ก่อนจะมีระเบิดปรมาณู-ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทัพสหรัฐเคยทดลองสร้าง “ระเบิดค้างคาว” มาก่อน

หลาย ๆ คนอาจจะรู้อยู่แล้วว่า “ระเบิดปรมาณู” ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี กองทัพสหรัฐฯ ได้อัดงบประมาณกว่าหลายล้านบาทในการทดลองสิ่งที่เรียกว่า “ระเบิดค้างคาว” (Bat Bom) ซึ่งในท้ายสุดผลลัพธ์ที่ได้มันจะปังหรือไม่อย่างไร เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยครับ

(ภาพใหญ่) ห้องเย็นสำหรับเก็บค้างคาวหลายพันตัว (ภาพเล็ก) ค้างคาวหางอิสระเม็กซิโก (Mexican free-tailed bat)

ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1941 ทันตแพทย์จากรัฐเพนซิลเวเนียนามว่า ไลเทิล อดัมส์ กำลังพักผ่อนบริเวณถ้ำ Carlsbad Caverns ที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นถ้ำที่เต็มไปด้วย “ค้างคาว” หลายล้านตัว ทว่าทันใดนั้นอดัมส์ก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินข่าวจากวิทยุว่า ญี่ปุ่นส่งกองกำลังทางอากาศบุกโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ ทำให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตกว่า 2,000 นาย ซึ่งนั่นได้จุดไฟแห่งการแก้แค้นของอดัมส์ขึ้นมาทันที

โดยอดัมส์ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างพื้นฐานของอาคารในประเทศญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวและไวต่อการติดไฟได้ง่าย เนื่องจากส่วนประกอบของอาคารเหล่านั้นทำด้วยกระดาษและไม้ไผ่ ดังนั้นเขาจึงคิดค้นแผนการที่จะปล่อย “ระเบิดค้างคาว” เหนือเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่นโดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่เขตอุตสาหกรรมสำคัญในโอซาก้านั่นเอง

ถัดจากนั้น 1 เดือน อดัมส์ได้ส่งจดหมายถึงทำเนียบขาวและเสนอให้รัฐบาลตรวจสอบความเป็นไปได้ในการทดสอบระเบิดค้างคาวนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายคนมองว่านี่เป็นไอเดียที่แปลกประหลาดและบ้าบอ แต่ก็เป็นความบ้าที่มีวิสัยทัศน์ เนื่องจากพวกเขามองว่า ค้างคาวในสหรัฐฯ มีจำนวนมาก ซึ่งพวกมันมีความสามารถในการแบกสิ่งของได้มากกว่าน้ำหนักตัว อีกทั้งยังสามารถจำศีลโดยไม่ต้องกินอาหารและยังบินได้ในความมืดอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ โครงการดังกล่าวจึงถือกำเนิดขึ้นในชื่อ “Invasion by Bats” โดยใช้ค้างคาวหางอิสระเม็กซิโก (Mexican free-tailed bat) ในการทดลอง นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังได้ออกแบบกล่องสำหรับบรรจุค้างคาวให้อยู่ในความเย็น โดย 1 กล่องจะสามารถบรรจุค้างคาวได้มากกว่า 1,000 ตัว ซึ่งหลังจากถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบินจนลอยตัวในระดับ 305 เมตร กล่องทั้งหมดจะเปิดออก ทำให้ค้างคาวติดระเบิดกว่า 1 ล้านตัว จะบินเข้าไปซ่อนตัวตามอาคารในช่วงกลางคืน เพื่อรอให้ระเบิดเวลาทำงานในช่วงเช้าของวัดถัดไป ซึ่งกว่าผู้คนจะรู้ตัวไฟก็ลุกลามไปมากแล้ว

ทว่า หลังจากการทดสอบในช่วงแรก นักวิจัยพบว่าระเบิดค้างคาวยังมีปัญหาที่น่ากังวล โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่มีค้างคาวที่บรรทุกระเบิดจำนวน 2-3 ตัว เกิดหลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจเป็นผลให้โรงเก็บเครื่องบินและรถเกิดระเบิด นั่นทำให้โครงการถูกผลักเปลี่ยนมือจากกองทัพบกไปยังนาวิกโยธิน ภายใต้ชื่อใหม่ว่า Project X-Ray และแม้ว่านาวิกโยธินจะพัฒนาให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็ยังคงต้องอาศัยการทดสอบ “เพิ่มเติม” ซึ่งกินเวลานานขึ้นอีกเช่นกัน

(ภาพใหญ่) โรงเก็บเครื่องบินและโรงรถที่ถูกเผาจากความผิดพลาดของการทดสอบระเบิด (ภาพเล็ก) ทันตแพทย์ไลเทิล อดัมส์

กระทั่งในที่สุด เมื่อกองทัพเห็นว่าโครงการดังกล่าวกินเวลาในการทดสอบยืดเยื้อมาถึง 2 ปี อีกทั้งยังใช้งบประมาณมหาศาลราว 2 ล้านเหรียญ (เทียบเท่ากับ 19 ล้านเหรียญ หรือ 600 ล้านบาทในสมัยนี้) จึงได้ประกาศยุติโครงการนี้ลง เนื่องจากในขณะนั้น กองทัพสหรัฐฯ วางแผนที่จะยุติสงครามให้ได้โดยเร็ว จึงเปลี่ยนเป้าหมายและเลือกที่จะใช้ทรัพยากรที่มีในการทดสอบ “ระเบิดปรมาณู” ซึ่งมีอานุภาพทรงพลังกว่า

หลังจากโครงการถูกยุติลง อดัมส์รู้สึกผิดหวังมาก เขาเชื่อว่าไฟที่เกิดขึ้นจากระเบิดค้างคาวกระจายตัวออกไปเป็นวงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 64 กิโลเมตร ซึ่งมันจะทำลายเมืองได้ดีกว่าระเบิดปรมาณูและไม่ต้องมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากด้วยซ้ำ ในท้ายสุด อดัมส์ยังคงคิดค้นไอเดียแปลก ๆ เช่น ระเบิดในรูปแบบเมล็ดพืช ซึ่งไอเดียนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด พร้อมกับที่ชื่อของทันตแพทย์ท่านนี้ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาเช่นกัน