Blog – FLAGFROG
วันพุธ, สิงหาคม 5, 2020

นักวิจัยค้นพบ “ปรสิต” (สุดโหด) บนหัวของกิ้งกือที่ดูคล้าย “ลูกเอเลี่ยน”

สิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายเอเลี่ยนชนิดนี้ แท้จริงแล้วมันคือ “ใบหน้าของกิ้งกือตัวผู้” สายพันธุ์อเมริกาเหนือ (American millipedes ชื่อวิทยาศาสตร์ Cambala annulata) ที่ถูกส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์กำลังขยาย 10 เท่า โดยในปี 2018 ภาพดังกล่าวเคยถูกแชร์และส่งต่อกันไปเป็นจำนวนมาก เพราะอย่างที่ทุกคนเห็น “มันมีลักษณะคล้ายกับเอเลี่ยนมากจริง ๆ”

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2020 ได้มีคนนำภาพนี้กลับมาโพสท์ลงทวิตเตอร์และเริ่มเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง แต่แล้วเรื่องเหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น เมื่อนักวิจัยท่านหนึ่งที่กำลังไถหน้าไทม์ไลน์ที่เพื่อนรีทวิตมา (เหมือนการแชร์ของเฟสบุ๊ค) ได้สังเกตเห็น “สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่” และก็ได้ค้นพบมันจากการไถทวิตในครั้งนี้ (ตาดีจริง ๆ)

โดยเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ว่าก็คือ “ราปรสิต” ที่ในภายหลังถูกตั้งชื่อว่า “Troglomyces twitteri” (ตัวย่อ T. twitteri เพื่อเป็นเกียรติแก่การค้นพบในทวิตเตอร์นั่นเอง) ค้นพบโดย อานา โซเฟีย เรโบเลอร่า รองศาสตราจารย์ชีววิทยา จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยเดนมาร์ก เธอเล่าว่า

ภาพใบหน้าของกิ้งกือ ที่มีราปรสิต 2 ตัวอาศัยอยู่ ภาพนี้ถ่ายโดย Derek Hennen เมื่อปี 2014

“จู่ ๆ ฉันก็สะดุดกับภาพกิ้งกืออเมริกาเหนือภาพหนึ่งบนไทม์ไลน์ ซึ่งมันมีจุดขาวเล็ก ๆ 2 จุด ที่อยู่ใกล้กับดวงตา แต่สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจก็คือ ‘ราสีขาวรูปแบบนี้’ ยังไม่เคยมีบันทึกว่าค้นพบบนตัวกิ้งกือสายพันธุ์ดังกล่าว ทำให้ฉันเริ่มสงสัยและหาคำตอบว่ามันคืออะไรกันแน่”

ฉันเริ่มค้นหาตัวอย่างของราทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ จนได้คำตอบว่า ‘ราชนิดนี้เป็นราชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน’ ต้องขอบคุณเพื่อนด้วยที่รีทวิตรูปนี้มา ฉันเชื่อว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่บน Twitter”

เจ้าราปริสิต T. twitteri

และสำหรับเจ้าราปรสิต T. twitteri หลังการศึกษาเบื้องต้นทำให้ทราบว่า มันมีขนาดราว 100 ไมโครเมตร (เท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผม) โดยมีวัฎจักรการขยายพันธุ์ที่สยองมาก เมื่อโตเต็มวัยราที่อาศัยอยู่ตรงอวัยวะเพศของโฮสต์ จะทำการฝังหัวลงในร่างของเจ้าของและจะโผล่ส่วนก้นออกมา จากนั้นเมื่อกิ้งกือทำการผสมพันธุ์กัน ราชนิดนี้ก็จะฝังตัวอ่อนไว้ที่อวัยวะเพศของตัวที่มาผสมพันธุ์ด้วย ซึ่งจะวนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

นั่นหมายความว่า “เมื่อเจ้าของร่างตัวใดถูกราปรสิตชนิดนี้สิงสถิต ก็เตรียมตัวเจ็บหำได้เลย” อีกทั้งมันยังเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ราปรสิต Laboulbeniales ที่สามารถฝังตัวอยู่ในสัตว์จำพวกแมลงปีกแข็งทั่วโลกได้ด้วย (โหดสุด ๆ)

Fact – นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปรสิตที่น่าสนใจ Sacculina เพลียงปรสิตที่สามารถเปลี่ยนเพศปู (จากตัวผู้ให้กลายเป็นตัวเมียได้) โดยมันจะฝังตัวอยู่บริเวณท้องและปล่อยฮอร์โมนที่ทำให้ปูเพศผู้สับสนจนเข้าใจว่ามันกำลังตั้งท้อง พวกมันจึงเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้กลายเป็นแม่ปูและเลี้ยงดูเจ้าปรสิตนี้เหมือนกับเป็นลูกของตัวเอง (เป็นการสิงสถิตที่เหนือชั้นมากครับ)

นาซ่าเคยส่ง “แมงกะพรุน” ออกนอกโลก 2 พันตัว แต่ขากลับดันเพิ่มเป็น 6 หมื่นตัวซะงั้น

เข้าเรื่อง : เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ.1991 นาซ่าได้ทำการทดลองส่งแมงกะพรุน จำนวน 2,478 ตัวขึ้นสู่อวกาศ ด้วยกระสวยอวกาศโคลอมเบีย โดยโครงการนี้ถูกตั้งชื่อว่า “The STS-40 Jellyfish Experiment” (และข้อมูลต่อไปนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารของนาซ่า ชื่อว่า From Undersea to Outer Space ครับผม)

สายพันธุ์ที่นาซ่าเลือกใช้คือ แมงกะพรุนพระจันทร์ (moon jellyfish) เพราะมีขนาดตัวที่เล็กมาก ๆ นั่นเอง

เพื่อศึกษาผลกระทบ : ที่จะเป็นอย่างไรเมื่อสิ่งมีชีวิตที่มีความคล้ายคลึงมนุษย์อย่างแมงกะพรุน ต้องอาศัยอยู่ใน สภาวะเกือบไร้แรงโน้มถ่วงเป็นเวลานาน (Microgravit) เพราะข้อมูลที่ได้นั้นสามารถนำไปต่อยอดกับการส่งมนุษย์ไปยังอวกาศ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในกรณีที่มนุษย์อาจต้องคลอดลูกในอวกาศด้วย

สาเหตุที่ใช้แมงกะพรุนเป็นตัวทดลอง : เนื่องจากมันมีระบบรับรู้และควบคุมการทรงตัวต่อแรงโน้มถ่วง (gravity receptor) ที่คล้ายกับระบบของมนุษย์ นั่นคือ “Otolith” (โอโคลิทช์) อวัยวะชิ้นหนึ่งที่อยู่ภายในหูชั้นในของเรา ลักษณะเป็นผลึก มีหน้าที่ในการตอบรับการหมุนของศรีษะ และควบคุมการทรงตัว

ซึ่งในแมงกะพรุนก็มีอวัยวะที่ทำหน้าที่แบบนี้เช่นกัน นั่นคือ “Statolith” (สตาโทลิท) มีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ ขนาดเล็กคล้ายผลึกคริสตัล ซึ่งเมื่อแมงกะพรุนเอียงตัว เจ้าอวัยวะที่คล้ายเม็ดจิ๋วนี้ ก็จะกลิ้งไปกองรวมกันตามแรงโน้มถ่วงด้านนั้น ๆ เพื่อช่วยพวกมันให้เคลื่อนที่ได้ถูกต้อง (ซึ่งคล้ายกับระบบอวัยวะของมนุษย์นั่นเอง)

ภาพแสดงอวัยวะที่เรายกตัวอย่างของแมงกะพรุน

และจากการทดลองที่ปล่อยให้พวกมันโคจรรอบโลก 9 วัน พบว่า แมงกะพรุนทุกตัวสูญเสียการการทรงตัว ไม่สามารถควบคุมทิศทางการว่ายน้ำในอวกาศได้ ซึ่งหลังจบภารกิจและนำพวกมันกลับมายังพื้นโลก พวกมันไม่สามารถว่ายน้ำได้ในทันที เนื่องจากระบบการทรงตัวผิดเพี้ยน แต่ก็ใช้เวลาในการปรับสภาพไม่นานก็สามารถกลับมาว่ายน้ำได้ตามปกติดังเดิม

ซึ่งกลายเป็นข้อสรุปเบื้องต้นว่า : หากมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนอวกาศนาน ๆ และเมื่อกลับลงสู่โลกอาจสูญเสียการทรงตัวไปชั่วขณะ แต่ใช้เวลาไม่นานก็จะปรับตัวได้ และหากมนุษย์คลอดลูกในอวกาศ ก็อาจเป็นไปได้ว่าเด็กที่เกิดมานั้นจะเติบโตท่ามกลางสภาวะเกือบไร้แรงโน้มถ่วงได้เช่นกัน (ยืนยันจากจำนวนตัวเลข) เพราะขากลับพวกมันเพิ่มจาก 2 พันตัว กลายเป็น 60,000 ตัว ภายในเวลา 9 วันเท่านั้นเอง

ภาพขณะที่พวกมันเดินทางกลับมายังโลก จะเห็นว่า พวกมันสูญเสียการควบคุมทิศทาง ว่ายน้ำแทบไม่เป็น และที่จำนวนเพิ่มเกือบ 30 เท่า ก็เพราะนาซ่าส่งแต่ตัวที่เต็มวัยไปทั้งสิ้น

Fact – ในปี 1947 นาซ่าเคยส่ง “แมลงวัน” ออกไปนอกโลก เพื่อทดสอบหาผลกระทบที่เกิดจากรังสีคอสมิก (เพราะในอวกาศเต็มไปด้วยรังสีนี้) เนื่องจากพวกมันมีลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายมนุษย์ และผลการทดสอบพบว่าแมลงวันตัวนั้นไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากรังสีดังกล่าว และมันก็มีชีวิตรอดได้บนอวกาศด้วย (ทั้งนี้ไม่ทราบว่ามันได้เดินทางกลับมายังโลกหรือไม่แต่อย่างใด)

ปรากฏการณ์ (Cross Sea) “คลื่นสี่เหลี่ยม” สุดสะดุดตาแบบนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ปรากฏการณ์ “คลื่นสี่เหลี่ยม” (Cross Sea) คือสัญญาณเตือนภัยชั้นดีที่บอกว่า “เมื่อคุณเห็นมันเมื่อไหร่ ต้องรีบขึ้นจากน้ำทันที ไม่อย่างนั้นชีวิตคุณอาจตกอยู่ในอันตรายได้ !”

นั่นเพราะ หากมองจากมุมสูงแบบในรูปอาจดูเหมือนคลื่นนั้นต่ำ แต่ความจริงมันอาจสูงได้ถึง 3 เมตรและมีความเร็วจนเกิดเป็นแรงกระทบมหาศาล ซึ่งหากคุณไม่รีบขึ้นฝั่งแล้วล่ะก็ คุณจะติดอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมที่คุณไม่มีทางว่ายออกมาได้ หรือหากเป็นเรือก็จะถูกคลื่นสูงซัดจากทุกทิศทาง จนอาจทำให้เรืออับปางได้เลยทีเดียว

โดยเกิดจาก “คลื่นทะเลสะสม 2 แห่ง” ซึ่งถูกพัดมาจากระยะไกลหลายกิโลเมตรแบบต่อเนื่อง และเมื่อมาบรรจบกันในพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ทำให้คลื่นที่มาจากทะเลที่สวนทิศทางกันจะเกิดเป็นการชนกันของคลื่นในแนวทแยง จนดูเหมือนตารางหมากรุกแบบนี้นั่นเอง

ตามทฤษฎีแล้ว ปรากฏการณ์คลื่นสี่เหลี่ยมสามารถเกิดขึ้นได้ในเขตน้ำตื้นทั่วโลก แต่ความเป็นจริงไม่มีใครเคยพบเห็นคลื่นลักษณะนี้ในบริเวณอื่นเลย นอกจากเกาะไอล์ (Île de Ré) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ใกล้กับชายฝั่งของเมือง ลารอแชล (La Rochelle)

เนื่องจากเกาะไอล์ตั้งอยู่ในพื้นที่-ที่กระแสน้ำจากทะเลทั้ง 2 แห่งมาบรรจบกัน และด้วยสภาพอากาศ (ลม) ของทะเลทั้ง 2 ที่แตกต่างกันจึงยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ได้บ่อยครั้งนั่นเอง (แต่ก็เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งต่อปี ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา และเมื่อเกิดขึ้นก็เพียงแป๊ปเดียวไม่ถึงชั่วโมงครับ)

อ่อและอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญก่อนจะเกิด Cross Sea ก็คือ คลื่นลมทะเลจะเร็วและรุนแรงขึ้นกว่าลมท้องถิ่นทั่วไปจนสังเกตได้ เพราะอากาศบนผิวน้ำทะเลจะเกิดการแปรปรวนอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นความกดอากาศที่มากกว่าบนชายฝั่ง  ส่งผลให้อากาศบนพื้นน้ำทะเลที่มีความกดอากาศสูงวิ่งเข้าหาชายฝั่งที่มีความกดอากาศต่ำ เกิดเป็นลมทะเลแบบแปรปรวนนั่นเอง

Fact – “Boiling Lake” ทะเลสาบเดือด ตั้งอยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติ Morne Trois Pitons National Park ประเทศโดมินิกา มีความร้อน ณ ริบทะเลสาบประมาณ 82–92 °C (ไม่สามารถวัดความร้อนที่ใจกลางทะเลสาบได้)

พบกับ “จักรพรรดิหงอู่” (เจ้าของฮาเร็มใหญ่ที่สุดในโลก) ผู้ครอบครอง “นางสนม” มากนับพันคน

ในอดีต – จักรพรรดิของจีนทุกพระองค์ จะได้รับภารกิจสำคัญตั้งแต่เกิด นั่นคือ “ต้องมีทายาทเพื่อสืบทอดราชวงศ์ต่อไปให้ได้” ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดสถานที่ “ฮาเร็ม” (Harem) เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้โอรสเพศชายมาสืบทอดบัลลังค์มากขึ้น โดยแต่ละราชวงศ์จะมีการจัดฮาเร็มที่ต่างกันออกไป ซึ่งหากรวมแล้วมีผู้หญิงที่เข้าร่วมฮาเร็มในจักวรรดิจีนมากถึง 20,000 คน โดยในบทความนี้จะยกตัวอย่างการจัดฮาเร็มของ “จักรพรรดิหงอู่” จักรพรรดิพระองค์แรกแห่งราชวงศ์หมิง (รางชวงศ์นี้มีนางสนมอยู่ในฮาเร็มมากที่สุดกว่า 9,000 คน ตลอดเวลาร่วม 300 ปี)

โดยฮาเร็มของพระเจ้าหงอู่ แบ่งออกเป็น 3 ชนชั้น คือ 1.จักพรรดินี (empress) 2.พระมเหสี (consort) 3.นางสนม (concubine)

จักรพรรดินี คือหญิงสาวที่อยู่เป็น “ภรรยา (ทางการ)” ได้รับการยกย่องให้เป็น “มารดาของโลก” และเป็นผู้หญิงที่ได้รับการเคารพนับถือสูงสุดในจีน เป็นรองเพียงจักรพรรดิและแม่ของจักรพรรดิเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งที่เรียกว่า “อัครมเหสี” (คือภรรยาของจักรพรรดิองค์ก่อนหน้าที่เสียชีวิตไปแล้ว-มีอำนาจเท่ากันด้วย)

รองลงมาจะเป็น “พระมเหสี” คือหญิงสาวที่จักรพรรดิถูกใจก็จะได้รับเชิญเข้าวัง ลำดับสุดท้ายคือ “นางสนม” จะเป็นการคัดเลือกจากหญิงสาวสามัญชนทั่วไป หรือบางราชวงศ์จะคัดเลือกจากหญิงสาวที่มีชาติตระกูล (การคัดเลือกสนมจะเปลี่ยนไปตามแต่ราชวงศ์)

การคัดเลือกนางสนมจาก 5,000 คน เหลือ 50 คน –  ฮาเร็มของพระเจ้าหงอู่จะทำการคัดเลือกหญิงสาวสามัญชนทั่วไป (ที่มีอายุตั้งแต่ 14-16 ปี ที่ยังไม่ได้แต่งงาน จำนวน 5,000 คน) ให้เข้ารับการคัดเลือก ในสมัยนั้นการถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นนางสนมไม่ใช่เรื่องน่ายินดี เพราะหากได้รับการคัดเลือกเข้าวังจะไม่มีวันได้ออกมาอีก ทำให้เมื่อใกล้ถึงช่วงคัดเลือกนางสนม ชาวบ้านจะเร่งหาคู่ให้ลูกหรือหลานสาวของตัวเองเพื่อเลี่ยงการถูกคัดเลือก นี่จึงเป็นสาเหตุให้ประเทศจีนมีประชากรมากนั่นเอง

และผู้ที่ทำการคัดเลือกนางสนมก็คือ “ขันที” โดยจะคัดเลือกจากหญิงสาวทั้งหมด 5,000 คน ให้เหลือเพียง 50 คน ซึ่งในขั้นตอนการคัดเลือก จะแบ่งออกเป็น 4 ด่านด้วยกัน (บอกได้เลยว่าละเอียดยิบเลยล่ะ)

ด่านแรก “ฟัน” หญิงสาวที่จะมาเป็นนางสนมจะต้องมีฟันที่เรียงตัวสวยโดยธรรมชาติทั้งบน-ล่าง ห้ามมีฟันเก ฟันเบี้ยว หรือฟันที่ยาวเกินไป เล็กเกินไป ใหญ่เกินไปก็ไม่ได้ ในด่านนี้จะคัดผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ออก 1,000 คน

ด่านที่สอง “ใบหน้า-ลำตัว” ในราชวงศ์หมิงขึ้นชื่อเรื่องการคัดเลือกหญิงสาวจาก “ความงาม” ในด่านนี้ขันทีจะตรวจตั้งแต่ใบหูต้องไม่กาง-ไม่ใหญ่-ไม่เล็กเกินไป ดวงตากลมโต ริมฝีปากบาง จมูกเป็นสัน ไม่บาน ผมดำสนิท ผิวขาวละเอียด รูขุมขนเล็กไม่กว้าง แขน ขา เอว ไหล่ หลัง ต้องเรียวบาง อีกทั้งยังให้ขานชื่อออกเสียง และหากเสียงเหมือนผู้ชาย ก็จะถูกคัดออกด้วยเช่นกัน ด่านนี้จะคัดออกอีก 2,000 คน

ด่านที่สาม “ฝ่าเท้า-ฝ่ามือ” จะต้องมีฝ่าเท้าที่ไม่ใหญ่เกินไป ทดสอบท่าเดินต้องสง่า มั่นคง และฝ่ามือเล็ก นิ้วเรียวยาว ข้อมือไม่สั้น หญิงสาวที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะถูกคัดออกอีก 1,000 คน

ภาพของขันทีที่ถูกตอนอวัยะเพศ – มีหน้าที่หลักคือการดูแลนางสนมโดยเฉพาะ

ด่านที่สี่ “ตรวจภายใน” หญิงสาวที่เหลือสุดท้าย 1,000 คน จะถูกเชิญเข้าวังเพื่อไปตรวจอวัยวะภายใน หน้าอก กลิ่นรักแร้ กลิ่นจิมิ และทดสอบความเต่งตึงของผิว ด้วยการทดสอบมัดผิวว่ามีริ้วรอยมากแค่ไหน เพื่อคัดให้เหลือเพียง 300 คน โดยหญิงสาวที่เหลือนี้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “นางใน”

และสุดท้ายตลอดระยะเวลา 1 เดือน นางในจะถูกสังเกตการณ์โดยขันทีเพื่อดู กิริยา คำพูด ชีวิตประจำวันว่าใน 300 คนนี้มีใครที่เหมาะจะได้รับการเป็นนางสนมบ้าง ซึ่งจะคัดให้เหลือเพียง 50 คนเพื่อเข้าเฝ้าจักรพรรดิ ซึ่งคาดว่าตลอดระยะเวลากว่า 300 ปี ของราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ได้จัดสรรขันทีกว่า 100,000 คน เพื่อคอยทำหน้าที่จัดหาและดูแลนางสนมเลยล่ะครับ

Fact – “ขันที” คือผู้ดูแลและคัดเลือกหญิงสาวให้จักรพรรดิ โดยขันธีคือผู้ชายที่ถูกตอนอวัยวะเพศออกเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กที่เกิดในวังนั้นเป็นลูกที่เกิดจากจักรพรรดิเท่านั้น ซึ่งผู้ชายจะไม่ได้รับอนุญาติให้เข้ามาในวังฮาเร็มเด็ดขาด (แต่ก็มีขันทีที่ไม่จำเป็นต้องถูกตอน หรืออาจจะถูกตอนแค่อัณฑะ สำหรับส่วนนี้จะบอกเล่าในบทความต่อ ๆ ไปครับผม)

รู้จักเจ้า “ฮอร์น-ลิซาร์ด” สิ่งมีชีวิตสุดเจ๋ง ที่นำเลือดมาเป็นอาวุธ “ใช้ยิงออกจากตาได้”

เจ้าสัตว์ตัวน้อยที่มีลักษณะคล้ายมังกรย่อส่วนที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ แท้จริงแล้วมันคือ “กิ้งก่าหนาม” (Horned Lizard) ชื่อวิทยาศาสตร์ Phrynosoma hernandesi เป็นสัตว์เลื้อยคลานไซส์เล็ก (ยาว 6-20 ซม.) ถิ่นอาศัยอยู่ที่ทะเลทรายและพื้นที่กึ่งทะเลทรายในแถบอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง ซึ่งสิ่งน่าสนใจของมันคือความสามารถในการป้องกันตัว นั่นคือ “สามารถยิงเลือดออกจากตาได้” และนี่คือหัวข้อหลักของบทความนี้ครับ

ซึ่งแม้จะยังไม่มีการวิจัยที่ศึกษาถึงส่วนผสมของเลือดที่ปล่อยออกมา แต่จากการเก็บตัวอย่าง พบว่า มีกลิ่นฉุน รสชาติชวนอ้วก คาดว่ามาจากพิษของมดและแมลงมีพิษต่าง ๆ ที่กิ้งก่าชนิดนี้กินเข้าไป

โดยกระบวนการยิงเลือดนั้น = พวกมันจะปิดการไหลเวียนของเลือดบริเวณศรีษะ – เพื่อเพิ่มความดันเลือดบนใบหน้า – จากนั้นเมื่อความดันมากพอ – กล้ามเนื้อบริเวณหัวตาจะเปิดออก – เพื่อให้เลือดมีรูระบาย และจะทำการบีบกล้ามเนื้อบริเวณนั้นซ้ำอีกรอบเมื่อต้องการฉีดเลือดพุ่งไปยังเป้าหมาย  (ซึ่งหากโตเต็มวันจะสามารถควบคุมทิศทางได้ด้วย)

จากการทดลองของสารคดี Animal Planet พบว่า กิ้งก่าหนามตัวที่ถูกนำมาทดลอง (ขนาดความยาวลำตัว 20 เซนติเมตร สามารถยิงเลือดออกไปได้ไกลถึง 1.75 เมตร) เท่ากับว่า มันยิงเลือดออกไปได้ไกลถึง 9 เท่าของขนาดตัว

และหากเปรียบเทียบให้มันมีขนาดเท่ากับรถดับเพลิง มันจะสามารถยิงเลือดออกไปได้ไกลถึง 110 เมตร หรือเทียบเท่าความยาวของ 1 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว (ขณะที่รถดับเพลิงสามารถยิงน้ำได้ไกลสุดประมาณ 50 เมตร หมายความว่ามันสามารถยิงเลือดออกไปได้ไกลกว่ารถดับเพลิงถึง 2 เท่า)

มีการทดลองเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงขวิดของกิ้งก่าหนามด้วยเครื่องเซนเซอร์ตรวจวัดแรงดึง พบว่าพวกมันมีแรงขวิดมากถึง 7 เท่าของขนาดตัว (ซึ่งมากกว่าแรงขวิดของวัวกระทิงถึง 2 เท่าหากเทียบกับขนาดตัวที่เท่ากัน) แต่เนื่องจากมีขนาดตัวที่เล็กมาก การป้องกันตัวด้วยการขวิดก็ดูจะไม่เป็นผล มันจึงพัฒนาความสามารถนำพิษในเลือดยิงออกใส่ศัตรูได้แบบนี้นั่นเอง

ทั้งนี้ ความสามารถในการป้องกันตัวอื่น ๆ ก็มีอีกนะ – เมื่อต้องเผชิญนักล่าบนพื้นดิน มันจะพองตัวให้ใหญ่ขึ้น 2 เท่า เพื่อช่วยให้ดูตัวใหญ่และน่ากลัว อีกทั้งหนามที่มีอยู่ทั่วร่างก็เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่หากนักล่าฝืนกิน ก็จะถูกหนามแหลมเหล่านี้บาดปากจนคายออกแทบไม่ทันเลยทีเดียว

Fact – กิ้งก่าหนามสามารถแยกออกมาได้ประมาณ 17 ชนิด ซึ่งจะแตกต่างกันที่รูปร่างของเขาบนหัว พวกมันมีสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ (น้ำตาลอมเหลือง , เทา , น้ำตาลแดง) และผิวขรุขระก็ช่วยซ่อนสายตาจากนักล่าที่มองลงมาจากท้องฟ้าได้เป็นอย่างดี (เช่นเหยี่ยวทะเลทราย) แต่แม้มันจะรอดจากสายตานักล่าบนท้องฟ้า แต่ก็ยังมีศัตรูบนพื้นอีกมากมาย เช่น นกโร้ดรันเนอร์ , งู , หมาป่าไคโยตี้ หรือกระทั่งกิ้งก่าขนาดใหญ่สายพันธุ์อื่นด้วยครับผม

โลกของเรากำลังจะมี “ทะเลแห่งใหม่ผุดขึ้น” ใจกลางพื้นที่แห้งแล้งที่สุดในโลก “แอฟริกา”

แม้มนุษย์จะเชื่อว่าทวีปแอฟริกาคือพื้นที่สุดท้ายที่จะรอดจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลก แต่ดูเหมือนจะไม่จริงเสียแล้ว เพราะในปี ค.ศ.2005 ได้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ (ยาวกว่า 50 กิโลเมตร กว้าง 8 เมตร ลึก 100 เมตร) ณ ใจกลางทะเลทรายทางตอนเหนือของประเทศเอธิโอเปีย

โดยนักธรณีวิทยาเชื่อว่า “รอยแยกนี้อาจทำให้ทวีปแอฟริกาต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน อีกทั้งนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดมหาสมุทรแห่งใหม่ของโลก โดยทั้ง 2 เหตุการณ์จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหลายครั้ง และจะสมบูรณ์เมื่อครบ 10 ล้านปี”

ทั้งนี้ กระบวนการเกิดมหาสมุทรเริ่มจาก ภูเขาไฟระเบิด – จนเกิดแผ่นดินไหว – กระตุ้นการไหลของลาวา (ที่อยู่ใต้เปลือกโลก) – แผ่นทวีปแยกตัว – เกิดช่องว่างระหว่างทวีป – ช่องว่างนั้นถูกน้ำทะเลเข้ามาแทนที่ – รอยแยกขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นมหาสมุทร

เจมส์ แฮมมอนด์ (James Hammond) นักธรณีวิทยา จากมหาวิทยาลัยบริสทอล ที่ศึกษารอยแยกดังกล่าว คือผู้ที่ออกมาวิเคราะห์และทำนายถึงทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เราได้เล่าไปข้างต้น โดยเขาเชื่ออย่างยิ่งว่า “มันจะเป็นจริง เพราะรอยแยกนั้นเกิดจากหลังจากการระเบิดของภูเขาไฟดับบาฮู (Dubbahu Volcano) นั่นเอง”

อีกทั้ง ทีมนักวิจัยจากแอดดิซอะบาบา (มหาวิทยาลัยในเอธิโอเปีย) ที่ทำการเก็บข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศมาตลอด โดยยืนยันว่า ปกติการที่รอยแยกจะมีขนาดใหญ่แบบนี้ได้ต้องใช้เวลาหลายร้อยปี แต่สำหรับเจ้านี่กลับใช้เวลาเพียง 10 วัน นอกจากนี้หินหนืดที่บริเวณร่องลึกของรอยแยกยังค่อย ๆ ผุดขึ้นมาทีละน้อยร่วมด้วย นั่นหมายความว่า “ลาวาข้างใต้ยังคงประทุและไหลอย่างต่อเนื่อง เป็นไปได้ว่าสิ่งที่ เจมส์ แฮมมอนด์ วิเคราะห์และตั้งสมมุติฐานไว้ อาจเกิดขึ้นจริงอย่างฉับพลันได้ตลอดเวลานั่นเอง”

แล้วหากทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นจริงจะส่งผลอย่างไร ? ตอบ : หากเกิดขึ้นจริง มันจะเป็นอันตรายต่อผู้คนในทวีปแอฟริกาอย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่รอยแยกที่ค่อย ๆ ขยายตามการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แต่มันคือรอยแยกที่การขยายนั้นเกิดขึ้นแบบฉับพลัน (นาน ๆ ครั้งจะเกิดแต่ทุกครั้งนั้นรุนแรง) จนอาจเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงสุด ๆ น้ำในมหาสมุทรล้นทะลักเข้ามาในรอยแยกดังกล่าวได้ทุกเวลา ซึ่งอาจเกิดเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่มีคลื่นสูงระดับสึนามิซัดเข้าชายฝั่งได้เลย

และสำหรับการแยกทวีปออกเป็น 2 แผ่น ประเทศเอธิโอเปียตอนใต้ และโซมาเลียจะถูกแยกออกไปจากทวีปแอฟริกา จนเกิดเป็นเกาะขนาดใหญ่ลอยออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก (และจนถึงตอนนั้นเราอาจจะต้องตั้งชื่อให้กับทวีปใหม่ของโลกด้วยก็ได้ครับ) ทั้งนี้การเฝ้าติดตามรอยแยกดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป เพราะแม้จะห่างไกลผู้คน แต่ก็น่าสนใจและได้ข้อมูลแปลกใหม่แบบนี้ไม่น้อยเลยล่ะ

นี่คือ “หลุมที่ลึกที่สุดในโลก” จากฝีมือการขุดของมนุษย์ (ที่ต้องการสำรวจใจกลางโลก)

มีอะไรอยู่ ณ ใจกลางโลก ? นี่คือคำถามที่นักวิจัยของสหภาพโซเวียตต่างสงสัย และเพื่อต้องการหาคำตอบ ทำให้ในปี 1970 พวกเขาจึงริเริ่มโครงการ Kola superdeep borehole (KSDB) ที่มีจุดประสงค์หลักคือการเจาะลงไปให้ลึกที่สุด โดยพวกเขาตั้งใจว่าถ้าลึกลงไปถึงใจกลางโลกได้ก็ดีมาก – แต่ก็นั่นแหละโลกไม่ได้ใจดีขนาดนั้น

(ซ้าย-ภาพฝาปิดปากหลุม) , (ขวา-ภาพหัวจักรขุดเจาะ)

หลังจากวางแผน 1 ปีเต็ม ภารกิจก็เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1971 ณ คาบสมุทรโคลา ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัสเซีย ด้วยความกว้างของหลุมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 23 เซนติเมตร ในระหว่างที่ดำเนินการขุดมาได้ 8 ปี ทำให้ในปี 1979 โครงการ KSBD ก็ทำลายสถิติการขุดหลุมที่ลึกที่สุดในโลกของสหรัฐฯ ที่เคยทำไว้ที่ 9,583 เมตร ซึ่งช่วงเวลานั้นอยู่ระหว่างสงครามเย็นที่สหภาพโซเวียตกำลังแข่งขันด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการทำลายสถิติได้ก็นับว่าเป็นความสำเร็จอยู่ไม่น้อย 

แต่พวกเขาก็ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในปี 1983 เมื่อวัดระดับความลึกอีกครั้ง พบว่า เครื่องจักรได้ขุดลึกลงไปมากถึง 12 กิโลเมตรแล้ว ! นี่มันลึกกว่าการนำภูเขาเอเวอเลสต์มากลับหัวซะอีก และยังลึกกว่า มาเรียนา เทรนช์ (Marina trench) ร่องมหาสมุทรที่ลึกที่สุดในโลกอีกด้วย

ภาพของคนงานที่ประกาศเป้าหมายต่อไป ที่ความลึก 15 กิโลเมตร

ด้วยความลึกระดับประวัติการณ์เท่านี้ พวกเขาจึงฉลองความสำเร็จด้วยการหยุดพักผ่อนเป็นเวลา 1 ปี และกลับมาขุดต่อรอบที่สองอีกครั้งในปี 1984 โดยตั้งเป้าไปให้ถึงที่ความลึก 15 กิโลเมตร

หลังกลับมาเริ่มต่อในรอบที่สอง จนผ่านมาได้ 5 ปี (1989) พวกเขาก็ต้องเจออุปสรรคครั้งใหญ่ เพราะอุณหภูมิความร้อนที่ความลึก 12,262 เมตร นั้นสูงถึง 180 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หัวจักรพังเพราะถูกหลอมละลายไม่สามารถใช้งานได้ และนี่ก็เป็นจุดจบของภารกิจเจาะใจกลางโลก KSDB เพียงเท่านี้ครับ

สถานที่ตั้งของโครงการขุดเจาะ ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 2008 (แต่ตอนนี้พังยับไปหมดแล้ว ตัวอาคารถล่มลงมา ทำให้เหลือแต่เพียงปากหลุมตามรูปหน้าปกนั่นเอง)

ซึ่งหลังการขุดสิ้นสุดลง ทำให้นักวิจัยในยุคนั้นรู้ว่าโลกยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพราะแม้จะขุดกันมาเกือบ 20 ปี พวกเขาก็ยังไม่สามารถไปได้ถึง 1 ใน 3 ของชั้นเปลือกโลกเลย ซึ่งเป็นชั้นที่บางที่สุดมีความหนาประมาณ 5 – 70 กิโลเมตร ความลึกระดับนี้ยังไม่เข้าใกล้แกนกลางโลกที่ลึกกว่า 2,900 กิโลเมตรเลยสักนิด (บริเวณนั้นมีอุณหภูมิราว 6,000 องศาเซลเซียส)

แต่มันก็ทำให้พวกเขาได้พบกับสิ่งน่าสนใจมากมาย เช่น ฟอสซิลของแพลงค์ตอนขนาดจิ๋วจำนวนมากที่ความลึก 6,000 เมตร อีกทั้งยังมีความจริงที่นักธรณีวิทยาต่างเข้าใจผิดว่า ที่ความลึก 7,000 เมตร เป็นชั้นหินแกรนิตและหินบะซอลต์ แต่ความจริงนั้นเป็นเพียงชั้นดินที่มีน้ำแทรกซึมอยู่เท่านั้น และสุดท้ายบริเวณก้นหลุมยังพบหินเก่าแก่อายุกว่า 2 พันล้านปีอีกด้วย

ยูริ ซูมินอฟ

ทั้งนี้ บอกไว้เผื่อใครหลายคนอาจยังไม่ทราบ : สหภาพโซเวียต (Soviet Union) คือการรวมตัวกันของบรรดาประเทศที่ปกครองแบบคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น 15 ประเทศบริเวณทวีปยูเรเซีย (ยุโรป + เอเชีย) ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1922 โดยมีรัสเซียเป็นผู้ปกครองหลักซึ่งมีอำนาจมากที่สุด ก่อนที่การรวมตัวกันนี้จะล่มสลายในปี ค.ศ.1991 เพราะการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องการอิสรภาพจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ในที่สุดก็ล่มสลาย

Fact – แม้จะมีหลุมที่ลึกกว่า KSDB ถูกขุดเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ  บ่อน้ำมันปิโตรเลียม อัล ชาฮีล (Al Shaheen oil field) ในกาต้าร์ที่ลึกถึง 12,289 เมตร แต่มันก็เป็นที่เกิดจากการขุดแบบแทยง นั่นทำให้ Kola superdeep borehole ยังกลายเป็นหลุม (แนวดิ่ง) ที่ลึกที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้ครับ

“ดาบ 7 เขี้ยว” ตำนานดาบญี่ปุ่น ที่ว่ากันว่า ผู้ใดได้ครองจะมีอำนาจกำจัดศัตรูได้ 100 ทัพ

ดาบเจ็ดเขี้ยว (Seven Branched Sword) มีชื่อเรียกภาษาญี่ปุ่นว่า Nanatsusaya no Tachi (นา-นะ-สึ-ซา-ยะ-โนะ-ทา-จิ) โดยดาบที่มีเอกลักษณ์สุดโดดเด่นและมีอายุกว่า 2,000 ปีเล่มนี้ คือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าประจำประเทศญี่ปุ่น คาดว่าถูกพบในช่วงปี ค.ศ.1870 ณ วัดอิโซโนะคามิ บริเวณศาลเจ้าชินโต ตั้งอยู่เชิงเขาเทนริ ในจังหวัดนาระ ตัวดาบมีความยาว 74.9 เซนติเมตร (กิ่งแยกออกมาข้างละ 3 กิ่ง เมื่อรวมกับปลายดาบจะกลายเป็น 7 กิ่ง)

ความน่าสนใจของดาบเล่มนี้ คือรูปร่างของดาบที่เท่และแปลกตา ซึ่งแม้จะขึ้นชื่อว่า “ดาบ” แต่มิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการต่อสู้หรอกนะครับ เพราะตัวดาบนั้นบางมากและเขี้ยวที่ยื่นออกมาก็ไม่เหมาะที่จะใช้ในการต่อสู้จริง ซึ่งจุดประสงค์ของดาบเล่มนี้ถูกสลักอยู่บนดาบด้วยทองคำเป็นตัวอักษรญี่ปุ่นจำนวน 61 ตัว ซึ่งพอจะถอดความได้ว่า (ไม่สามารถอ่านได้ทุกตัวอักษร เพราะเลือนลางไปบ้างแล้ว)

“ดาบเล่มนี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่อาจหาดาบใดมาเทียบได้ มันถูกตีและหลอมด้วยเหล็กกล้านับ 100 ครั้ง ผู้ใดครอบครองจะมีอำนาจกำจัดศัตรูได้ 100 ทัพ โดยกษัตริย์แห่ง ‘แพคเจ’ มอบดาบเล่มนี้ให้กษัตริย์แห่ง ‘แค้วนวะ’ หวังว่าดาบเล่มนี้จะถูกสืบทอดต่อไป” (ทั้งนี้การแปลของนักภาษาศาสตร์แต่ละคนอาจแตกต่างกัน เนื่องจากตัวอักษรบางตัวเลือนหายไปตามกาลเวลา)

จากการถอดความหมายที่จาลึกบนดาบพอจะสรุปได้ว่า ในอดีตอาณาจักรแพคเจ (ประเทศเกาหลี) มอบดาบเล่มนี้ให้เป็นของบรรณาการแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรวะ (ประเทศญี่ปุ่น) เป็นการสร้างสัมพันธ์ทางการทูต แต่ด้วยหลักฐานที่มีไม่มากจนเกิดเป็นข้อถกเถียงว่าประเทศใดควรได้สิทธิ์ในการครอบครองดาบเล่มนี้กันแน่

ซึ่งนอกจากดาบ 7 เขี้ยวแล้ว ยังมีของบรรณาการอื่น ๆ ที่อาณาจักรแพคเจมอบให้อีกคือ ดอกไม้ทองคำประดับมงกุฎ รวมถึงตราประทับทองคำ ซึ่งถูกพบในพื้นที่เดียวกันครับ

ดอกไม้ทองคำ , ตราประทับทองคำ

ปัจจุบันดาบ 7 เขี้ยว ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดอิโซะโนคามิ (ที่เดิมที่ถูกพบ) โดยไม่ได้จัดแสดงให้เข้าชม แต่เนื่องด้วยดาบเล่มนี้ก็มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กับประเทศเกาหลีเหมือนกัน ทำให้พวกเขาสร้างดาบ 7 เขี้ยวแบบจำลองขึ้น โดยจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แพคเจ ณ กรุงโซลครับผม

Fact – แท้จริงแล้วประเทศญี่ปุ่นนั้น ยังมีดาบชื่อดังอีกหลายเล่มเลยครับ แต่สำหรับดาบซามูไรที่โด่งดังที่สุดคือ “ดาบมาซามุเนะ” ซึ่งถูกตีขึ้นโดย โกโร่ มาซามุเนะ ช่างตีดาบที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ว่ากันว่าเคยมีการทดสอบด้วยการปักดาบลงกับลำธาร โดยหันด้ามคมสวนกระแสน้ำ ปรากฏว่ามันสามารถตัดทุกอย่างที่ไหลผ่านให้ขาดเป็น 2 ท่อนได้ เพียงแค่ปล่อยให้ของสิ่งนั้นไหลไปกระทบกับดาบที่ตั้งอยู่เฉย ๆ เท่านั้น (ชอบตำนานของญี่ปุ่นจริง ๆ เท่สุด ๆ)

ขุดพบ “ขวดแม่มด” (พร้อมฟัน 2 ซี่ + เส้นผมอยู่ภายใน) ตรงตามตำรายุคมืด 500 ปีก่อน

ขวดใสที่ทุกคนเห็นอยู่นี้คือ “Witch Bottle” (ภายในถูกบรรจุด้วย : เส้นผม 1 กระจุก + ฟันมนุษย์ 2 ซี่ + ของเหลวไม่ทราบชนิด) ซึ่งแม้จะชื่อว่า “ขวดแม่มด” แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของขวดใบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “เครื่องรางป้องกันแม่มด” (Anti-Witchcraft) ต่างหาก และไม่ได้มีเพียงขวดเดียวเท่านั้น เพราะตั้งแต่มีการขุดพบที่อังกฤษครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนนี้ก็พบเครื่องรางหน้าตาแบบนี้มากกว่า 100 ชิ้นแล้วครับ

ฟัน 2 ซี่ + เส้นผม 1 กระจุก

ซึ่งตรงตามตำรา History of the Lancashire Witches (แม่มดแห่งแลงคาสเชอร์ ตีพิมพ์ 1849) หนังสือที่บันทึกเรื่องราวของแม่มดไว้ทุกแง่มุม โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 – 18 ทั้งเรื่องการถูกล่า การติดต่อกับปีศาจ การปรุงยา รวมถึงการปกป้องตนเองจากเวทมนต์ของแม่มดด้วย (ซึ่งก็คือการขุดหลุมแล้วฝังขวดหรือโหลที่บรรจุฟัน 2 ซี่ + เส้นผมเจ้าของบ้าน พร้อมของเหลวที่คาดว่าน่าจะเป็นน้ำมนต์หรือน้ำเกลือ ไว้ใต้บ้านของตนนั่นเอง)

แต่ที่ตลกสุด ๆ เลยก็คือ เมื่อเดือนตุลาคม 2019 หลังจากเจ้าของผับแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในเมืองวัตฟอร์ด (Watford) ประเทศอังกฤษ ทำการซ่อมปรับปรุงร้าน ก็ได้พบกับขวดแม่มดตามข่าวที่เขาเคยอ่าน ซึ่งเจ้าของผู้ไม่ประสงค์ออกนามรายนี้บอกว่า “นี่มันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสุด ๆ เพราะทุกคนรู้มั้ยว่าผับแห่งนี้เคยเป็นบ้านของแม่มดมาก่อน ! โดยเธอชื่อว่า Angeline Tubbs ที่มีฉายาว่า ‘แม่มดแห่งซาราโตกา’ ยังไงล่ะ”

(ซ้าย-ขวดที่พบในผับ พร้อมกับขวดจิ๋วด้วย) , (ขวา – ขวดใบอื่นที่ไม่ทราบชนิดของที่อยู่ภายใน)

จากนั้นเมื่อข่าวการค้นพบถูกเผยแพร่ ผู้คนในอังกฤษก็พากันขำเพียบ เพราะเครื่องรางคงไม่ขลังจริงแม่มดจึงอยู่ได้ แต่ก็ขำได้ไม่นาน เพราะต่อมาไม่ถึงเดือน นักประวัติศาสตร์ก็ได้ออกมาบอกว่า “จากการตรวจสอบ ขวดใบนี้ถูกผลิตขึ้นในปี ค.ศ.1830 ซึ่งแม่มดเจ้าของบ้าน มีชีวิตอยู่เมื่อ 1761-1865 (อายุ 104 ปี) แต่ย้ายออกจากบ้านหลังนี้เพราะแต่งงานแล้วไปอยู่นิวยอร์คตั้งแต่ 1776 (ตอนนั้นอายุ 15 ปี ยังไม่เป็นแม่มด)

ซึ่งคาดว่าหลังจากที่บ้านถูกขายเพื่อนำไปทำเป็นโรงแรม เจ้าของคนต่อมาเมื่อทราบข่าวความโด่งดัง จึงอาจกลัวและได้ทำเครื่องรางชนิดนี้ขึ้นในภายหลังนั่นเอง” แต่เดี๋ยวก่อนยังไม่จบ เพราะแม้เหล่าผู้อ่านข่าวจะหน้าแตกกันหมดแล้ว แต่เจ้าของผับก็บอกว่า “โอเค..ในเมื่อมันน่าสนใจขนาดนี้ ผมจะไม่เก็บไว้ แต่จะเอามันไปซ่อนไว้สักที่ของผับ เผื่อในอีก 100 ปีข้างหน้าจะมีคนค้นพบมันแบบผมบ้าง คงน่าสนุกดี” (เป็นประวัติศาสตร์ที่สับขาหลอกหลายตลบมากเลยเนาะ ฮ่า ๆ ๆ)

หนังสืออายุรวม 200 ปี เล่มนี้ถูกจัดแสดงไว้ใน

และสาเหตุที่ต้องใช้ (ฟัน + เส้นผม + น้ำเหลือ) ตามตำราระบุว่า : ของทั้ง 3 สิ่งนี้ มีอิทธิฤทธิ์ทางความเชื่อเหมือนกันคือ ช่วยป้องกันเวทนมนต์คาถารวมถึงคำสาปแช่งจากแม่มดได้ ซึ่งจะนิยมใช้ฟันน้ำนมของเด็ก รวมถึงนักรบหลายคนของยุโรปก็สะสมฟันเด็กเอาไว้มากมาย เป็นคอลเลคชั่นเครื่องรางเสริมความมั่นใจเวลาออกล่าแม่มดด้วย

Fact – การล่าแม่มดอย่างถูกกฏหมายเกิดขึ้นในยุคกลางของทวีปยุโรป (ค.ศ.1480-1750) หรือที่เรียกกันว่า “ยุคมืด” คือยุคที่คริสตจักรรุ่งเรืองที่สุด เพราะต้องการกำจัดลัทธิความเชื่อนอกรีตต่าง ๆ โดยมีจำนวนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหารด้วยข้อหาแม่มดจำนวนมหาศาล เฉพาะในเยอรมนีไม่น้อยกว่า 100,000 ราย ฝรั่งเศสกับสกอต์แลนด์รวมแล้วราว 10,000 ราย อังกฤษอีกประมาณ 1,000 กว่าราว เมื่อประเมินทุกประเทศ เชื่อว่าไม่น้อยกว่า 200,000 คนครับ

ความลับง่าย ๆ ที่ทำให้ “กิ้งก่าบาซิลลิสก์” กลายเป็นนินจา “สามารถวิ่งบนน้ำได้”

เชื่อหรือไม่ว่า ? ทั่วโลกนั้นมีสัตว์มากกว่า 1,200 ชนิด ที่มีสกิลสามารถ “วิ่งบนน้ำได้” แต่ส่วนมากจะเป็นเพียงแมลงตัวเล็ก ๆ หรือแมงมุมตัวจิ๋ว ๆ เท่านั้น ซึ่งผิดกับเจ้าสัตว์ชนิดนี้ ที่ชื่อว่า “กิ้งก่าบาซิลลิสก์” (Basilisk lizard – ชื่อวิทยาศาสตร์ Basiliscus basiliscus) ที่แม้เมื่อมีขนาดโตเต็มวัย ยาวกว่า 80 มม. หนัก 80 กรัม แต่ยังสามารถวิ่งบนผิวน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่จม แถมยังเร็วมาก ๆ อีกด้วย

ซึ่งความสามารถสุดพิเศษที่ได้มาตั้งแต่เกิดนี้ จึงทำให้มันถูกตั้งฉายาว่า “Jesus lizard” เพราะมีความสามารถอยู่เหนือผิวน้ำได้เหมือนพระเจ้านั่นเอง

แล้วอะไรถึงทำให้มันวิ่งบนน้ำได้ล่ะ ? ตอบ : เพราะพลังของกล้ามเนื้อขาที่มหาศาล จึงทำให้มันสามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็วแถมยังต่อเนื่องด้วย ’18 เมตรต่อวินาที = 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง = กระพริบตาครั้งเดียวมันวิ่งได้ 5 ก้าว’ (สาเหตุที่มันวิ่งได้เร็วขนาดนี้ก็เพราะ การวิวัฒนาการเพื่อการเอาตัวรอด สายพันธุ์กิ้งก่าชนิดนี้ จะไม่มีพ่อแม่คอยดูแลตั้งแต่เกิด พวกมันจึงได้รับสุดยอดความสามารถแห่งการเอาตัวรอด ซึ่งก็คือ การวิ่งเร็วแบบสุด ๆ มาแทน)

แต่เดี๋ยวก่อนแค่ความเร็วระดับพระเจ้าแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเพียงพอนะครับ เพราะระบบการวิ่งของขายังมีกลไก 3 ขั้นที่ช่วยให้เมื่อวิ่งแล้วไม่จมลงน้ำ คือ

1.การใช้เท้ากระแทกลงผิวน้ำเพื่อให้เกิดแรงพยุงตัว 2.แรงต้านที่ได้จะช่วยให้เท้าไม่จมลงไปในน้ำ (มีอากาศช่วยดัน) 3.เมื่อบวกความแรงและความเร็วเข้าไป จะเกิดการทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 และ 2 ไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมายครับผม

ตีขาสุดแรงเกิด

ซึ่งด้วยความน่าทึ่ง + หลักการที่เข้าใจง่ายแบบนี้ เมื่อปี 2012 นักวิจัยจึงเริ่มการทดลองเพื่อหาว่า มนุษย์จะสามารถวิ่งบนน้ำแบบเจ้ากิ้งก่าสายพันธุ์นี้ได้หรือไม่ ? โดยจำลองเท้าทั้ง 2 ข้างให้เหมือนจริงมากที่สุด และแน่นอนครับว่า ผลที่ออกมาคือ “ล้มเหลว”

แต่ผลการคำนวนในคอมพิวเตอร์ระบุว่า “หากมนุษย์น้ำหนัก 80 กิโลกรัม สามารถวิ่งด้วยความเร็ว 106 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนดวงจันทร์ที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่านี้ ก็จะสามารถวิ่งบนผิวน้ำได้จริงครับ”