Blog – FLAGFROG
วันจันทร์, พฤษภาคม 25, 2020

เรื่องราวการหมั่นไส้กัน ระหว่าง 2 ผู้สร้าง “สีชมพู๊ชมพู” และ “สีด๊ำดำ” ที่สุดในโลก

ตั้งแต่ปี 2014 ที่ศิลปินชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดียชื่อดัง อนิช กาปูร์ (Anish Kapoor) ได้ร่วมมือกับบริษัท Surrey NanoSystems ในการสร้างสสารที่มีสีดำมืดที่สุดในโลก “Vantablack” (แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว เพราะถูก MIT ล้มแชมป์ไปเรียบร้อย โดยสามารถดูดกลืนแสงได้มากกว่า 99.995% ทำลายสถิติเดิมของแวนตาแบล็กที่ 99.96%)

ซึ่งการประกาศเปิดตัวสีดำชนิดนี้ (เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่ที่ดังไม่แพ้ความเจ๋งก็คือ ศิลปินผู้ร่วมสร้างสสารดังกล่าว ได้ประกาศออกมาว่า “บนโลกนี้มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ในการใช้สีดำชนิดนี้ในทางศิลปะหรือการค้า” ซึ่งสำหรับเราที่ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะหรือเป็นศิลปินอาชีพก็คงไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับเพื่อน ๆ ในวงการของ อนิช กาปูร์ ไม่รู้สึกแบบนั้น …

สจวต เซมเพิล (Stuart Semple) ศิลปินชายชาวอังกฤษ ที่ทั้งรู้สึกทึ่งและหมั่นไส้การผูกขาดแบบไม่ยุติธรรมนี้พร้อม ๆ กัน จึงลงมือสร้างสีที่สดใสที่สุดซึ่งตรงข้ามกับสีที่ดำมืดที่สุดของเพื่อนร่วมวงการทันที

โดยสีที่เขาเลือกสร้างก็คือ “สีชมพู – ที่มีความชมพูที่สุดในโลก” โดยตั้งชื่อให้มันว่า “PINK” แถมยังตั้งกฏอีกด้วยว่า ทุกคนบนโลกสามารถใช้สีของเขาในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ ยกเว้นคนเดียวที่ห้ามใช้ … (คงไม่ต้องเดาเนอะ) นั่นคือ อนิช กาปูร์ ผู้ครอบครองสีที่ดำมืดที่สุดในโลกนั่นเอง ฮ่า ๆ ๆ

และจากไอเดียที่เกิดขึ้นจากความหมั่นไส้นี้ ไม่น่าเชื่อว่าสีชมพูที่สุดในโลกของเขาจะขายดีเทน้ำเทท่า จนตอนนี้เขาต้องคิดค้นและสร้างสีเพิ่มขึ้นอีก 3 สี เขียว เหลือง น้ำเงิน โดยวางขายที่ราคากระปุกละเพียง 180 บาท ต่อ 50 กรัมเท่านั้น

หากใครคิดว่าเรื่องนี้จะจบแล้ว แต่ยังครับอารมณ์ยังไม่จบ ดูเหมือนพี่สจวตแกจะหมั่นไส้มากจริง ๆ เพราะล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พี่สจวตได้ลงทุนไปเรียนวิชาเคมีเพิ่มเติม จนสามารถผลิตสีที่ดำเท่าที่จำเป็นที่สุดในโลกออกมาสำเร็จ โดยเริ่มจากรุ่น Black 1.0 พัฒนาต่อเป็น Black 2.0 จนตอนนี้กลายเป็น Black 3.2 โดยเขาอธิบายถึงสินค้าสีดำชิ้นนี้ว่า

“ผมแม่งทำงานนี้มา 20 ปีเต็ม และไม่เคยเห็นอะไรน่าผิดหวังขนาดนี้มาก่อน ซึ่งหลังจากเห็นสิ่งที่ MIT ทำได้ ผมก็ติดต่อไปยังนักวิจัยที่ผมเชื่อมือทันที เราลงทุนไปประมาณ 7.5 แสนบาท จนกลายเป็นสินค้าต้นแบบ ตอนแรกมันก็ไม่ดีหรอกจนมาถึงรุ่น 3.0 ซึ่งเรามั่นใจแล้วว่านี่แหละคือสีดำที่ดีจริงและจำเป็นจริง ๆ สำหรับใช้ในการสร้างงานศิลปะ อ่อและคุณควรรู้ด้วยนะว่าสีที่ผมสร้างขึ้นนี้จะต้องไม่ตกไปถึงมือของ อนิช กาปูร์ เด็ดขาด โอเคดี เข้าใจตรงกันนะ”

แล้วรู้ได้ยังไงล่ะว่าสีของสจวต คือสีที่ชมพู๊ชมพูที่สุดในโลก ?

เอาจริงมะ ผมพยายามหาอ่านผลวิจัยแต่ก็ไม่มีอันไหนอธิบายละเอียด หรือพูดถึงสแปกตรัมของแสงหรือสีเลย จะมีก็เพียงที่ปรากฏอยู่ในหน้า Shop Amazon ว่า “นี่คือสีที่สว่างมาก, เม็ดสีแต่ละเม็ดมีความสว่างมากพอที่จะสร้างฟลูออเรสเซนส์ หรือการเรืองแสงได้ ซึ่งจะแสดงผลได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในที่มืด” (เหมือนสีเรืองแสงที่ใช้ในงานฟูลมูนปาร์ตี้ประมาณนั้นครับ แต่แบบสีของสจวตจะสว่างกว่าหลายเท่า)

(source 1 , 2 , 3)

ผึ้งเริ่มแฮกธรรมชาติ “บัมเบิลบี” รอไม่ไหวพากันเจาะรูที่ใบ เพื่อหลอกให้ดอกออกก่อนฤดู

จะเรียกว่าเรื่องนี้เป็นการค้นพบที่โคตรยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “ผึ้ง + ต้นไม้ + มนุษย์” ก็ได้ครับ เพราะมันเจ๋งมากจริง ๆ // คืองี้ ปกติราชินีผึ้งหรือนางพญา จะใช้เวลาช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานกว่า 4-5 เดือน ในการจำศึลเพื่อพักผ่อนเอาแรง และจะตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิเพื่อผสมพันธุ์ และจะคอยสั่งการควบคุมสังคมในรังให้ดำเนินอยู่รอดต่อไป รวมถึงการสั่งให้ผึ้งงานออกไปหาอาหารมาสำรองไว้เพื่อรองรับในฤดูกาลถัดไปที่กำลังจะมาถึง

แต่ทีนี้ ปัญหาที่เหล่าผึ้งงานต้องเจออยู่บ่อยครั้งก็คือ ช่วงหลังมานี้ฤดูกาลแปรปรวนหนักมาก จึงทำให้นางพญามักตื่นขึ้นก่อนหมดฤดูหนาวเสมอ งานหนักก็เลยต้องมาตกอยู่ที่เหล่าผึ้งงาน เพราะต้นไม้ก็ไม่ยอมออกดอก จึงทำให้พวกมันหาน้ำผึ้งได้ยากนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงใช้วิธีที่มนุษย์เราเองก็เพิ่งสังเกตพบ

นั่นคือ “พวกมันจะใช้ปากของตัวเองเจาะรูที่ใบไม้ – อาจเพราะเพื่อหลอกให้ต้นไม้ต้นนั้นคิดว่า ‘ตัวเองกำลังมีภัย’ ต้องรีบออกดอกเพื่อขยายพันธุ์ก่อนที่ตัวเองจะตายให้เร็วที่สุด” (Plants speed up) เห็นมะบอกแล้วโคตรเจ๋ง !! และด้วยความเจ๋งขนาดนี้ก็คงต้องเริ่มวิจัยกันแล้วแหละ

ทีมนักวิจัยจาก สถาบันเทคโนโลยีสวิสซูริค (ETH Zurich) ได้เริ่มทำการวิจัยถึงพฤติกรรมสุดอัศจรรย์นี้อย่างจริงจัง หลังจากได้รับรายงานจากลอนดอนให้ช่วยทำวิจัยต่อ และเมื่อพวกเขาได้อ่านรายงานก็ไม่รอช้า รีบเริ่มกระบวนการทันที

โดยนักวิจัยได้เลือกใช้ผึ้งบัมเบิลบีในการทดลอง (ตามรายงานที่ทางลอนดอนส่งมา) จากนั้นก็จับมันขังไว้ 3 วันโดยไม่ให้กินอะไรเพื่อต้องการให้มันหิวโซสุด ๆ พอครบกำหนด นักวิจัยก็นำต้นไม้จำนวน 10 ต้น วางไว้ในกล่องที่ผึ้งหิวโซตัวนั้นอยู่

จากนั้นเมื่อนำต้นไม้ออกมา (ใช้เวลาไม่นาน) นักวิจัยก็พบว่า เจ้าพวกบัมเบิลบีทำการเจาะใบไม้ตามที่ลอนดอนระบุไว้จริง ๆ (ประมาณ 5-10 รูต่อใบ) และที่เจ๋งกว่านั้นคือ เมื่อนำต้นไม้ที่ถูกเจาะใบ และไม่ถูกเจาะใบมาเทียบกัน พบว่า ต้นไม้ที่ไม่ถูกเจาะใบใช้เวลา 30 วัน ในการออกดอก ส่วนต้นไม้ที่ถูกผึ้งใช้ปากเจาะใบ ใช้เวลาเพียง 17 วันเท่านั้นในการออกดอก !!!

เอาล่ะสิ ดูเหมือนงานวิจัยชิ้นนี้จะเสร็จสิ้นแล้ว แต่เพื่อความชัวร์นักวิจัยก็เพิ่มสมมุติฐานใหม่เข้ามา ทีนี้นักวิจัยเลือกใช้ผึ้งทั่วไปอีกหลายสายพันธุ์ ซึ่งผลก็ปรากฏออกมาเหมือนกับสายพันธุ์บัมเบิลบีเป๊ะ ๆ

นอกจากนี้นักวิจัยยังทดลองด้วยการ เจาะรูที่ใบไม้โดยไม่ใช้ผึ้ง (ก็คือใช้มือตัวเองนี่แหละ) ผลปรากฏว่า ต้นไม้หลายต้นกลับใช้เวลาออกดอกเกือบ 30 วัน ไม่มีต้นไหนเลยที่จะออกดอกในเวลาไล่เลี่ยกับการถูกผึ้งใช้ปากเจาะ

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนพอจะเห็นความเป็นไปได้ของตัวแปรสำคัญมั้ยครับ ใช่แล้ว นั่นคือ

1. อาจจะเป็นพฤติกรรมการเจาะของผึ้งที่รู้จุดสำคัญของใบไม้ที่อาจส่งผลต่อต้นไม้นั้น ๆ

2. อาจมีสารเคมีบางอย่างในน้ำลายของผึ้งที่ช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้ออกดอกได้เร็วขึ้นก็ได้

แต่ถึงอย่างไร ปรากฏการณ์นี้ก็กลายเป็น “Talk of The Town” ของต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว เพราะหากเราสามารถไขความลับนี้ได้ นอกจากจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้กับมนุษย์ได้แล้ว (อาจจะได้ปุ๋ยสูตรใหม่ หรือน้ำยาเร่งเติบโตแบบธรรมชาติ) ยังช่วยหาวิธีเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของผึ้งอีกหลายสายพันธุ์ที่กำลังเสียพื้นที่หาอาหารเพราะถูกบุกรุกแหล่งที่อยู่ทางป่าไม้เพิ่มขึ้นได้อีกด้วยครับ

Fact – นับตั้บแต่ปี 1990 ผึ้งบัมเบิลบี (bumble bee) เจ้าผึ้งตัวอ้วนขนฟูสายพันธุ์นี้ก็ถูกขึ้นบัญชีว่าเป็น “สัตว์ใกล้สูญพันธุ์” เพราะตลอด 30 ปี จากสถิติพบว่า การปรากฏตัวของมันในแต่ละรัฐนั้นลดน้อยลง จากเคยปรากฏอยู่ใน 28 รัฐทั่วอเมริกา แต่ปัจจุบันปรากฏตัวเหลือเพียง 13 รัฐเท่านั้น (คาดว่าหายไปกว่า 87%)

ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และยาฆ่าแมลงชื่อนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) ที่ออกฤทธิ์รุนแรงต่อระบบประสาทของผึ้ง ซึ่งหากเหล่าผึ้งงานตาย แน่นอนว่าทั้งตัวอ่อนและนางพญาก็จะไร้ซึ่งอาหารและต้องตายตามไปด้วยเช่นกัน

นี่คือ “ผู้ป่วยหมายเลข 0” จุดเริ่มต้นการระบาดครั้งใหญ่สุดของ “อหิวาตกโรค” ในลอนดอน

“ผู้ป่วยหมายเลข 0” (Patient Zero) หมายถึง “บุคคลแรกที่ติดเชื้อไวรัสในการระบาดของโลกนั้น ๆ” ซึ่ง Flagfrog มีความตั้งใจที่จะนำเสนอเรื่องราวแบบนี้อีกหลายเรื่อง รวมเป็นซีรีส์อีกหลายโรคเลย ซึ่งหากท่านใดไม่อยากพลาด อย่าลืมกดไลค์เพจเพื่อรับการแจ้งเตือนไว้ด้วยนะครับ

cholera
ภาพบรรยายอาการผู้ป่วยอหิวาตกโรค มักมีผิวเหี่ยวแห้ง, แก้มตอบ และเบ้าตาลึกจากภาวะขาดน้ำ บางรายรุนแรงจนผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำม่วงน้ำเงิน ทั้งนี้ยุควิกตอเรียในอังกฤษ จัดว่าเป็นยุคที่มีความรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นระบบสาธารณูปโภคยังคงมีปัญหามาก ไม่พัฒนาตามอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ผู้ป่วยหมายเลข 0 (ผู้ป่วยรายแรก)

เรื่องเริ่มต้นขึ้น ณ ถนนบรอด (Broad Street) ในเขตโซโฮ นครเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1854 เกิดความวุ่นวายขึ้นที่บ้านของครอบครัวลูอิส เมื่อทารกเพศหญิงอายุ 5 เดือน นามว่า ฟรานซิส ลูอิส (Frances Lewis) มีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงติดต่อกันนาน 4 วันแล้ว ทางครอบครัวเห็นท่าไม่ดีจึงพาเธอไปยังโรงพยาบาล และได้พบกับนายแพทย์ วิลเลียม โรเจอร์ (William Roger) โดยคุณหมอได้วินิจฉัยว่าหนูน้อยป่วยเป็นโรคท้องร่วงเฉียบพลันธรรมดาเท่านั้น (Acute diarrhea) ไม่เหมือนอหิวาตกโรคที่เคยระบาดในประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้วเลยแม้แต่น้อย

ค.ศ.1848-1849 ตอนนั้น มีชาวลอนดอนเสียชีวิตจากอหิวาตกโรค ราว 54,000-62,000 คน ก่อนจะมาระบาดอีกรอบในอีก 10 ปีต่อมา

ทั้งนี้จะโทษคุณหมอที่วินิจฉัยผิดพลาดก็คงไม่ได้ เพราะการวินิจฉัยในสมัยนั้นจะใช้วิธีสังเกตอาการเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือในการเพาะเชื้อเพื่อหาแบคทีเรียในอุจจาระแบบที่เราใช้กันในปัจจุบัน และถึงแม้หนูน้อยฟรานซิสจะมีอาการท้องร่วงรุนแรงก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีอาการสำคัญของการเป็นอหิวาต์นอกเหนือจากท้องร่วงเพียงอาการเดียว นั่นคือ เป็นไข้, เป็นตะคริว, ผิวหนังแห้งเย็น, ฝีปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หรือที่เราเรียกกันว่า “Blue” เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงอวัยวะตรงส่วนนั้นน้อยจึงทำให้บริเวณนั้นมีสีคล้ำเปลี่ยนจากแดงกลายเป็นม่วงน้ำเงินนั่นเองครับ

และจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด จึงทำให้หนูน้อยฟรานซิสไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จนเธอเกิดภาวะช็อกจากการขาดน้ำอย่างรุนแรง ( Hypovolemic shock) สุดท้ายก็เสียชีวิตในวันที่ 2 กันยายน 1854 จากหลักฐานบันทึกการเสียชีวิตที่ออกโดยคุณหมอโรเจอร์ มีรายละเอียดระบุว่า “ฟรานซิส ลูอิส เสียชีวิตจากอาการอ่อนเพลีย (Exhaustion)” ข้อความดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าคุณหมอยังคงเชื่อว่าหนูน้อยไม่ได้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคจริง ๆ

cholera
มรณบัตรของฟรานซิส ลูอิส ออกโดยคุณหมอวิลเลียม โรเจอร์

แต่เธอไม่ใช่ผู้ป่วยเพียงรายเดียวของเมืองนี้ หลังจากที่หนูน้อยฟรานซิสเริ่มมีอาการท้องร่วง ในวันถัดมาก็เริ่มมีรายงานถึงผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงหลายคนในละแวกใกล้เคียงกัน ซึ่งข้อมูลตรงนี้อ้างอิงจากวารสารวิทยาศาสตร์ International Journal of Epidemiology ฉบับที่ 43 ซึ่งเผยให้เห็นถึงจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม 1854 จนถึงวันที่ 7 กันยายน 1854 มีรายงานเคสผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรงกว่า 497 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 469 ราย ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนเลยทีเดียว

และนี่ก็คือ ตารางแสดงจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากอหิวาตกโรค ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม – 30 กันยายน ปี 1854

เดือนวันที่จำนวนผู้ป่วยจำนวนผู้เสียชีวิต
สิงหาคม31344
กันยายน114272
2128127
36276
45571
52645
62840
72234
8 (ปิดการจ่ายน้ำ)1430
9624
10218
11315
1217
13313
1406
1518
1636
1745
1804
1914
2001
2100
2223
2303
2410
2501
2612
2700
2822
2901
3000
ไม่ทราบวันที่12746
668668

 

ถึงคราวสืบหาต้นตอ

หลังจากช่วงระยะเวลาของวันที่ 1 ถึงวันที่ 2 กันยายน 1854 ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เริ่มเกิดโรคระบาดขึ้นในลอนดอนแล้วแน่นอน ทำให้อายุรแพทย์ที่กำลังศึกษาการระบาดของอหิวาตกโรคในเวลานั้น “คุณหมอ จอห์น สโนว์” จึงเป็นแกนนำหลักที่ได้เข้าไปสืบหาต้นตอของเรื่องนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุดคือการระบาดของอหิวตกโรคในบริเวณถนนบรอด คุณหมอสโนว์จึงใช้วิธีเข้าไปสอบถามจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากบ้านแต่ละหลัง จากนั้นก็นำสถิติมาจดบันทึกลงในแผนที่ของถนนบรอด (โดยตั้งชื่อให้แผนที่ฉบับนี้ว่า แผนที่ปีศาจ The Ghost Map เพื่อตามล่ามัจจุราชที่คร่าชีวิตผู้คนให้เจอนั่นเอง) พอไล่ต้นตอ + วันที่ป่วย + ความรุนแรงของอาการ + วันที่เสียชีวิต จนสุดท้ายพบว่า

การระบาดของอหิวาต์ที่เกิดขึ้นในลอนดอนนั้น มีความเชื่อมโยงกับตำแหน่งของปั๊มป์น้ำใจกลางเมือง เนื่องจากแผนที่แสดงให้เห็นคุณหมอทราบว่า “บ้านแต่ละหลังที่พบผู้ติดเชื้อนั้น จะอยู่ใกล้กับปั๊มป์น้ำแห่งนี้ทั้งสิ้น”

แต่นั่นเหตุผลเพียงแค่นี้ก็ยังไม่ทำให้คุณหมอและทีมปักใจเชื่อในทันที พวกเขาจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหาความเชื่อมโยงที่ถูกต้องเกี่ยวกับสมมุติฐานนี้ เมื่อสืบไปเรื่อย ๆ และหาความเป็นไปได้จากสถิติคุณหมอก็พบว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่พบผู้ป่วยเลย นั่นคือโรงหมักเบียร์ไลออน บริวเวอรี (Lion Brewery) ซึ่งตั้งอยู่ในถนนบรอดนี่แหละ แถมอยู่ถัดจากปั๊มป์น้ำใจกลางเมืองเพียงแค่ซอยเดียวเท่านั้น แต่เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงไม่มีผู้ป่วยเลย ?

cholera
แผนผังบ้านแต่ละหลังในถนนบรอด จุดสีแดงคือตำแหน่งของปั๊มป์น้ำ ส่วนขีดสีดำแนวนอนในแต่ละตำแหน่งแสดงให้เห็นถึงจำนวนผู้ป่วยในละแวกนั้น

คุณหมอไม่รอช้า รีบพุ่งไปที่โรงงานหมักเบียร์แห่งนั้นทันที ตามคำบอกเล่าของคนงานในโรงหมักเบียร์กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ใช้น้ำจากปั๊มป์น้ำเลย เพราะพวกเขามีเบียร์ให้ดื่มแทนน้ำอยู่ทุกวัน ของอร่อยแบบนี้พวกเขาไม่ต้องดื่มน้ำเลยก็ได้

ยังไม่หมดเพียงแค่นั้นนะครับ คุณหมอยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากโรงเคหสงเคราะห์ บริเวณถนนพอร์ตแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากปั๊มป์น้ำของถนนบรอด ในเคหสงเคราะห์มีคนงานอยู่จำนวน 500 คน แต่มีเพียง 5 คนที่มีอาการท้องร่วง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านั้นเป็นเจ้านายและลูกน้องอีก 4 คนที่ใช้น้ำจากปั๊มป์ของถนนบรอด เนื่องจากเจ้านายผู้นี้ชื่นชอบรสชาติของน้ำจากปั๊มป์ดังกล่าวนั่นเอง ส่วนคนงานที่เหลือไม่ได้ใช้น้ำจากปั๊มป์บนถนนบรอดจึงรอดตัวไป

และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้คุณหมอสโนว์มั่นใจแล้วว่า “น้ำจากปั๊มป์ใจกลางเมืองคือสาเหตุสำคัญ หรืออาจจะเป็นสาเหตุแรกที่ทำให้ผู้คนในถนนบรอดติดเชื้ออหิวาตกโรคครับ”

john snow
จอห์น สโนว์ (John Snow) หากไม่มีชายคนนี้ ตัวเลขของชาวลอนดอนที่เสียชีวิตจากอหิวาตกโรค ในปี ค.ศ.1853-1854 คงสูงกว่า 31,000 คน อย่างแน่นอน (ขอบคุณ คุณหมอครับ)

เมื่อทราบและมั่นใจแล้ว คุณหมอจึงนำข้อมูลที่ได้ไปเสนอแก่สภาลอนดอนทันที นั่นคือปิดไม่ให้มีการจ่ายน้ำผ่านปั๊มป์กลางเมืองแห่งนั้นอีก  (คือตอนแรกสภาก็ไม่อยากจะยอมหรอก แต่พอสโนว์ทนไม่ไหว เลยทำการหักที่ปั๊มน้ำด้วยตัวเองสะเลย) ทำให้หลังจากวันที่ 8 กันยายน 1854 เป็นต้นมา ผู้ป่วยก็เริ่มมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงหลักหน่วยเท่านั้น กระทั่งในวันที่ 30 กันยายน 1854 ทางสภาเมืองก็ประกาศว่าไม่พบผู้ป่วยรายใหม่อีก ถือเป็นอันจบสิ้นปัญหาอหิวาตกโรคระบาดบนถนนบรอดในที่สุดครับ

ทั้งนี้คุณหมอได้ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า “บ้านของผมอยู่ห่างจากบ้านของผู้ป่วยหมายเลขศูนย์เพียงไม่กี่ช่วงตึก หากผมทราบข่าวของหนูน้อยน่าสงสารคนนั้นเร็วกว่านี้ ผมคงยับยั้งการระบาดจากหนักเป็นเบาได้”

 

ตัวการสำคัญคือ “ผ้าอ้อม” !

แม้หนูน้อยฟรานซิส ลูอิสจะเป็นผู้ป่วยหมายเลข 0 ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคบนถนนบรอด แต่การระบาดจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากซาราห์ ลูอิส (Sarah Lewis) ผู้เป็นแม่ ไม่เทน้ำซักผ้าอ้อมของลูกสาวลงในถังเก็บอุจจาระหน้าบ้าน …

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1854 อีกครั้ง ซึ่งตรงกับวันที่หนูน้อยมีอาการท้องร่วงเป็นครั้งแรก ด้วยความที่เด็กทารกไม่สามารถเข้าห้องน้ำได้เอง ดังนั้น ทารกจะขับถ่ายลงบนผ้าอ้อมแล้วรอให้คุณแม่มาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้เลยครับ

 

หลังจากที่ซาราห์ซักผ้าอ้อมของฟรานซิสแล้ว เธอนำน้ำซักผ้าอ้อมไปเทไว้ที่ถังเก็บอุจจาระ (Cesspool) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าบ้านของเธอ เนื่องจากในสมัยนั้นอุจจาระที่ตกตะกอนในถังเก็บ สามารถขายเป็นปุ๋ยให้กับเกษตรกรคนอื่นได้  แต่ด้วยระบบการจัดการที่ไม่ดีแถมยังไม่มีระบบกรองที่เหมาะสม ทำให้ของเหลวจากถังเก็บอุจจาระรั่วซึมออกมา และแทรกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง โชคร้ายที่บ้านของครอบครัวลูอิสดันตั้งอยู่ใกล้กับปั๊มป์น้ำต้นเหตุ ทำให้ของเหลวจากถังเก็บที่เต็มไปด้วยแบคทีเรียก่อตัวเป็นโรคอหิวาต์ปะปนในน้ำที่ปั๊มป์ขึ้นมาด้วย

cholera
ภาพวาดจำลองเหตุการณ์ที่จอห์น สโนว์ถอดคันโยกปั๊มป์น้ำกลางถนนบรอด ในวันที่ 8 กันยายน 1854

และความสาระนองก๊องเก๊งยังไม่หมดแค่นั้น เพราะนอกจากการซักผ้าอ้อมเปื้อนอุจจาระของฟรานซิสแล้ว บิดาของเธอนามว่า โธมัส ลูอิส (Thomas Lewis) ก็ได้ใช้น้ำจากปั๊มป์เจ้ากรรมตรงนั้นร่วมด้วย จนเขาเริ่มมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงในวันที่ 8 กันยายน 1854 วันเดียวกันกับที่สั่งปิดการจ่ายน้ำจากปั๊มป์กลางเมือง และได้เสียชีวิตในวันที่ 19 กันยายน 1854

ซึ่งในระหว่างที่โธมัสมีอาการท้องร่วง ซาราห์ยังคงเอาผ้าปูเตียงและกางเกงเปื้อนอุจจาระไปซักและเทน้ำซักผ้าลงในถังเก็บอุจจาระอย่างเคย แต่เนื่องจากปั๊มป์น้ำถูกปิดไปแล้วจำนวนผู้ติดเชื้อจึงลดน้อยลงอย่างมาก ประกอบกับคำให้การของซาราห์ที่บอกเล่าถึงพฤติกรรมการซักผ้าของเธอ ยิ่งเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าต้นเหตุน่าจะมาจากผ้าอ้อมของหนูน้อยฟรานซิส และการปิดปั๊มป์น้ำจะช่วยชาวเมืองแห่งถนนบรอดเอาไว้ได้นั่นเองครับ

 

รู้จัก “อหิวาตกโรค”

อหิวาตกโรค (Cholera) หรือโรคห่า คือโรคติดต่อร้ายแรงและสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยการระบาดของโรคมักเกิดขึ้นในชุมชนที่อยู่กันอย่างหนาแน่นมีขยะปริมาณมาก ทำให้แมลงวันชุกชุมในพื้นที่ ซึ่งเชื้อสามารถติดไปกับแมลงวันที่สัมผัสน้ำหรืออาหารปนเชื้อได้ หรือบางแห่งที่ระบบน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคยังไม่ดีพอ ระบบส้วมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เชื้อปะปนลงในแหล่งน้ำท้องถิ่นได้เช่นกัน

แบคทีเรียก่อโรคสำคัญคือ Vibrio cholerae มันสามารถสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดการรั่วซึมของน้ำและเกลือแร่ในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสียถ่ายเหลวอย่างรุนแรง อุจจาระมีกลิ่นเหม็นคาวและมีสีคล้ายน้ำซาวข้าว บางรายอาจพบการติดเชื้อในกระแสเลือด แต่ส่วนใหญ่มักเสียชีวิตด้วยอาการช็อกจากภาวะขาดน้ำ

