fbpx
วันศุกร์, เมษายน 23, 2021

พบฟอสซิล “สิ่งมีชีวิตโบราณ” อายุ 160 ล้านปี ที่หน้าตาเหมือน “พอร์จ” ในสตาร์วอร์ ยังไงยังงั้น

นักบรรพชีวินวิทยาชาวจีนเผยข้อมูลการค้นพบสิ่งมีชีวิตตระกูลเทอโรเซอร์ที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งถูกจัดอยู่ในวงศ์อะนูรอคนาธิเด (Anurognathidae) ถือเป็นสัตว์เลื้อยคลานบินได้สกุลใหม่และชนิดใหม่ชื่อว่า “ไซโนมาครอปส์ บอนดีไอ” (Sinomacrops bondei) มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคกลาง-ยุคปลายจูราสสิก หรือประมาณ 160 ล้านปีก่อน โดยพวกมันมีจุดเด่นคือดวงตากลมโต และมีใบหน้าคล้ายตัวละคร “พอร์จ” (Porgs) ที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars : The Last Jedi ยังไงยังงั้น

โดยการค้นพบ “ไซโนมาครอปส์ บอนดีไอ” เกิดขึ้นที่มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพวกมันมีลักษณะที่แตกต่างจากเทอโรเซอร์ทั่วไป คือมันมีขนาดที่เล็กมาก โดยมีปีกยาวไม่เกิน 90 เซนติเมตร (โดยส่วนใหญ่สัตว์ในตระกูลเทอโรเซอร์จะมีขนาดใหญ่) อีกทั้งความแตกต่างของขากรรไกรและกะโหลกที่มีลักษณะสั้นกลม มีเบ้าตาขนาดใหญ่สอดรับกับดวงตากลมโต

นอกจากนี้ ซากฟอสซิลที่สมบูรณ์เผยให้เห็นว่าพวกมันเป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขนที่ลักษณะเหมือนแปรง (Pycnofibers) อยู่บริเวณหัวและลำตัว และยังพบอีกว่าพวกมันมีลักษณะของฟันบนสามซี่แรกที่ชิดติดกัน ทั้งยังมีกระดูกหน้าแข้งที่ยาวเป็นสองเท่าของกระดูกต้นขา ซึ่งลักษณะทางกายภาพทั้งหมดนี้ นักบรรพชีวินวิทยาจึงสันนิษฐานว่า พวกมันน่าจะอาศัยในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าและมีพฤติกรรมการหาอารหารแบบบินโฉบเพื่อกินแมลงเป็นอาหาร

โดย เชา ชวง (Zhao Chuang) นักบรรพชีวินวิทยาชาวจีน กล่าวว่า “การค้นพบฟอสซิลของเทอโรเซอร์วงศ์อะนูรอคนาธิเด นับเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงนำไปสู่การตีความเกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดกลุ่มของเทอโรเซอร์ และยังบ่งบอกถึงความหลากหลายทางสัณฐานวิทยาด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ฟอสซิลของไซโนมาครอปส์ บอนดีไอ ที่มีสภาพดีมากนั้นถูกพบทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกเรียกว่า “เยียนเหลียว ไบโอตา” (Yanliao Biota) เป็นบริเวณที่มักพบฟอสซิลในสภาพสมบูรณ์ อันเนื่องมาจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ถูกฝังอยู่ใต้เถ้าภูเขาไฟซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ปราศจากอากาศ จึงช่วยในการอนุรักษ์สภาพฟอสซิลไว้ได้นั่นเอง โดยปัจจุบันฟอสซิลของไซโนมาครอปส์ บอนดีไอ ถูกเก็บไว้ ณ พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาจินโจวทางตะวันตกตอนกลางของจีน

เพิ่มเติม – เทอโรเซอร์ (Pterosaur) แม้จะอยู่ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์ แต่พวกมันถูกจัดให้เป็นสัตว์เลื้อยคลานบินได้ ถือเป็นคนละกลุ่มกับไดโนเสาร์ โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดนั้นชื่อว่า เคตซัลโคแอตลัส นอร์โทรพี (Quetzalcoatlus northropi) มีปีกที่กว้างใหญ่เทียบเท่ากับเครื่องบินรบ F-16 หรือประมาณ 10.5 เมตร หนัก 200 กิโลกรัม และสูงพอ ๆ กับยีราฟในปัจจุบันเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงกลายเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักวิจัยว่า แท้จริงแล้วพวกมันบินได้หรือไม่ เพราะแม้อวัยวะดังกล่าวจะมีรูปร่างคล้ายปีกก็จริง แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสามารถพยุงมันขึ้นไปบนอากาศได้ จนกระทั่งมีงานวิจัยที่เปิดเผยว่าพวกมันบินได้จริง เนื่องจากพวกมันมีรยางค์ที่แข็งแรงสำหรับการบินขึ้น มีโครงกระดูกที่เบามากและปีกที่ผ่านการปรับเปลี่ยนผ่านวิวัฒนาการมาโดยเฉพาะ ตลอดจนถุงลม กล้ามเนื้อ เส้นใย และสมอง ที่วิวัฒนาการมาเป็นพิเศษเพื่อทำการบินโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ซากฟอสซิลของพวกมันนั้นถูกค้บพบอยู่ทั่วโลก อันเนื่องมาจาก ความหลากหลายของสายพันธุ์ที่มีมากกว่า 200 ชนิด

(อัปเดตล่าสุด) นักวิจัยสร้างตัวอ่อนครึ่งคนครึ่งลิงสำเร็จแล้ว จาก 132 ตัว รอดเพียง 3 ตัว

เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา (2021) วารสารชีววิทยาอย่าง Cell ได้เผยแพร่ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวสเปนที่สามารถเพาะเลี้ยงตัวอ่อนของลิงที่มีเซลล์ของมนุษย์อยู่ในร่างกายได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเกิดคำถามถึงความเหมาะสมในด้านจริยธรรมตามมาด้วยเช่นกัน

ลิงแสม (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Macaca fascicularis)

โดยการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้นำไข่จากลิงแสม (Macaca fascicularis) มาผสมเข้ากับเอ็มบริโอ ที่เป็นเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์ จำนวนทั้งสิ้น 132 ตัว และจากการติดตามการทดลอง พบว่า เอ็มบริโอแต่ละตัวมีพัฒนาการที่แตกต่างต่างกัน จนท้ายที่สุดปรากฏว่า หลังจากผ่านไป 19 วัน มีเอ็มบริโอที่รอดชีวิตจากการผสมพันธุ์ครั้งนี้เพียง 3 ตัวเท่านั้น

ฮวน คาร์ลอส อิซปิซูอา เบลมอนเต (Juan Carlos Izpisua Belmonte) นักชีววิทยาพัฒนาการ จากสถาบันซอลค์ (Salk Institute) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า “เราหวังว่าการทดลองเพาะเอ็มบริโอลูกผสมระหว่างมนุษย์กับลิง (หรือเรียกว่าการทำ ไคมีรา – Chimera) จะตอบสนองได้ดีจนเกิดเป็นเซลล์เนื้อเยื่อของมนุษย์ขึ้นในเอ็มบริโอเหล่านั้น เพื่อนำไปต่อยอดในการใช้ทดสอบยา ยิ่งไปกว่านั้นคือใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะของมนุษย์ด้วยนั่นเอง”

หน้าตาของเอ็มบริโอครึ่งลิงครึ่งคน

นอกจากนี้ ดร. อเลฮันโดร เด ลอสแอนเจลิส (Alejandro De Los Angeles) นักวิจัยสเต็มเซลล์จากมหาวิทยาลัยเยล กล่าวเสริมอีกว่า “การเพาะเลี้ยงตัวอ่อนครึ่งคนครึ่งลิงช่วยให้เราทราบถึงชนิดของสเต็มเซลล์ที่ควรนำมาปลูกถ่ายเป็นอวัยวะสำรอง อีกทั้งยังถือเป็นต้นแบบที่ดีในการศึกษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง เช่น โรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันวิทยาการด้านนี้แทบไม่มีความก้าวหน้าเลย”

อย่างไรก็ตาม การวิจัยในลักษณะนี้ได้เกิดการตั้งคำถามต่อความเหมาะสมด้านจริยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดย อัลฟองโซ มาร์ติเนซ แอเรียส (Alfonso Martinez Arias) นักชีววิทยาชาวสเปน กล่าวว่า “ลิงไม่ควรถูกนำมาเป็นสัตว์ทดลองในการวิจัย เนื่องจากพวกมันได้รับการคุ้มครองตามกฎจริยธรรมการวิจัย ต่างจากสัตว์ประเภทหนูที่สามารถใช้เป็นสัตว์ทดลองได้ งานวิจัยประเภทนี้จึงมีแนวโน้มที่จะถูกต่อต้านจากสาธารณชนในที่สุด”

(ซ้าย) ฮวน คาร์ลอส อิซปิซูอา เบลมอนเต (Juan Carlos Izpisua Belmonte) นักชีววิทยาพัฒนาการ, (ขวา) ไคมีรา (Chimira) สัตว์ประหลาดตามตำนานกรีก ที่ตัวเป็นสิงโตและมีหัวแพะอยู่บนหลัง ซึ่งในปัจจุบันถูกใช้เป็นคำเรียกการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่มากกว่าหนึ่งชนิด

สุดท้าย งานวิจัยนี้ก็ต้องหยุดชะงักลงในวันที่ 20 ของการทดลอง เอ็มบริโอที่มีชีวิตรอดมาทั้ง 3 ตัว ก็ต้องถูกทำลายทิ้ง เนื่องข้อจำกัดทางด้านจริยธรรม ดังนั้นมันจึงกลายเป็นข้อถกเถียงอันน่าสนใจว่า การทดลองเพาะเอ็มบริโอครึ่งคนครึ่งสัตว์ซึ่งมีเป้าหมายในการนำมารักษามนุษย์ในด้านต่าง ๆ นั้น ถูกต้องแล้วหรือไม่ ? และนี่นับเป็นการท้าทายต่อข้อจำกัดด้านจริยธรรมว่ามนุษย์กำลังวิจัยเกินขอบเขตด้วยหรือเปล่า ?

Fact – ไคมีรา (Chimera) สัตว์ในเทพปกรณัมกรีก ตามตำนานเล่าว่า เป็นสัตว์เพศเมียที่มี 3 หัว จากสัตว์ร้าย 3 ชนิดที่ไม่สามารถรวมกันได้ นั่นคือ สิงโต แพะ และมังกร โดยไคมีราเป็นบุตรของพ่อที่เป็นยักษ์ชื่อ “ไทฟอน” และแม่ที่เป็นงูชื่อ “อีคิดนา” ซึ่งชื่อไคมีราเป็นภาษากรีกแปลว่า “แพะเพศเมีย” โดยไคมีรามีร่างกายที่กำยำ มีส่วนหน้าอเป็นสิงโต ลำตัวเป็นแพะ และบั้นท้ายเป็นมังกร จุดเด่นของมันอยู่ตรงที่ สามารถหายใจออกมาเป็นไฟอันโชติช่วงนั่นเอง

นี่คือเหตุผล – ทำไมนักวิจัยถึงบอกว่า “หากผีมีจริง-เจ้าเครื่องนี้คงหาเจอไปตั้งนานแล้ว”

ความเชื่อเรื่อง “ผี” นั้นเรียกได้ว่ามีอยู่ในหลาย ๆ วัฒนธรรมทั่วโลก โดยมีทฤษฎีสมคบคิดมากมายพยายามอธิบายมาตลอดว่าผีมีจริงหรือไม่ แต่ล่าสุด นักฟิสิกส์ขององค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) นามว่า ไบรอัน คอกซ์ (Brian Cox) ได้ออกมาฟันธงว่า “ผีไม่มจริง” เพราะถ้าหากมีจริง ป่านนี้เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider – LHC) คงตรวจเจอมันไปนานแล้ว

เครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider : LHC)

โดยคอกซ์ กล่าวผ่านรายกาย The Infinite Monkey Cage ในคลื่นวิทยุ BBC Radio 4 show ว่า “ถ้าผีมีอยู่จริง เราคงต้องมาหาคำตอบกันว่า ผีมีอนุภาคที่เล็กขนาดไหนกัน ถึงสามารถรอดพ้นการตรวจจับของ LHC ไปได้ เพราะ LHC สามารถตรวจจับอนุภาคที่เล็กที่สุดในจักรวาลได้นั่นเอง”

ทั้งนี้ แบบจำลองมาตรฐานของฟิสิกส์อนุภาคได้อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของธรรมชาติว่า อนุภาคพื้นฐานถูกควบคุมโดยแรง 4 ประการ ได้แก่ 1.แรงโน้มถ่วง 2.แรงแม่เหล็กไฟฟ้า 3.แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน และ 4.แรงนิวเคลียร์อย่างแข็ง ซึ่งแม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบแต่เป็นการอธิบายที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ไบรอัน คอกซ์ (Brian Cox)

คอกซ์ กล่าวเสริมอีกว่า “ในขณะที่นักฟิสิกส์อนุภาคกำลังศึกษาเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนในทฤษฎีที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผี จะเป็นเรื่องลึกลับที่ทฤษฎีทางฟิสิกส์ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะนั่นเท่ากับกำลังท้าทายต่อ ‘กฎของอุณหพลศาสตร์’ (Laws of thermodynamics – การศึกษาความสัมพันธ์ของพลังงานความร้อน พลังงานกล หรือพลังงานภาพอื่น) โดยกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ระบุว่า สสารหรือพลังงานจะต้องปล่อยความร้อนออกมาเสมอ ดังนั้น หากผีมีจริง การเคลื่อนไหวของพวกเขาจะต้องปล่อยพลังงานความร้อนที่ไม่มีที่สิ้นสุดออกมาเพื่อการดำรงอยู่ และนั่นก็จะทำให้ถูกตรวจจับได้อย่างง่ายดายนั่นเอง

นอกจากนี้ คอกซ์ยังตั้งคำถามทิ้งท้ายอีกว่า “ถ้าผีมีอยู่จริง พวกเขาจะต้องมีรูปเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่มีสารอะไรประกอบอยู่เลย ซึ่งนั่นจะทำให้พวกเขาสามารถเดินทะลุกำแพงหรือหายตัวไปโผล่ที่ไหนก็ได้ ฉะนั้นจึงเกิดคำถามว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาจะมีรูปเป็นพลังงานบริสุทธิ์เช่นนั้นได้ ?”

อย่างไรก็ตาม เจ้า LHC นับเป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นโดย องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (CERN) ซึ่งนักฟิสิกส์จะใช้มันเพื่อดูสิ่งที่เล็กที่สุดในจักรวาลของเรา โดยเจ้าเครื่องนี้สามารถมองเห็นได้ว่าเซลล์ที่พบขับเคลื่อนด้วยพลังงานแบบใด นั่นเท่ากับว่า หากคุณเห็นด้วยกับคอกซ์แล้วละก็เจ้า LHC จะต้องจับการเคลื่อนไหวของพลังงานแปลก ๆ ที่เรียกว่า ผี ไปได้ตั้งนานแล้ว แต่นี่มันกลับไม่เคยตรวจพบ “พลังงานผี” แบบที่ว่านั่นเลย

Fact – ทำไมผีถึงต้องอยู่ในบ้านร้าง ? มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วพบว่า เป็นเพราะสถานที่รกร้างจะมีเชื้อราและสารพิษปนอยู่มาก เป็นผลให้มีออกซิเจนน้อย และเมื่อเราเข้าไปในสถานที่ดังกล่าว อาจทำให้สมองเกิดภาวะขาดออกซิเจนชั่วขณะ (Cerebral Anoxia) สามารถทำให้ประสาทสัมผัสและการรับรู้บิดเบี้ยวผิดจากความเป็นจริงออกไปได้ อาจส่งผลให้หูแว่ว ยินเสียงแปลก ๆ รวมทั้งยังทำให้มองเห็นภาพหลอนได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งอาการแบบนี้ เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนใกล้เสียชีวิต ที่อาจเห็นภาพหลอนว่ามียมทูตมารับ หรือเห็นวิญญาณตัวเองกำลังออกจากร่าง เป็นต้น

เผยความลับ – แท้จริงแล้วร่างกายมนุษย์ มีความสามารถในการ “สร้างพิษ” ได้เหมือนกับ “งู”

ลองจินตนาการกันเล่น ๆ ว่าถ้ามนุษย์เราสามารถ ‘กัด’ และ ‘พ่นพิษ’ ใส่ศัตรูได้มันคงเป็นอะไรที่ขนลุกน่าดูเลยใช่มั๊ย ? แต่เราอยากบอกว่ามันอาจเกิดขึ้นได้จริง เพราะงานวิจัยล่าสุดได้เผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า ยีนที่ควบคุมต่อมน้ำลายของมนุษย์นั้นมีโอกาสสร้างพิษได้เหมือนกับงูได้จริง ๆ

โดยผลการศึกษาดังกล่าว ที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ระบุว่า ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลานมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่สามารถสร้างพิษในช่องปากได้เหมือนกัน ซึ่งยีนดังกล่าวนี้สามารถพบได้ทั้งในสัตว์ที่มีพิษและสัตว์ไม่มีพิษ

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมวิจัยมุ่งเน้นที่จะศึกษาเกี่ยวกับ “Housekeeping gene” ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนและควบคุมระบบพิษในช่องปากของสัตว์ และจากการตรวจสอบข้อมูลทางพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างนั่นคือ งู สายพันธุ์ Taiwan habu พบว่า พวกมันมี Housekeeping genes มากถึง 3,000 ยีน อยู่รวมกันเป็นเครือข่าย เรียกว่า “Metavenom network” ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่เป็นพิษ และสร้างเอนไซม์สำหรับย่อยสลายโปรตีนชนิดต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นลักษณะสำคัญที่พบได้ในพิษของงูทั่วไป

