งานวิจัยพบ แอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) เคยเป็นป่าฝน ในยุคไดโนเสาร์

วันที่ 2 เมษายน 2020 สำนักข่าว EcoWatch รายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปเจาะสำรวจพื้นที่ใกล้ขั้วโลกใต้จนค้นพบป่าและฟอสซิลจากยุคครีเทเชียส หรือเกือบ 90 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ทั่วทั้งโลก

งานวิจัยระบุว่า ทวีปแอนตาร์กติกาที่อยู่ขั้วโลกใต้ เคยเป็นป่าฝนที่มีแอ่งน้ำและมีอุณหภูมิเฉลี่ย 11.6 องศาเซลเซียส ซึ่งอบอุ่นกว่าและมีระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบันถึง 550 ฟุต

การค้นพบรากที่มีละอองเรณูและสปอร์ในแอนตาร์ติกาตะวันตกแสดงให้เห็นว่า โลกในเวลานั้นอบอุ่นกว่าที่เคยคาดคิดไว้มาก และการที่พืชจะเติบโตในเวลานั้นได้ แปลว่าโลกก็จำเป็นต้องมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบเรือนกระจกและมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินเอาไว้มาก ซึ่งหมายถึงการไม่มีธารน้ำแข็งด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงคิดว่าพืชพรรณในเวลานั้นน่าจะคล้ายกับที่พบในเกาะทางใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ในทุกวันนี้

“เราไม่รู้มาก่อนเลยว่าสภาพอากาศเรือนกระจกในยุคครีเทเชียสรุนแรงมากขนาดนี้ มันแสดงให้เราเห็นว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถทำอะไรได้บ้าง” – ดร.โยฮันน์ เคลเจส (Johann Klages) ผู้เขียนนำงานวิจัยร่วม กล่าว

ทีมนักวิทยาศาสตร์มีการใช้ซีทีสแกนเพื่อวิเคราะห์พื้นที่และพบเครือข่ายของรากฟอสซิล ซึ่งได้รับการรักษาเป็นอย่างดี รวมถึงเรณูและสปอร์จำนวนมากจากพืช ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกในละติจูดที่สูงที่่สุดอย่างทวีปแอนตาร์กติก

พวกเขาได้ทำการวิเคราะห์อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของป่าฝนนี้ขึ้นมาใหม่ จนได้ภาพด้านล่างขึ้นมาครับ

แง่มุมที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างของพืชเหล่านี้ก็คือ พวกมันต้องปรับตัวให้เข้ากับความมืดนานถึง 3-4 เดือน เพราะการพุ่งชนของอุกกาบาตที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ทำให้เกิดฝุ่นปริมาณมหาศาลบดบังแสงจากดวงอาทิตย์

“พวกมันมีวิธีปิดตัวเองในระยะเวลาที่นานมากก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง นั่นเป็นการปรับตัวที่น่าสนใจ ซึ่งไม่มีพืชชนิดไหนบนโลกในตอนนี้สามารถทำได้” – เคลเจสกล่าว

นอกจากนี้ ดร.เจมส์ เบนเดิล (James Bendle) ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีเคมีอินทรีย์จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม (University of Birmingham) ยังกล่าวว่า ระบบนิเวศของทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นสิ่งที่บอกใบ้ถึงอนาคตของเรา เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างไม่มีลดละสามารถทำให้ความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับ 90 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นศตวรรษหน้าได้

หมายความว่าถ้าเรายังไม่หยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุดท้ายแล้วโลกของเราก็จะไม่มีน้ำแข็งหลงเหลืออยู่ และทวีปแอนตาร์กติกาก็จะมีพืชพรรณงอกงามขึ้นดังเช่น 90 ล้านปีก่อนนั่นเองครับ

สรุป นักวิทยาศาสตร์มีการค้นพบรากฟอสซิล รวมถึงสปอร์และเรณูของพืชจำนวนมากในทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งบ่งชี้ว่าเมื่อ 90 ล้านปีก่อนที่ไดโนเสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ขั้วโลกใต้เคยเป็นป่าฝน ไม่ได้เต็มไปด้วยน้ำแข็งดังเช่นในปัจจุบัน

Fact แม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะเป็นที่ที่มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างถาวร แต่ที่นั่นกลับมีคนหลายพันคนที่ทั้งอาศัยและทำงานในศูนย์วิจัยต่าง ๆ ทั่วทั้งทวีป

อ่านต่อ – ตัวเล็กที่สุดในโลก ! พบไดโนเสาร์บินได้ในอำพันอายุ 99 ล้านปี