ดังนั้น การดูแลรักษาในเบื้องต้นคือการแยกผู้ป่วยให้มีการขับถ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนเชื้อลงในแหล่งน้ำสาธารณะ หากท้องร่วงมากต้องให้สารน้ำทดแทนอาจเป็นรูปแบบการดื่มน้ำเกลือแร่ หรือให้ทางหลอดเลือดในกรณีที่ดื่มไม่ได้ ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ โดยส่วนใหญ่แล้วหากผู้ป่วยได้สารน้ำทดแทนอย่างเพียงพอจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้มากเลยทีเดียว

แล้วหนูน้อยผู้ป่วยรายแรก ติดโรคนี้ได้อย่างไร ? ตอบ : มีความเป็นไปได้ 2 แบบครับ 1.อึจากเด็กคนนั้นทำให้บ่อน้ำหมักหมมจนกลายเป็นโรคระบาด และแม่ก็เอาน้ำตรงนั้นมาให้เด็กใช้ เด็กก็เลยป่วย 2.เด็กคนนั้นได้รับเชื้อจากคนอื่น แต่ด้วยความที่เป็นทารก จึงร่างกายอ่อนแอ ต่อสู้กับโรคไม่ได้ อาการจึงแสดงออกมาก่อนรายแรก ซึ่งพอคุณหมอได้เดินสำรวจ สอบถามคนในละแวก และนำบันทึกทางการแพทย์ในโรงพยาบาลมาประมวลผลรวมกัน ก็เลยสรุปว่า หนูน้อยฟรานซิสคือผู้ป่วยรายแรกนั่นเองครับ 

cholera
Vibrio cholerae แบคทีเรียและจุลภาคที่ทำให้โรคอหิวาตกโรคได้

Fact – โชคดีที่คุณหมอ จอห์น สโนว์ ไม่เชื่อในทฤษฎีอากาศเป็นพิษ หรือที่เรียกกันว่า Miasmatic Theory มันคือทฤษฎีที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญบางคนใช้อธิบายสาเหตุการระบาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของโรคบางชนิด เช่น การระบาดของกาฬโรคในอังกฤษ เมื่อปี 1665 โดยกล่าวว่าเชื้อก่อโรคได้ลอยไปตามลมทำให้ผู้ป่วยสูดอากาศพิษเหล่านี้เข้าไป อีกทั้งยังทำให้พืชผลเสียหายและอาหารเน่าบูดได้อีกด้วย แต่สโนว์ไม่คิดเช่นนั้น เขาจึงได้สืบค้นจนพบสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก (Source 1 , 2 , 3 , 4)

เรื่องราวชีวิตโคตรมันส์ของ “จอห์น เคลม” วีรบุรุษสงคราม “วัย 12 ปี” ลุยทุกสมรภูมิ

สงครามกลางเมืองของอเมริกา (American Civil War) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ.1861-1865 จากข้อโต้แย้งยืดเยื้อเกี่ยวกับการถือครองทาส ระหว่างฝ่ายสหภาพ (ฝ่ายเหนือ) ซึ่งต้องการให้เลิกทาส แต่ฝ่ายสมาพันธรัฐ (ฝ่ายใต้) ที่ต้องการให้มีทาสไว้ เหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญยิ่งของสหรัฐฯ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย วีรบุรุษหลายคนได้แจ้งเกิดและฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีใครแน่นอนที่่จะอายุน้อยเท่ากับพ่อหนุ่มคนนี้ที่มีชื่อว่า “จอห์น เคลม” (John Clem)

สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ.1861 เมื่อกองทัพสมาพันธรัฐ (ฝ่ายใต้) โจมตีที่ตั้งทหารฝ่ายเหนือ ที่ฟอร์ตซัมเทอร์ เซาท์แคโรไลนา ประธานาธิบดีลินคอล์นตอบสนองโดยเรียกระดมพลอาสาสมัครจากแต่ละรัฐ โดยหนึ่งในผู้ที่เสนอตัวรับใช้ชาติคือ “จอห์น เคลม” เด็กชายวัย 9 ขวบ จากรัฐโอไฮโอ ซึ่งหนีออกจากบ้านหลังจากแม่ของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟ แน่นอนว่าเขาถูกปฏิเสธจากหน่วยโอไฮโอที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยที่เพิ่งถูกตั้งขึ้น แทบจะทันที (ตอนแรกเคลมคิดว่าหน่วยใหม่คงขาดคน ยังไงเขาก็ต้องรับเรา)

แต่เด็กชายไม่ละความพยายาม เขาสมัครอีกหลายครั้งในหลายหน่วย จนเจ้าหน้าที่ยินยอมให้เขาเข้ากองทัพในฐานะตัวนำโชคและรับหน้าที่เป็นพลทหารตีกลองอย่างไม่เป็นทางการ (หน้าที่พลทหารตีกลองส่วนมากเป็นเด็กวัยรุ่น) โดยให้สังกัดในหน่วยมิชิแกนที่ 22 ซึ่งเขาได้รับค่าตอบแทน เดือนละ 13 ดอลลาร์ (ราว 400 บาท) ก่อนที่จะได้รับการบรรจุอยู่ในกองทัพอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1863 เมื่อเขาอายุได้ 10 ขวบ

สงครามดำเนินต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งเขาอายุ 12 ปี ในช่วงเวลานั้นเขาโด่งดังอย่างมากจากวีรกรรมที่สมรภูมิชิกาโมกา โดยเคลมได้เข้าร่วมภารกิจป้องกันเมืองเฮาส์ชอว์ ริดจ์ ซึ่งเหตุการณ์สร้างชื่อของเขาเริ่มขึ้นในตอนบ่าย วันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1865 ขณะนั้นหน่วยของเขาถูกล้อมด้วยทหารของศัตรู พันเอกของกองทัพฝ่ายใต้คนหนึ่งซึ่งอยู่บนหลังม้าเมื่อเห็นเคลมเข้า ก็ขี่ม้าเข้าไปใกล้และตะโกนเสียงดังบอกเคลมว่า “ไอ้เจ้าปีศาจแยงกี้ระยำตัวน้อย ฉันว่าแกทิ้งปืนไปเถอะไอ้หนู” แต่แทนที่ปีศาจตัวน้อยตัวนี้จะยอมแพ้ เคลมกลับใช้ปืนประจำตัวเล็งไปยังพันเอกคนนั้นและยิงนายทหารฝ่ายใต้ยศใหญ่เสียชีวิตคาที่ทันที

ผลงานในครั้งนั้นทำให้เคลมได้รับการเลื่อนขั้นเป็นจ่าทหารที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพสหรัฐฯ และเป็นที่รู้จักกันในฉายาชื่อ “เจ้าหนูมือกลองแห่งชิกาโมกา” มานับแต่นั้น

ซึ่งตำนานของจ่าเคลมยังมีอีกหลายเรื่อง แม้บางเรื่องจะไม่มีหลักฐานชัดเจน เช่น ครั้งหนึ่งกลองของเขาถูกทำลายที่สมรภูมิชิโลห์ เขาเกือบสิ้นชีวิตที่นั่นแต่รอดมาได้ ทำให้เขาได้รับฉายา “จอห์นนี่ ชิโลห์” (เป็นการตั้งฉายาเพื่อแซวว่าไอ่นี่มันเก่งเกินตัวเว้ยเห้ย)

ขณะที่อายุ 12 ปี เคลมได้เข้าร่วมสมรภูมิรบต่าง ๆ มากมายทั้งเพอรี่วิลล์ , เมอฟรีสโบโร่, เคนนี่ซอว์ และแอตแลนต้า ซึ่งเขาได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบถึงสองครั้งแต่โชคดีที่ไม่ถึงแก่ชีวิต ด้วยเหตุนี้เมื่อสงครามจบลงเคลมจึงถูกปลดประจำการจากกองทัพ ซึ่งตอนนั้นเขาอายุครบ 13 ปี ต้องเข้ามัธยมแล้ว เพื่อน ๆ คิดว่าเคลมจะติดใจมั้ย ? คงไม่ต้องสืบเนาะ ฮ่า ๆ ๆ

เพราะหลังจากนั้นอีก 6 ปี เมื่อจบจากไฮต์สคูล เคลมพยายามสอบเข้าเวสต์พ้อยต์หลายครั้ง แต่ก็ไม่ผ่านการสอบคัดเลือก ก่อนที่ประธานาธิบดีคนที่ 18 ของสหรัฐอเมริกา ยูลิสซีส เอส. แกรนต์ จะแต่งตั้งเขาเป็นทหารในตำแหน่งร้อยตรีประจำกองทัพสหรัฐฯ ในปี 1871 เพราะได้ทราบถึงวีรกรรมของเขาในอดีตนั่นเอง

และแม้ว่าจะไม่สามารถสอบเข้าได้ แต่เคลมก็พิสูจน์ว่า “เขานี่แหละเกิดมาเพื่อเป็นทหาร” เคลมประสบความสำเร็จในอาชีพทหารครั้งที่สอง ในปี 1906 เคลมในวัย 54 ปี ได้ขึ้นสู่ยศพันเอกและเป็นผู้ช่วยสัสดีเรือนจำ เขาเกษียณก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยยศพลเอก เป็นทหารผ่านศึกสงครามกลางเมืองคนสุดท้ายที่ได้รับใช้กองทัพสหรัฐ

จอห์น เคลม เสียชีวิตในปี 1937 ด้วยอายุ 85 ปี และฝังศพในสุสานแห่งชาติอาลิงตัน ชีวประวัติของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฉายทางโทรทัศน์ ในประเทศอังกฤษเรื่อง “Johnny Shiloh” เมื่อปี 1963 และเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง “Johnny” ในปี 2007 เขายังเป็นแรงบันดาลให้กับเพลง “The Drummer Boy of Shiloh” ซึ่งแต่งโดย William S.Hays และขับร้องโดย Bobby Horton

Fact – สงครามกลางเมืองของอเมริกา มีทหารเสียชีวิตประมาณ 620,000 นาย ส่วนพลเรือนไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน และแม้ว่าประธานาธิบดีลินคอล์น (ปธน. คนที่ 16) จะทำสำเร็จสามารถยกเลิกกฏหมายค้าทาสได้ดั่งตั้งใจ แต่ในปีเดียวกันนั้น 14 เมษายน 1865 เขาก็ถูกลอบสังหารด้วยปืนสั้นเดอริงเจอร์ ณ โรงละครฟอร์ด เธียเตอร์ ในวอซิงตัน ดี.ซี จากชายชื่อว่า จอห์น วิลเคส บูธ ซึ่งเขาผู้นี้เป็นคนจากฝ่ายใต้ที่สนับสนุนการค้าทาสครับ

“ซากเรือโนอาห์” ที่ค้นพบบนยอดเขา “อารารัตในตำนาน” เป็นของจริงหรือหรือปลอม ?

