รู้จัก “มูนา ลิซ่า” (Moona Lisa) อนุสาวรีย์สุดเกรียน สร้างขึ้นล้อเลียน “โมนา ลิซ่า” แบบสวย

0

เมื่อศิลปะนั้นไร้ขอบเขต ผลงานของศิลปินหลาย ๆ คนจึงมาจากการตีความและนำเสนอในมุมมองที่เราอาจคาดไม่ถึง เหมือนดังเช่นประติมากรรมสุดเกรียนที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ที่มีชื่อว่า “มูนา ลิซ่า” (Moona Lisa) ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของภาพวาดโมนา ลิซ่า มาเป็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่กำลังแสดงอิริยาบถล้อเลียนคนอื่นด้วยการ “เปิดก้น”

ภาพวาดโมนา ลิซ่าดั้งเดิม (ซ้าย) ซึ่งถูกตีความใหม่เป็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่แสดงท่าทางของโมนา ลิซ่ากำลังเปิดก้นล้อเลียน

จุดเริ่มต้นของผลงานที่ว่านี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2007 โดยศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังชาวอังกฤษอย่าง “นิก วอลเกอร์” (Nick Walker) ซึ่งได้ยินคำพูดจากเพื่อนศิลปินกราฟิตี้ด้วยกันอย่าง “บริสโตเลียน แบงค์ซี” ที่มองว่าลูกเล่นต่าง ๆ ที่นำมาใช้ตีความ หรือต่อยอดภาพวาดโมนา ลิซ่านั้น “ตัน” หมดแล้ว และคงไม่มีใครสามารถสร้างอะไรใหม่ ๆ ออกมาได้อีก ด้วยเหตุนี้ นิกจึงได้ตอบสนองความท้าทายดังกล่าว ด้วยภาพวาดมูนา ลิซ่า ซึ่งมาจากคำว่า Mooning ที่หมายถึงการล้อเลียนอีกฝ่ายด้วยการเปิดก้นนั่นเอง

แน่นอนว่าภาพวาดสุดเกรียนนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ส่งให้ชื่อของนิกโด่งดังมากยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กับที่รูปภาพของเขาได้ถูกนำไปประมูลจนสามารถทำเงินได้มากถึง 3.7 ล้านบาท (เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนปี 2007) ซึ่งพุ่งสูงกว่า 10 เท่าของราคาที่ถูกคาดการณ์ไว้ ก่อนที่ใน 14 ปีให้หลัง มันจะถูกนำมาเล่าใหม่อีกครั้งในรูปแบบประติมากรรมทองสัมฤทธิ์

(ภาพใหญ่) นิก วอลเกอร์, (ภาพเล็ก) ผลงานภาพวาดที่เขาวาดไว้เมื่อปี 2007

โดยประติมากรรมมูนา ลิซ่าสร้างขึ้นจากภาพถ่าย 360 องศา ของนางแบบคนหนึ่งที่ต้องสวมชุดโมนา ลิซ่าและเปิดก้นทำท่าดังกล่าว ซึ่งถูกถ่ายด้วยกล่อง DSLR จำนวน 160 ตัว เพื่อนำไปสร้างแบบจำลองดิจิตอบสำหรับการสร้างแม่พิมพ์ 3 มิติ ก่อนจะถูกส่งไปยังโรงหล่อ Pangolin Editions และกลายมาเป็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ขนาดสูง 1.8 เมตรและหนัก 260 กิโลกรัม

ปัจจุบัน รูปปั้นดังกล่าวถูกนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ M Shed ในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ ภายใต้นิทรรศการ Vanguard: Bristol Street Art โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นพื้นที่สำหรับศิลปินที่ต้องการนำเสนอมุมมองแปลกใหม่ ซึ่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมารูปปั้นของเอ็ดเวิร์ด โคลสตัน ที่ถูกโค่นล้มลงระหว่างการประท้วงเรื่อง Black Lives Matter ในปีที่แล้วและถูกทิ้งที่ท่าเรือบริสตอล ได้นำมาจัดแสดงที่นี่ด้วยเช่นกัน

สำหรับนิก วอลเกอร์ ถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการศิลปะข้างถนน (Street Art) หลังจากเริ่มมีผลงานชิ้นแรกตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 โดยพิพิธภัณฑ์ M Shed ยกย่องว่านิกคือ ผู้ที่บุกเบิกและคอยขับเคลื่อนผลงานศิลปะใต้ดินของเมืองบริสตอลทั้งในแง่สังคมและการเมือง

Fact – ภาพวาดโมนา ลิซ่าเป็นผลงานชิ้นเอกของลีโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ซึ่งถูกวาดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าภาพนี้เป็นภาพเหมือนของมาดามลิซ่า จิโอคอนโด ซึ่งเป็นภรรยาของเศรษฐีชาวฟลอเรนซ์ โดยลีโอนาร์โดไม่เคยมอบภาพวาดนี้ให้กับครอบครัวจิโอคอนโด ก่อนที่ในปี ค.ศ.1517 มันจะถูกซื้อโดยกษัตริย์ฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศสและแขวนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ตั้งแต่ปี 1797 จนถึงปัจจุบัน

รู้จัก “แมนชินีล” ต้นไม้อันตรายที่สุดในโลก ฉายา Death Apple (ห้ามกิน ห้ามยืนใต้ต้น)

0

หลายคนอาจจะพอรู้จักต้นไม้ที่มีพิษกันมาบ้าง ส่วนใหญ่แล้วสารพิษของต้นไม้มักจะออกฤทธิ์ต่อเมื่อเรารับประทานเข้าไป หรือร้ายแรงหน่อยอาจจะออกฤทธิ์หากสัมผัสโดน แต่กับเจ้าต้น “แมนชินีล” (Manchineel) จัดได้ว่าเป็นต้นไม้ที่อันตรายมากที่สุดในโลก เพราะแค่เพียงยืนอยู่ใต้ร่มของมันคุณก็อาจโดนพิษเข้าเต็ม ๆ

โดย “แมนชินีล” เป็นไม้ดอกที่มีความสูงได้มากถึง 15 เมตร มักขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลแคริบเบียนและอเมริกามองดูภายนอกแล้วมันก็เหมือนต้นไม้ธรรมดา ๆ มีดอกสีเหลืองเขียว, ใบสีเขียว และผลสีเขียวคล้ายแอปเปิ้ล (นั่นจึงเป็นที่มาของอีกชื่อที่เรียกกันว่า แอปเปิ้ลชายหาด)

คำถาม : ทำไมมันถึงได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่อันตรายมากที่สุดในโลก? ตอบ : นั่นเป็นเพราะต้นแมนชินีลสามารถสร้างยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนม ประกอบด้วยสารฟอร์บอล (Phorbol) ที่ทำให้เกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังของสิ่งมีชีวิตได้ และเนื่องจากน้ำยางนี้มันถูกลำเลียงไปทั่วทั้งลำต้นแมนชินีล ทุกส่วนของต้นไม้ชนิดนี้จึงเป็นพิษทั้งสิ้น

ผลของต้นแมนชินีล ที่นิยมเรียกกันว่า แอปเปิ้ลชายหาด

พิษสงของต้นแมนชินีลนั้นเลื่องชื่อเอามาก ๆ คนในพื้นที่จะทราบกันดีว่าไม่ควรเข้าใกล้ต้นไม้ชนิดนี้ เพราะเพียงแค่คุณไปยืนอยู่ใต้ร่มเงาของมันในช่วงที่ฝนตก (เพราะหวังว่าจะใช้เป็นที่หลบฝน) น้ำยางอาจปะปนมากับน้ำฝนที่โดนใบของแมนชินีล เพียงแค่น้ำฝนหยดแรกแตะโดนผิวหนังของคุณ ก็อาจเกิดแผลพุพองปวดแสบปวดร้อนได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่ฝนซาแล้วมีไอน้ำขึ้นปกคลุมพื้นที่ ไอน้ำบางส่วนที่ลอยผ่านต้นแมนชินีลอาจมีสารพิษปะปนมาด้วย แม้มันจะไม่รุนแรงจนทำให้ผิวหนังเกิดแผลพุพองเหมือนกรณีแรก แต่มันอาจทำให้คุณแสบจมูกเวลาหายใจ หรือแสบตาจากไอน้ำที่ลอยผ่านเข้ามา

แต่นั่นยังไม่รุนแรงเท่าการที่คุณกินผลของมันเข้าไปโดยตรง ลูกแอปเปิ้ลชายหาดของมันอุดมไปด้วยสารพิษฟอร์บอล เมื่อเนื้อของมันสัมผัสกับลิ้น ในช่วงแรกจะมีรสชาติหวานก่อนที่จะตามมาด้วยความรู้สึกเผ็ดร้อน และนั่นเป็นเพราะพิษที่กำลังเผาลิ้นของคุณอยู่จนต้องรีบคายทิ้ง

(ภาพแรก) บาดแผลจากการโดนพิษของต้นแมนชินีล , (ภาพสอง) ป้ายประกาศเตือน ห้ามกิน ห้ามจับ และห้ามยืนใต้ต้นเวลาฝนตก

หากคุณยังดื้อที่จะกลืนมันลงไป พิษจะเริ่มออกฤทธิ์ต่อหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการคล้ายคนเป็นกรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอกและแน่นหน้าอก หลังจากนั้นมันจะออกฤทธิ์ต่อกระเพาะอาหาร เกิดอาการกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที กระเพาะอาจจะทะลุ, เกิดการติดเชื้อในช่องท้อง, เกิดภาวะช็อค และนำไปสู่การเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

โชคดีที่ไม่มีรายงานของผู้เสียชีวิตที่เกิดจากต้นแมนชินีลนี้ แต่ความรุนแรงของมันนั้นทำให้ผู้ดูแลชายหาดต้องทำป้ายเตือน เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่มาเล่นน้ำเข้าใกล้ต้นไม้แสนอันตรายนี้กันเลยทีเดียว

Fact – “ต้นไม้ระเบิด” (Dynamite Tree) หรือชื่อไทย “ต้นโพธิ์ศรี” (Sandbox Tree) หนึ่งในต้นไม้ที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะนอกจากลำต้นจะมีหนามดูน่ากลัวแล้ว หนามเหล่านั้นยังมีพิษร้ายแรง (huratoxin, hurin, crepitin, lectin) แถมผลของมันที่ออกมายังสามารถระเบิดได้อีกด้วย โดยเมล็ดและเปลือกของผลจะกระจายตัวออกด้วยความเร็วกว่า 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีรัศมีอยู่ที่ 18 เมตร

“ไกรมส์” ศิลปินและแฟนสาว อีลอน มัสก์ นำดาบที่สร้างจากการหลอม AR-15 ออกงาน Metgala

ไกรมส์ (Grimes) แฟนสาวของอีลอน มัสก์ ปรากฏตัวในงาน Met Gala พร้อมกับ “ดาบ” ที่สร้างจากการหลอม ปืน AR-15 ผสมกับเหล็กและตีขึ้นใหม่ตั้งแต่ด้ามจับไปจนถึงใบดาบ ซึ่งสร้างตามแบบดาบของยุโรปในยุคกลาง ช่วงปี 1400

โดยไกรมส์และอีลอน มัสก์ มีความชอบหลายอย่างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ การ์ตูน ปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงปืนด้วย โดยปืนที่นำมาหลอมเป็นดาบของไกรมส์ชื่อเต็มคือ Colt AR-15A3 เป็นปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ หน้าตาคล้ายกับปืน M4A1 (ถ้าใครเล่นเกมน่าจะคุ้นชื่อปืนรุ่นนี้) แต่ต่างตรงที่ Colt AR-15A3 ผลิตมาเพื่อจำหน่ายให้กับพลเรือน-แต่ M4A1 ผลิตมาเพื่อเป็นอาวุธทางทหาร

ทั้งนี้ เธอให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vogue ว่า “ดาบนี่ไม่ใช่พร็อพการแต่งตัว มันคือดาบจริง ๆ แต่ไม่ต้องห่วงไปเพราะมันไม่ได้คมขนาดนั้นและก็ไม่อันตราย” ซึ่งเธอไม่ได้บอกถึงรายละเอียดความยาวและน้ำหนัก แต่คาดว่าจะหนักพอสมควรเพราะเธอไม่สามารถถือได้ด้วยมือข้างเดียว

