Blog – FLAGFROG
วันพุธ, มกราคม 27, 2021

รู้จัก “ตัวควอล” (Quolls) ลูกรักออสเตรเลีย ที่เกือบสูญพันธุ์-เพราะประเทศนำเข้าคางคกพิษ

นี่คือ “ควอลตะวันออก” (Eastern Quolls) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดพอ ๆ กับแมว มีหน้าตาสุดแบ๋วและลายจุดสีขาวบนตัวที่เป็นเอกลักษณ์ มีถิ่นกำเนิดที่ออสเตรเลีย ในอดีตพบได้มากตามชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย แต่ทว่ากว่า 50 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงานการค้นพบมันเลยแม้แต่ตัวเดียว จนถูกระบุให้พวกมันเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากแผ่นดินใหญ่

แต่ทว่าในปี 2016 นักวิจัยพบพวกมันอีกครั้งบนเกาะแทสมาเนีย ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย จนกระทั่งในปี 2018 พวกเขาได้ตัดสินใจนำเหล่าควอลจากเกาะจำนวน 20 ตัว กลับคืนสู่แผ่นดินใหญ่ ณ อุทยานแห่งชาติ Booderee อีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความหลากลายทางธรรมชาติ ซึ่งการย้ายที่อยู่ของสัตว์แบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะมีความเป็นไปได้ที่เหล่าตัวควอลทั้งหมดจะปรับตัวเข้ากับถิ่นที่อยู่ใหม่ไม่ได้ ไม่คุ้นชิน และอาจเอาตัวไม่รอด

นิค เด็กซ์เตอร์ ผู้จัดการทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ Booderee กล่าวว่า “การย้ายถิ่นที่อยู่ของสายพันธุ์สัตว์เป็นกระบวนการที่ยาวนานและยาก แต่ถ้าทำสำเร็จเราจะได้เห็นตัวควอลกลับมามีชีวิตชีวาบนแผ่นดินใหญ่อีกครั้ง โดยความท้าทายของเรื่องนี้ คือการควบคุมจำนวนสัตว์นักล่าที่อยู่ในพื้นที่ เพราะเชื่อว่าสาเหตุการสูญพันธุ์ของสายพันธุ์ควอลที่เคยอยู่บนแผ่นดินใหญ่ หลัก ๆ น่าจะมาจากสัตว์นักล่าอย่างสุนัขจิ้งจอกที่แพร่กระจายเป็นจำนวนมาก จนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กลดลงไปมาก”

ไม่เพียงเท่านั้น จำนวนของควอลลดลงอย่างหนักตั้งแต่ปี ค.ศ.1935 จากการนำเข้าของคางคกมีพิษ (Toxic Cane Toads) ทำให้อาหารหของเหล่าควอลลดน้อยลง และเกิดโรคระบาดปริศนาที่ทำให้จำนวนของพวกมันลดน้อยลงกว่า 95% จนกระทั่งสูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินใหญ่ในที่สุด

ซึ่งการกลับมาของตัวควอลจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศได้ เพราะพวกมันจะมีส่วนช่วยกำจัดแมลง ซากสัตว์ หนู กิ้งก่า และกระต่ายได้ เพราะหากสัตว์พวกนี้มีมากเกินไปอาจแพร่กระจายไปยังสวนผักและทำให้พืชผลเสียหายได้ ยกตัวอย่าง ลองนึกภาพหนูที่วิ่งยั้วเยี้ยเต็มสวนหลังบ้านสิ นี่คือสาเหตุที่ต้องมีตัวควอล ถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า แล้วทำไมถึงไม่ทดแทนด้วยแมวล่ะ ? ตอบ : แมวทดแทนได้ก็จริง แต่เพื่อเป็นการรักษาพันธุ์สัตว์ไม่ให้สูญพันธุ์ยังไงล่ะ

โดย นาตาชา โรบินสัน นักวิจัยจาก ANU ระบุว่า “เหล่าตัวควอลที่ถูกนำมาจากแทสมาเนียจะได้รับการติดตั้งปลอกคอ GPS เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดได้ ซึ่งในอีก 3 เดือนข้างหน้าพวกมันจะถูกตรวจสอบอีกครั้ง โดยจะทำแบบนี้ตลอดระยะเวลา 3 ปี จนแน่ใจว่าพวกมันสามารถปรับและอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากเดิม”