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า “บทความนี้ไม่มีข้อสรุปว่าเป็นของจริงหรือไม่ ?” เพราะตอนนี้นักวิจัยกำลังทำการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น แต่ดันติดปัญหาเรื่องความหนาวเย็น ความปลอดภัย และไวรัส จึงทำให้ต้องพักภารกิจไว้กลางคัน ซึ่งหากใครสนใจอยากรับรู้ข้อมูลของการสืบเสาะหาคำตอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของจริง ก็สามารถอ่านข้อมูลด้านล่างนี้ต่อได้เลย (ยาวหน่อยนะครับ แต่พยายามเขียนเน้นเนื้อมากที่สุด)

(ซ้าย – ภาพถ่ายมุมสูงของการค้นพบครั้งแรก) (ขวา – ถ่ายเมื่อ 1987)

เรือโนอาห์ (Noah’s Ark) คือเรือในตำนานที่ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเรือลำนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนานเท่านั้น จนกระทั่งปี ค.ศ.1959 ได้มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างคล้ายเรือ ที่มีความยาวร่วมร้อยเมตร ณ บริเวณยอดเขาอารารัตที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี (Ararat) เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,000 เมตร

การค้นพบในครั้งนี้ จึงเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการตั้งภารกิจที่ทำมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามันคือเรือโนอาห์ของจริงหรือเป็นเพียงเรือลำหนึ่งที่บังเอิญเหมือนเรือในตำนานเท่านั้น ? ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนทั่วโลกกำลังรอคำตอบอยู่ครับ

ซึ่งการหาคำตอบ ก็มีอุปสรรคมากมายแต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คงเป็นสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง จึงทำให้ไม่อาจขุดค้นได้ในช่วงฤดูหนาว อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สีแดงเนื่องจากอยู่ติดกับชายแดนทำให้การดูแลทีมงานเป็นไปได้ยาก และก็น่าแปลกที่แม้ว่าทางการตุรกีจะต้องการให้ยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนวัตถุดังกล่าวเป็นมรดกโลก แต่ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งงบการดูแล และงบในภารกิจทางรัฐบาลก็แทบไม่ได้ให้การช่วยเหลือเลย

1987/1988 ภาพจาก ABCNEWS4

กระทั่งปี ค.ศ.1987 นักสำรวจชื่อดัง รอน วายแอต พร้อมด้วยทีมวิจัยจากม.เออซูรัมอตาเติร์ค (ตุรกี) และม.แคลิฟอร์เนีย (อเมริกา) ได้ตัดสินใจเผยแพร่ทั้งภาพถ่ายและคลิปวีดีโอออกสู่สายตาสาธารณชนทั่วโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เราได้ทราบว่า การค้นหาโบราณวัตถุด้วยเรดาห์ก็มีประสิทธิภาพอยู่ไม่น้อย และเรือนั้นถูกสร้างโดยไม้ที่เก่ามากจนตอนนี้กลายเป็นหินทั้งหมดแล้ว ส่วนการยึดติดนั้นก็ใช้หมุดเหล็กเป็นตัวเชื่อมยึดติด ซึ่งแม้ว่าการค้นพบในปีนั้นจะบอกอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ทำให้ภารกิจในครั้งนี้มีงบสนับสนุนเข้ามามากมาย จึงสามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป

ต่อมาในปี 2010 คณะนักสำรวจชาวจีนและตุรกีกลุ่มหนึ่งได้อ้างว่า สามารถเดินทางเข้าไปถึงด้านในเรือสำเร็จแล้ว (เข้าไปยังไงอันนี้ไม่ทราบ) และก็ได้เผยแพร่ภาพภายในซึ่งเป็นโครงสร้างไม้ แต่คลิปและภาพถ่ายเหล่านั้น ก็ไม่ได้รับการยืนยันจากทีมวิจัยอย่างเป็นทางการ (ซึ่งตอนนี้หาไม่เจอแล้ว) จึงอาจเป็นไปได้ว่า ทีมชุดนั้นเป็นคนละหน่วยงานกัน และอาจเข้ามาในช่วงฤดูหนาวซึ่งทีมวิจัยไม่ได้ทำงานก็เป็นได้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคนทราบถึงเจตนาที่แท้จริงของทีมวิจัยชุดนั้น

ภาพจำลอง 3D โดย แอนดรูว โจนส์ และ จอห์น ลาร์เซน

กระทั่งปี 2017 ทีมวิจัยชุดแรกได้ยกเครื่องเปลี่ยนวิธีการสำรวจใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่จะต้องลงพื้นที่ คอยถ่ายภาพแต่ละส่วนและใช้เรดาห์ที่ความคลาดเคลื่อนสูง ทางทีมได้เปลี่ยนไปใช้วิธีตรวจสอบโดยใช้คลื่นเสียง จนทำให้สามารถสร้างภาพจำลอง 3D ที่สมบูรณ์ และยังทำให้ทราบข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำที่สุดของวัตถุชิ้นนี้ นั่นคือ

มีความยาว 157 เมตร สูง 13.7 เมตร กว้าง 26 เมตร ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเรือไททานิคที่บรรทุกคนได้ทั้งหมด 3,350 คน ประมาณ 2.5 เท่า ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวยังมีที่ละเอียดกว่านี้มาก เพราะรายงานมีจำนวนทั้งหมด 80 หน้าครับผม

เซม เซอเทเซน ผู้อำนวยการในการสร้างเอกสารเกี่ยวกับเรือโนอาห์ จากภาพกำลังถือโมเดลที่สร้างขึ้นจากภาพ 3D ที่พบ โดยจุดสำคัญคือ เรือลำดังกล่าว มีประตูทางเข้าออกอยู่ทางซ้ายและขวาของลำตัวเรือเหมือนกับเรือโนอาห์ในไบเบิลด้วย

และหลังจาก เซม เซอเทเซน ผู้อำนวยการฝ่ายเอกสารเกี่ยวกับเรือโนอาห์ได้ดูแบบจำลอง 3D อย่างละเอียด เขากล่าวถึงความเป็นไปได้ว่า “เรือลำนี้มีลักษณะหลายอย่างตรงกับเรือโนอาร์ในพระคัมภีรณ์อย่างเหลือชื่อ อีกทั้งหลังจากการตรวจสอบคาร์บอน พบว่าไม้เหล่านั้นมีอายุ 4,800 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือโนอาห์ถูกระบุว่ามีอยู่บนโลก แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันคือเรือในตำนานจริง ๆ เพราะความกว้างของเรือที่ไม่สอดคล้องกัน และเรายังไม่ทราบถึงโครงสร้างภายใน ว่ามันใช้บรรทุกสัตว์หลายชนิดได้จริงหรือไม่ อีกทั้งเรายังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า เรือลำนี้มาอยู่ใต้ดินได้อย่างไร เราต้องการข้อมูลมากกว่านี้”

ซึ่งล่าสุดปี 2019 หนังสือพิมพ์เดลี่ซาบาห์ รายงานว่า หลังจากทีมวิจัยของคุณ เซม เซอเทเซน เผยแพร่ผลการค้นพบออกไป ทางทีมงานของคุณ อาเธอร์ แบรนเดนเบอร์เกอร์ จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ก็ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตจากฝ่ายทหารเพื่อเข้าไปศึกษาในพื้นที่ร่วมกับทีมของเซอเทเซน แต่ตอนนี้ก็ต้องหยุดภารกิจไว้ เพราะอุปสรรคจากทั้งความเย็นและไวรัสโควิดนั่นเอง

(1 – ภาพแสดงถึงการเรียกสรรพสัตว์ขึ้นเรือ) (2 – ภาพ 3D ใต้ท้องเรือ) (3- Ekrem Akurgal นักโบราณคดีชาวตุรกี ภาพถ่ายเมื่อ 1994)

ทั้งนี้ เรือโนอาห์ ที่ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาล บทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก มีลักษณะดังนี้ ยาว 150 เมตร , กว้าง 25 เมตร , สูง 15 เมตร , ภายในเรือมีทั้งหมด 3 ชั้น และสัตว์ที่มีโอกาสได้หนีตายขึ้นเรือคือสัตว์ทุกชนิดบนโลก ชนิดละ 1 คู่ (2 ตัว) ซึ่งหากลองคำนวณเล่น ๆ ว่า โลกมีสัตว์บกประมาณ 6.5 ล้านสปีชีส์ ต่อให้ลดน้ำหนักเหลือเพียงตัวละ 1 กิโลกรัม หากนำมาอย่างละ 1 ตัว ก็ยังหนักมากถึง 65,000 ตัน เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำหนักที่คาดว่าเรือลำนี้จะบรรทุกได้ราว 2,000 ตัน จะเห็นได้ว่า เรือบนหุบเขาอารารัตลำนี้ไม่สามารถบรรทุกสัตว์ทั้งหมดขึ้นเรือได้ตามหลักการวิทยาศาสตร์ครับผม