ปืน Colt AR-15A3

และสำหรับใครที่สงสัยว่างาน Met Gala คืออะไร ? ตอบ : คืองานเลี้ยงประจำปีที่รวบรวมศิลปินและคนดังแนวหน้าจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อหารายได้เข้าสถาบันเครื่องแต่งกาย Metropolitan Museum of Art Costume Institute (หรือที่เรียกกันว่า The Met) ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1948

โดยคนที่จะสามารถเข้าร่วมงานได้นั้น ต้องได้รับเชิญจาก แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) บรรณาธิการบริหาร Vogue และประธานการจัดงาน Met Gala เสียก่อน ซึ่งผู้ที่มาเข้าร่วมจะต้องเสียค่าบัตรเข้างานเฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 เหรียญต่อคน (ประมาณ 940,000 บาท)

แต่ละปีจะมีการกำหนดธีมการแต่งตัวของแขกที่มาร่วมงาน และธีมปี 2021 คือ American Independence ซึ่งแขกแต่ละคนจะพากันแต่งตัวตั้งแต่ระดับธรรมดาไปจนถึงระดับหลุดโลก และสำหรับชุดแฟชั่นของไกรมส์ ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง Dune ของแฟรงค์ เฮอร์เบิร์ต โดยไกรมส์กล่าวว่า “ชุดนี้ต้องใช้เวลาในการสร้างรวมแล้วกว่า 900 ชั่วโมงเลยทีเดียว”

Fact – คนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับเชิญไปร่วมงาน Met Gala คือ “ป่าน-ณิชาภัทร สุภาพ” อีกทั้ง คือคนแรกในโลกและคนเดียวที่สวมชุดตัดพิเศษของ โทโมะ โคอิสุมิ ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น โดยเธอได้รับเชิญเข้าร่วมงานในปี 2019 ซึ่งค่าตั๋วในปีนั้นมีราคาอยู่ที่ 40,000 เหรียญ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท

พบกับ “อุกกาบาตเมอร์ชิสัน” วัตถุนอกโลก-อายุกว่า 4,600 ล้านปี (เกิดก่อนดวงอาทิตย์เสียอีก)

0

เมื่อปี ค.ศ.1969 ณ หมู่บ้านเมอร์ชิสัน รัฐวิกทอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เกิดเหตุ “อุกกาบาตเมอร์ชิสัน” ที่หนักรวมกันกว่า 100 กก. ตกใส่กลางหมู่บ้านและชิ้นส่วนกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ โดยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อุกกาบาตลูกนี้ก็ได้ถูกนำไปวิจัยหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งล่าสุดงานวิจัยเมื่อปี 2020 ได้มีการค้นพบ “เม็ดฝุ่นซิลิคอนคาร์ไบด์” ที่ฝังอยู่ในอุกกาบาตดังกล่าว ซึ่งถือเป็นวัสดุที่เก่าแก่ยิ่งกว่าระบบสุริยะเสียอีก

ตัวอย่างชิ้นส่วนเพียง 2 ชิ้นจากทั้งหมดของอุกกาบาตเมอร์ชิสัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการบดเศษอุกกาบาตบางส่วนให้เป็นผง จากนั้นจึงนำไปละลายในกรด เพื่อแยกให้เหลือเพียงเม็ดฝุ่นซิลิคอนคาร์ไบด์เพียว ๆ จำนวน 40 เม็ดก่อนจะนำไปหาอายุด้วยการวัดระยะเวลาที่เม็ดฝุ่นเหล่านี้ได้รับรังสีคอสมิก โดยนักวิจัยใช้รูปแบบเฉพาะในการหาปริมาณของฮีเลียมในนีออน-21 (Ne-21) ซึ่งยิ่งมีปริมาณไอโซโทปมากเท่าใด ก็ยิ่งบ่งบอกถึงความเก่าแก่ของเม็ดฝุ่นมากเท่านั้น

ซึ่งหลังจากการวัดจำนวนรังสีคอสมิกที่ทำปฏิกิริยากับเม็ดฝุ่นซิลิคอนคาร์ไบด์ พบว่า เม็ดฝุ่นส่วนใหญ่มีอายุราว 4,600-4,900 ล้านปี ซึ่งใกล้เคียงกับอายุของดวงอาทิตย์ที่อยู่ที่ 4,600 ล้านปี และโลก 4,500 ล้านปี แต่ทว่า ในจำนวนเม็ดฝุ่นที่ว่านั้นมี 8 เปอร์เซ็นต์ที่มีอายุมากถึง 7,500 ล้านปีเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเกิดก่อนระบบสุริยะถึง 3,000 ล้านปี ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกพวกมันว่า “เม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะ” (Presolar grains)

เม็ดฝุ่นซิลิคอนคาร์ไบด์ ซึ่งหากเก่าแก่กว่า 5,500 ล้านปีจะถูกเรียกว่า “เม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะ” (Presolar grains)

แล้วเม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะมาจากไหน ? ตอบ : เมื่อหลายพันล้านปีก่อน หลังจากที่ดาวฤกษ์สิ้นอายุขัยและระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา แรงดังกล่าวจะเหวี่ยงอนุภาคที่อยู่ภายในให้ลอยไปในห้วงอวกาศ จนไปก่อตัวเข้ากับดาวฤกษ์ดวงใหม่ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ หรืออุกกาบาต นั่นเอง

ดร.ฟิลิปป์ เฮค ผู้นำการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “จากการทดลองดังกล่าวเราพบว่า มีเม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะ (อายุมากกว่า 5,500 ล้านปี) เพียง 8-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นจากจำนวนทั้งหมด โดยที่ 60 เปอร์เซ็นต์ยังถือเป็นเม็ดฝุ่น ‘อ่อนวัย’ ที่มีอายุระหว่าง 4,600-4,900 ล้านปี และส่วนที่เหลือก็จะอยู่ระหว่างตัวเลขสองกลุ่มนี้ ซึ่งเรามั่นใจว่ามีเม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะที่เก่าแก่กว่านี้หลงเหลืออยู่ในอุกกาบาตอื่น ๆ แน่นอน เพียงแค่เรายังไม่พบมันเท่านั้น”

ภาพประกอบแสดงการไหลออกจากดาวฤกษ์ที่หมดอายุขัยของเม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะ

โดย ดร.เฮคยังเสริมอีกว่า “ต้องขอบคุณเจ้าเม็ดฝุ่นจากอวกาศเหล่านี้ที่ได้ไขคำตอบของข้อถกเถียงที่ว่า ดาวฤกษ์ในกาแล็กซีเกิดใหม่ในอัตราที่คงที่หรือไม่ ซึ่งตอนนี้เรามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เมื่อ 7,000 ล้านปีก่อน ดาวฤกษ์มีอัตราการเกิดใหม่มากกว่าปัจจุบัน นอกจากนี้เรายังพบว่า หลังจากเกิดระเบิดซูเปอร์โนวา เม็ดฝุ่นก่อนระบบสุริยะที่ลอยอยู่ในห้วงอวกาศจะลอยในลักษณะเกาะติดกันเป็นกลุ่มใหญ่ คล้ายกับอาหารเช้ากราโนล่า ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกมันสามารถเดินทางในอวกาศได้นานโดยไม่ถูกทำลายนั่นเอง”

Fact – แอน ฮอดจส์ (Ann Hodges) คือบุคคลเพียงคนเดียวที่ได้รับการยืนยันในประวัติศาสตร์ว่าถูกอุกกาบาตหล่นใส่เมื่อ 63 ปีที่แล้ว ที่เมืองซิลาคอกา รัฐแอละแบมา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1954 โดยอุกกาบาตขนาดเท่าลูกซอฟต์บอล หนัก 3.9 กิโลกรัม สีดำหล่นทะลุหลังคาลงมาถูกต้นขาของเธอ จนเป็นรอยช้ำขนาดเท่าลูกสับปะรด

นี่คือ “ฟอสซิลแมงมุมดึกดำบรรพ์” (ขนาดใหญ่ที่สุด-ที่มนุษย์เคยค้นพบ) อายุ 165 ล้านปี

0

ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่เป็นแมลงหรือแมงนั้น จัดว่าเป็นฟอสซิลที่ค่อนข้างพบได้ยาก เนื่องจากพวกมันเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างเปราะบาง ซากของพวกมันมักย่อยสลายก่อนที่จะเกิดเป็นฟอสซิลเสียอีก ดังนั้น การค้นพบฟอสซิลของแมงมุมจึงสร้างความตื่นเต้นให้กับนักบรรพชีวินเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ฟอสซิลแมงมุม M. jurassica

ฟอสซิลแมงมุมนี้ถูกค้นพบใต้ชั้นหินลาวา ในเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ประเทศจีน การประมาณขนาดจากฟอสซิลพบว่า พวกมันมีขนาดลำตัวกว้าง 2.5 เซนติเมตร และมีขายาวที่สุดถึง 6.3 เซนติเมตร และโชคดียิ่งกว่านั้นคือมีการขุดพบทั้งฟอสซิลของแมงมุมตัวเมียและตัวผู้ด้วย (คาดว่าความยาวเวลาชักใย แต่ละเส้นอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตรเลยทีเดียว)

ความสมบูรณ์ของฟอสซิลเหล่านี้สร้างความประหลาดใจให้กับนักบรรพชีวินเป็นอย่างมาก แม้จะมีขาบางส่วนที่ขาดหายไป แต่อวัยวะที่ใช้ในการสร้างใยบริเวณขาของมันยังปรากฏให้เห็นอยู่ ทำให้ในช่วงแรกเชื่อว่าพวกมันมีความใกล้ชิดกับแมงมุมใยทองท้องขนาน (Golden orb-weavers) ในปัจจุบัน และอาจจัดให้อยู่ในวงศ์ Nephila เหมือนกันได้

M. jurassica ตัวผู้ (ซ้าย) และตัวเมีย (ขวา)

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของ พอล เซลเดน และคณะนักบรรพชีวินจากมหาวิทยาลัยแคนซัส กล่าวว่า ฟอสซิลแมงมุมนี้เผยให้เห็นลักษณะที่แตกต่างวงศ์ Nephila ของแมงมุมใยทองท้องขนาน แถมยังมีอายุย้อนกลับไปนานถึง 165 ล้านปีก่อนเลยทีเดียว ทั้งที่แมงมุมในวงศ์ Nephila ที่เคยขุดค้นพบก่อนหน้านี้มีอายุย้อนกลับไปในช่วง 34 ล้านปีก่อนเท่านั้น

ดังนั้น เซลเดนและคณะจึงลงความให้ว่า ควรให้จัดให้ฟอสซิลแมงมุมอยู่ในวงศ์ใหม่ Mongolarachne, ตระกูลใหม่ Mongolarachnidae และใช้ชื่อสปีชีส์ว่า M. jurassica เพื่อให้มันกลายเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ในยุคจูแรสสิกนั่นเอง

นอกจากนี้ ด้วยความที่มันมีความคล้ายคลึงกับแมงมุมใยทองท้องขนาน เซลเดนเชื่อว่าแมงมุม M. jurassic นี้ควรจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเขตร้อนชื้นของเส้นศูนย์สูตร ทว่า พื้นที่ที่ขุดพบฟอสซิลกลับมีสภาพอากาศแบบอบอุ่น หลักฐานนี้จึงสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าแผ่นโลกมีการเคลื่อนตัวออกจากกัน ทำให้พื้นที่เดิมของมองโกเลียในที่ควรจะอยู่ในแถบศูนย์สูตรถูกเคลื่อนมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน

แมงมุมใยทองท้องขนาน

ฟอสซิลของ M. jurassica จัดว่าเป็นฟอซิลแมงมุมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยขุดค้นพบมา แม้ขนาดของพวกมันจะไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับแมงมุมทารันทูลาบราซิล (ที่มีขนาดลำตัวยาวถึง 9 เซนติเมตร) แต่มันก็ช่วยปะติดปะต่อเส้นทางวิวัฒนาการของแมงมุมยุคใหม่ให้เราได้

ปัจจุบันหลังการขุดค้นพบฟอสซิลแมงมุม M. jurassica พื้นที่มองโกเลียในต่างคับคั่งไปด้วยนักบรรพชีวินที่ต้องการค้นหาฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ ทำให้อัตราการค้นพบฟอสซิลในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์มากกว่า 10 สปีชีส์ที่ค้นพบในพื้นที่แห่งนี้

อยากสัก-แต่ก็กลัวเบื่อ ต้องนี่เลยนวัตกรรมใหม่ “หมึกสักสลายเอง” ที่สักแล้วจะสลายใน 1 ปี

0

ผลสำรวจผู้คนกว่า 12 ล้านคนที่มีอายุระหว่าง 20-55 ปี ยอมรับว่า เหตุผลอันดับ 1 ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจไม่สักบนร่างกายเป็นเพราะมัน “ไม่สามารถลบออกได้” แต่ตอนนี้ Ephemeral สตูดิโอสักชื่อดังในนิวยอร์ก ได้เปิดตัว “Ephemeral Tattoo” หมึกสักสูตรพิเศษที่สามารถจางหายไปเองได้ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้อิสระแก่ผู้คนที่ไม่ต้องการผูกมัดรอยสักเหล่านี้ไปตลอดชีวิต

ไอเดียสุดว้าวนี้เกิดขึ้นโดยกลุ่มเพื่อน 5 คนจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่มองว่าการสักเป็นเรื่องต้องห้าม ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงอยากสานฝันให้ผู้คนทั่วโลกสามารถใช้ร่างกายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกอย่างไร้ขอบเขต โดยหลังจากผ่านไป 6 ปีการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างทีมวิศวกรเคมีและแพทย์ผิวหนัง สามารถคิดค้นหมึกสำหรับการสักที่สามารถจางหายไปได้ภายในระยะเวลา 9-15 เดือน

จอช ซาไค ผู้ร่วมคิดค้น Ephemeral Tattoo กล่าวว่า “ตอนนี้ผู้คนต่างโหยหาการแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง และศิลปะบนเรือนร่างก็ไม่มีข้อยกเว้น พวกเราทั้ง 5 คนจึงอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการสัก เพื่อทำลายข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้ผู้คนไม่สามารถแสดงออกตามที่เขาต้องการได้ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน เติบโตมาอย่างไร เราอยากให้คุณรู้สึกเป็นที่ต้อนรับในสตูดิโอของเรา”

ทั้งนี้ ทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ของ Ephemeral ได้ทำการทดสอบสูตรหมึกมากกว่า 50 สูตรเพื่อสร้างหมึกที่ทำจากวัสดุที่ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งเป็นโพลีเมอร์เกรดทางการแพทย์ สามารถดูดซึมและเข้ากันได้ทางชีวภาพ ด้วยเม็ดสีคุณภาพสูงที่คัดสรรมาอย่างดีซึ่งมักถูกนำไปใช้ในอาหาร เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหมึกจะสามารถสลายตัวจนเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ที่ร่างกายสามารถกำจัดออกเองได้

ดร.วานดา ชา อีกหนึ่งผู้ร่วมคิดค้นกล่าวว่า “หลังจากหลายปีของการพัฒนา เราภูมิใจที่จะนำเสนอรอยสักที่นำไปสักได้จริง ๆ และสามารถจางลงในหนึ่งปี โดยฉันเป็นอาสาสมัครคนแรกที่ลองใช้หมึกสูตรใหม่นี้สักลงบนร่างกาย ซึ่งนับตั้งแต่นั้นฉันได้รับรอยสักมากกว่า 50 แบบมาตลอด และรู้สึกตื่นเต้นที่ลูกค้าจะได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์สักที่จะอยู่เพียงชั่วคราวจากสตูดิโอของเรา”

ห้องสักของ Ephemeral Studio และ ลอยสักของ ดร.วานดา ซา ที่เป็นอาสาสมัครคนแรกในการทดลองใช้หมึกสักแบบใหม่นี้

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้หมึกสูตรพิเศษยังคงมีข้อจำกัดในการนำไปใช้งานบางอย่าง ประการแรก หมึกดังกล่าวผลิตขึ้นมาในช่วงเริ่มแรกเฉพาะสีดำเท่านั้น ดังนั้น ควรเลือกงานศิลปะที่ไม่ต้องอาศัยการลงสี แต่ทีมผู้คิดค้นก็ยินดีที่จะพัฒนาหมึกสีหากมีความต้องการของลูกค้ามากพอ ประการที่สอง ไม่แนะนำให้สักบริเวณมือและเท้า ซึ่งอาจทำให้รอยสักจางลงเร็วกว่าปกติ โดยช่างสักจะช่วยออกแบบและแนะนำตำแหน่งในการสักบนร่างกายให้ด้วย

ปัจจุบัน สตูดิโอของ Ephemeral ซึ่งตั้งอยู่ในบรูคลิน ได้ออกแบบสถานที่ใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้านอกเหนือจะนวัตกรรมหมึกสูตรพิเศษดังกล่าว เนื่องจากพวกเขาต้องการให้ผู้ใช้บริการรู้สึกสงบ ไว้วางใจ แถมยังต้องปลอดภัยจากโควิด โดยราคาของการสักด้วยหมึกสูตรพิเศษนี้จะเริ่มต้นที่ 6,500 บาท หากเป็นลวดลายที่เล็ก-เรียบง่าย และ 11,550 บาท หากเป็นลวดลายที่ใหญ่และเน้นรายละเอียดครับผม

ทำไมหมู่บ้าน “ปราสาทดิสนีย์” (เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2014) มูลค่ากว่า 6,000 ล้านแห่งนี้ ถึงเจ๊งยับ ?

0

การลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นงานที่ท้าทายและอาจทำกำไรได้อย่างมหาศาล (ถ้าหากได้รับความสนใจนะ) แต่ถ้าอาคารบ้านเรือนเหล่านั้นถูกเพิกเฉย ๆ ไม่มีใครมาซื้อต่อ ก็ไม่ต่างอะไรจากซากเมืองทิ้งร้างรอการทุบทิ้ง อย่างเช่นหมู่บ้าน “เบิร์จ อัล บาบาส (Burj Al Babas)” ตั้งอยู่ในเมืองมูเดอร์นุใกล้เขตทะเลดำ ประเทศตุรกี

หมู่บ้านเบิร์จ อัล บาบาส (Burj Al Babas)

โครงการหมู่บ้านเบิร์จ อัล บาบาส เป็นของพี่น้องเยอร์เดเลน เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 2014 โดยมีมูลค่ากว่า 200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,700 ล้านบาทเลยทีเดียว ตั้งอยู่ในเมืองมูเดอร์นุใกล้เขตทะเลดำ ประเทศตุรกี

โดยพื้นที่บริเวณนั้นห้อมล้อมด้วยป่าสน อีกทั้งยังมีน้ำพุร้อนอยู่ใกล้ ๆ บอกเลยว่าบรรยากาศน่าอยู่เอามาก ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้น่าสนใจจริง ๆ คือ สถาปัตยกรรมของบ้านแต่ละหลังที่เหมือนหลุดออกมาจากปราสาทดิสนีย์ ยิ่งในฤดูหนาวหิมะจะปกคลุมบริเวณหลังคาบ้าน ยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกแห่งเทพนิยาย คุณสมบัติเหล่านี้ก็น่าจะเรียกเหล่าเศรษฐีอาหรับให้มาซื้อและอาศัยอยู่ได้ไม่ยากเย็น

หมู่บ้านเบิร์จ อัล บาบาส มีบ้านอยู่ด้วยกันทั้งหมด 732 หลัง ซึ่งทยอยขายไปได้แล้วกว่า 350 หลัง (แม้โครงการจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ดี) ในราคาหลังละ 4-5 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 13.32 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวยเพราะบ้านก็ขายออกไปตั้งครึ่งหนึ่งแล้ว แต่แล้วหมู่บ้านแหง่นี้ก็ต้องประสบกับปัญหาครั้งใหญ่…

ปัญหาประการแรกมาจากราคาน้ำมันตกต่ำ กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามาซื้อบ้านในเบิร์จ อัล บาบาส เหล่าเศรษฐีต่างพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงทำให้ไม่มีใครมาซื้อบ้านในเบิร์จ อัล บาบาสเพิ่มเติมอีก

ปัญหาถัดมาคือ ค่าเงินในสกุลลิรา (Lira) ซึ่งเป็นเงินตราของประเทศตุรกีได้ร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนต่างประเทศทยอยเลิกลงทุนในตุรกีส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย รัฐบาลตุรกีซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ลงทุนในการสร้างหมู่บ้านเบิร์จ อัล บาบาสไม่มีเงินมาช่วยสมทบต่อ การก่อสร้างหมู่บ้านจึงเป็นไปอย่างล้าช้า มีบ้านหลายร้อยหลังที่ยังสร้างไม่เสร็จ แม้กระทั่งถนนในหมู่บ้านยังคงเป็นดินลูกรังอยู่เลย !!

สุดท้ายสองพี่เยอร์เดเลนถูกยื่นฟ้องล้มละลาย เพราะไม่สามารถชดใช้เงินที่กู้มาได้ แม้พวกเขาตั้งใจว่าจะพยายามขายบ้านให้ได้อีกสักนิดเพื่อให้มีเงินมาชดใช้บ้าง แต่มันก็ล่วงมาจนปลายปี 2019 ซึ่งแน่นอนล่ะ… COVID-19 กำลังระบาดเพิ่มมากขึ้น โครงการหมู่บ้านปราสาทดิสนีย์นี้จึงไม่สามารถสร้างให้แล้วเสร็จได้อีกเลย

รู้จักกับ “ดังเคิลออสเตียส” หนึ่งในปลาที่กัดได้รุนแรงที่สุดในโลก – แม้จะ “ไม่มีฟัน” ก็ตาม

0

นี่คือ “ดังเคิลออสเตียส” (Dunkleosteus) จัดเป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม Placoderms หรือ ปลาหุ้มเกราะในยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยพวกมันอาศัยอยู่ในปลายยุคดีโวเนียน หรือประมาณ 415-360 ล้านปีก่อน และมีทั้งสิ้น 10 ชนิด ซึ่งชนิดที่ใหญ่ที่สุดคือ Dunkleosteus terrelli ที่มีขนาดยาว 8.79 เมตร และหนักถึง 3,600 กิโลกรัม ดังนั้น พวกมันจึงเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า แต่ก็แลกมาด้วย “แรงกัด” มหาศาล ถึงขนาดเป็นหนึ่งในปลาที่กัดได้ทรงพลังที่สุดในโลกเลยทีเดียว

ภาพจำลองของดังเคิลออสเตียส

โดยดังเคิลออสเตียสนั้น เป็นสัตว์ที่ “ไม่มีฟัน” แต่บริเวณขอบปากของพวกมันนั้นมีส่วนที่ยื่นออกมาคล้ายเขี้ยว 2 คู่ ซึ่งมีความคมเสมือนเป็นใบมีดกิโยตินส่วนตัวไว้ใช้บดขยี้เหยื่อให้แหลก โดยแรงกัดอันมหาศาลที่ว่านั้นมาจากขากรรไกรขนาดใหญ่ที่ทั้งแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และเปิด-ปิดได้ไว นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่า พวกมันอาจเป็นสัตว์ชนิดแรกที่สามารถแยกชิ้นส่วนของเหยื่อได้ภายในปากก่อนจะเกลือนเข้าไป

ทั้งนี้ นอกจากแรงกัดแล้ว ดังเคิลออสเตียสยังมีศีรษะขนาดใหญ่ที่หุ้มด้วยกระดูกหนา 5 ซม. ตรงบริเวณหัวและอก อีกทั้งยังมีโครงสร้างเกล็ดที่หนาราวกับชุดเกราะ โดยฟอสซิลของดังเคิลออสเตียสมักถูกพบเพียงส่วนของศีรษะ บริเวณอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และแอฟริกาตอนเหนือ

เพื่อพิสูจน์ความทรงพลังของขากรรไกรของดังเคิลออสเตียส นักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในชิคาโกและมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้ร่วมมือกันสร้างแบบจำลองทางชีวกลศาสตร์ โดยใช้กะโหลกฟอสซิลสายพันธุ์ Dunkleosteus terrelli ซึ่งนั่นทำให้พวกเห็นกลไกการทำงานของที่ก่อให้เกิดแรงอันทรงพลังบริเวณขากรรไกรอย่างชัดเจน โดยงานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Royal Society เมื่อเดือนมกราคม ปี 2007

ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า กระดูกที่เปรียบเสมือนใบมีดที่อยู่ในปากของมัน สามารถสร้างแรงกัดปกติได้มากถึง 4,414 นิวตัน ไม่เพียงเท่านั้น พวกมันยังสามารถรวบรวมแรงกัดในบริเวณพื้นที่เล็ก ๆ ตรงปลายมีดได้รุนแรงถึง 5,300 นิวตัน ถือเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีแรงกัดทรงพลังที่สุดในโลก โดยฉลามขาวตัวใหญ่ยังสามารถกัดได้เพียงครึ่งเดียวจากแรงดังกล่าวอีกด้วย

กระดูกอันแหลมคมและทรงพลังที่อยู่บริเวณขอบปาก

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า ดังเคิลออสเตียสสามารถอ้าปากเพื่อล่าเหยื่อโดยใช้เวลาเพียง 20-60 มิลลิวินาที ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงดึงดูดเหยื่อเข้าไปในปากที่อ้าอยู่ นับเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่พวกมันมีทั้งความเร็วในการกัดแถมยังกัดได้แรง ด้วยเหตุนี้ ดังเคิลออสเตียสจึงสามารถล่าเหยื่อได้แทบทุกชนิดไล่ตั้งแต่ สัตว์จำพวกแอมโมนอยด์, อาร์โทรโพดา ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีกระดูกที่แข็งมาก ไปจนถึงฉลามในยุคดึกดำบรรพ์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้อาจจะกล่าวได้ว่า ดังเคิลออสเตียสเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสามารถกระจายตัวได้ทั่วโลก แถมยังมีวิวัฒนาการของร่างกายที่แยกออกไปได้ถึง 10 ชนิด แต่ไม่มีข้อมูลที่ระบุไว้แน่ชัดว่า พวกมันสูญพันธุ์เพราะอะไร โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า เหตุการณ์ Hangenberg crisis ช่วงปลายยุคดีโวเนียนที่ทำให้ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว จนออกซิเจนในน้ำต่ำลงถึงขั้นวิกฤต อาจเป็นสาเหตุที่บังคับให้ดังเคิลออสเตียสต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด

หลังวิจัย 7 ปีเต็ม นักโบราณคดี-ยืนยันค้นพบ “Godzilla Shark” (ฉลาม-ก็อดซิลล่า) อายุ 300 ล้านปี

0

การค้นพบฟอสซิลของสิ่งชีวิตดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ นอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักบรรพชีวินแล้ว ยังมีความสำคัญในการปะติดปะต่อเส้นทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคปัจจุบัน และอาจเชื่อมโยงมาถึงเส้นทางวิวิฒนาการของมนุษย์ได้

สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่จัดว่ามีบรรพบุรุษสืบมาตั้งแต่ยุคโบราณคือ “ฉลาม” ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบฟอสซิลบรรพบุรุษของฉลามเมื่อปี 2013 ย้อนช่วงอายุไปได้นานถึง 300 ล้านปีเลยทีเดียว โดยนักบรรพชีวินได้ให้ชื่อเล่นกับมันไว้ว่า “ฉลามก็อดซิลล่า” (Godzilla Shark)

ฟอสซิลของฉลามก็อตซิลล่าที่ค้นพบในปี 2013 ถือว่ามีโครงสร้างค่อนข้างสมบูรณ์ ประกอบด้วยชิ้นส่วนของกระดูกที่ทำให้ทราบว่าพวกมันน่าจะมีขนาดตัวยาวกว่า 2 เมตร, ชิ้นส่วนของฟันจำนวน 12 แถว และครีบหลังที่ยาว 0.8 เมตร ด้วยขนาดอันใหญ่ยาวของมันจึงได้สมญานามว่า เจ้าฉลาดก็อดซิลล่า นั่นเอง

หลังการค้นพบมาแล้วกว่า 7 ปี ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องต้องกัน ที่จะให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า Dracopristis hoffmanorum ซึ่งแปลว่า ฉลามมังกรของฮอฟฟ์แมน (Hoffman’s Dragon Shark) เพื่อเป็นเกียรติให้กับครอบครัวที่เป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่ของภูเขาแมนซาโน รัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ค้นพบฟอสซิล

สิ่งที่ทำให้ฉลามก็อดซิลล่าแตกต่างไปจากฉลามในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด คือส่วนของฟันทั้งหมด 12 แถว ที่มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูมมากกว่าที่จะมีลักษณะคล้ายหอกเหมือนฟันของฉลามในปัจจุบัน ฟันลักษณะนี้จึงเหมาะที่จะใช้ในการกัดและบดขยี้เหยื่อให้ละเอียด แรงกัดของมันคงมากมายมหาศาลและใช้จัดการกับเหยื่อขนาดใหญ่หรือมีร่างกายทนทานได้เป็นอย่างดี

แล้วมันเข้ามาเติมเต็มเส้นทางวิวิฒนาการได้อย่างไร ? ตอบ : สิ่งที่ยังขาดหายไปสำหรับสายวิวิฒนาการของฉลาม คือความเชื่อมโยงระหว่างฉลามและปลากระเบน การค้นพบฟอสซิลของฉลามก็อดซิลล่าจึงเป็นการค้นพบจิ๊กซอว์ที่ยังขาดหายไปในฐานะของสัตว์ในวงศ์ Ctenacanthus ซึ่งแยกออกมาจากวงศ์ของฉลามและปลากระเบนเมื่อ 390 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อ 60 ล้านปีก่อนนั่นเอง

นี่คือฟันของฉลามก็อตซิลล่า

การค้นพบฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างฉลาดก็อดซิลล่า ทำให้ทราบว่าพื้นที่นิวเม็กซิโกน่าจะเคยเป็นทะเลมาก่อน ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาเป็นเขตป่าฝนจากการค้นพบฟอสซิลของไดโนเสาร์ไทแรนโนซอรัส ดังนั้น จะเห็นได้ว่าโลกของเราผ่านการแปรเปลี่ยนมานับหลายล้านปี ไม่แน่พื้นที่หลังบ้านของคุณอาจมีฟอสซิลของสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ฝังอยู่ก็เป็นได้

Fact – สาเหตุการสูญพันธุ์ของเมกาโลดอน (Megalodon) ฉลามที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในท้องทะเลที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 16 ล้านปีก่อน ระหว่างยุคไมโอซีน (Miocene) ถึงไพลโอซีน (Pliocene) และสูญพันธุ์ไปเมื่อราว ๆ 2 ล้านปีก่อน มาจากการ การไม่ยอมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเหตุการณ์การสูญพันธุ์ของเมกาโลดอนเกิดขึ้นเป็นลำดับดังนี้ เริ่มจากระดับน้ำลดลงกระทันหัน – วาฬเบลีนและแมวยักษ์ไม่มีที่อยู่ – ทำให้เมกาโลดอนไม่มีอาหารกิน – รวมถึงไม่มีแหล่งขยายพันธุ์ – สุดท้ายเมื่อไม่มีทั้งอาหารและแหล่งขยายพันธุ์ – พวกมันจึงสูญพันธุ์ในที่สุด

นี่คือ “หมวกจักรพรรดินโปเลียน” ที่ภายในมีเส้นผมของนโปเลียนอยู่จริง ๆ (ยืนยันด้วย DNA)

0

นับว่าเป็นความโชคดีระดับแจ็กพอต เมื่อนักสะสมนิรนามคนหนึ่งบังเอิญได้หมวกทรงไบคอร์น (Bicorne) ที่เป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของหนึ่งในจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสอย่าง “นโปเลียน โบนาปาร์ต” (Napoleon Bonaparte) โดยการตรวจสอบภายหลังยังพบดีเอ็นเอของนโปเลียนลงเหลือทิ้งไว้ในหมวกดังกล่าวด้วย ซึ่งในเดือนหน้านี้มันกำลังถูกนำไปประมูลอีกครั้ง และคาดว่าจะทำเงินหลักล้านได้แบบสบาย ๆ

หมวกทรงไบคอร์นที่จะถูกนำไปประมูลในเดือนหน้า

หลังจากได้หมวกโบราณจากศตวรรษที่ 19 ผู้ซื้อคนดังกล่าวก็เริ่มสงสัยว่า หมวกใบนี้อาจมีที่มาที่ไปเกี่ยวข้องกับอดีตจักรพรรดิของฝรั่งเศส ดังนั้น เพื่อให้คลายความสงสัยเขาจึงส่งหมวกทรงไบคอร์นที่ได้มาไปยังพิพิธภัณฑ์กองทัพบก ณ กรุงปารีส ซึ่งหลังจากการตรวจสอบพิพิธภัณฑ์ยืนยันว่า หมวกใบนี้มีทั้งขนาดและอายุที่เชื่อมโยงว่าเป็นของนโปเลียนจริง ๆ แถมยังพบร่องรอยการถูกตัดสายคาดหนังบนหมวกออก ซึ่งอาจเป็นฝีมือของนโปเลียนที่มักจะตัดสายดังกล่าวออกเพราะมองว่าน่าอึดอัดนั่นเอง

ทั้งนี้ แม้ว่าข้อมูลทั้งหมดจะดูใกล้เคียงว่าหมวกเป็นของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แต่เพื่อให้มันกระจ่างชัดยิ่งขึ้น เจอราร์ด ลูคอตต์ ศาสตราจารย์ด้านอณูพันธุศาสตร์ จึงได้นำหมวกไปตรวจสอบดีเอ็นเอด้วยการใช้เครื่องมือสเปกโทรสโกปี พิสูจน์ตัวอย่างของเส้นผมจำนวน 5 เส้นที่พบในหมวกใบนั้น ซึ่งผลที่ได้พบว่าเส้นผมของนโปเลียนจริง ๆ

ตามการรายงานของสำนักประมูลชื่อดังอย่าง Bonhams Europe นโปเลียนเริ่มสวมหมวกไบคอร์นตั้งแต่ปี ค.ศ.1799 จากนั้นเพียงไม่นานเขาก็ลุกขึ้นครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในฝรั่งเศส กระทั่ง 5 ปีหลังจากนั้น นโปเลียนก็เปลี่ยนจากหมวกไบคอร์นไปสวมมงกุฎแห่งจักรพรรดิ และออกเดินทางเพื่อพิชิตยุโรปในที่สุด

โดยหลังจากที่อำนาจของนโปเลียนเริ่มแผ่ขยาย ภาพลักษณ์ของเขาก็ถูกจดจำจากการใส่หมวกไบคอร์นที่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป เพราะเดิมทีหมวกใบนี้ต้องสวมโดยหันปลายปีกไปทางด้านหน้าและด้านหลัง แต่นโปเลียนเลือกจะสวมให้ปลายปีกหันออกด้านข้าง เพื่อให้ทหารจดจำเขาได้ในสนามรบ โดยหลังจากที่นโปเลียนเสียชีวิต ว่ากันว่าอาจมีหมวกไบคอร์นของเขาหลงเหลืออยู่เพียง 20-30 ใบ ซึ่งส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ในมือของขุนนาง โดยไม่มีใครรู้เลยว่า เจ้าหมวกที่จะถูกประมูลใบนี้ไปโผล่ที่สำนักประมูลเล็ก ๆ ในเยอรมันได้อย่างไร ?

หมวกทรงไบคอร์นที่ถูกประมูลเมื่อปี 2014

ปัจจุบัน หมวกใบแรกที่มีดีเอ็นเอของนโปเลียนกำลังถูกจัดแสดงอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ก่อนจะย้ายไปฝรั่งเศสและลอนดอน จากนั้นจึงจะเริ่มทำการประมูลในเดือนหน้า โดยมีราคาคาดการณ์อยู่ที่ 4.6-6.9 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้หมวกของนโปเลียนที่เคยขายได้ในปี 2014 สามารถทำราคาไปสูงถึง 45 ล้านบาทมาแล้ว

เพิ่มเติม – นโปเลียน โบนาปาร์ต เกิดและเติบโตในครอบครัวของชาวอิตาลี ณ เกาะคอร์ซิกา ก่อนจะได้ร่ำเรียนในโรงเรียนกองทัพบก และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1797 โดยนโปเลียนถือเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของยุโรป เพราะในยุคล่าอาณานิคมเขามีชัยชนะทั้งในออสเตรีย อียิปต์ อังกฤษ และปรัสเซีย ก่อนจะกลับมาทำรัฐประหารในประเทศได้สำเร็จในปี 1799 และ 5 ปีหลังจากนั้น เขาได้โค่นล้มกษัตริย์ของฝรั่งเศสที่หวังจะจัดการเขา และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศสในที่สุด