นักวิจัยชี้ “น้ำตาลเทียม” เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน และชักจูงให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

การรับประทานน้ำตาลเทียม อาจเป็นหนึ่งในวิธีลดน้ำหนักที่หลายคนชื่นชอบ แต่จากการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัย University of South Australia พบว่า น้ำตาลเทียม (Artificial sweeteners) อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคเบาหวาน และชักจูงให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้

Artificial sweetener

ศาสตราจารย์ Peter Clifton ผู้ทำงานวิจัยนี้เผยว่า ผู้ที่รับประทานสารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมแคลอรี่ต่ำ มีแนวโน้มน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่าปกติ แทนที่จะน้ำหนักลดตามที่คาดหวังไว้

จากการศึกษาในอาสาสมัครชาวอเมริกันจำนวน 5,158 ราย ตลอดระยะเวลา 7 ปี ผู้ที่รับประทานน้ำตาลเทียมมีแนวโน้มน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำตาลปกติ เพราะจริง ๆ แล้วน้ำตาลเทียมจะยิ่งเพิ่มความอยากในการรับประทานของหวาน ทำให้อาสาสมัครส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าตนเองสามารถรับประทานของหวานใด ๆ ก็ได้โดยไม่อ้วน นั่นหมายความว่า ผู้ที่รับประทานน้ำตาลเทียมมักจะรับประทานของหวานที่มีน้ำตาลทั่วไป ผสมกับมื้อของหวานที่ใช้น้ำตาลเทียม และรับประทานมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

Artificial sweetener

ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาของศาสตราจารย์ Peter Clifton งานวิจัยเพิ่มเติมอีก 13 ฉบับ พบว่าน้ำตาลเทียมอาจส่งผลต่อแบคทีเรียในทางเดินอาหาร ทำให้น้ำหนักเพิ่มและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่น ๆ ที่บ่งชี้ว่า การรับประทานน้ำตาลเทียม เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, หลอดเลือดสมอง และความจำเสื่อม (สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ) แต่ยังไม่สามารถอธิบายกลไกที่แท้จริงได้

สรุป – ศาสตราจารย์ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า หากคุณต้องการที่จะควบคุมน้ำหนัก โดยมีการใช้น้ำตาลเทียมในอาหาร จะต้องมีการควบคุมการรับประทานในแต่ละวันอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการออกกำลังกาย และการรับประทานผัก, ผลไม้ และธัญพืชเสริมเข้าไปด้วย (เพื่อช่วยให้อิ่มได้เร็ว จะได้ไม่เผลอรับประทานของหวานเยอะจนมันปากนะครับ)

Fact – โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด โดยชนิดที่ 1 มีสาเหตุจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักพบได้ตั้งแต่ผู้ป่วยอายุน้อย ๆ ส่วนชนิดที่ 2 เกิดจากการที่ตัวรับฮอร์โมนอินซูลินในเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมัน ไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีตัวรับอยู่น้อย ทำให้การตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินไม่ดีนัก