(เอาล่ะอย่าเพิ่งดราม่า ข้อความย่อหน้าด้านบนเป็นเพียงการคำนวณเล่น ๆ เท่านั้น เพราะสื่อหลายสำนักก็ระบุว่า โนอาห์ไม่ได้นำสัตว์ทุกชนิดบนโลกขึ้นเรือ แต่เลือกนำขึ้นเรือเพียง 4 หมื่นตัวเท่านั้น) จบแล้วครับผม หากชอบเรื่องราว เจ๋ง ๆ ยาว ๆ แบบนี้ อย่าลืมรีวิวในเพจให้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับบบบบ

Fact – นอกจากบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลแล้ว ตำนานน้ำท่วมโลก (Apocalyptic events) ยังปรากฎอยู่ในอีกหลายอารยธรรมโบราณ เช่น สุเมเรียน เมโสโปเตเมีย กรีก จีน ยูดาย รวมทั้งในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลามก็มีการกล่าวถึงตำนานการล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ด้วยน้ำจำนวนมหาศาลรูปแบบนี้ทั้งสิ้น

เรื่องจริงสุดดาร์คของนิทาน “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” (ณ ฝรั่งเศสเมื่อ 500 ปีที่แล้ว)

“โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” (Beauty and the Beast) คือนิทานที่บริษัทวอลต์ดิสนีย์เป็นเจ้าของ ซึ่งทั้งเวอร์ชั่นการ์ตูนหรือภาพยนตร์ก็โด่งดังไปทั่วโลก แต่รู้หรือไม่นิทานเวอร์ชั่นแรกสุดที่เขียนโดย กาบริเอล ซูซาน การ์บอท เดอ วิลล์เนิฟร์ (Gabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve) นักเขียนชาวฝรั่งเศส และถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1740 นั้น มีที่มาจากเรื่องจริง !!! และอะไรที่มาจากเรื่องจริงก็มักจะโคตรดาร์คเสมอ

กาบริเอล ซูซาน และ เปตรุส กอนซาลวัส บุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็น “โรคหมาป่า”

“อสูรตัวจริง” คือบุคคลที่มีอาการผิดปกติซึ่งหาได้ยาก ชื่อว่า เปตรุส กอนซาลวัส (Petrus Gonsalvus) เกิดเมื่อปี ค.ศ.1537 ที่เกาะคะแนรี ประเทศสเปน เขามีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Hypertrichosis หรือ “โรคหมาป่า” เกิดจากยีนพิเศษในโครโมโซม X ผิดปกติ ส่งผลให้เส้นผมและเส้นขนทั่วร่างกายยาวเป็นพิเศษจนดูเหมือนมนุษย์หมาป่านั่นเอง นี่เป็นความผิดปกติที่พบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ณ ปัจจุบันทั่วโลกพบผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ น้อยกว่า 100 ราย

ด้วยความแปลกสุด ๆ ในสมัยนั้น ทำให้เมื่อกอนซาลวัสอายุได้เพียง 10 ขวบ เขาก็ถูกจับใส่กรงและส่งลงเรือเพื่อเดินทางไปเป็นของขวัญในพิธีบรมราชภิเษกของ กษัตริย์อองรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศส (Henry II of France) โดยระหว่างก่อนที่จะได้กษัตริย์ เด็กชายกอนซาลวัสถูกจับขังไว้ในคุกใต้ดินตลอดเวลา และยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งเท่านั้น จนกระทั่งหมอสรุปว่าเขาป่วยและเขาเป็นมนุษย์เหมือพวกเรานี่แหละ เขาจึงรอดชีวิตจากคุกแห่งนั้นมาได้

ภาพจากสารคดี The true story of “The Beauty and the Beast” ผลงานของช่อง Universum ซึ่งบอกเล่าเรื่องนี้อย่างละเอียด

ต่อมากษัตริย์อองรีที่ 2 ตัดสินพระทัยให้กอนซาลวัสได้เรียนหนังสือแม้จะคิดว่ามันไม่ค่อยเข้าท่า เพราะเด็กคนนี้ดูคล้ายสัตว์มากกว่าจะเป็นมนุษย์ แต่ปรากฏว่า เมื่อได้รับการศึกษาและได้รับการดูแลที่ดี กอนซาลวัสสามารถพูดทั้งภาษาฝรั่งเศสและลาตินได้อย่างคล่องแคล่ว อีกทั้งยังปฏิบัติธรรมเนียมต่าง ๆ ของชนชั้นสูงได้แบบไร้ที่ติอีกด้วย

เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี กอนซาลวัสก้าวหน้าทั้งการศึกษาและความประพฤติจนไดรับโอกาสเป็นสมาชิกของราชสำนัก แต่แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ใครต่อใครก็ปฏิบัติต่อเขาด้วยความไม่เต็มใจ แต่ทุกคนก็ต้องยอมทำตามที่เขาร้องขอ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นขุนนางคนหนึ่ง ซึ่งการจะขัดคำสั่งของคนในวังนั้นไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย (ตามอ้างอิงระบุว่า เขาสุภาพและอ่อนโยนกับลูกน้องมาก)

หลุมฝังศพ ณ มหาวิหารแซ็ง-เดอนี กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

จนกระทั่ง กษัตริย์อองรีที่ 2 เสด็จสวรรคต (เพราะถูกแทงที่ตาระหว่างเล่นกีฬาประลองยุทธบนหลังม้า) ทำให้ “แคทเธอรีน เดอ เมดิซี” (Catherine de’ Medici) ผู้เป็นอัครมเหสีได้ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทน อัครมเหสีท่านนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองฝรั่งเศสที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากเธอมีส่วนทำให้เหตุการณ์สังหารหมู่วันเซนต์บาโทโลมิวเกิดขึ้น (คนนับถือนิกายโรมันคาทอลิก ฆ่าคนนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ มีคนตายทั่วประเทศนับหมื่นคน)

ซึ่งเธอนั้นทั้งเกรี้ยวกราดและเจ้าอารมณ์ คงไม่ต้องพูดถึงกอนซาลวัสจากเดิมที่หมั่นไส้อยู่แล้ว ครั้งนี้พอมีอำนาจกอนซาลวัสจะเหลือหรอ โดยเธอปิ๊งไอเดียนึงขึ้นมาว่า ถ้าให้เขาแต่งงานกับผู้หญิงสักคนเพื่อให้มีลูกที่มีลักษณะสัตว์ป่าเช่นเดียวกับเขาเกิดขึ้นมาล่ะ มันต้องเป็นเรื่องสนุกแน่เลย !!

ภาพวาดของ เปตรุส แคทเธอรีน บุตรชาย บุตรสาว ซึ่งเป็นโรคหมาป่าเช่นเดียวกับเขา

แคทเธอรีนไม่รอช้ารีบจัดหาหญิงสาวมาสนองไอเดียของตัวเองทันที โดยหญิงผู้นั้นมีชื่อว่า “แคทเธอรีน” (ชื่อเดียวกับเธอ) ซึ่งใช้เวลาไม่นานเธอก็ได้แต่งงานกับกอนซาลวัส แต่ดูเหมือนไอเดียที่อยากกลั่นแกล้งกลับกลายเป็นไอเดียที่ทำให้กอนซาลวัสพบกับรักแท้สะงั้น โดยทั้งคู่อยู่ดูแลกันตลอดชีวิต แถมยังมีลูกด้วยกันทั้งหมดกว่า 7 คน !!!

แต่ถึงอย่างไร ไอเดียสุดชั่วร้ายของแคทเธอรีนก็เป็นจริง เพราะลูกทั้ง 5 คน ของกอนซาลวัสมีความผิดปกติ เป็นโรคหมาป่าเช่นเดียวกับเขา ซึ่งการกลั่นแกล้งยังไม่หยุดแค่นั้น แคทเธอรีนได้สั่งให้ครอบครัวของเขาเดินทางไปแสดงตัวทั่วยุโรป อีกทั้งลูก ๆ รวมถึงกอนซาลวัสยังถูกศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการ ทำให้มีภาพวาดของเขาและลูก ๆ ปรากฏอยู่บนหน้าตำราการแพทย์หลายเล่มนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลี ให้ความเห็นต่อเรื่องของกอนซาลวัสว่า นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน เพราะพวกเขาไม่ได้คุมขัง แต่ก็ไม่ได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่ การเดินทางไปโชว์ตัวหรือให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบของพวกเขานั้น แน่นอนว่าย่อมได้รับค่าตอบแทนสูง ดังนั้น ถ้าไม่นับการถูกรังเกียจหรือได้รับการปฏิบัติแย่ ๆ  ครอบครัวของกอนซาลวัสก็น่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีเงินเก็บจากการเดินสายโชว์ตัวมากพอสมควรเลยล่ะ

ภาพจาก National Gallery of Art Washington

ซึ่งหลังจากเดินทางไปทั่วยุโรป กอนซาลวัสก็ตัดสินใจย้ายครอบครัวไปอยู่อย่างสงบในแถบชนบทของอิตาลี และหายไปจากการรับรู้ของสังคม อ่านมาถึงตรงนี้ก็คล้ายกับว่าจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งใช่มั้ยครับ แต่เดี๋ยวก่อน ตามบันทึกประวัติศาสตร์บอกให้เราทราบว่า เมื่อกอนซาลวัสรวมถึงลูก ๆ คนที่มีความผิดปกติ Hypertrichosis ได้ตายไป ไม่มีเพื่อนบ้านหรือสัปเหร่อคนใดยอมร่วมพิธีศพหรือฝังศพให้ เพราะพวกเขาถูกมองว่าเป็นสัตว์ป่ามากกว่าเป็นมนุษย์ … เรื่องจริงของนิทานเรื่องนี้ จบแล้วครับ

Fact – โรคมนุษย์หมาป่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.Hypertrichosis ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีขนยาวปกคลุมทั่วทั้งตัว และ 2.Localized hypertrichosis ซึ่งจะทำให้มีขนยาวที่อวัยวะบางส่วน และนอกจากจะพบในมนุษย์แล้ว ยังพบได้ในสัตว์ชนิดอื่นด้วย กรณีที่พบแล้วตอนนี้คือ แมว ชะนี และม้า

ผู้ก่อตั้งเว็บเทรด ตายไปพร้อมกับเงิน 5,700 ล้าน นักลงทุนไม่เชื่อ !! ขอขุดศพพิสูจน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ.2019 รายงานข่าวจาก Coindesk (สำนักข่าวชื่อดังด้านบิทคอยน์และเงินคริปโตฯ Crypto) ตามรายงานระบุว่า “เจอรัลด์ คอตเตน” ผู้ก่อตั้งบริษัท QuadrigaCX วัย 30 ปี (บริษัทบริการแลกเปลี่ยนเงินคริปโตฯ ที่เคยมีมูลค่าสูงสุดในแคนาดา) ได้เสียชีวิตจากโรคโครห์น (Crohn’s Disease) เป็นความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ระหว่างท่องเที่ยวในอินเดีย

ทนายความของนักลงทุนในเงินคริปโต QuadrigaCX ยื่นคำร้องต่อศาลขอขุดศพนายเจอรัลด์ คอตเตน ขึ้นมาพิสูจน์ว่าเขาตายจริง ๆ

ซึ่งข่าวร้ายนี้แทนที่จะมีคนแสดงความเสียใจ แต่กลุ่มนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของบริษัทกลับไม่เชื่อว่าเขาตายจริง ๆ และได้รวมตัวกันยื่นเรื่องขอขุดศพของ CEO หนุ่มขึ้นมาพิสูจน์ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแผนสร้างข่าวว่าตัวเองตาย เพื่อหอบเงินหนีมากกว่า

ปัญหาความไม่เชื่อใจนี้เกิดขึ้นจาก บริษัท QuadrigaCX มีวอลเล็ทมูลค่า 190 ล้านดอลลาร์แคนาดา (5,740 ล้านบาท) แต่นายคอตเตนได้เสียชีวิต โดยไม่เปิดเผย KEY หรือรหัสผ่านของวอลเล็ท (Wallet ที่เก็บคริปโตฯ) ข่าวการตายของนายคอตเตน จึงไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงวิธีทำธุรกิจที่น่าสงสัยของบริษัทที่เขาดำเนินการอยู่ คอตเตนจึงถูกกล่าวหาว่าเขาได้ทำการหลอกลวงอย่างซับซ้อน โดยวางแผนให้ทุกอย่างจบสิ้น เมื่อเขาทำเป็นแกล้งตาย

มูลค่าของ QuadrigaCX ในการแลกเปลี่ยนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019

ซึ่งหลังจากการเสียชีวิต ศพของนายคอตเตนถูกนำกลับมาฝังไว้ที่ประเทศแคนาดาตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว … ต่อมาจึงมีคำร้องเพื่อขอขุดศพถูกส่งมายังสำนักงานกฎหมาย ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียประโยชน์จากเงินคริปโตฯ โดยคำร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติของแคนาดามีใจความสำคัญว่า

“จุดประสงค์ของคำร้องฉบับนี้ คือการร้องขอในนามของผู้ลงทุนที่ได้รับผลกระทบ ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแคนาดา ดำเนินการขุดศพและชันสูตรศพของนายเจอรัลด์ คอตเตน เพื่อยืนยันตัวตนและสาเหตุของการเสียชีวิต เนื่องจากสถานการณ์ที่น่าสงสัยของการเสียชีวิตของนายคอตเตน และการสูญเสียที่สำคัญยิ่งของผู้ลงทุนที่ได้รับผลกระทบ”

และยังระบุเพิ่มเติมว่า “ขอให้กระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2020 เนื่องจากเป็นกังวลต่อสภาพของศพ”

และแม้ว่านางเจนนิเฟอร์ โรเบิร์ตสัน ภรรยาของเขาจะยืนยันว่าเขาตายสามีของตนจากไปแล้วจริง ๆ โดยได้แสดงใบมรณะบัตรยืนยัน และออกมาประกาศว่าธุรกิจทั้งหมดของบริษัทดำเนินการผ่านคอมพิวเตอร์ของนายคอตเตนเท่านั้น  ! ซึ่งเธอได้ลองความเป็นไปได้ของทุกรหัสผ่านแล้ว แต่ก็ไม่ถูกต้อง

แม้ว่าจะน่าเห็นใจที่จะต้องเสียทั้งสามีและบริษัทไป แต่เหล่าเจ้าหนี้กว่า 115,000 รายคงไม่คิดเช่นนั้น เพราะทุกคนต่างแสดงหลักฐานต่าง ๆ ที่ส่อถึงความไม่สุจริต เช่น การที่นางโรเบิร์ตสันพยายามซื้ออสังหาริมทรัพย์มากมายโดยใช้ชื่อปลอม หรือใช้บัญชีทรัพย์สินท์ของนายคอตเตนในการทำธุรกรรมการเงินต่าง ๆ แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วก็ตาม

(ซึ่งจนถึงตอนนี้วันที่ 13 พฤษภาคม 2020 ก็ยังไม่มีข่าวอัพเดตเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งเรื่องขุดศพหรือการคืนเงินเลยครับ ก็ต้องมารอลุ้นนะครับว่า หลังจากสิ้นเดือนมิถุนายน วันสิ้นสุดของฤดูใบไม้ผลิทางศาลที่แคนาดาจะว่าอย่างไร ? หากมีอะไรอัพเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ Flagfrog จะรีบนำมาเสนอให้เร็วที่สุดเลยครับ)

Fact – ผลสำรวจเมื่อเดือนมกราคม 2018 พบว่า ทั่วโลกมีเงินคริปโตฯ มากกว่า 1,384 สกุล ขณะที่การสูญหาย การขโมย และการฉ้อโกง เงินคริปโตฯ เพิ่มขึ้น 150% ภายในปีเดียว เช่น การปิดตัวอย่างกระทันหันของแพลตฟอร์มซื้อขายของหลายบริษัท รวมถึงการถูกแฮกหรือขโมยเหรียญในวอลเล็ตไปเป็นจำนวนมหาศาล

อ่านต่อ –  จีนกำลังพิจารณา “แบน” การขุดบิทคอยน์ หลังพบว่ามันสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ

พบ “ตัวต่อวิวัฒนาการ” (ฉลาดขึ้น) จนสามารถจดจำใบหน้าของเพื่อน ๆ ในรังได้

ทีมนักวิจัยจาก Cornell University ใช้วิธีการศึกษาที่เรียกว่า “ชีววิทยาโมเลกุลประชากร” (Population genomics) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “ตัวต่อกระดาษ” (Paper Wasp) มีความเฉลียวฉลาดเพิ่มขึ้น จนพัฒนาความสามารถใหม่เพิ่มเข้ามาได้ นั่นคือ สามารถจดจำใบหน้าของต่อตัวอื่น ๆ ในรังเดียวกันได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการวิวัฒนาการ และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย

ต่อกระดาษ (Image Wikimedia)

โดยการศึกษานี้ พยายามหาคำตอบว่า พวกมันพัฒนามาทักษะสุดพิเศษนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ? ซึ่งเป็นสิ่งที่แมลงส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้

Michael Sheehan ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาและพฤติกรรม กล่าวว่า พฤติกรรมของต่อกระดาษที่ค้นพบนี้ เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ การหาอาหาร หรือปรสิต แต่เป็นไปเพื่อพัฒนาความสามารถในการสื่อสารระหว่างกันโดยตรง อีกทั้งการจดจำใบหน้าของมันยังมีความแม่นยำเสมือนการระบุ DNA แต่พวกมันสามารถทำได้โดยการระบุตัวตนจากการมองเห็นเท่านั้น

ภาพ รังต่อกระดาษ (Image attackpestcontrol.au)

ซึ่งสำหรับสัตว์มีกระดูกสันหลังหลายชนิด การจดจำใบหน้าของสัตว์ตัวอื่น อาจเกิดขึ้นได้ในบางครั้ง เพราะส่วนมากสัตว์จะจดจำกันผ่านกลิ่น แต่สำหรับแมลง ความสามารถในการจดจำใบหน้าเป็นสิ่งที่แปลกมาก มีแมลงไม่กี่ชนิดบนโลกที่สามารถทำได้ แต่ในกรณีของต่อกระดาษ ในหนึ่งรังอาจมีราชินีมากกว่า 1 ตัว ความสามารถดังกล่าวจึงอาจช่วยให้ราชินีต่อรองเรื่องอำนาจกันได้

ศาสตราจารย์ Sheehan กล่าวเสริมว่า การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับเรื่องวิวัฒนาการว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ก็อาจทำให้เกิดการวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดได้เช่นกัน เพราะการที่ตัวต่อสามารถจดจำใบหน้าได้ ช่วยแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างรวดเร็วของความสามารถทางสติปัญญา เป็นรูปแบบการสื่อสารที่มีความสำคัญ เช่นเดียวกับ การมีภาษาพูดของมนุษย์

และศาสตราจารย์ยังพูดติดตลกอีกด้วยว่า “ถ้าหากมันสามารถจดจำใบหน้าของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และพูดคุยกันได้ มนุษย์เราคงมีปัญหาใหญ่กันแล้วล่ะ”

From NatGEO

สรุป – แม้ตอนนี้งานวิจัยจะยังบอกไม่ได้ว่า สาเหตุใดคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการวิวัฒนาการของพวกมัน แต่ความสามารถในการจดจำใบหน้าที่พวกมันเพิ่งได้รับ ถือเป็นการวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดสำหรับทักษะการสื่อสารของแมลงชนิดนี้เลยล่ะครับ

Fact – ต่อกระดาษ ชื่อวิทยาศาสตร์ Polistes stigma จะนำเส้นใยจากพืชมาผสมกับน้ำลายเพื่อสร้างเป็นรังขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถกันน้ำได้ รังของมันมีลักษณะคล้ายกระดาษสีน้ำตาล ซึ่งเป็นที่มาชื่อของของมันนั่นเอง

อ่านต่อ –  หากผึ้งหายไปจากโลกเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือวันที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์แล้วจริง ๆ

“เชื้อรา” ที่เติบโตในซากเชอร์โนบิล อาจเป็นกุญแจสู่การต้านทานรังสีในอวกาศ

เหตุการณ์ระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อปี 1986 คือหายนะด้านสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม ในปี 1991 หลายปีหลังจากเหตุระเบิด นักวิจัยได้เดินทางเข้าไปสำรวจ จนได้พบกับ เชื้อราสีดำชนิดหนึ่ง ที่กำลังเติบโตอยู่บนผนังของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ราวกับว่าการแผ่รังสีดึงดูดให้พวกมันเติบโตขึ้นยังไงยังงั้น

เชื้อราจากเชอร์โนบิล (Image businessinsider)

จากนั้นอีก 12 ปีต่อมา Ekaterina Dadachova ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ และเพื่อนร่วมงาน ได้รับตัวอย่างเชื้อราสีดำดังกล่าว จนตรวจพบว่า พวกมันสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเชื้อราปกติ

เชื้อราจากเชอร์โนบิล 3 ชนิดที่นำมาศึกษา ได้แก่ Cladosporium sphaerospermum, Cryptococcus neoformans และ Wangiella dermatitidis ซึ่งทั้งสามชนิดนี้ มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมาก ซึ่งเม็ดสีเมลานินที่ว่า
เป็นแบบเดียวกันกับที่พบบนผิวหนังของคนเรา โดยเฉพาะคนที่มีผิวสีเข้ม

เชื้อราขึ้นที่ผนังอาคารในเชอร์โนบิล (Image techeblog)

เมลานิน (Melanin) คือสารที่มีคุณสมบัติในการดูดซับแสง และกระจายรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งในเชื้อราทั้ง 3 ชนิดต่างมีคุณสมบัติดูดซับรังสีและแปลงเป็นพลังงานเคมีเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต เช่นเดียวกับพืชที่ใช้คลอโรฟิลด์ในการสังเคราะห์แสง

และเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อราที่สามารถดูดซับรังสีได้ นักวิจัยในห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion ได้ส่งเชื้อราจำนวน 8 สปีชีส์จากเชอร์โนบิลไปยังสถานทีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อค้นหาว่ามันจะตอบสนองอย่างไรต่ออวกาศ พื้นที่ที่ได้รับรังสีมากกว่าบนโลกถึง 40-80 เท่า

Power Plant’s จากห้องหมายเลข 4

ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีผลการวิจัยเพิ่มเติม เพราะข่าวนี้เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา แต่นักวิจัยหวังว่า มันจะสามารถผลิตโมเลกุลที่สามารถดัดแปลงเป็นยาที่ช่วยให้มนุษย์อวกาศสามารถนำไปสร้างสิ้นที่ป้องกันการแผ่รังสีในอวกาศได้

Fact – ความรุนแรงของเหตุการณ์เชอร์โนบิล มีอานุภาพรังสีมากกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มใส่เมืองนางาซากิและฮิโรชิมา 100 เท่า ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณ 30 กิโลเมตร ต้องย้ายออกทันที ยกเว้นเหล่าหมาป่าสีเทา ที่ตอนนี้พวกมันกำลังกลายพันธุ์ ซึ่งการกลายพันธุ์ที่ว่า ไม่ได้หมายถึงพวกมันจะแข็งแรงหรือมีพลังพิเศษ แต่พวกมันจะมีอายุขัยและอัตราการเกิดที่ลดลงเนื่องจากส่งต่อสารเคมีจากรุ่นสู่รุ่นต่างหาก อ่านเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่ครับ – ฝูงหมาป่าในเชอร์โนบิล

ขุดพบกระบองโบราณ อายุ 5,500 ปี ที่ออกแบบให้ต้องปลิดชีพ ในการหวดโดนครั้งเดียว

เมื่อปี 2017 วารสารมหาวิทยาเคมบริดจ์ ได้เผยแพร่การขุดค้นพบพบ “ท่อนไม้เก่าแก่” ในหลุมฝังศพริมแม่น้ำเทมส์ ประเทศอังกฤษ ที่มีลักษณะคล้ายเครื่องมือบางอย่าง และน่าจะมีอายุราว 3,500 ปีก่อนคริสตกาล (ยุคทองแดง)

โดยหากมองแบบผิวเผินลักษณะของมันไม่น่าประทับใจเท่าไหร่นัก และนักโบราณคดีก็ไม่แน่ใจว่ามันมีไว้เพื่ออะไร แต่เมื่อทำการคำนวณและสร้างแบบจำลอง ก็ทำให้ได้ภาพจำลอง 3 มิติ ที่ดูน่าจะเป็น “กระบองไม้” ซึ่งมีลักษณะคล้ายใบพาย แต่มีความหนามากกว่า นักวิจัยจึงมั่นใจว่า มันไม่ได้มีไว้เพื่อทำอาหารหรือเกมกีฬาแน่ แต่มันคือ “อาวุธชนิดหนึ่ง” แน่นอน

จากแบบจำลอง 3 มิติที่ได้ นักวิจัยจึงทำการแกะสลักไม้ขึ้นรูปเท่าของจริง เพื่อทดสอบ และตั้งชื่อมันว่า “จอมทุบแห่งเทมส์” (Thames Beater) ซึ่งเมื่อสร้างขึ้นมาสำเร็จก็พบว่า ส่วนที่คล้ายใบพายมีความหนาหนักกว่าที่คาด และส่วนปลายที่เป็นด้ามจับจะแคบ  ซึ่งเมื่อทำการทั้งสอบทั้งเหวี่ยงและทุบ ทำให้ทราบว่าอาวุธหน้าตาแบบนี้มีโมเมนตัมไม่น้อยเลย

ภาพเปรียบเทียบกะโหลกจำลองจากหุ่นซึ่งถูกทุบด้วยไม้กระบอง “จอมทุบแห่งเทมส์” กับกะโหลกที่พบริมแม่น้ำเทมส์ (dailymail.co.uk)

เมื่อแปลกใจกับอานุภาพของอาวุธที่เพิ่งค้นพบ นักวิจัยจึงขอให้อาสาสมัครชายอายุ 30 ปี ทดลองใช้อาวุธชนิดนี้ โดยขอให้ตีไปที่หุ่นจำลองซึ่งมีกะโหลมนุษย์จำลองอยู่ภายใน (วัสดุที่ใช้ทดลองเกรดเดียวกับทางการทหาร)

ผลปรากฎว่า การฟาดเต็มแรงเพียงคร้ังเดียว สามารถทำลายกะโหลกศรีษะของหุ่นจำลองได้ในทันที และนอกจากการโจมตีระยะประชิด ก็ยังสามารถเขวี้ยงกระบองออกไปให้กระทบกับเป้าหมายระยะไกลได้อย่างง่ายดาย

หลังการทดสอบประสิทธิภาพเสร็จสิ้น นักวิจัยได้เปรียบเทียบอาการบาดเจ็บกับกะโหลกมนุษย์ที่พบริมแม่น้ำเทมส์ ปรากฎว่ามีอย่างน้อยหนึ่งกะโหลก ที่มีรอยแตกที่เกือบจะเหมือนกันกับผลทดลอง ดังนั้นการเสียชีวิตของเจ้าของกะโหลกผู้นั้นก็น่าจะมาจากกระบองไม้ “จอมทุบแห่งเทมส์” ชิ้นนี้ก็เป็นได้

นี่จึงเป็นการค้นพบอาวุธโบราณอายุกว่า 5 พันปี ที่มีอานุภาพร้ายแรงอย่างไม่ธรรมดา เห็นทู่ ๆ ตลก ๆ แบบนี้ ประมาทไม่ได้เลยนะครับ แค่ครั้งเดียวก็สามารถทำให้กะโหลกแตกถึงตายได้เลย

Fact 1 – หากเกิดแรงกระทำ (Action force) ต่อกะโหลกศีรษะเพียง 40 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว [PSI] ก็สามารถทำให้กะโหลกแตกร้าวได้ แต่ถ้ามีหนังศีรษะหุ้มอยู่ต้องใช้แรงประมาณ 400 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว [PSI] จึงจะทำให้กระโหลกถึงขั้นแตกร้าว นั่นเทียบเท่ากับการถูกปืนตะปูยิงจ่อศรีษะพร้อมกัน 5 นัดเลยทีเดียว

Fact 2 – อาวุธโบราณ (History Weapon) ที่มีอานุภาพมากที่สุดคือ เทรบูเชต (Trebuchet) หรือเครื่องดีดกระสุนขนาดใหญ่ สามารถดีดกระสุนไปได้ไกลหลายร้อยเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กระสุนไฟ”ซึ่งอาณาจักรไบแซนไทน์ได้ใช้มันในช่วงสงครามครูเสด และกลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งอยู่นานหลายร้อยปี

อ่านต่อ- แจ็ค เชอร์ชิลล์ นายทหารผู้ปฏิเสธปืน แต่เลือกใช้ดาบและธนู ในศึกสงครามโลก II