ทั้งนี้ เมื่อนักวิจัยตรวจสอบข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดรวมถึงมนุษย์ พบว่าทั้งหมดมียีนประเภทเดียวกัน โดยยีนที่สร้างพิษในต่อมน้ำลายของมนุษย์จะอยู่ในกลุ่มโปรตีน Kallikrein ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบในสารคัดหลั่งของสัตว์มีพิษหลายชนิด แต่ทว่า โปรตีนดังกล่าวที่พบในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดกลับไม่ได้ถูกวิวัฒนาการให้มีพิษแต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นเพราะมนุษย์เราไม่จำเป็นต้องใช้พิษในน้ำลายเพื่อความอยู่รอดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม อักนีช บารัว (Agneesh Barua) หนึ่งในทีมนักวิจัย กล่าวว่า “การศึกษาครั้งนี้นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่า ต่อมพิษของสัตว์นั้นวิวัฒนาการมาจากต่อมน้ำลาย แต่ต่างกันตรงที่สัตว์เลื้อยคลานอย่างงูจะผสมสารพิษและยีนหลายชนิดเข้าไปในน้ำลายของมัน แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างหนูผีกลับผลิตพิษที่ง่ายกว่าและมีลักษณะคล้ายกับน้ำลายนั่นเอง”

รูปร่างหน้าตาของเจ้าหนูผี

อักนีช ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การศึกษาครั้งนี้ยังบ่งชี้ว่าทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต่างก็ยังคงมียีนสำหรับสร้างพิษอยู่ในร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่ทั้งสองสายพันธุ์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก โดยในอนาคตเราอาจได้เห็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น มนุษย์ วิวัฒนาการจนสามารถพ่นพิษออกจากปากได้ เนื่องจากโปรตีน kallikrein ในน้ำลายของมนุษย์ ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่อาจวิวัฒนาการให้มนุษย์กลายเป็น ‘จอมกัด’ ที่ดุร้ายในอนาคตก็เป็นได้”

Fact – มีการทดลองในปี ค.ศ.1980 ซึ่งพบว่า หนูตัวเล็กเพศผู้สามารถผลิตสารพิษร้ายแรงในน้ำลายและพ่นไปยังหนูที่ใหญ่กว่าได้ โดยหากพิจารณาภายใต้เงื่อนไขทางนิเวศวิทยานั้น หนูที่สามารถสร้างโปรตีนที่เป็นพิษในน้ำลายจะสืบพันธุ์ได้ดีกว่าหนูทั่วไป นั่นเท่ากับว่า ในอนาคตข้างหน้าเราอาจได้เห็นหนูมีพิษอยู่มากมายก็เป็นได้

MIT เริ่มใช้หุ่นยนต์สำรวจสมบัติ ที่จมอยู่ใต้ทะเลลึกแทนมนุษย์แล้ว (สามารถดำน้ำลึกได้ 2,000 ม.)

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot คือหุ่นยนต์ที่ออกแบบขึ้นมาโดยมีพื้นฐานมาจากร่างกายมนุษย์) ตัวนี้มีชื่อว่า “โอเชียน-วัน” (Ocean One) เป็นผลงานของทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถทลายข้อจำกัดในการใช้งานใต้ทะเลลึกได้อย่างชาญชลาด แบบที่มนุษย์ทั่วไปก็ทำไม่ได้

จุดเริ่มต้นของ โอเชียน-วัน เกิดจากความต้องการที่จะศึกษาแนวปะการังใต้ทะเลลึกซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถดำดิ่งลงไปได้ อีกทั้งหุ่นยนต์ที่ผ่านมาก็มีขนาดใหญ่ นักวิทยาศาสตร์จึงเกิดความกังวลว่าหุ่นยนต์เหล่านั้นอาจไปทำลายระบบนิเวศใต้ทะเลอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ โอเชียน-วัน จึงถูกออกแบบให้มีรูปร่าง หน้าตา คล่องแคล่วคล้ายมนุษย์นั่นเอง

โดยลักษณะทั่วไปของโอเชียน-วัน ประกอบไปด้วย ความยาวรวม 1.5 เมตร มีแขนและมือ 2 ข้าง ซึ่งเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีเซ็นเซอร์ที่ข้อมือเพื่อวัดแรงกระทำและส่งข้อมูลกับไปยังผู้ควบคุมซึ่งควบคุมผ่านจอยสติ๊ก ทำให้ผู้ควบคุมสามารถรับรู้ความกระชับในการจับวัตถุนั้น ๆ ว่าพอดีหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุถูกจับแรงเกินไปจนเสียหาย หรือถูกจับเบาไปจนหลุดมือ

นอกจากนี้ ส่วนหัวของโอเชียน-วัน ยังติดตั้งกล้อง 2 ตัว ที่สามารถมองภาพได้แบบ 3 มิติ อีกทั้งบริเวณลำตัวยังถูกติดตั้งด้วยแบตเตอรี่ ระบบสื่อสารผ่านสายสัญญาณ และเซนเซอร์วัดแรงดันน้ำที่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง รวมทั้งยังสามารถเคลื่อนที่โดยใช้ใบพัด 8 ตัว ซึ่งช่วยให้เคลื่อนไหวและรักษาตำแหน่งได้อย่างชาญฉลาด

ทั้งนี้ อุสซามา คาทิบ (Oussama Khatib) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า “โอเชียน-วัน ถูกออกแบบมาราวกับว่าคุณได้ลงไปดำน้ำเองจริง ๆ หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 2,000 เมตร โดยอาศัยความรวดเร็ว แม่นยำ และยังส่งข้อมูลกลับไปยังห้องควบคุมได้อย่างชัดเจน ทำให้มันสามารถทำงานในสถานการณ์ที่ยากลำบากและซับซ้อนผ่านการควบคุมจากระยะไกล ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ชดเชยการทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตรายของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ”

โดยผลงานอันโดดเด่นของโอเชียน-วัน คือการทำงานร่วมกับนักโบราณคดีในการสำรวจซากเรือ La Lune ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่จมลงใต้ทะเลกลึกกว่า 100 เมตร มานานกว่า 350 ปี (นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1964) แน่นอนว่าโอเชียน-วันไม่ทำให้ผิดหวัง มันสามารถเก็บกู้โบราณวัตถุอย่างแจกัน ซากเรือ โดยไม่บุบสลายเลยสักนิด แม้ว่าโบราณวัตถุดังกล่าวจะถูกน้ำกัดเซาะจนเปราะบางแล้วก็ตาม

