บาร์ดสายซัพ ? ‘บิล มิลลิน’ ทหารที่เดินเป่าปี่สก็อต กลางดงกระสุนในวันดีเดย์

ถ้าหากเพื่อน ๆ เคยเล่นเกมสวมบทบาทแนวแฟนตาซียุคเก่าหลาย ๆ เกม น่าจะรู้ว่ามักจะมีอาชีพให้เราเลือกเล่นอยู่หลายอย่าง และ บาร์ด (Bard) หรือนักดนตรี ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการใช้เสียงดนตรีเพิ่มค่าสถานะให้กับเพื่อนร่วมทีมได้ แต่ใครจะคิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะ เคยเกิดขึ้นจริง ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทหารนามว่า บิล มิลลิน

วิลเลียม บิล มิลลิน (William “Bill” Millin) เกิดเมื่อปี 1922 ในแคนาดา แต่ครอบครัวของมิลลินย้ายจากแคนาดามาที่เมือง กลาสโกว์ (Glasgow) ประเทศสกอตแลนด์ ตั้งแต่เขาอายุ 3 ขวบ มิลลินจึงได้รับการศึกษาและโตมาในแบบชาวสก็อต

ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้น มิลลิน เข้าร่วม กองทัพรักษาดินแดน (Territorial Army) ตั้งแต่อายุ 19 ก่อนที่ต่อมาจะได้เป็นอาสาสมัครหน่วยคอมมานโด ในปี 1941

ลอดร์ดแห่งโลแวต

ระหว่างการฝึกที่ ฟอร์ตวิลเลี่ยม (Fort William) มิลลินได้พบกับ นายพล ไซมอน โจเซฟ (Bri. Simon Joeph) และเป็น ลอร์ดแห่งโลแวต (Lord of Lovat) ซึ่งลอร์ดโจเซฟก็เสนองานให้เขามาเป็นคนรับใช้ส่วนตัว แต่มิลลินก็ปฏิเสธและยืนยันว่าเขาควรจะได้การแต่งตั้งให้เป็นคนเป่าปี่สก็อตส่วนตัวให้กับลอร์ดแห่งโลแวตแทน และเขาก็ได้ตำแหน่งนั้นจริง ๆ

บิลลิน ได้รับการจดจำจากการเดินเล่นปีสก็อตอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ท่ามกลางเพื่อนทหารรอบ ๆ ที่ถูกยิงจนล้มตายไปมากมายบนชายหาดนอร์มังดี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944 ในระหว่าง “ปฏิบัติการเนปจูน” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วันดีเดย์ (D-Day) หนึ่งในสมรภูมิที่มีการสูญเสียและนองเลือดมากที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณการว่ามีทหารราว 19,000 นาย เสียชีวิตภายในวันนั้นวันเดียว

ความจริงแล้ว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ทหารอังกฤษจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเครื่องดนตรีมาใช้ระหว่างการรบ (ซึ่งก็คงไม่มีใช้อยู่แล้ว) แต่ลอร์ดแห่งโลแวตเพิกเฉย และบอกมิลลินว่าเขาไม่ควรกังวลเกี่ยวกับคำสั่ง เนื่องจากทั้งคู่เป็นชาวสก็อตและกฎไม่ได้ใช้กับพวกเขา

เมื่อกองทหารขึ้นฝั่งที่นอร์มังดี มิลลินก็เริ่มเล่นปี่สก็อตของตัวเองลงจากเรือขึ้นไปบนหาด เขาไม่ได้วิ่งหลบกระสุนเหมือนทหารคนอื่น ๆ แต่จดจ่อกับการเล่นเครื่องดนตรีอย่างไม่กลัวตาย ระหว่างที่ทหารเยอรมันระดมยิงเข้าใส่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยกพลขึ้นมา

หลังจากที่การต่อสู้จบลง พันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ และทหารเยอรมันถูกจับเป็นเชลย พวกเขาจึงถามพลซุ่มยิงชาวเยอรมันที่จับมาคนหนึ่งว่าทำไมถึงไม่ยิงใส่มิลลิน ทหารเยอรมันคนนั้นตอบว่า เพราะเขาคิดว่ามิลลินคงจะเสียสติไปแล้วแน่นอน จึงไม่จำเป็นต้องยิงนั่นเอง

Fact – ตัว D ในคำว่า D-Day (ดี-เดย์) ที่หมายถึงเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกนั้น ไม่ได้เป็นตัวย่อแต่อย่างใด แต่สหรัฐฯ ใช้คำว่า “ดีเดย์” เป็นรหัสภาษาทางทหาร ที่หมายถึง “วันปฏิบัติการภารกิจ” เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสอดแนม และเพื่อเป็นการใช้ในระหว่างที่กำหนดการภารกิจยังไม่แน่ชัด นั่นเอง

อ่านต่อ – รู้จักกับ “ภาษานาวาโฮ” รหัสลับที่กองทัพสหรัฐฯใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง