริเวณพื้นดินที่ชุ่มน้ำและมีส่วนประกอบของเม็ดทราย หรือพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวปนตะกอนทราย (ส่วนใหญ่บริเวณชายฝั่งหรือปากแม่น้ำจะมีพื้นดินเป็นลักษณะนี้) ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวบริเวณนี้จะส่งผลให้ ดินอ่อนตัวลงและเคลื่อนที่ได้ ทั้งนี้ บริเวณที่ตั้งของเมืองเฮลาคีออนเคยมีบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 749 ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่เมืองแห่งนี้หายไปนั่นเอง

นักวิจัยเป็นกังวลว่าหากปล่อยให้รูปปั้น และสมบัติต่าง ๆ อยู่ที่ก้นทะเลต่อไป มันอาจผุพังจนสูญหายไปตลอดกาล พวกเขาจึงตัดสินใจเก็บกู้ขึ้นมาและนำไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) ณ ปัจจุบัน

Fact –  “พิพิธภัณฑ์ใต้น้ำแคนคูน” (Cancun Underwater Museum) ณ รัฐกินตานารู (Quintana Roo) ประเทศเม็กซิโก เป็นพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการจัดแสดงประติมากรรมรูปปั้นกว่า 400 ชิ้น โดยรูปปั้นเหล่านี้สร้างขึ้นจากคอนกรีตชนิดพิเศษที่ไม่ถูกกัดเซาะและมีค่า PH เป็นกลาง ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อนิเวศวิทยาใต้ทะเล และในอนาคตมันจะกลายเป็นปะการังเทียมที่จะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลได้อีกด้วย