ศาสตราจารย์คาทิบ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในอนาคต โอเชียน-วัน จะถูกพัฒนาความสามารถให้มากขึ้นอีก เพื่อใช้ในการทำงานบริเวณพื้นที่เสี่ยงอันตรายแทนมนุษย์ เช่น ซ่อมแซมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซ่อมแท่นขุดเจาะน้ำมัน หรือซ่อมแซมสายสื่อสารใต้น้ำ เป็นต้น โดยทีมวิจัยหวังว่า หุ่นยนต์ตัวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้นักพัฒนารุ่นใหม่ สามารถสร้างหุ่นยนต์ควบคุมระยะไกลที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น”

Fact – รู้หรือไม่ เมื่อเดือนตุลาคมปี 2015 ประเทศซาอุดิอารเบียได้ประกาศให้หุ่นยนต์สาวนามว่า “โซเฟีย” (Sophia) มีสถานะพลเมืองของประเทศเป็นครั้งแรกของโลก หุ่นยนต์ตัวนี้เป็นผลงานของเดวิด แฮนสัน (David Hanson) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนดิสนีย์  โดยโซเฟียถูกออกแบบมาให้เป็นหุ่นยนต์สัตว์สังคม เพราะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ทั้งการมองและการพูดคุย นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นเรื่องหน้าตาที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนกันดาราภาพยนต์อย่าง ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) อีกด้วย

ครั้งแรกของโลก ที่นักวิจัยพบ “ปลาไหลไฟฟ้า-ในแอมะซอน” ล่าเหยื่อร่วมกันจนเป็นฝูงบ่อไฟฟ้า

ตั้งแต่การค้นพบ “ปลาไหลไฟฟ้า” (Electric eels) ที่บริเวณป่าแอมะซอนเมื่อ 200 ปีที่แล้ว มาวันนี้ปี 2021 ปลาไหลไฟฟ้าทั้ง 2 สายพันธุ์ 1.Electrophorus voltai 2.Electrophorus varii ที่สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้ใกล้เคียงกัน 860 โวลต์ ก็ได้ร่วมมือเริ่มล่าด้วยกันเป็นทีม หลังนักวิจัยเฝ้าเก็บข้อมูลมาตลอด 50 ปี จนพบว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นการล่าแบบกลุ่มสุดโหด

ปลาไหลไฟฟ้าเป็นสัตว์สันโดษ โดยเฉพาะเมื่อโตเต็มวัย มันจะอยู่เพียงตัวเดียวลำพัง แน่นอนว่ามันจะล่าเหยื่อด้วยตัวเองเช่นกัน แต่การค้นพบนี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คล้ายกับพวกมันประชุมแผนมาอย่างดี ดังนี้
(ข้อมูลอ้างอิง – ถูกตีพิมพ์ผ่านวารสาร Nature Communications ในวันอังคารที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา)

ปลาไหลไฟฟ้าแต่ละตัวมีหน้าที่ว่ายต้อนปลาตัวเล็ก ๆ ให้มาอยู่รวมกันเป็นวงกลม – จากนั้นนักล่าจะว่ายวนเพื่อทำให้เหยื่อขยับอยู่ใกล้กันในวงกลมมากที่สุด – เมื่อนักล่าพอใจกับขนาดอันแนบชิดของวงกลมแล้ว – นักล่าแต่ละตัวก็จะคอยปล่อยกระแสไฟฟ้าแล้วว่ายวนสลับกัน – เพื่อให้กระแสไฟฟ้าทั่วถึงเหยื่อทุกตัว – สุดท้ายเมื่อเหยื่อน็อคปลาไหลไฟฟ้านักล่าก็จะจับกินแบบชิว ๆ

“การจับกลุ่มล่าเหยื่อแบบนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ดูเหมือนว่าตั้งแต่ป่าแอมะซอนถูกรุกรานอย่างหนักเริ่มจาก 20 ปีที่แล้ว สัตว์แต่ละชนิดก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึ่งสำหรับเจ้าปลาไหลไฟฟ้า พวกมันอาจตกลงล่าร่วมกันเพื่อความอยู่รอด หรืออาจเป็นเพราะจำนวนเหยื่อมีมากขึ้น พวกมันจึงต้องควบคุมระบบนิเวศตามกลไกของธรรมชาติก็อาจเป็นไปได้” – เคนเนธ วาน หัวหน้าโครงการสำรวจ กล่าว

ทั้งนี้ ปลาไหลไฟฟ้า ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในตระกูล ปลาไหล (eel) แต่อย่างใด แต่มันเป็นสัตว์น้ำในวงศ์ปลาใบมีด (Knife Fish ที่บ้านเราเรียก ปลากราย) อีกทั้งมันยังเป็นญาติใกล้เคียงกับปลาดุกมากกว่าปลาไหลที่มันบังเอิญมีลักษณะเหมือนสุด ๆ ครับผม

และสำหรับภาพหน้าปกบทความ มันคือ ปลาไหลมอเรย์ (Moray Eel) เป็นสัตว์ในสายพันธุ์ปลาไหลจริง ๆ ที่ก็สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าแล้วปล่อยได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้มอเรย์น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่ไฟฟ้า แต่คือภายในคอหอยของมันมีกรามขนาดเล็กซ้อนกันอยู่ข้างในหลายชั้น เรียกว่า ฟันคอหอย (Pharyngeal jaw) ใช้สำหรับจับเหยื่อเพื่อไม่ให้หลุด จะได้กลืนเหยื่อลงท้องได้สบาย ๆ ซึ่งปลาไหลมอเรย์เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่มีฟันแบบนี้ กลไกนี้เองที่ทำให้ทุกครั้งเวลาเราไปเที่ยวชมสัตว์น้ำ ผู้ดูแลจะคอยเตือนว่าอย่านำมือไปใกล้ปลาไหลชนิดนี้เด็ดขาด

(2021) นี่คือ “แบตเตอรี่เพชร” ที่ทำมาจากกากนิวเคลียร์ – สามารถใช้งานได้ยาวนาน 28,000 ปี

(2021) บริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ นาโน ไดมอนด์ แบตเตอรี่ (NDB) จากรัฐแคลิฟอร์เนีย กำลังพัฒนาแบตเตอรี่ที่ทำมาจากเพชร+กากนิวเคลียร์ ซึ่งความเจ๋งก็คือ แบตเตอรี่นี้จะสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 28,000 ปี โดยไม่ต้องชาร์จ ซึ่งผู้ผลิตมีแผนจะวางขายในปี 2023 ที่จะถึงนี้

ต้นแบบแบตเตอรี่ DNV

เทคโนโลยีนี้มีชื่อว่า Diamond Nuclear Voltaic (DNV) ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี 2016 โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล เป็นการนำเอาแผ่นเพชรนาโนมาเป็นตัวกลางนำความร้อนออกจากไอโซโทปของกากนิวเคลียร์ และแปลงความร้อนนั้นมาเป็นพลังงานไฟฟ้าอีกที ซึ่งกระบวนการแบบนี้จะสามารถให้พลังงานที่ยาวนานต่อเนื่องหลายพันจนถึงหลักหมื่นปีเลยทีเดียว

โดยไอเดียการสร้างแบตเตอรี่แบบนี้ ได้มาจากเครื่องปฏิกรณ์ที่ใช้กราไฟท์เป็นตัวระบายความร้อน และแผ่นกราไฟท์ที่หมดอายุการใช้งานจากเครื่องปฏิกรณ์ก็ยังคงปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีไปอีกนานหลายพันปี คำถามคือ แล้วกราไฟท์มาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ? ตอบ : เพราะกราไฟท์มีโครงสร้างคาร์บอนแบบเดียวกับเพชรยังไงล่ะ ดังนั้นนักวิจัยจึงมองว่าถ้าหากเราเปลี่ยนจากแผ่นกราไฟท์ มาใช้เป็นแผ่นเพชรนาโนอาจจะสามารถยืดอายุการใช้งานของกากนิวเคลียร์ที่ไร้ประโยชน์มาทำเป็นพลังงานความร้อนอื่น ๆ ได้ ซึ่งจากไอเดียนี้นักวิจัยจึงร่วมกันพัฒนาและต่อยอดออกมาเป็น “แบตเตอรี่” นั่นเอง

ทั้งนี้ นีมา โกลชาริฟี ซีอีโอของ NDB กล่าวว่ากับเว็บไซต์เทคโนโลยี Future Net Zero ว่า “ข้อดีของแบตเตอรี่ DNV มี 2 ข้อ คือ 1.มันช่วยเปลี่ยนจากขยะไร้ค่า (กากนิวเคลียร์) ให้ถูกนำมาเป็นพลังงานที่สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ 2.มันสามารถมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าแบตเตอรี่ในปัจจุบันมาก” 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ฟังดูดีแต่ทว่ามันก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่มาก คือ 1.เรื่องของ “ราคา” เพราะถ้าหากมันมีเพชรเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ราคาของแบตเตอรี่ชนิดนี้จะสูงมากขนาดไหน และ 2.ความปลอดภัยในการใช้งาน เนื่องจากมันทำมาจากกากนิวเคลียร์ ย่อมมีความเสี่ยงที่หากเกิดรั่วไหลขึ้นมาจะส่งผลเสียต่อผู้ใช้งานหรืออุตสาหกรรมนั้น ๆ หรือไม่

แบบจำลองหน้าตาของแบตเตอรี่ DNV

ซึ่งคำถามและข้อสงสัยเหล่านี้ทางบริษัท NDB ยังไม่ได้ออกมาให้คำตอบ แต่ทางบริษัทมีจุดมุ่งหมายที่จะนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของพวกเขาไปใช้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ อวกาศ และหุ่นยนต์ในอนาคต สุดท้ายถึงแม้จะมีข้อถกเถียงอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของนักพัฒนามองว่า หากเทคโนโลยีนี้ประสบความสำเร็จจริง มันจะทลายกำแพงเทคโนโลยีหลายอย่างที่ถูกขัดขวางไว้เพราะพลังงานแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น มันอาจถูกพัฒนามาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถวิ่งได้ไม่จำกัดโดยที่ไม่ต้องจอดชาร์จเลยตลอดอายุการใช้งาน หรือ ยานอวกาศที่สามารถสำรวจอวกาศได้โดยไม่มีข้อจำกัดในด้านเชื้อเพลิง เป็นต้น

Fact – รู้หรือไม่ ? แบตเตอรีของเทสลา (Tesla) ที่ถูกนำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา สามารถช่วยให้รถวิ่งได้ไกล 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเมื่อนำมาเฉลี่ยแล้ว คนเราจะใช้รถปีละ 35,000 กิโลเมตร นั่นเท่ากับว่าแบตเตอรี่นี้จะมีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 50 ปี เลยทีเดียว

(ถือว่าหวังดีละกัน) นักวิจัยใช้ดาวเทียมติดตาม-ชนเผ่าในป่าแอมะซอน เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมของ Google Earth เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและความเป็นอยู่ของชนเผ่าในป่าแอมะซอนที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ที่อาศัยอยู่ในบริเวณรัฐเอเคอร์ ประเทศบราซิล

ก่อนหน้านี้ คาร์ลอส ไมรีเยส นักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับชนเผ่าแอมะซอน ผู้ที่พยายามติดต่อกับชนเผ่าหนึ่งในแอมะซอนด้วยการขับเฮอลิคอปเตอร์เผื่อสอดแนมและหวังจะโยนสิ่งของที่เป็นประโยชน์ไปให้ แต่ทว่า เขากลับถูกสมาชิกในเผ่าโจมตีด้วยการระดมยิงธนูใส่จนได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุนี้ การสังเกตและเฝ้าติดตามผ่านดาวเทียมจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อตัวนักวิจัยและชนเผ่าเหล่านั้นมากที่สุด

คาร์ลอสระบุว่า “การที่พวกเขาตอบโต้กลับมาเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแถมยังเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะกลุ่มชนเผ่าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกนักวิจัยที่พยายามจะเข้าไปติดต่อกับพวกเขานั้นหวังดีหรือร้ายกันแน่ ดังนั้น การเฝ้าระวังและติดตามจากระยะไกลจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

โดยการติดตามนี้ นักวิจัยจะใช้ดาวเทียมในการประมาณพื้นที่อยู่อาศัย จำนวนสมาชิกของแต่ละชนเผ่า สถานที่อยู่อาศัย และเส้นทางเดินป่าสำหรับหาอาหารหรือเคลื่อนย้ายที่อยู่ ซึ่งนักวิจัยจะนำข้อมูลเหล่านี้ในการกำหนดพื้นที่คุ้มครอง เพื่อเป็นการป้องกันพวกเขาจากการพวกลักลอบตัดไม้ รวมถึงเป็นการรักษาที่อยู่อาศัยให้ชนเผ่าสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้โดยไม่ถูกรบกวน

นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมยังช่วยตรวจสุขภาพของสมาชิกในชนเผ่าได้ด้วย โดยการพิจารณาจากแหล่งอาหารในบริเวณที่อยู่อาศัยว่าสมบูรณ์หรือไม่ เพียงพอต่อสมาชิกหรือเปล่า อีกทั้ง พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สามารถแสดงถึงสุขภาพได้เช่นกัน ด้วยการสังเกตว่าพวกเขาร่าเริงไหม การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นอย่างไร ดูอ่อนแรงหรือไม่ เป็นต้น

ดร.ร็อบ วอร์คเกอร์ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “มีชนเผ่ามากถึง 100 ชนเผ่าที่ปฏิเสธโลกภายนอก ส่วนใหญ่มีสมาชิกไม่เกิน 40 คน อาศัยอยู่รวมกันในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งชนเผ่าเหล่านี้กำลังเผชิญกับอันตรายจากภัยคุกคามอย่างการตัดไม้ทำลายป่า-การรอบทำเหมืองผิดกฎหมาย จนมีความเสี่ยงสูงมากที่ชนเผ่าของพวกเขาจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปในที่สุด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องยื่นมือเข้าไปช่วย”

Fact – รู้จักกับชนเผ่าเซนทิเนลลีส (Sentinelist Tribe) กลุ่มคนที่โดดเดี่ยวและอันตรายที่สุดในโลก มีสมาชิกราว 300-500 คน อาศัยอยู่บนเกาะ North Sentinel ของมหาสมุทรอินเดีย ชนเผ่านี้ปฏิเสธการติดต่อโลกภายนอก เป็นเวลาเกือบ 10,000 ปีมาแล้ว เพราะ พวกเขากลัวการติดเชื้อจากมนุษย์นอกเผ่า ซึ่งหากใครก็ตามที่เข้าใกล้เกาะจะถูกโจมตีทันที

นักขุดบิทคอยน์ ผุดไอเดีย “ใช้ความร้อน-จากการขุด” มาดูแลไก่และปลูกผัก – จนได้กำไร 3 เด้ง

นับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา ราคาของบิทคอยน์ก็ได้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะ 2 ล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการ “ขุดเหมือง” บิทคอยน์แทนการซื้อขายบนกระดานเทรดนั้นต้องใช้พลังงานและความร้อนมหาศาล ซึ่งล่าสุด มีผู้คิดค้นการนำความร้อนส่วนเกินเหล่านี้มาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนในครัวเรือนได้สำเร็จ

โดยข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ประเมินว่า พลังงานที่ใช้ในการการขุดบิทคอยน์ทั่วโลกปี 2019 นั้นมากกว่าพลังงานที่ประเทศยูเครนใช้ตลอดทั้งปี ด้วยเหตุนี้ เมลิสซา จิราร์ด (Melissa Girard) ผู้ดูแลฟาร์ม Le Caveau จึงได้นำร่องการใช้ความร้อนจากการขุดคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) มาดูแลสวนสตรอว์เบอร์รี ทำให้ช่วยประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับนักขุดบิทคอยน์อย่าง โทมัส สมิธ (Thomas Smith) ซีอีโอของ Gado Images ซึ่งใช้ไอเดียเดียวกันนี้ในการรีไซเคิลพลังงานด้วยการเริ่มต้นทำให้บ้านของตนเองอบอุ่นขึ้นในหน้าหนาว จนสามารถต่อยอดไปสู่การสูบความร้อนส่วนเกินมาใช้ปลูกมะเขือเทศในเรือนกระจก จากจุดเริ่มต้นที่ตัวเขาเริ่มตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมจนเกิดเป็นงานอดิเรกดังกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น โทมัสยังได้นำความร้อนส่วนเกินมาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนในเล้าไก่ของตนเองอีกด้วย โทมัสเล่าว่า “มันนับเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราสามารถนำความร้อนมาใช้สร้างความสุขให้กับไก่เหล่านี้ การมีอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 21 องศาเซลเซียส รวมทั้งการระบายอากาศที่ดีจะช่วยให้ไก่ผลิตไข่ได้มากขึ้น”

โดยล่าสุด โทมัสกำลังออกแบบระบบเปิดปิดอัตโนมัติสำหรับการควบคุมอุณหภูมิให้บ้านและเล้าไก่ของเขา ซึ่งหากนับรวมมูลค่าของไก่ในฟาร์มรวมทั้งผักสลัดคาเปรเซ (Caprese Salad) โทมัสประเมินว่าเขาน่าจะมีรายได้เพิ่มจากการใช้พลังงานหมุนเวียนราว 48,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อย่าง คริสเตียน แฮสเชค  (Christian Haschek) ได้ออกแบบบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเดิมจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ต่อมาเขาจึงทดลองโดยการใช้พลังงานความร้อนส่วนเกินที่ได้จากเหมืองขนาดเล็กสำหรับขุดเหรียญคริปโตเคอเรนซีอย่าง อีเธอเรียม (Ethereum) ร่วมด้วย

โดยคริสเตียนใช้เครื่องขุด 4 ตัว ทำงานที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถสร้างความอบอุ่นให้กับบ้านของเขาที่ออสเตรเลียได้ เขากล่าวว่า “แม้มันจะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาความร้อนส่วนเกิน แต่ความร้อนจากการขุดอีเธอเลียมช่วยประหยัดค่าไฟในแต่ละเดือนของผมไปได้ครึ่งหนึ่ง และยังลดพลังไฟฟ้าสำหรับสร้างความร้อนในหน้าหนาวลงได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม โทมัส ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า “แม้ว่าการทดลองนำพลังงานความร้อนจากการขุดบิทคอยน์มาหมุนเวียนในครัวเรือนจะประสบความสำเร็จและใช้ประโยชน์ได้จริง แต่ความรู้เหล่านี้ยังไม่ได้รับการเผยแพร่มากนักเมื่อเทียบกับจำนวนนักขุดที่มีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นหากทุกคนนำวิธีคล้ายกันนี้ไปปรับใช้ มันจะสามารถลดค่าใช้จ่าย – เพิ่มรายได้ – และช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย”

นี่คือเรื่องจริงของ “The Sun Stone” (หินสุริยะ) ที่ถูกเข้าใจผิด-ว่าเป็นนาฬิกานับ “วันโลกแตก”

นี่คือ “หินสุริยะ” (the Sun Stone) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวแอซแท็กในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ซึ่งมันหายสาบสูญไปนานกว่า 300 ปี จนกระทั่งถูกพบเมื่อปี ค.ศ.1790 ณ บริเวณใต้โซกาโล (Zocalo) หรือพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสใจกลางกรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก

โดยหินนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.6 เมตร หนา 1.2 เมตร หนักกว่า 21,000 กิโลกรัม ซึ่งนักโบราณคดีผู้ค้นพบในยุคแรกเชื่อว่าหินสุริยะถูกใช้เป็นปฏิทิน ซึ่งตีความได้ว่า 1 เดือนมี 20 วัน และ 1 ปี มี 20 เดือน พร้อมเพิ่มวันพิเศษอีก 5 วันที่ไม่ขึ้นอยู่กับเดือนใดเดือนหนึ่ง โดยปฏิทินนี้จะหยุดเดินเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จึงเป็นเหตุให้พากันเข้าใจว่าวันนั้นคือ “วันสิ้นโลก”

แต่ทว่า เมื่อความจริงไม่เป็นเช่นนั้น (โลกไม่ได้แตกซะหน่อย) ทีมนักวิจัยจึงรวมตัวกันและศึกษาหินนี้กันใหม่จนได้ข้อสรุปออกมาว่า แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ปฏิทินแต่เป็น “แท่นสำหรับบูชายัญ” ต่างหาก โดยอาศัยการวิเคราะห์และตีความจากลวดลายที่ปรากฏอยู่บนหิน ซึ่งเป็นรูปของเทพเจ้าโตนาติอูห์ (Tonatiuh) เทพแห่งดวงอาทิตย์ที่อยู่ตรงกลาง มีมือซ้ายขวาที่ถือหัวใจมนุษย์และลิ้นที่แลบออกมาเป็นใบมีด บ่งบอกถึงการเสียสละชีวิตเพื่อให้ดวงอาทิตย์ขับเคลื่อนต่อไป

ภาพถ่ายหินสุริยะกับเหล่านักโบราณคดีในปี 1917

รวมถึงรูปสัตว์โบราณต่าง ๆ ที่หมายถึงการทำลายล้าง เช่น รูปเสือจากัว อุ้งเท้าหมี และกรงเล็บเหยี่ยว เป็นต้น นอกจากนี้ รูปแบบของวงแหวนที่อยู่ล้อมรอบเทพโตนาติอูห์ยังมีลักษณะคล้ายจักรวาลและลักษณะสามเหลี่ยม 8 แฉกที่แสดงถึงรังสีของพระอาทิตย์ อีกทั้ง สัญลักษณ์รูปกระดูกไขว้ เป็นเครื่องยืนยันว่ามันต้องใช้สำหรับการบูชายัญอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม มีการตีความที่นอกเหนือจากการถูกใช้เป็นแท่นบูชา โดยนักโบราณคดี เอมิลี อุมแบร์เกอร์ ระบุว่า” นี่อาจเป็นบันทึกเหตุการณ์ของชาวแอซแท็กก็เป็นได้ เนื่องจากที่ด้านบนของหินมีการสลักวันที่ ซึ่งตีความออกมาแล้วตรงกับปี ค.ศ.1479 อาจเป็นเหตุการณ์ที่ชาวแอซแท็กเชื่อว่า Huitzilopochtli (อ่านว่า วีท-ซี-โล-โพส-ลี) หัวหน้าหรือบุคคลสำคัญที่เสียสละออกรบจนชนะสงคราม เมื่อถึงวันที่เขาเสียชีวิต ทำให้ผู้คนยกย่องให้เขาเป็นเทพ และกลายเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์”

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นเพียงการตีความจากนักโบราณคดีเท่านั้น ไม่มีใครทราบความจริงที่แน่นอน แต่จากการตีความทั้งสอง ดูเหมือนสมมุติฐานว่าถูกใช้เป็นแท่นบูชายัญจะดูมีน้ำหนักมากกว่า โดยในปัจจุบัน หินสุริยะนี้ถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติ (INAH) ในกรุงเม็กซิโกซิตี้

Fact – อารยธรรมแอซเท็กถือกำเนิดขึ้นในช่วง ค.ศ.1325 ณ บริเวณตอนกลางของประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน วิถีชีวิตของชาวแอซเท็กจะเกี่ยวข้องกับศาสนาและพิธีกรรม มีการสร้างพีระมิดขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก  และมีการบูชายัญมนุษย์เพื่อถวายแด่เหล่าเทพเจ้า โดยเมืองหลวงของชาวแอซเท็กมีชื่อว่า เตนอคทิตลัน (Tenochtitlan) ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลสาบเท็กโกโก (Texcoco) เชื่อกันว่าพวกเขาคือบรรพบุรุษของชาวเม็กซิโกในปัจจุบัน