เพิ่มเติม : ข้อมูลพื้นฐานตัวควอล – ชื่อวิทยาศาสตร์ Dasyurus Viverrinus เป็นสัตว์พื้นเมืองของออสเตรเลีย ออกหากินเวลากลางคืนในเวลากลางวันจึงมักจะหลับอยู่ในโพรงมากกว่า โตเต็มวัยจะมีความยาวประมาณ 53 – 66 เซนติเมตร หนักเฉลี่ย 1.1 กิโลกรัม ปัจจุบันมี 6 สายพันธุ์ คาดว่าหลงเหลืออยู่ตามธรรมชาติราว 6,000 ตัว ถูกจัดว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ครับ

รู้จักเหล่า “ไซกา” (Saiga) หนึ่งในสิ่งมีชีวิต ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

รู้จักกับ “ไซกา” (Saiga Antelope) ชื่อวิทยาศาสตร์ Saiga tatarica เป็นสัตว์กินพืชหน้าตาประหลาดที่มีลักษณะโดดเด่น คือจมูกขนาดใหญ่คล้ายงวงช้างย่อส่วนและเขายาวสวยงาม พวกมันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์สัตว์ที่รอดตายจากยุคน้ำแข็ง แต่ทว่ากำลังเผชิญกับความเสี่ยงสูญพันธุ์ในยุคนี้

ก่อนอื่นมารู้จักข้อมูลพื้นฐานของเหล่าไซกากันสักนิด – พวกมันมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เอเชียกลาง พบได้ใน คาซัคสถาน, มองโกเลีย, รัสเซีย, เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน มักอาศัยอยุ่ในทุ่งหญ้าเปิดโล่ง และทะเลทรายกึ่งแห้งแล้ง มีความสูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร (ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย) เขายาว 20–25 เซนติเมตร อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง 

ในแต่ละปีพวกมันจะเดินทางไกลมากถึง 1,000 กิโลเมตร เพราะไซกาเป็นสัตว์อพยพถิ่นฐาน โดยจะเดินทางขึ้นเหนือ-ลงใต้เพื่อหาแหล่งอาหารและแหล่งผสมพันธุ์  ซึ่งฤดูผสมพันธุ์สำหรับพวกมันเปรียบเสมือนเทศกาลนองเลือด ที่ตัวผู้จะต่อสู้กันด้วยการใช้เขาขวิดกันจนกว่าตัวใดตัวหนึ่งจะตาย (ต้องตายเท่านั้น ไม่มียอมแพ้) เพื่อแย่งชิงตัวเมีย และเมื่อสิ้นสุดฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้ที่เหลือรอดจะแยกฝูงออกไปหาอาหาร ส่วนฝูงตัวเมียจะอยู่ที่เดิมเพื่อคลอดลูก โดยใช้เวลาตั้งครรภ์ประมาณ 140 วัน

และสำหรับ “จมูก” ที่เป็นลักษณะเด่นที่สุดของมันจะทำหน้าที่กรองฝุ่นที่เกิดจากการเตะฝุ่นระหว่างการเดินทางของพวกมันเอง ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยปรับอุณหภูมิของอากาศที่หายใจเข้าไปในช่วงฤดูหนาวให้อุ่นขึ้นได้ด้วย อีกทั้ง ขนของพวกมันยังสามารถเปลี่ยนเป็นสีขาวและยาวขึ้นได้ในช่วงฤดูหนาวเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย แถมยังสามารถเปลี่ยนมาเป็นสีเหลืองตามปกติเมื่ออากาศร้อนขึ้นได้ด้วย

โดยในปี 2015 นักวิจัยต่างประหลาดใจกับข่าวร้าย ที่จู่ ๆ เหล่าไซกากว่า 200,000 ตัว (คิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด) เสียชีวิตลงอย่างปริศนา ในคาซัคสถาน ซึ่งทุ่งหญ้าเต็มไปด้วยซากไซกาที่เสียชีวิตเรียงรายยาวหลายกิโลเมตร จากการศึกษาและวินิจฉัย ทำให้สัตวแพทย์ได้คำตอบว่า “เกิดจากโรค hemorrhagic Septicemia หรือโรคคอบวม”

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pasteurella multocida type B การระบาดของโรคนี้เกิดจากสภาวะเครียดจัด ซึ่งมันสามารถถูกส่งต่อไปยังไซกาตัวอื่นได้จากการเกาะตัวอยู่ตามพื้นดิน เมื่อสัตว์เตะฝุ่นจนฟุ้งกระจาย  และเหล่าไซกาหายใจเอาฝุ่นเข้าไป จนในที่สุดก็แพร่กระจายไปทั้งฝูงนั่นเอง โดยสัตว์ที่ติดเชื้อจะตายภายใน 4-6 วัน แต่ทว่านักวิจัยยังไม่ทราบว่าเชื้อแบคทีเรียนี้ก่อตัวจากไหน เพราะพวกเขาพบเชื้อดังกล่าวตั้งแต่ไซกาแรกเกิด

สีเขียวคือแหล่งที่เชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่

อย่างไรก็ตาม นอกจากเชื้อโรคระบาดที่เหล่าไซกาต้องเผชิญแล้ว พวกมันยังต้องเจอกับการคุกคามของมนุษย์ที่หวังจะล่าเอาเขาและเนื้อของมันไปขายให้กับประเทศจีน (เพื่อนำไปทำเป็นยา) ซึ่งมันมีราคาสูงมาก อีกทั้ง เส้นทางการอพยพก็ถูกขัดขวางด้วยรั้วหนาม ถนน รางรถไฟ และท่อส่งน้ำของมนุษย์ จนแหล่งอาหารลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ปัจจุบันจำนวนประชากรของสัตว์ชนิดนี้เหลือเพียง 100,000 ตัวเท่านั้น และจัดว่าเป็น 1 ในสัตว์ที่เสียงสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

Fact – UN เผยสัตว์และพืชกว่า 1 ล้านสายพันธุ์ทั่วโลก กำลังจะสูญพันธุ์เพราะมนุษย์ที่แสวงหาแหล่งอาหารและต้องการพลังงานที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการเก็บข้อมูลพบว่า อัตราการทำลายล้างในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สูงกว่าอัตราการทำลายล้างเฉลี่ยในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมา เป็นหลายสิบถึงหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว

Tesla สร้างแผงโซลาร์เซลล์ ที่เปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำดื่มได้จริง (เจ้าแรก) ให้ชาวเคนย่า 35,000 คน

ในปี 2020 บริษัท Tesla ประสบความสำเร็จในการนำแบตเตอรี่ Powerwall ผสานเข้ากับแผงโซลาร์เซลล์ สามารถเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำดื่มจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สำเร็จเป็นเจ้าแรก ภายใต้โครงการ GivePower เป็นโครงการขององค์กรไม่แสวงผลกำไร “SolarCity” (ถูก Tesla ซื้อในปี 2016) ซึ่งมอบให้กับเมืองคีอังก้า (Kiunga) ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่ง ประเทศเคนย่า

ซึ่งในอดีตก่อนที่โครงการ GivePower จะเข้ามาที่เมืองแห่งนี้ สถานการณ์ในคีอังก้าค่อนข้างเลวร้ายมาก เนื่องจากผู้คนต้องเผชิญกับภัยแล้งในปี 2014 ทำให้ทั้งเมืองต้องดื่มน้ำจากบ่อน้ำเค็ม ซึ่งเสี่ยงต่อโรคไตวาย ไม่เพียงเท่านั้น เด็ก ๆ ต้องสวมเสื้อผ้าที่ซักจากน้ำเกลือที่อาจทำให้เกิดแผลตามผิวหนังใต้ร่มผ้าได้ โดยทางออกของเรื่องนี้คือการเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดให้ได้นั่นเอง

ที่ผ่านมานักวิจัยทั่วโลกพยายามคิดค้นวิธีเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืดมาแล้วมากมาย ซึ่งสามารถทำได้แล้วก็จริง แต่มันต้องใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายมหาศาล จึงไม่เหมาะกับชุมชนหรือพื้นที่ขาดแคลนอย่างแน่นอน เฮย์ส เบนาร์ด (Hayes Baynard) ประธาน GivePower “แนวคิดและที่มาของโครงการนี้ คือเราต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะนำเกลือออกจากน้ำทะเลและเปลี่ยนมันเป็นน้ำจืด จากนั้นก็ส่งต่อมันให้กับผู้คนในราคาถูกและยั่งยืนที่สุด”

โดย GivePower ใช้ระบบกรองน้ำทะเลนอกระบบ (Off-Grid Desalination System) โดยเครื่องจะดึงน้ำทะเลจากมหาสมุทรอินเดีย-ผ่านเข้าเครื่องกรอง-แปลงออกมาเป็นน้ำสะอาด แถมยังสร้างความยั่งยืนด้วยการติดตั้งปั๊มคู่ เพื่อให้แน่ใจว่าปั๊มสามารถทำงานได้ตลอดเวลา หากมีปั๊มตัวใดตัวหนึ่งหยุดทำงาน หรือต้องซ่อมบำรุง ซึ่งแผงโซลาร์เซลล์ Powerwall สามารถเก็บพลังงานในเวลากลางวันได้เพียงพอสำหรับกรองน้ำในตอนกลางคืน

ทั้งนี้ ในการสร้างโรงกรองน้ำ GivePower 1 โรง มีค่าก่อสร้างประมาณ 500,000 เหรียญ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมด Tesla เป็นผู้ออก โดยในแต่ละวันโรงงานนี้จะผลิตน้ำสะอาดได้วันละ 20,000 แกลลอน นั่นเพียงพอสำหรับผู้คนในเมืองที่มีจำนวน 35,000 คน นอกจากนี้ มันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับผู้คนในเมืองด้วย เพราะชายคนหนึ่งเริ่มสร้างธุรกิจด้วยการขายน้ำจืดให้กับเมืองอื่น หรือบางคนที่เปิดธุรกิจซักผ้าจากน้ำจืด

โดยน้ำ 1 แกลลอนจากโครงการ GivePower มีราคาเพียง 1 เพนนีเท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในเคนยานับว่าถูกมาก เพราะต่อเดือนพวกเขามีรายได้อยู่ที่ 123.19 ดอลลาร์/เดือน นั่นเท่ากับว่าพวกเขาหาเงินได้เฉลี่ยวันละ 4.1 ดอลลาร์ และ 1 ดอลลาร์ มีค่าเท่ากับ 100 เพนนี ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถซื้อน้ำดื่ม 10-50 แกลลอนได้ด้วยราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์ เรียกได้ว่าตอบโจทย์ของ Tesla ที่ตั้งใจไว้จริง ๆ

Fact – องค์การอนามัยโลกตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของผู้คนทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยได้ อีกทั้งจะยังเลวร้ายลงเรื่อย ๆ โดยคาดว่าในปี 2025 ผู้คนกว่าครึ่งโลกที่ไม่สามารถมีน้ำดื่มที่เพียงพอ

นี่คือ “Olympus Mons” หุบเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะ (สูงกว่าเอเวอเรสต์ 3 เท่า)

“โอลิมปัสมอนส์” (Olympus Mons) คือภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะ ด้วยความสูง 25 กิโลเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางที่มากถึง 624 กิโลเมตร ซึ่งมันสูงกว่าภูเขาเอเวอเรสต์ถึง 3 เท่า แถมยังมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับรัฐแอริโซนาของอเมริกาหรือหากนำไปวางในยุโรป มันจะสามารถครอบฝรั่งเศสได้ทั้งประเทศเลยทีเดียว

โดยโอลิมปัสมอนส์ ตั้งอยู่ในภูมิภาคธาร์ซิส มอนเตส (Tharsis Montes) ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร เป็นภูเขาไฟรูปโล่ (Shield Volcano) ที่มีความลาดชันต่ำเพียง 6-12 องศาเท่านั้น ซึ่งภูเขาไฟประเภทนี้จะสะสมลาวามหาศาลอยู่ภายใน ก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 3,500 ล้านปีก่อน ซึ่งแม้จะมีอายุมากขนาดนี้ แต่นักดาราศาสตร์วิเคราะห์ภาพถ่ายความละเอียดสูงของโอลิมปัสมอนส์ พบว่ามีคลื่นของลาวาบางคลื่นที่มีอายุ 115 ล้านปี แต่บางคลื่นมีอายุเพียง 2 ล้านปีเท่านั้น ซึ่งในทางธรณีวิทยาถือว่ายังไม่มาก ทำให้ยืนยันได้ว่าภูเขาไฟลูกนี้ยังคงคุกรุ่นอยู่ และอาจประทุได้อีกในอนาคต

ในปี 2011 มีการศึกษาเกี่ยวกับมวลและปริมาตรลาวาที่สะสมอยู่ภายในโอลิมปัสมอนส์ พบว่าภูเขาไฟลูกนี้มีปริมาตรลาวาสะสมอยู่ภายในมากถึง 4 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร (คิดเป็น 100 เท่าของภูเขาไฟ Mauna Loa ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก) บวกกับภูเขาไฟขนาดยักษ์อีก 3 ลูกที่ก่อตัวขึ้นใกล้ ๆ กัน ได้แก่ แอสคราอีอุสมอนส์ (Ascraeus Mons) , พาโวนิสมอนส์ (Pavonis Mons) และอาร์เซียมอนส์ (Arsia Mons) ทำให้พื้นผิวของดาวอังคารรับน้ำหนักของภูเขาไฟทั้ง 4 ไม่ไหว จนทำให้เปลือกดาวอังคารเคลื่อนตัวเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากขึ้น 20 องศา (ปกติแผ่นเปลือกดาวอังคารจะไม่เคลื่อนตัว)

คำถาม : ภูเขาไฟลูกใหญ่ขนาดนี้สามารถเกิดขึ้นบนโลกได้หรือไม่ ? ตอบ : ไม่ได้ครับ เพราะสาเหตุที่โอลิมปัสมอนส์ก่อตัวขึ้นและมีขนาดใหญ่แบบนี้ เกิดจากแผ่นเปลือกของดาวอังคารนั้นไม่มีการเคลื่อนตัว ทำให้ลาวาที่อยู่ใต้ดาวเคราะห์เกิดการสะสมอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนตัวไปไหน ต่างจากโลกที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งแรงดึงดูดของดาวอังคารนั้นมีน้อยกว่าโลกมาก ทำให้ลาวาสามารถดันแผ่นเปลือกดาวเคราะห์ให้สูงขึ้นได้อย่างอิสระและง่ายกว่ามากนั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันแม้จะยังส่งยานไปสำรวจภูเขาไฟลูกนี้ไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กล้องสเตอริโอความละเอียดสูงที่ติดตั้งบนยานอวกาศของ European Mars Express เพื่อสร้างแบบจำลองภูมิประเทศของภูเขาไฟอย่างละเอียดได้แล้วครับ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัท 4th Planet Logistics วางแผนที่จะออกแบบรถแลนด์โรเวอร์และเส้นทางการสำรวจภูเขาโอลิมปัสมอนส์ ซึ่งเป็นโครงการที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตครับ

Fact – “ภูเขาไฟเมานาโลอา” (Mauna Loa) คือภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงวัดจากระดับน้ำทะเล 4,170 เมตร ตั้งอยู่ที่เกาะฮาวาย เป็นภูเขาไฟรูปโล่เช่นเดียวกันกับโอลิมปัสมอนส์ มีอายุประมาณ 600,000-1,000,000 ปีเท่านั้น โดยปัจจุบันมันยังเป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น ซึ่งการประทุครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ.1984 

รู้จักเหล่า “Garden eels” (ฝูงปลาไหล) ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นแก๊ง (แต่ละตัวยาว 1.2 เมตรเลยล่ะ)

ลึกลงไป 40 เมตร ใต้มหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกและน่านน้ำเขตร้อนในมหาสมุทรแอตแลนติก คือที่อยู่อาศัยของฝูง “ปลาไหลสวน” (Garden Eels) ชื่อวิทยาศาสตร์ Heterocongrinae ที่มาของชื่อมาจากการที่พวกมันชอบอยู่รวมตัวกันมากนับร้อยไปจนถึงหลายพันตัว และปักตัวลงบนพื้นทรายจนดูเหมือนสวนพืชใต้ทะเลยังไงยังงั้น

พวกมันเป็นปลาไหลที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปลาไหลชนิดอื่น ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวคือ 1.27 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งขนาดตัวที่หายไปมันถูกแทนที่ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง โดยพวกมันจะใช้หางขุดพื้นทรายและทำการฝัง 3 ใน 4 ของร่างกายลงไปใต้ทราย จากนั้นจะทำการปล่อยเมือกเหนียวหนึบทำหน้าที่คล้ายปูนซีเมนต์ ยึดร่างไว้กับพื้นทราย ซึ่งเมือกของมันมีความเหนียวมากพอจะต้านทานกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวใต้ห้องมหาสมุทรได้แบบสบาย ๆ เลยล่ะ

แล้วแบบนี้มันจะไม่ถูกล่าเอาง่าย ๆ เหรอ ? ตอบ : ถึงเมือกจะมีความเหนียวมาก แต่กล้ามเนื้อของมันก็แข็งแรงมากพอ ที่จะทะลายความเหนียวของเมือกตัวเองได้ทันทีเมื่อมีศัตรูเข้าใกล้ โดยพวกมันจะถอนหางของตัวเองออกจากรูและมุดไปซ่อนตัวใต้พื้นทราย เมื่อศัตรูจากไปมันจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาอีกที

ซึ่งหากเป็นไปได้พวกมันแทบจะไม่ถอนตัวออกจากรูของตัวเองเลย อย่างเช่นตัวเมียมักจะปักหลักอยู่ที่รูเดิมตลอดชีวิต (หากไม่ถูกคุกคาม) แต่ตัวผู้จะถอนตัวออกจากรูเมื่อถึงฤดูวางไข่ โดยตัวผู้จะว่ายไปปักตัวเองอยู่ใกล้กับตัวเมียและทำการผสมพันธุ์กันผ่านร่างกายครึ่งบน เมื่อเสร็จภารกิจ ตัวเมียจะปล่อยไข่ให้ลอยไปตามกระแสน้ำ ซึ่งตัวอ่อนที่ออกมาจะต้องใช้เวลาราว 1-2 เดือนกว่าจะแข็งแรงพอที่จะปักร่างกายลงพื้นทราย

ทั้งนี้ ปกติแล้วปลาไหลสวนจะมีความยาวไม่เกิน 60 เซนติเมตร แต่สายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดสามารถยาวได้มากถึง 120 เซนติเมตรเลยทีเดียว และสำหรับสาเหตุที่มันต้องปักตัวเองลงพื้นในกระแสน้ำเชี่ยว เพราะอาหารของปลาไหลสวนคือแพลงก์ตอนสัตว์  โดยพวกมันอาศัยกระแสน้ำพัดแพลงก์ตอนเหล่านั้นให้มาเข้าปากนั่นเอง

นอกจากนี้ พวกมันเป็นสัตว์ที่ขี้ระแวง ขี้สงสัย และขี้อายสุด ๆ ตัวอย่างเช่น ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซูมิดะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ปิดให้บริการนานหลายเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งการหายไปของผู้คนนับร้อย ทำให้เหล่าปลาไหลสวนเริ่มไม่ชินกับมนุษย์ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่เดินผ่านพวกมันมักจะมุดตัวหนีไปอยู่ใต้ทรายเป็นประจำ ซึ่งปัญหานี้ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ได้ออกไอเดีย “FaceTime” กับนักท่องเที่ยวผ่านแท็บเล็ตหลาย ๆ เครื่องและส่องไปที่ตู้ของปลาไหลสวนเป็นประจำเพื่อสร้างความคุ้นชินนั่นเอง

Fact – ทุก ๆ ปี “ปลาไหลยุโรป” (European eels) จะเดินทางไกลกว่า 5,000 กิโลเมตร (นี่ยังไม่รวมระยะทางที่ต้องว่ายกลับอีกนะ) เพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ ซึ่งระหว่างทางพวกมันจะไม่กินอาหารเลย แต่จะย่อยกระดูกตัวเองเพื่อเปลี่ยนมาเป็นพลังงานระหว่างทาง

นี่คือ “นกที่ดำที่สุดในโลก” ด้วยขนดำระดับ “Vantablack” สามารถดูดซับแสงได้มากถึง 99.9 %

รู้จักกับ “นกปักษาสวรรค์” (Vogelkop Superb Bird of Paradise) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophorina Superba อาศัยอยู่ที่เกาะนิวกินี ประเทศอินโดนีเซีย ความน่าสนใจของนกชนิดนี้ คือสีขนที่ดำสนิทในระดับ “แวนต้าแบล็ค” (Vantablack-สีดำที่ดำสุดในโลก) สามารถดูดซับแสงได้มากถึง 99.95 เปอร์เซนต์ จนได้รับฉายาว่า “นกที่ดำที่สุดในโลก”

มันจะตะโกนเรียกสาว พองขนขึ้น แล้วเต้นโชว์

โดยนักวิจัยได้เก็บตัวอย่างขนของนกชนิดนี้นำไปวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับขนนกชนิดอื่นด้วยกล้องจุลทรรศน์ พบว่า ขนของพวกมันมีโครงสร้างที่แตกต่างจากขนนกทั่วไป คือขนแต่ละเส้นจะมีขนเล็ก ๆ อีกจำนวนมากที่แตกย่อยออกมา (รูปที่ 2) ด้วยความละเอียดและแน่นหนานี้ ทำให้แสงที่ตกกระทบลงบนขนไม่สามารถสะท้อนออกไปได้นั่นเอง ซึ่งจะมีแต่ตัวผู้เท่านั้นที่มีขนสีดำสนิทเช่นนี้ (ตัวมีจะมีขนสีน้ำตาลทั่วไป)

