นี่คือ “แรด+ยีราฟ” สัตว์กินพืชชนิดเดียวของโลก ที่อยู่บน “จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร”

“พาราซีราเทอเรียม” (Paraceratherium) เป็นสัตว์กินพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับแรดในปัจจุบัน (แต่ไม่มีนอ) มีคอยาวไว้กินพืชจากต้นไม้สูง ด้วยลักษณะที่แปลกประหลาดเหมือน แรด + ยีราฟ นักวิจัยจึงตั้งชื่อเล่นให้มันว่า “แรดยีราฟ” (Giraffe Rhinoceros) และด้วยขนาดที่ใหญ่จนไม่มีนักล่าชนิดใดสามารถล่ามันได้ ทำให้เจ้าพาราซีราเทอเรียม เป็นสัตว์กินพืชชนิดเดียวในประวัติศาสตร์โลกที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

ฟอสซิลของพวกมันถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1846 ณ ประเทศปากีสถาน แต่ว่ายังไม่ได้รับความสนใจมากนัก กระทั่งปี 1922 รอย แชปแมน แอนดรูว์ส (Roy Chapman Andrews) นักบรรพชีวินวิทยาและทีมงานจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน ได้ค้นพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะในสภาพสมบูรณ์แบบสุด ๆ ที่มีขนาดใหญ่ถึง 1.5 เมตร ณ ทะเลทรายโกบี ประเทศมองโกเลีย ทำให้เจ้าแรดยีราฟนี้โด่งดังเป็นอย่างมากทั้งในหมู่นักวิชาการ รวมถึงผู้คนที่ได้เห็นภาพสุดตื่นตาภาพนี้นี่เอง (ภาพด้านล่าง)

ต่อมาในปี 1925 พวกเขาพบฟอสซิลกระดูกขาของพาราซีราเทอเรียมในลักษณะยืนตรงครบทั้ง 4 ขา การค้นพบนี้นักวิจัยสันนิษฐานว่า พวกมันอาจติดทรายดูดและไม่สามารถขึ้นมาได้จนเสียชีวิตในท่ายืนอยู่อย่างนั้น ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ แม้จะมีข้อดีในการขู่นักล่าที่กินเนื้อก็ตาม

นี่คือฟอสซิลกะโหลกที่ถูกพบในปี 1922 จนทำให้เจ้าพาราซีราเทอเรียมกลายเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก

“พาราซีราเทอเรียม” นับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา หนักถึง 15,400 กิโลกรัม ความยาวจากจมูกถึงปลายหางยาว 8 เมตร และสูง 4 เมตร อาศัยอยู่ในป่าของเอเชียกลางไปจนถึงยุโรปตะวันตก มีชีวิตอยู่ในยุคโอลิโกซีนหรือเมื่อประมาณ 30 ล้านปีก่อน

นักบรรพชีวินเชื่อว่า ไม่มีสัตว์ชนิดใดสามารถล่ามันได้ เพราะจากการค้นพบฟอสซิลทั้งหมดไม่มีร่องรอยที่เจ้าแรดยีราฟนี้เคยถูกล่าเลยแม้ครั้งเดียว จะมีก็แต่พวกมันทำร้ายกันเองโดยมักต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตัวเมียในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ด้วยการเอาไหล่กระแทกหรือใช้คอฟาดใส่กัน ความรุนแรงนั้นมากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายกระดูกแตกหรือคอหักได้เลยทีเดียว

แล้วพวกมันสูญพันธุ์ได้อย่างไร..ทั้งที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ? คำตอบ : อ้างอิงจากหนังสือของ Putshokov (2001) ที่ว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลกยุคดึกดำบรรพ์ ระบุว่า “ในยุคโอลิโกซีน (ยุคที่แรดยีราฟยังมีชีวิต) สภาพภูมิอากาศในช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 100 ล้านปี อุณหภูมิของโลกเย็นลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งระดับน้ำทะเลก็ลดลงจนพื้นทวีปแห้งแล้งด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแรดยีราฟรวมถึงต้นไม้สูงที่เป็นอาหารของพวกมันเปลี่ยนสภาพกลายเป็นทุ่งหญ้าเตี้ย พวกมันจึงไม่สามารถกินอาหารได้จนอดตายและสูญพันธุ์ในเวลาต่อมานั่นเอง

Fact – สำหรับชื่อ “Rhinoceros” (ไรโนซอรัส) คือชื่อที่ใช้เรียกสัตว์จำพวกแรดทั้งในอดีตรวมถึงปัจจุบันที่เคยมีชีวิตอยู่ในอดีต ซึ่งยังมีแรดที่โด่งดังไม่แพ้แรดยีราฟเช่นกัน นั่นคือ แรดขน (Woolly rhinoceros) เป็นสัตว์ที่พบได้ทั่วไปในยุโรปและทางตอนเหนือของเอเชีย เคยมีชีวิตอยู่ในยุคไพลสโตซีน (ราว 1.6 ล้าน – 10,000 ปีก่อน) ลำตัวยาว 3.7 เมตร มี 2 นอ สูญพันธุ์จากการถูกล่า โรคระบาด และการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง