Blog – FLAGFROG
วันศุกร์, มีนาคม 27, 2020

โลกร้อนกำลังให้ “สัตว์ทะเล” ต้องปรับตัวย้ายถิ่นอาศัยเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้น

จากที่เราเคยนำเสนอไปแล้วหลายครั้ง ว่าภาวะโลกกำลังทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นซึ่งส่งผลให้น้ำทะเลในมหาสมุทรอุ่นขึ้นด้วยเช่นกัน และจากการรายงานของ ZME Science เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เกี่ยวกับการศึกษาล่าสุดก็ระบุว่าสัตว์ทะเลกำลังค่อย ๆ ย้ายถิ่นอาศัยเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้นครับ

จากการวิเคราะห์พืชและสัตว์ทะเลรวมทั้งแพลงก์ตอนกว่า 300 ชนิด นักวิจัยพบว่าพวกมันมีการย้ายแหล่งอาศัยเข้าใกล้ขั้วโลก จากสภาพอากาศที่กำลังอุ่นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้สัตว์จำเป็นต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงแหล่งอาศัยที่เหมาะสมมากขึ้น

ข่าวดีอย่างหนึ่งในการศึกษาครั้งนี้ก็คืออุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับสัตว์ทะเลในเขตเส้นศูนย์สูตร แต่ขณะเดียวกันข่าวร้ายคือแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลเขตหนาวกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

  มาร์ติน เจเนอร์ (Martin Genner) ศาสตราจารย์ภาควิชานิเวศวิทยาวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) กล่าวว่า พวกเขาศึกษาด้วยการสำรวจความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา หลังอุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส รวมทั้งระบุพื้นที่แหล่งอาศัยต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งผลก็ออกมาอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ว่าความหนาแน่นของสัตว์ทะเลในแต่ละพื้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ความหนาแน่นของสัตว์ทะเลในเขตเส้นศูนย์สูตรกำลังลดน้อยลง ขณะเดียวกันความหนาแน่นในเขตที่ใกล้กับขั้วโลกกำลังเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดที่พบคือ จำนวนของปลาแฮริงแอตแลนติก (Atlantic herring) และเพนกวินอาเดลี (Adélie penguins) ในเขตอบอุ่นกำลังลดลง แต่กลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นในเขตหนาว

นอกจากนั้นงานวิจัยยังระบุว่าความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องต่อไปเรื่อย ๆ และจากการคาดการณ์อุณหภูมิจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2050 ซึ่งนักวิจัยก็เชื่อว่ามันจะเปิดโอกาสให้ประเทศในเขตหนาวนอกเส้นศูนย์สูตรมีปลาให้จับหลากหลายมากขึ้น ส่วนประเทศในเขตร้อนแบบบ้านเรานี่อาจจะกำลังกลายเป็นหายนะในอนาคต

สรุป – อุณหภูมิของมหาสมุทรที่กำลังสูงขึ้นส่งผลให้สัตว์ทะเลมีการปรับตัวย้ายถิ่นอาศัยเข้าใกล้ขั้วโลกที่เย็นกว่ามากขึ้น ทำให้ความหลากหลายของสัตว์ในเขตเส้นศูนย์สูตรค่อย ๆ ลดลง

Fact – มหาสมุทรคือพื้นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นพื้นที่ถึง 99% (เพราะสัตว์สามารถอาศัยอยู่ได้แบบ 3 มิติทั้งบนล่างซ้ายขวา ส่วนบนบกมีเพียงแค่นกเท่านั้นที่บินอยู่ด้านบนได้)

อ่านต่อ – ขั้วโลกใต้เกิดปรากฏการณ์ “น้ำแข็งเลือด” เหตุจากภาวะโลกร้อน

ย้อนรอย “ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu)” โรคระบาดฆ่าล้างมนุษย์ที่โลกมิอาจลืม

หากพูดถึงโรคระบาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ คงหนีไม้พ้น “ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu)” ซึ่งทำลายหลายล้านชีวิตในช่วงปีคริสตศักราช 1918-1920 และวันนี้ผมขอนำเรื่องราวของมันกลับมาเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันอีกครั้งครับ

spanish flu
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ต้นเหตุของไข้หวัดสเปน (Spanish flu)

เรื่องเล่าจากแนวรบ

การแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนเริ่มต้นในปีคริสตศักราช 1918 ซึ่งหลายคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์น่าจะพอทราบว่า นี่คือปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ปรากฏว่าจู่ ๆ มีรายงานทหารหลายรายในค่ายด่านรบแนวหน้าของประเทศฝรั่งเศสเกิดป่วยและมีไข้ ในตอนแรกเข้าใจว่ามันเป็นเพียงแค่ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา (โดยใช้คำว่า La Grippe ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ไข้หวัดใหญ่) ประกอบกับสภาพภายในค่ายค่ายด่านรบนั้นมีความเปียกชื้นและสกปรก อีกทั้งทหารเหล่านั้นยังขาดสารอาหารด้วย จึงเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ป่วยได้ง่ายมาจากภูมิต้านทานที่อ่อนแอ

แต่ที่น่าแปลกคือ ทหารในค่ายด่านรบแนวหน้ามีอาการป่วยเหมือนกันหมดทุกคนในระยะเวลาเพียง 3 วัน บ้างก็มีอาการดีขึ้น บ้างก็มีอาการทรุดหนักจนเสียชีวิต แต่สุดท้ายเรื่องนี้ได้ถูกปิดเงียบและเก็บงำไว้จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามครับ

สิ่งที่น่ากลัวกำลังเริ่มขึ้น หลังจากสงครามสงบลงทหารที่ยังเหลือรอดจึงเดินทางกลับบ้านของตนเอง และนั่นทำให้พวกเขากลายเป็นพาหะนำโรคเข้าสู่หมู่บ้านและกระจายไปทั่วเมือง มีรายงานอาการป่วยทั้งพลเรือนและทหารจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-30 ปีจะมีอาการรุนแรงมากกว่าช่วงอายุอื่นครับ

spanish flu

 

ยุโรปไม่ใช่จุดเริ่มต้นของ “ไข้หวัดสเปน” 

แต่นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากต้นตอของการแพร่เชื้อจริง ๆ ได้เข้ามาอยู่ในด่านรบแนวหน้า นั่นแสดงว่าแท้จริงแล้วไข้หวัดสเปนไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่ยุโรป ในปีคริสตศักราช 2014 ได้มีการอธิบายข้อสันนิษฐานของต้นกำเนิดโรคมรณะนี้ไว้ในเว็บไซต์ National Geographic ลองทายดูนะครับว่าเชื้อนี้มาจากประเทศอะไร?

จากรายงานเผยว่าในช่วงปีคริสตศักราช 1917-1918 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจีนข้ามประเทศแคนาดา โดยแรงงานจำนวนกว่า 90,000 รายส่วนใหญ่เป็นชาวนาจากพื้นที่ชนบทห่างไกลของประเทศจีน และมีแรงงานจำนวน 3,000 รายที่ถูกกักตัวในประเทศแคนาดาด้วยอาการป่วยอะไรบางอย่าง แต่ด้วยความเชื่อในการเหยียดเชื้อชาติ ทำให้แพทย์ลงความเห็นว่าคนจีนขี้เกียจก็เลยแสดงอาการป่วยแปลก ๆ ออกมาเพราะไม่ต้องการไปทำงาน สิ่งที่ตามมาคือความเพิกเฉยในการดูแลและควบคุมแรงงานเหล่านั้น ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการระบาดมากขึ้น

ไม่นานแรงงานทั้งหมดก็ถูกส่งมายังแนวรบด่านหน้าทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส แรงงานจำนวนมากเกิดอาการป่วยคล้าย ๆ กัน และมีไม่ต่ำกว่าร้อยรายที่เสียชีวิต เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีโอกาสได้คลุกคลีกับทหารในค่าย ประกอบกับความแออัดของผู้คนทำให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

pandemic

 

เมื่อสเปนถูกตราหน้า

จากเรื่องที่เล่ามาข้างต้นเพื่อน ๆ น่าจะคิดเหมือนผมใช่ไหมครับ ว่าทำไมถึงไม่ตั้งชื่อโรคว่า “ไข้ฝรั่งเศส” แต่กลับเป้นไข้หวัดสเปนเสียนี่ ? คำตอบของอยู่ในหัวข้อนี้เลยครับ

เนื่องจากสเปนคือหนึ่งในประเทศที่มีรายงานการแพร่ระบาดของไข้หวัดมรณะออกมาก่อนใครในยุโรป ในขณะที่การรายงานผู้ป่วยในประเทศที่น่าจะพบผู้ป่วยรายแรกอย่างฝรั่งเศสพบได้น้อยมาก นั่นเป็นเพราะการใช้กฎหมายควบคุมสู่ในสภาวะสงคราม ฝรั่งเศสคือหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงต้องมีการควบคุมสื่อเพื่อมิให้เกิดการแพร่งพรายข้อมูลที่อาจสื่อถึงความอ่อนแอของประเทศ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดปริศนานี้คือหนึ่งสิ่งที่อาจแสดงถึงความอ่อนแอของรัฐบาลได้ ในทางกลับกันช่วงนั้นสเปนคือประเทศที่วางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ในสงครามใด ๆ จึงเป็นเหตุให้สื่อในประเทศสามารถทำข่าวการแพร่ระบาดได้อย่างอิสระเสรี และผลจากการรายงานครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งชื่อไข้หวัดตามประเทศที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนมากว่า “ไข้หวัดสเปน”

ในตอนแรกสเปนส่งข่าวไปยังสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuter) ในกรุงลอนดอน โดยมีเนื้อหาว่า “เกิดการระบาดของไข้หวัดแปลกประหลาด แต่อาการยังไม่รุนแรงและยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต” กระทั่งภายใน 2 สัปดาห์หลังการส่งข่าวครั้งนั้น ได้ผู้ติดเชื้อผุดขึ้นมากว่า 100,000 ราย ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ยังคงให้คำแถลงการณ์ว่า “ไข้หวัดสเปน เป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเท่านั้น”

spanish flu

ความรุนแรงของการแพร่ระบาดในประเทศสเปนกระทบถึงกษัตริย์อัลฟอนโซที่ 13 (Alfonso XIII) และนักการเมืองอีกหลายราย แม้กระทั่งผู้คนในพื้นที่ปิดอย่างโรงเรียน, ป้อมปราการ หรืออาคารสำนักงานของรัฐบาลอีกหลายแห่ง ต่างพากันติดเชื้อ สุดท้ายรัฐบาลจึงต้องสั่งการให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัญจรในที่สาธารณะ กระทบต่อระบบการสื่อสารโทรเลขและการคมนาคมทางของรถไฟในกรุงมาดริด รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ยังไม่เพียงพอในการรักษาประชาชนจำนวนมากอีกด้วย

ยังไม่จบเพียงแค่นั้นนะครับ การแสดงแสงยานุภาพของประเทศคือสิ่งสำคัญในห้วงสงคราม อังกฤษเริ่มพบจำนวนผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคาดว่าอาจมาจากการค้าขายกับสเปน ด้วยเหตุนี้ทำให้อังกฤษกล่าวโทษสเปนว่า สภาพอากาศของประเทศสเปนมีความแห้งและลมแรงเกินไป ซึ่งทำให้เชื้อโรคที่เกาะมากับฝุ่นผงกระจายสู่ประชาชนทั่วทุกพื้นที่ ในขณะที่บรรยากาศของอังกฤษนั้นดีกว่ามาก และน่าจะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนได้ (ว่าไปนั่น)

mask
กระทั่งสาวเสมียนในอาคารยังต้องสวมหน้ากากอนามัย

 

จาก Epidemic สู่ Pandemic

คำว่า Epidemic หมายถึงการแพร่ระบาดของโรคชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ในพื้นที่จำกัด ในขณะที่ Pandemic จะคล้าย ๆ กัน แต่เปลี่ยนจากในพื้นที่จำกัดเป็นหลายพื้นที่ข้ามฟ้าข้ามทวีปนั่นเอง

ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปีคริสตศักราช 1918 เกิดการระบาดของไข้หวัดสเปนอย่างรวดเร็วในประเทศอังกฤษ ส่งผลกระทบให้โรงงานทอผผ้าในลอนดอนต้องปิดทำการชั่วคราว เนื่องจากมีพนักงานจำนวน 80 จาก 400 ราย เกิดอาการป่วยและมีไข้ภายในเย็นวันเดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถึงแม้รัฐบาลจะพยายามควบคุมแล้วแต่ก็ยังเกิดการแพร่ระบาดทั่วชนชั้นแรงงานกว่า 25-50%

ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน การระบาดเริ่มข้ามทวีปไปยังอริเมริกาเหนือ โดยมีรายงานการพบศพกะลาสีชาวแคนาดาจำนวน 6 ร่าง บนเรือที่ล่องอยู่บนแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (St. Lawrence river) ตามมาด้วยการติดเชื้อของแรงงานในแอฟริกาใต้ และในเดือนกันยายน ไข้หวัดสเปนเริ่มโจมตีสหรัฐอเมริกาครั้งแรกที่ท่าเรือบอสตันครับ

spanish flu

 

คำแนะนำจากรัฐบาลกับกำไรจากโฆษณา

อาการของไข้หวัดสเปนเริ่มต้นด้วย ปวดศีรษะและอ่อนเพลีย ตามมาด้วยอาการไอแห้ง ๆ, ไม่อยากอาหาร, คลื่นไส้/อาเจียน, ท้องเสียถ่ายเหลว และเหงื่อออกมาก อีกไม่กี่วันเชื้อจะทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ พบว่ามีไข้ ไอ หอบ ซึ่งเป็นลักษณะของปอดบวมครับ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้น โดยมีการติดเชื้อไข้หวัดสเปนทำให้อาการแย่ลง ส่งผลให้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากตัวไวรัสจริง ๆ นั้นประเมินได้ยาก

ด้วยความรู้ความเข้าใจต่อโรคอันน้อยนิด แพทย์บางคนจึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีคนแออัด และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง (ซึ่งอันนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องอยู่นะ) บางคนก็แนะนำการรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น การรับประทานอบเชย, ดื่มไวน์ หรือน้ำสต็อกเนื้อที่ได้จากเนื้อวัวตัวผู้ (Beef broth)

formamints
Formamints ยาต้านไข้หวัดสเปนจากอังกฤษ

เหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยเมื่อมีการระบาดของโรคแปลก ๆ ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จัก คือการโฆษณายาวิเศษที่มีส่วนช่วยป้องกันหรือรักษาโรค ในการระบาดของไข้หวัดสเปนเองก็มีการโฆษณายาตัวหนึ่งชื่อว่า Formamints ผลิตโดยบริษัทผลิตวิตามิน วิธีการใช้คือให้รับประทานวันละ 4-5 เม็ดต่อวันจะสามารถป้องกันโรคได้ นี่ทำให้มันกลายเป็นยายอดนิยมและแพร่หลายอย่างรวดเร็วในประเทศอังกฤษ ถึงจะมีผู้คนจำนวนมากที่ใช้ Formamints แล้วอาการไม่ดีขึ้นจนกระทั่งเสียชีวิต บริษัทผู้ผลิตก็ยังสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากความกลัวและความไม่รู้ของประชาชน

จากการสูญเสียหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้แต่ละประเทศมีแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ มิหนำซ้ำแพทย์บางคนยังติดเชื้อเสียเองจนต้องหลีกเลี่ยงการเข้ามารักษาผู้ป่วยเพื่อลดการแพร่ระบาด กลายเป็นการบีบคั้นให้นักเรียนแพทย์ที่ยังเรียนไม่จบการศึกษาต้องออกมารักษาผู้ป่วยถึงแม้จะมีประสบการณ์ไม่เพียงพอก็ตาม นอกจากนี้ อาคารสถานที่สำคัญ ๆ อย่างโรงเรียนหรือตึกของรัฐบาลต้องเปลี่ยนมาเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว นี่เป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคแห่งการพัฒนาครับ

mask
หน้ากากอนามัยแบบหนึ่งในช่วงการแพร่ระบาด

 

มีผู้เสียชีวิตมากขนาดไหน ?

จาดข้อมูลในหนังสือเรื่อง “American Pandemic: The Lost Worlds of the 1918 Influenza Epidemic” ของคุณแตนซี บริสโทว (Nancy Bristow) กล่าวว่า มีผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคไข้หวัดสเปนถึง 500 ล้านรายทั่วโลก คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรบนโลกในขณะนั้น และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 ล้านราย (และคาดว่าอาจมีมากกว่านั้น)

คุณบริสโทวยังได้กล่าวอีกว่า ในสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากถึง 25% ของประชากรในประเทศ โดย 40% ของผู้ติดเชื้อคือเหล่าทหารของสหรัฐอเมริกา และมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นรวม 675,000 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนชาวอเมริกันลดลงถึง 12 ปีเลยทีเดียว

สุดท้ายการแพร่ระบาดของไข้หวัดสเปนเริ่มลดลงในปลายปีคริสตศักราช 1919 แม้จะมีกลไกการสิ้นสุดของการระบาดที่ไม่แน่ชัดนัก แต่เชื่อว่ามันเกิดจากการกลายพันธุ์ของไวรัสจากเดิมที่เป็นสายพันธุ์ก่อโรครุนแรง ได้ถูกภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ต่อต้านจนทำให้เชื้อต้องกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงและแพร่ระบาดลดลง จนสิ้นสุดภายในปีคริสตศักราช 1920 ครับ

spanish flu

สรุป – ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่เราผลิตได้สามารถป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้หลายสายพันธุ์ ครอบคลุมถึงไข้หวัดสเปนด้วย หวังว่าเรื่องราวนี้จะช่วยให้เพื่อน ๆ ตระหนักถึงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาด COVID-19 ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสมครับ

Fact – ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ A, B, C และ D โดยสายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์บ่อย ๆ คือสายพันธุ์ A และ B นอกจากนี้สายพันธุ์ A ยังสามารถแยกเป็นสายพันธุ์ย่อย โดยแบ่งจากสารโปรตีนบนผิวไวรัสได้แก่ H (Hemagglutinin) และ N (Neuraminidase) ส่วนคำว่า Strain ใช้เรียกชื่อการระบาดของไวรัสในช่วงเวลาและสถานที่หนึ่ง ๆ ประกอบไปด้วย สายพันธุ์/ชนิดของสัตว์ที่แยกไวรัสได้ (หากเป็นมนุษย์ไม่ต้องระบุ)/สถานที่ที่แยกเชื้อ Strain ได้/หมายเลข Strain (ต้องใช้เอกสารจาก CDC ประกอบ)/ปีที่แยกเชื้อ แล้วตามด้วย (สายพันธุ์ย่อย) เช่น A/California/4/2009 (H1N1) หมายถึง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แยกเชื้อได้ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หมายเลข Strain ที่ 4 แยกเชื้อได้ในปี 2009 และเป็นสายพันธุ์ย่อย H1N1 ซึ่งมันคือเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 นั่นเองครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.livescience.com/spanish-flu.html

รวมไว้ให้แล้ว ! 18 พิพิธภัณฑ์จากทั่วโลกที่เปิดให้ทัวร์ออนไลน์ได้ระหว่างกักตัว

ระหว่างกักตัวอยู่ในบ้านช่วง Covid-19 เพื่อน ๆ เล่นเกม ดูซีรีส์ กันจนเริ่มเบื่อแล้วรึยังครับ เพราะถ้าเริ่มเบื่อแล้ววันนี้ผมมีอีกทางเลือกที่อาจช่วยให้แก้เบื่อแถมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ได้ความรู้ไปในตัว นั่นคือรายชื่อพิพิธภัณฑ์จากทั่วโลกที่เปิดให้ชมแบบเสมือนจริงผ่านช่องทางออนไลน์ แถมหลาย ๆ ที่ก็รองรับ VR ด้วยนะ

เริ่มกันด้วยพิพิธภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวสุดคลาสสิคแห่งนครรัฐวาติกัน 7 แห่ง พร้อมรองรับ VR เสมือนจริง ได้ที่เว็บนี้ ซึ่งผมจะขอเกรินเกี่ยวกับข้อมูลเบื่องต้นประกอบการรับชมเอาไว้คร่าว ๆ ด้านล่างนะครับ

  1. พิพิธภัณฑ์ Pio Clementino – พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษ 18 โดยพระสันตะปาปาคลีเมนต์ ที่ 14 (Pope Clement XIV) และถูกปรับปรุงโดยพระสันตะปาปาพรีอุสที่ 6 (Pope Pius VI)
  2. พิพิธภัณฑ์ Chiaramonti – ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 โดยพระสันตะปาปาพรีอุสที่ 7 (Pope Pius VII)
  3. ส่วน New Wing ของพิพิธภัณฑ์ Chiaramonti – สิ่งที่น่าสนใจของส่วนนี้คือ งานศิลป์คลาสสิคและสถาปัตยกรรมที่สร้างโดย ราฟาเอล สเติร์น (Raffaele Stern,)
  4. โบสถ์น้อยซิสทิน (Sistine Chapel) – คงไม่ต้องแนะนำอะไรกันมาก ทุกคนน่าจะคุ้นชื่อกันอยู่แล้วเพราะแทบจะทุกส่วนของผนังและเพดานคือภาพจิตรกรรมที่วาดโดยศิลปินชื่อดังในยุคเรเนซอส์ รวมทั้ง ไมเคิล แองเจโล ด้วย
  5. ส่วนห้องของราฟาเอล (Raphael’s Rooms) – หนึ่งในห้องชุดในที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเต็มไปด้วยจิตรกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงโรม
  6. โบสถ์น้อยนิคโคไลน์ (Niccoline Chapel) – เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของพระราชวังพระสันตะปาปาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะตั้งอยู่ส่วนกลางแล้วมันยังเต็มไปด้วยจิตรกรรมจากยุคเก่า ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 อีกด้วย
  7. Room of the Chiaroscuri – อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด เพราะส่วนนี้ถือเป็นห้องที่มีประติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในฐานะสถานที่ประชุมลับระหว่างพระสันตะปาปาและคาดินัล

ถ้าหากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และงานศิลป์ระดับโลกของนครรัฐวาติกันยังไม่จุใจพอ ผมยังมีพิพิธภัณฑ์ชื่อดังเพิ่มเติมจากทั่วโลกอีก 11 แห่งมาแนะนำครับ โดยสามารถเข้าไปเยี่ยมชมแบบออนไลน์ได้โดยกดลิงก์ที่ชื่อของพิพิธภัณฑ์ได้เลยครับ

1. พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (The Louvre) – พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรังเศส ซึ่งตอนนี้เปิดให้ชมแบบออนไลน์ทั้งหมด 3 ส่วนจัดแสดง

2. พิพิธภัณฑ์โซโลมอน อาร์. กุกเกนไฮม์ (Solomon R. Guggenheim Museum) – รวบรวมผลงานของศิลปินชื่อดังเอาไว้มากกว่า 625 คน รวมทั้งผลงานของปิกัสโซ่, ปิเอต มอนดริน, เจฟ คูนส์ และ ฟรังค์ มาร์ค

3. พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน (Smithsonian National Museum of Natural History) – คงไม่ต้องอธิบายเยอะ เพราะนี่คืออีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่สุดในอเมริกา และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แถมที่สำคัญยังเปิดให้ชมออนไลน์ครบหมดทุกส่วนที่จัดแสดงกันเลยทีเดียว

4. พิพิธภัณฑ์ฟันโคค หรือที่คนไทยเรียกว่า แวนโก๊ะ (Van Gogh Museum) – แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่านี่คือพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงผลงานของจิตรกรชื่อก้องอย่าง วินเซนต์ แวน โก๊ะ นั่นเองครับ

5. พิพิธภัณฑ์ Getty – ตั้งอยู่ในลอสแองเจลิส ซึ่งจัดแสดงศิลปะที่เกี่ยวกับของกินในยุคกลางและเรเนซองส์

6. พิพิธภัณฑ์ Thyssen-Bornemisza – นี่อาจจะไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ชื่อดังระดับโลก แต่ที่นี่ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ดีที่สุดในสเปน ที่รวบรวมผลงานของศิลปินชั้นนำในยุโรปเอาไว้ เช่น ดาลี และแรมแบรนด์ ครับ

7. พิพิธภัณฑ์ Georgia O’ Keeffe – สำหรับที่นี้อาจจะไม่ได้เปิดให้เข้าชมออนไลน์ได้แบบเสมือนจริงแต่เพื่อน ๆ ก็สามารถเข้าไปชมผลงานศิลปะยุคใหม่แบบอเมริกันที่จัดแสดงเอาไว้ได้ครับ

8. พิพิธภัณฑ์อังกฤษ – ไฮต์ไลต์สำคัญของที่นี่ที่ไม่ควรพลาดคือหินโรเซ็ตตา (The Rosetta Stone) และมัมมี่จากอียิปต์ ซึ่งเปิดให้ชมแบบเสมือนจริง แต่ส่วนอื่น ๆ ไม่ได้เปิดนะครับ

9. NASA – แน่นอนว่าคุ้นชื่อกันอยู่แล้ว ถึงแม้ที่นี้จะไม่เชิงเป็นพิพิธภัณฑ์เสียทีเดียว แต่ก็เปิดให้เข้าชมศูนย์วิจัยแรงรีย์ ในรัฐเวอร์จิเนียร์ได้ครับ

10. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สตรี (National Women’s History Museum) – จากชื่อคงไม่ต้องอธิบายมาก ที่นี่เปิดให้ชมนิทรรศการแบบออนไลน์ในรูปของสไลด์โชว์ อาจจะน่าเบื่อไปสักหน่อยแต่รับรองว่าได้ความรู้แน่น ๆ แน่นอนครับ

11. พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (Metropolitan Museum of Art) – สำหรับที่นี้จะมีการใช้สื่อการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอคทีฟแบบไทม์ไลน์ควบคู่ไปกับภาพงานศิลป์

 

Fact – คำว่า Museum ที่แปลว่า พิพิธภัณฑ์มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Mouseion ซึ่งแปลว่าวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อแรงบันดาลใจ

อ่านต่อ – MOBA พิพิธภัณฑ์ศิลปะสุดแนว เลือกจัดแสดงเฉพาะภาพเขียนห่วย ๆ เท่านั้น

การสำรวจในไอซ์แลนด์ชี้ ผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 กว่าครึ่ง “ไม่แสดงอาการ”

งานวิจัยจากประเทศไอซ์แลนด์ระบุว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส โควิด-19 (COVID-19) กว่าครึ่งหนึ่งจากครึ่งหนึ่งจากกลุ่มตัวอย่างจะไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา ตามรายงานของสำนักข่าว Futurism เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2020

จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2020 ไอซ์แลนด์มีการทดสอบเพื่อตรวจหาไวรัสโควิด-19 ไปแล้วกว่า 12,615 คน และพบผู้ติดเชื้อ 802 คน ซึ่งถือว่าเยอะใช้ได้เมื่อพิจารณาว่าเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 364,000 คน และมีการทดสอบตรวจหาไวรัสในประชากรทั่วประเทศไปเกือบ 3.4% ซึ่งพวกเขาอ้างว่ามีการทดสอบประชากร (ต่อหัว) มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก

เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกามีการทดสอบตรวจหาไปเพียง 432,655 คนจาก 327 ล้านคน หรือเพียง 0.1% ของประชากรในประเทศเท่านั้น

ผลจากงานวิจัยของ deCODE genetics บริษัทชีวเวชภัณฑ์ในไอซ์แลนด์ระบุว่านอกจากสัดส่วนของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะต่ำแล้ว คนที่ติดเชื้อครึ่งหนึ่งก็ยังไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา ขณะที่อีกครึ่งมีอาการเหมือนไข้หวัด

ฉะนั้นการรับมือกับไวรัสชนิดนี้จึงยากขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณติดไวรัสโควิด-19 จริง แต่ไม่แสดงอาการหรือไม่ได้รับการตรวจยืนยัน ก็จะไม่มีคนบอกให้ไปหาหมอหรือกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน นั่นทำให้คุณสามารถแพร่เชื้อให้กับคนอื่น ๆ ได้โดยไม่รู้ตัว

การปูพรมตรวจหาไวรัสในประชากรให้มากที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะยิ่งเจอเยอะ ผู้ติดเชื้อก็จะรู้ตัวและสามารถกักตัวเองหรือรักษาได้ทันท่วงที โดยในไอซ์แลนด์ พวกเขาจะมีการทดสอบยืนยันให้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะสามารถทำได้ แตกต่างกับในสหรัฐฯ ที่จะทดสอบก็ต่อเมื่อมีคนเดินทางไปที่โรงพยาบาลหรือมีอาการสุ่มเสี่ยงต่าง ๆ เท่านั้น

แม้ไอซ์แลนด์จะไม่ได้ปิดประเทศหรือประกาศใช้เคอร์ฟิว แต่ก็มีการสั่งห้ามไม่ให้มีการชุมนุมมากกว่า 20 คนขึ้นไป และการที่พวกเขาออกทดสอบไวรัสอย่างกว้างขวาง ซึ่งต้องขอบคุณประชากรที่มีไม่มากนัก มันก็ทำให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้สามารถดำเนินไปอย่างปกติมากกว่าประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันอยู่ครับ

สรุปบริษัทด้านชีวเวชภัณฑ์ในไอซ์แลนด์พบว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กว่าครึ่งหนึ่งไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา นั่นทำให้คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้ออาจส่งต่อให้คนอื่น ๆ ได้โดยไม่รู้ตัว ฉะนั้นการออกไปทดสอบประชากรให้มากที่สุด จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะป้องกันการแพร่ระบาดได้

Fact แม้ภาษาไอซ์แลนด์จะมีความใกล้เคียงกับของเดนมาร์กและนอร์เวย์มาก แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่ และแม้จะผ่านมาหลายศตวรรษแล้ว มันก็ยังไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับภาษาอื่น ๆ นั่นทำให้ผู้คนยังสามารถอ่านคัมภีร์ไบเบิลภาษาไอซ์แลนด์สมัยทศวรรษที่ 1500 ได้อย่างง่ายดาย

อ่านต่อ – Covid-19 จะอยู่กับเราไปอีกนานแค่ไหนและเมื่อไหร่ทุกอย่างจะปกติ ?

ศิลปะจะไม่ใช่ของมนุษย์แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป เพราะ A.I. จะสร้างงานศิลป์บ้างแล้ว

วันที่ 25 มีนาคม 2020 สำนักข่าว Futurism รายงานว่า ล่าสุดที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน A.I. หรือปัญญาประดิษฐ์กำลังทำงานร่วมกับศิลปินอีก 12 คนทั่วโลกเพื่อสร้างศิลปะข้างถนน หรือสตรีทอาร์ท ขึ้นมา

<MEISTERSTÜCKE> (ในภาษาเยอรมันแปลว่า “ผลงานชิ้นเอก”) เป็นชุดข้อมูลภาพจากบัญชีอินสตาแกรมของศิลปิน 12 คน ประกอบด้วยศิลปะ 3 มิติ, ภาพประกอบ, ภาพถ่าย และกราฟฟิตี้ ที่จะถูกนำไปป้อนให้กับ A.I. ที่พัฒนาขึ้นโดยสตูดิโอ Waltz Binaire ซึ่งจะมีการเปลี่ยนข้อมูลภาพให้กลายเป็นตัวเลขเพื่อแยกแยะรูปแบบ บริบท และรูปร่างของงานศิลปะเหล่านั้น

จากนั้น A.I. จะค่อย ๆ ปะติดปะต่อภาพเพื่อผสมผสานกันจนเป็นสไตล์ของศิลปินแต่ละคน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือกำเนิดขึ้นโดยนางแบบ Ugly Worldwide ที่อยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าอนาคตของศิลปะข้างถนนจะมีหน้าตาเป็นยังไง

Ugly Worldwide

หนึ่งในศิลปินที่เข้าร่วมโครงการคือ Andrea Wan ศิลปินจากเบอร์ลินที่ชอบวาดภาพเหนือจริงชวนเพ้อฝัน ที่อยากเห็นสิ่งใหม่ที่ต่างออกไปโดยฝีมือของ A.I. ขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเธอเอาไว้

ผลงานของ A.I. โดยความร่วมมือจากศิลปิน 12 คนจะถูกจัดแสดงที่ Cuvrystr. 9 ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ระหว่างวันที่ 28 มีนาคมถึง 4 เมษายน 2020 ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็นถึงตี 4 ของอีกวัน แต่สำหรับคนที่ไปไม่ได้หรือต้องกักตัวเองอยู่บ้าน สามารถเข้าไปดูงานทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์

ตัวอย่างของฟิลเตอร์ใบหน้าบนอินสตาแกรม

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด Ugly Worldwide ยังสร้างฟิลเตอร์ใบหน้าบนอินสตาแกรมขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับการทำงานของ A.I. บนใบหน้าของตัวเอง ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ใช้งานบน @uglyworldwide ในวันที่ 31 มีนาคม 2020

ศิลปินทั้ง 12 คนที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ Amon Lang, Andrea Wan, Antonio Tudisco, Cantwo, DXTR, Isakov, Julia Benz, Kai „Raws“ Imhof, Low Bros, Panda Mei, Peter Phobia และ Tony Futura

สรุป นางแบบ Ugly Worldwide อยากแสดงให้โลกเห็นว่าศิลปะข้างถนนแห่งอนาคตจะมีหน้าตาเป็นยังไง เลยร่วมมือกับสตูดิโอ Waltz Binaire สร้าง A.I. ตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อนำข้อมูลภาพของศิลปิน 12 คนมาวิเคราะห์และสร้างศิลปะข้างถนนชิ้นใหม่ขึ้นมา ซึ่งทั้งแปลกใหม่และแตกต่าง ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์ของศิลปินแต่ละคนไว้

Factเมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐฯ ต้องทำความสะอาดกราฟฟิตี้ที่เกิดขึ้นทั่วเมืองมากกว่า 3 ล้านตารางฟุตต่อปี

อ่านต่อ – อ.ศิลปะทดลองผสมสายพันธุ์ จนสามารถสร้าง “ต้นไม้” ที่ออกผลแตกต่างกันได้ถึง 40 ชนิด

วิจัยพบ น้องหมึกสามารถปรับ mRNA ในระบบประสาทของตัวเองได้

เมื่อพูดถึงหมึก หลาย ๆ คนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าพวกมันมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนสีผิวของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมและเปลี่ยนตามอารมณ์ แต่อีกอย่างหนึ่งที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เพิ่งรู้คือมันสามารถปรับเปลี่ยน mRNA ของตัวเองได้ด้วย อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว wired

ทั่วไปยีนของมนุษย์จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย จนกว่าจะมีการผนวกรวมกันใหม่ในช่วงปฏิสนธิที่ยีนของพ่อกับแม่มาผสมกัน และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป ซึ่งกระบวนนี้ก็ใช้กับ messenger RNA (mRNA) ด้วยเช่นกัน

โดยเจ้า mRNA ที่ว่านี้คือโมเลกุลที่จะช่วยอ่าน DNA ของเรา เป็นสัญญาณ RNA สั้น ๆ ออกไปด้านนอกนิวเคลียสเพื่อบอกเซลล์อื่น ๆ ว่าพวกมันจะต้องสร้างโปรตีนชนิดไหนออกมา

แต่เมื่อ mRNA ออกจากนิวเคลียสไปแล้วการจะเปลี่ยนข้อมูลด้านในก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่กระบวนการนี้ใช่ไม่ได้กับระบบประสาทของน้องหมึกครับ

“การศึกษาของเราชี้ให้เห็นว่าหมึกสามารถเปลี่ยนแปลง RNAs ได้ แม้ว่ามันจะออกนอกเซลล์ไปแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะระบบประสาทอันยุ่งเหยิงของพวกมัน และนี่ถือว่าเป็นวิธีที่แปลกใหม่มากในสิ่งมีชีวิต” โจชัว โรเซนธาล (Joshua Rosenthal) นักพันธุศาสตร์ จากสถาบันปฏิบัติการทางชีววิทยาทางทะเลวูดโฮล์ (Marine Biological Laboratory, Woods Hole) กล่าว

นักวิจัยพบว่าในระบบเซลล์ประสาทของหมึก mRNA จะถูกเก้ไขนอกนิวเคลียสในส่วนหนึ่งของเซลล์ที่เรียกว่า แอกซอน (Axon) โดยที่ mRNA เหล่านี้ช่วยให้หมึกสามารถปรับเปลี่ยนการสร้างโปรตีนในพื้นที่ที่จำเป็นได้โดยตรง และจากการศึกษาในปัจจุบันก็บ่งชี้ว่าหมึกเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่ทำแบบนี้ได้

และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าหมึกมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของตัวเองได้ แต่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 นักวิจัยทีมเดียวกันนี้ก็เคยค้นพบว่าหมึกสามารถเปลี่ยนแปลง mRNA ภายในนิวเคลียสได้ในระดับที่สูงกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ มาก

ถึงแม้ว่าพวกมันจะสามารถปรับเปลี่ยน mRNA ของตัวเองได้ทั้งในนิวเคลียสและนอกนิวเคลียส แต่การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่แอกซอนมากกว่า

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่าทำไมหมึกถึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการเปลี่ยน mRNA ของตัวเองได้ขนาดนี้ แต่เชื่อว่าความสามารถนี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หมึกกลายเป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดในหมู่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ๆ ครับ

สรุป – ในระบบร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั่วไป รหัสพันธุกรรมจะถูกอ่านและส่งผ่านไปทาง mRNA ซึ่งเมื่อมันออกนอกนิวเคลียสไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คล้ายกับจดหมายปิดผนึก แต่หมึกกลับมีความสามารถในการเปลี่ยน mRNA ได้แม้จะอยู่นอกนิวเคลียส

Fact – จากการศึกษาพบว่าหมึกเป็นสัตว์ที่เลือกกิน และอาหารโปรดของพวกมันก็คือกุ้งนั่นเอง และนักวิจัยยังพบว่าหมึกในห้องทดลองจะไม่ยอมกินปูระหว่างวันหากพวกมันรู้ว่าจะได้กินกุ้ง หรือก็คือมันเก็บท้องเอาไว้รอกินกุ้งนั่นเองครับ

อ่านต่อ – ยอดมนุษย์พันธุกรรมแบบ Deadpool และ Wolverine มีอยู่จริง!

ทฤษฎีการขยายตัวชิ้นใหม่ – หรือจักรวาลของเราคือ “ฟอง” ขนาดใหญ่ยักษ์?

หรือบางทีจักรวาลของเราอาจมีรูปแบบเป็น “ฟอง” ขนาดใหญ่ยักษ์? นั่นคือสรุปทฤษฎีจากงานวิจัยล่าสุดที่กำลังจะได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เมษายน ที่จะถึงนี้ ในวารสาร Physics Letters B ครับ

งานวิจัยนี้มุ่งเป้าไปที่การหาทางไขปริศนาอันล้ำลึกที่สุดของฟิสิกส์ยุคใหม่นั่นคือ “ทำไมการวัดความเร็วการขยายตัวของเอกภพถึงไม่เมคเซนต์เลย”

ก่อนอื่นเพื่อทำความเข้าใจ นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าจักรวาลกำลังขยายตัวอยู่ และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราก็พยายามหาว่าจักรวาลกำลังขยายตัวด้วยอัตราเท่าไหร่ ซึ่งมันก็นำมาซึ่ง กฎการวัดค่าคงที่ของฮับเบิล (Hubble constant) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า H0 ซึ่งเป็นจำนวนทึ่ควบคุมอัตราความเร็วในการขยายตัวของจักรวาล

การขยายตัวอวกาศนับตั้งแต่บิกแบง (ด้านซ้าย)

ในช่วงไม่กี่ที่ผ่านมา สูตรการคำนวณ H0 ที่มีอยู่มากมายค่อย ๆ พัฒนาและมีความแม่นยำมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันนักฟิสิกส์หลาย ๆ คนก็เริ่มค้นหาสูตรคำนวณขึ้นมาหักล้างกันเอง เรียกได้ว่าวงการฟิสิกส์สายนี้เริ่มที่จะยุ่งเหยิงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการที่มันถูกหักล้างได้ง่าย ๆ ก็ย่อมหมายถึงมันไม่ชัดเจน และไม่สมเหตุผลเพียงพอ

*ตัวอย่างง่าย ๆ ของทฤษฎีที่สมเหตุสมผลและยังไม่เคยถูกหักล้างจนถึงปัจจุบันคือทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

แต่ ลูคัส ลอมบริเซอร์ (Lucas Lombriser) นักฟิสิกส์จาก มหาวิทยาลัยเจนีวา (University of Geneva) ในสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ร่วมเขียนงานวิจัย เชื่อว่าจริง ๆ แล้วคำตอบที่ทำให้การศึกษาด้านนี้มีความไม่สมเหตุผลเป็นเพราะเราอาจพลาดปัจจัยบางอย่างไป

ซึ่งเขาก็สรุปเอาไว้อย่างง่ายว่ามันอาจจะเป็นเพราะกาแล็กซีของเราตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นต่ำของจักรวาล และสิ่งที่เรามองเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ฟองอวกาศ” ขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งความผิดปกติของฟองแบบนั้นเองที่รบกวนการคำนวณค่า H0 ให้ถูกต้องไม่ได้เสียที

มันเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถจินตนาการว่า “ฟอง” จะมีลักษณะเป็นอย่างไรในระดับของจักรวาล แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของจักรวาลมันก็มีรูปร่างคล้าย ๆ กับฟองที่ว่างเปล่าและมีฝุ่นเล็ก ๆ ล่องลอยอยู่ด้านในจริง ๆ ครับ

คือมันมีพื้นที่ว่างเปล่าขนาดใหญ่ยักษ์ และมีกาแล็กซีที่กระจัดกระจายอยู่ในความว่างเปล่านั้น แต่ก็อาจมีบางพื้นที่ที่มีวัตถุหรือกาแล็กซีที่หนาแน่นกว่าพื้นที่อื่น

“เมื่อเราดูที่รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (CMB) เราจะเห็นอุณหภูมิที่เป็นเนื้อเดียวกันเกือบสมบูรณ์แบบที่ 2.7 เคลวิน อย่างไรก็ตามในความเป็นเนื้อเดียวกันนั้น เราก็เห็นความผันผวนของอุณหภูมิเล็กน้อยด้วย ” ลูคัส ลอมบริเซอร์ กล่าวกับ Live Science

รังสีไมโครเวฟพื้นหลังจักรวาล

แบบจำลองของการวิวัฒนาการของจักรวาลชี้ให้เห็นว่าคความผันผวนเล็ก ๆ เหล่านั้น จะก่อให้เกิดพื้นที่ของอวกาศที่อาจจะหนาแน่นขึ้นหรือหนาแน่นน้อยลงก็ได้ และพื้นที่ที่ความหนาแน่นของจักรวาลน้อยลงนั้นก็เพียงพอจะบิดเบือนการวัดค่า H0 ด้วยวิธีที่เราใช้กันในปัจจุบันแล้ว

ซึ่ง หลัก ๆ เรามี 2 วิธีในการวัดค่า H0 วิธีแรกคือการใช้วัดจาก รังสีไมโครเวฟพื้นหลังจักรวาล (CMB) ซึ่งอย่างที่ลอมบริเซอร์กล่าวไว้ข้างต้น คือค่านี้แทบจะเหมือนกันทั้งจักรวาล เพราะรังสีพื้นหลังฯ พวกนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันตอนบิกแบง

อีกวิธีคือการวัดจากซูเปอร์โนวา และดาวแปรแสงที่เรียกว่า เซฟีอิด (Cepheids) ซึ่งช่วยให้เราสามารถระบุได้ว่าพวกมันอยู่ห่างจากโลกมากแค่ไหน และพวกมันกำลังเคลื่อนที่ออกห่างจากเราไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ใช้ข้อมูลการเคลื่อนที่ออกห่างพวกนี้มาคำนวณค่า H0 นั่นเองครับ

แต่ยิ่งนานวันเข้า สองวิธีนี้ก็ยิ่งวัดค่าได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น และยิ่งแม่นยำตัวเลขที่ออกมาก็ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์งง เพราะตัวเลขของทั้งสองวิธีดันไม่ตรงกัน ทำให้เรารู้ว่าเราพลาดอะไรบางอย่างไป

เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนเวลาที่เราทำข้อสอบคณิตแบบมีตัวเลือกคำตอบให้ แล้วคำตอบที่เราคิดได้ดันไม่ตรงกับชอยส์คำตอบข้อไหนเลย เราจะรู้ทันทีว่าถ้าเราไม่ได้คิดผิด ตัวเลือกที่ให้มาในโจทย์ก็ผิด แต่ในสถานการณ์ของการวัดค่า H0 คือมันผิดทั้งคู่ แต่เราไม่รู้ว่ามันไปผิดที่ตรงไหนบ้างครับ

ภาพเซฟิอิดที่กล้องฮับเบิลเคยถ่ายเอาไว้ได้

สรุปแบบง่าย

ก็คือนักฟิสิกส์กำลังพยายามหาคำตอบในการขยายตัวของจักรวาลโดยที่พวกเขามีโจทย์ที่ไม่ครบ และมีตัวเลือกที่ผิด การหาคำตอบของโจทย์ข้อนี้จึงไม่ใช่แค่การคำนวณเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาต้องหาว่าสิ่งที่หายไปในโจทย์คืออะไร จักรวาลวิวัฒนาการอย่างไร ขยายตัวได้อย่างไร และกาลอวกาศในปัจจุบันเป็นยังไง

นักวิทยาศาสตร์บางคนพยายามหาคำตอบด้วยการสร้างทฤษฎีใหม่ ๆ ขึ้นมาอธิบาย ซึ่งข้อดีก็คือเราจะได้คำตอบส่วนหนึ่ง แต่ข้อเสียคือทฤษฎีใหม่จะยิ่งทำให้การหาคำตอบจริง ๆ ซับซ้อนขึ้นไปอีก เหมือนการแก้ปัญหานึงแล้วสร้างปัญหาอื่น ๆ ขึ้นมาเพิ่มอีกเป็นกระพรวน

ลอมบริเซอร์ จึงคิดว่าเราควรใช้ทฤษฎีฟิสิกส์ทั่ว ๆ ไปและเข้าใจง่ายมาอธิบายค่า H0 มากกว่า เพราะนอกจากมันจะเข้าง่ายแล้ว มันยังจะได้รับการยอมรับมากกว่าด้วย แต่เขาก็เสริมว่าทฤษฎีง่าย ๆ มันอาจจะน่าเบื่อไปหน่อยครับ

สรุป – นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาอัตราการขยายตัวของจักรวาลกันมานานแล้ว แต่ทฤษฎีที่มีอยู่เดิมนั้นไม่สมเหตุสมผล และเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดที่ไม่รู้ว่าผิดตรงไหนกันแน่ แต่ลอมบริเซอร์ได้เสนอคำตอบง่าย ๆ ว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะจักรวาลของเราอาจจะเป็น “ฟองอวกาศขนาดใหญ่ยักษ์” ที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน ทำให้การคำนวณค่า H0 ออกมาผิดพลาด

Fact – มีทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลอยู่มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีทฤษฎีที่ระบุว่าจักรวาลอาจไม่ได้มีหนึ่งเดียว แต่มีหลายอยู่หลายจักรวาลเรียกว่า multiverse โดยอิงจากสมมุติฐานที่ว่าในตอนที่เกิดบิกแบงขึ้นนั้น กาล-อวกาศ อาจจะมีการขยายออกไปในอัตราที่แตกต่างกัน (เวลาที่เริ่มต้นขึ้นนั้นอาจจะไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว จักรวาลของเราอาจจะมีการไหลของเวลาที่ไม่เหมือนกับจักรวาลอื่น)

อ่านต่อ – นักวิทย์ฯ เผย “รูหนอน” ไม่ใช่ทางลัดข้ามจักรวาล เพราะแท้จริงแล้วมันคือ “ทางอ้อม”

ครั้งหนึ่งเคยมีคนถูกโจรขึ้นบ้าน … ถูกปล้นไปทั้งหมด 2,000 ล้านบาท

เมื่อ 3 ธันวาคม ปี 2019 เวลาประมาณ 23.00 น. ตำรวจได้เดินทางไปยังคฤหาสน์หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ย่านเคนซิงตัน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังได้รับแจ้งสัญญาณเตือนกันขโมย เมื่อมาถึงก็พบว่าภายในบ้านนั้นว่างเปล่า

แต่เมื่อดูจากฐานข้อมูลก็พบว่า เจ้าของบ้านคือ ทามาร่า แอ็คเคิ่ลสโตน (Tamara Ecclestone) ลูกสาวคนที่ 2 ของ เบอร์นี เอ็คเคิลสโตน (Bernie Ecclestone) มหาเศรษฐีอดีตผู้บริหาร Formula 1 (เบอร์นีมีทรัพย์สินทั้งหมด 9 หมื่นล้านบาท)

เมื่อตำรวจเห็นว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ จึงได้ติดต่อไปยังหัวหน้าผู้ดูแลบ้าน เพื่อขอดูข้อมูลในเครื่องกันขโมย ซึ่งเครื่องได้แสดงข้อมูลให้เห็นว่า มีคนแปลกหน้า 3 คนเข้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในบ้าน และเมื่อตำรวจได้ทำการสำรวจก็พบว่า ตู้เซฟที่ซ่อนอยู่ในห้องนอนเจ้าของบ้านถูกเปิดออกจนโล่ง จากนั้นจึงแจ้งไปยังทามาร่าทันที

และเมื่อเธอกลับมาถึงบ้านก็แทบลมจับ เพราะเครื่องเพชรมูลค่า 50 ล้านปอนด์ (2 พันล้านบาท) ถูกโจรขโมยไป หนึ่งในนั้นรวมถึงกำไลข้อมือคาเทียร์มูลค่า 80,000 ปอนด์ ที่สามีของเธอเป็นคนซื้อให้ในวันครบรอบแต่งงานก็ถูกกวาดเรียบไปทั้งหมดเช่นกัน

ข่าวการถูกโจรขึ้นบ้าน ไม่สิ…ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่า “ถูกโจรขึ้นคฤหาสน์” ที่เกิดขึ้นนี้ ถูกพูดถึงนานนับสัปดาห์ เพราะทุกคนต่างสงสัยว่า คฤหาสน์มูลค่า 2.85 พันล้านบาท ที่มีชื่อว่า Palace Green จะมีการรักษาความปลอดภัยที่หล่ะหลวมขนาดถูกโจรเข้าไปปล้นได้ง่าย ๆ เลยหรอ ทำให้ทุกคนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นา ๆ จนกระทั่ง …

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2020 สำนักข่าว CNN ได้รายงานว่า ขณะนี้ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่คือ มาเรีย เมสเตอร์ แม่บ้านทำความสะอาด วัย 47 ปี กับ เอมิล บ็อกดาน ซาวาสตรู พนักงานบาร์ วัย 29 ปี คนสนิทของเจ้าของบ้านนั่นเอง

รายงานของเจ้าหน้าที่ระบุว่า คนร้ายทั้งคู่ใช้เวลาในการตระเวณกวาดทรัพย์สินทั้งหมด 50 นาที พวกเขาเลือกใช้ทางเข้าจากสวนหลังบ้าน แต่ดันพลาดลืมปิดระบบกันขโมยตัวหนึ่ง จึงทำให้ระบบสามารถจับภาพไว้ได้ และทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะทำลายหลักฐานที่จะเชื่อมโยงมาถึงตนเอง

และแม้จะจับคนร้ายได้แล้ว แต่คดีนี้ก็ยังไม่จบนะครับ ตำรวจยังคงสืบสวนต่อไป เพราะขณะนี้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่ถูกขโมยยังไม่สามารถตามกลับคืนมาได้เลย อีกทั้งตำรวจยังได้จับผู้ต้องสงสัยอีก 2 คน อายุ 21 และ 31 ปี มาสืบสวนเพิ่มเติม เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าการปล้นธรรมดา ๆ อย่างที่ทุกคนสงสัยกันครับ

ทั้งนี้ ทามาร่า เอ็คเคิลสโตน ซื้อคฤหาสน์หลังนี้มาในปี 2011 ด้วยราคา 45 ล้านปอนด์ ก่อนจะทำการปรับปรุงยกใหญ่ จนราคาเพิ่มขึ้นสูงถึง 70 ล้านปอนด์ มีทั้งหมด 6 ชั้น รวม 55 ห้อง เนื้อที่ทั้งหมด 55,000 ตารางฟุต สระว่ายน้ำในร่มความยาว 40 ฟุต ซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นผนังน้ำตกสูง 18 ฟุต ห้องทานอาหาร 8 ห้อง นอกจากนี้ยังมี “อควาเรียม” ขนาด 7 ฟุต สำหรับให้ปลาทะเลสวยงามได้แหวกว่ายไปมาให้แขกได้รับชมอีกด้วย

Fact – สำหรับนักขับที่ครองแชมป์โลกจำนวนมากที่สุดของการแข่งขัน Formula 1 หรือ F1 คือ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ คว้าแชมป์โลกทั้งสิ้น 7 สมัย และยังเป็นเจ้าของสถิติชนะการแข่งขันมากที่สุดจำนวน 91 สนาม กระทั่งเขาประกาศถอนตัวจากอาชีพนักขับหลังจากเมอร์เซเดสไม่ต่อสัญญา (ก่อนหน้านี้ขับให้เฟอร์รารี) กระทั่งปี 2013 เขาประสบอุบัติเหตุระหว่างเล่นสกีในเทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นผลให้ได้รับบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง

อาการของเขาเข้าขั้นวิกฤต ต้องได้รับการผ่าตัดสมองถึงสองครั้ง และยังอยู่ในอาการโคม่า ต่อมาอีก 5 เดือน สื่อได้รายงานว่าเขาฟื้นจากอาการโคม่าแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวจากเขาอีกเลย

อ่านต่อ – แก๊งโจรบุกปล้น “โรงกษาปณ์-เม็กซิโก” ขโมยเหรียญทองคำ $2.5 ล้าน สำเร็จ

เป็นไปได้ไง ? นักวิจัยพบ “แมงมุม” ที่เลี้ยงลูกด้วยนม !!!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับทุกคน…เพราะมันมีอยู่จริง ขอเชิญพบกับแมงมุมชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในวงศ์แมงมุมกระโดด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Toxeus magnus พวกมันคือแมงมุมที่สามารถผลิตน้ำนมได้ !!

การค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2018 ในวารสารวิทยาศาสตร์ Sciencemag ซึ่งแม้จะผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่เราขอนำกลับมาเสนออีกครั้งเพราะเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคน ก็เพิ่งทราบเหมือนผมนี่แหละว่ามันมีอะไรแบบนี้อยู่บนโลกด้วย

โดยปกติทั่วไปนั้น สัตว์อย่างแมงมุมพวกมันจะออกลูกเป็นไข่ และเมื่อลูกของพวกมันฟักตัวออกมา ตัวเป็นแม่ก็อาจจะหาเหยื่อทิ้งเป็นอาหารไว้ให้ หรืออาจสละชีพตนเองเพื่อให้ลูกน้อยได้กิน แต่ผิดกับเจ้าแมงมุมชนิดนี้ที่สามารถสร้างของเหลวที่ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนขึ้นภายในร่างกายของตัวเองได้ นักวิจัยที่ค้นพบซึ่งก็คือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน จึงเรียกของเหลวนี้ว่า “นม” นั่นเองครับ

“ตามจริงแล้วการค้นพบนี้ก็ไม่ได้น่าแปลกใจนักหรอก เพราะหากเราตีความหมายของคำว่า ‘นม’ ไว้ว่า สารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายของลูกแล้วล่ะก็ เจ้าของเหลวที่ออกมาจากแมงมุมชนิดนี้ก็ถือได้ว่าเป็น ‘นม’ อีกทั้งก่อนหน้านี้เราก็เพิ่งค้นพบว่าสัตว์อย่างแมลงสาบก็สามารถผลิตของเหลวที่คล้ายกับนมเพื่อเลี้ยงลูก ๆ ของพวกมันออกมาได้เช่นกัน”

แต่สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ สำหรับเรื่องนี้คือ พฤติกรรมการเลี้ยงลูกของแมงมุมชนิดนี้ต่างหากครับ เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ส่วนมากแล้วเมื่อลูกของมันฟักตัวออกมา ก็จะแยกย้ายกับแม่หรือกินแม่เป็นอาหาร ผิดกับแมงมุมชนิดนี้ที่ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังจากลูกฟักออกมา แม่แมงมุมจะผลิตของเหลวดังกล่าว ไว้ตามมุมต่าง ๆ ของใย เพื่อให้เหล่าลูก ๆ เข้ามาดื่มกิน

จากนั้นพอเข้าสัปดาห์ที่ 4 ลูกของพวกมันจะเข้ามาดูดน้ำนมจากรูบนร่างกายของแม่พวกมันโดยตรง ซึ่งพฤติกรรมการเลี้ยงลูกแบบนี้ทำให้นักวิจัยต่างพากันอึ้งสุด ๆ เพราะมันมีพฤติกรรมเหมือนสัตว์เลือดอุ่นนั่นเอง

“ยิ่งเราวิจัยเท่าไหร่ เรายิ่งตื่นเต้นเพราะเราพบว่า ในน้ำนมของแมงมุมชนิดนี้มีปริมาณโปรตีนมากกว่านมวัวถึง 4 เท่า และอัตราการมีชีวิตรอดของลูกแมงมุมที่ได้รับการดูแลจากน้ำนมมีค่าสูงถึง 70% นี่จึงอาจเป็นวิวัฒนาการรูปแบบหนึ่งในการเอาชีวิตรอดของสัตว์ชนิดนี้ และจากแมงมุมกว่า 50,000 สายพันธุ์ที่มีอยู่ พนันได้เลยว่านี่ไม่ใช่สายพันธุ์เดียวที่ทำแบบนี้ได้อย่างแน่นอน”

Fact – นมของแมลงสาบแปซิฟิก หรือ แมลงสาบเต่าทองแปซิฟิก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Diploptera punctata) อุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งมีมากกว่านมวัวถึง 4 เท่า มากกว่านมควาย 3 เท่า

อ่านเรื่อง – น้ำนมของแมลงสาบอาหารแห่งอนาคต !

การฟื้นตัวของชั้นโอโซนโลก ทำให้ “กระแสลมกรด” กลับมาปกติแล้วชั่วคราว

วันที่ 26 มีนาคม 2020 สำนักข่าว ScienceAlert รายงานว่า การฟื้นตัวของชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกา ได้เข้าไปหยุดการเปลี่ยนแปลงที่นักสิ่งแวดล้อมกำลังหนักใจเกี่ยวกับกระแสการไหลของอากาศในซีกโลกใต้ครับ

งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสากลที่มีขึ้นเพื่อควบคุม ยับยั้ง และรณรงค์ให้ลดการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน อาจเป็นสาเหตุของการหยุดชะงัก หรือย้อนกลับ ของการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ทำให้เกิดปัญหาในกระแสลมทั่วซีกโลกใต้

ในช่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การลดลงของโอโซนส่งผลให้ กระแสลมกรด (jet stream) หรือ กระแสลมแปรปรวนแถบบางแต่พัดแรง ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลกตั้งแต่ความสูง 9-16 กิโลเมตร ไหลไปทางใต้มากกว่าปกติ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของปริมาณน้ำฝน และกระแสน้ำ

แต่หลังจากที่มีการลงนามพิธีสารมอนทรีออล การเคลื่อนย้ายของกระแสลมกรดกลับหยุดชะงักลง จึงเกิดเป็นคำถามว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรกันแน่ ?

จากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ นักวิจัยพบว่าการหยุดชะงักไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของลมตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะชั้นโอโซนต่างหาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผลกระทบที่เกิดจากพิธีสารมอนทรีออลได้ทำให้การเคลื่อนย้ายของกระแสลมกรดหยุดชะงัก หรือย้อนกลับเล็กน้อย

เช่นในประเทศออสเตรเลีย การเคลื่อนย้ายของกระแสลมกรดได้เข้าไปเพิ่มให้เกิดภัยแล้งมากขึ้นจากการผลักฝนออกจากพื้นที่ชายฝั่ง แปลว่ามันมีผลย้อนกลับ ฝนก็จะกลับมาตกอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีอย่างมาก

อย่างไรก็ดีเราอาจฉลองข่าวดีนี้ได้ไม่นาน เพราะในขณะที่เราลดการทำลายชั้นโอโซน ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีการทำลายชั้นโอโซนที่เกิดจากสารเคมีในอุตสาหกรรมในประเทศจีนด้วย

“เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การหยุดชั่วคราว’ เพราะทิศทางของการไหลเวียนในขั้วโลกอาจกลับมาเหมือนเดิม คงที่ หรือย้อนกลับ มันเป็นสงครามชักเย่อระหว่างผลกระทบของการฟื้นฟูโอโซนและการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในอนาคต” แอนทารา แบนเนอร์จี (Antara Banerjee) นักเคมีบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ (University of Colorado Boulder) กล่าว

พิธีสารมอนทรีออลเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าถ้าหากทั่วโลกลงมือทำทันที เราสามารถหยุดหรือย้อนกลับความเสียหายบางอย่างที่เราเริ่มต้นไปได้ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอถ้าหากเรายังไม่สามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

สรุป นักวิจัยพบว่าพิธีสารมอนทรีออลที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ประเทศที่ร่วมลงนามหยุดการทำลายชั้นโอโซน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักหรือย้อนกลับของกระแสลมกรดที่ไหลลงไปทางใต้มากกว่าปกติ ประเทศเช่นออสเตรเลียอเลยอาจไม่ต้องเสี่ยงต่อภัยแล้งแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่านี่เป็นเพียงการหยุดชั่วคราว สถานการณ์จะยังกลับมาเหมือนเดิมถ้าเรายังไม่สามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปด้วยได้

Fact โอโซนถูกค้นพบโดยนักเคมีชาวเยอรมัน คริสทีอัน ฟรีดริช เชินไบน์ (Christian Friedrich Schönbei ซึ่งเขาตั้งชื่อมันตามภาษากรีก ‘ozein’ ที่แปลว่ากลิ่น

อ่านต่อ – ขั้วโลกใต้เกิดปรากฏการณ์ “น้ำแข็งเลือด” เหตุจากภาวะโลกร้อน