นอกจากสีขนแล้วมันยังมีสกิลการจีบสาวสุดเท่ด้วยการ “เต้นโชว์” เพื่อให้ตัวเมียถูกใจและยอมผสมพันธุ์ด้วย โดยพวกมันจะส่งเสียงเรียกตัวเมียที่อยู่ใกล้ ๆ ให้มาดูโชว์สุดพิเศษ จากนั้นจะทำการพองขนขึ้นคล้ายพระจันทร์เสี้ยว และจะซอยเท้าเต้นไป-มารอบตัวเมีย (แปะลิ้งวิดีโอสเต็ปเท้าไฟไว้ที่คอมเม้นใต้โพสต์นะครับ)

“ด้านซ้าย” คือขนนกทั่วไป ส่วน “ด้านขวา” คือขนนกปักษาสวรรค์

เดิมทีนักวิจัยเข้าใจว่ามันเป็นนกชนิดเดียวกันกับ Greater Superb Bird-of-Paradise แต่ล่าสุดเมื่อปี 2018 เอดวิน สโคล์ นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยคอเนล และ ทิม ลาแมน นักถ่ายภาพสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ขณะสำรวจเกาะนิวกินี พบว่าพวกมันเป็นคนละชนิดกัน โดยมีลักษณะที่แตกต่างกันหลายอย่าง คือ เสียงร้อง จังหวะการเต้น และที่สังเกตง่ายที่สุดคือ เมื่อ Vogelkop Superb พองขนขณะเต้น ขนสีฟ้าบริเวณหน้าอกจะคว่ำลง คล้ายคนำหน้าหน้าบึ้ง ส่วน Greater Superb ขนสีฟ้าบริเวณหน้าอกจะหงายขึ้นคล้ายคนหน้ายิ้ม

เพิ่มเติม – รู้จักกับสีดำ “Vantablack” สสารที่มี “สีดำมืด” ที่สุดในโลก : Vantablack ชิ้นแรกถูกสร้างขึ้นในปี 2014 โดยบริษัท Surrey NanoSystems ที่ทำขึ้นมาจาก “ท่อนาโนคาร์บอน (Carbon Nanotube) ขนาดเล็กจิ๋วระดับนาโนจำนวนมหาศาลรวมกัน ในระดับความหนาแน่นสูงที่สุดจนดูดกลืนแสงเอาไว้ไม่ให้สะท้อนกลับออกมาได้

นี่ไม่ภาพตัดต่อนะครับ

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า Vantablack สามารถกักเก็บแสงที่ตกกระทบได้ 99.96% ในอนาคตอาจถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น ภาพถ่าย งานด้านอวกาศ

Fact – “สจวต เซมเพิล” (Stuart Semple) ศิลปินชายชาวอังกฤษ ที่หมั่นไส้ “อนิช กาปูร์” (Anish Kapoor – ผู้ที่สร้างสี Vantablack) ซึ่งเขาประกาศว่า “บนโลกนี้มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ในการใช้สีดำชนิดนี้ในทางศิลปะหรือการค้า” ทำให้สจวตลงมือสร้างสีที่สดใสที่สุด คือ “PINK – สีที่มีความชมพูที่สุดในโลก” โดยตั้งกฏอีกด้วยว่า ทุกคนบนโลกสามารถใช้สีของเขาในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ ยกเว้นคนเดียวที่ห้ามใช้..นั่นคือ อนิช กาปูร์

ประติมากรรม “เวล-ไครสท์” (Veiled Christ) เชื่อหรือไม่ – ความพริ้วนี้ถูกสร้างจากการแกะหินทั้งก้อน

นี่คืองานประติมากรรมชื่อ “Veiled Christ(เวล-ไครสท์) หนึ่งในบรรดาสมบัติล้ำค่าของเนเปิลส์ เป็นงานประติมากรรมรูปพระเยซูสิ้นพระชนม์ หลังถูกตรึงกางเขน และถูกห่อไว้ด้วยผ้าคลุมใสที่เผยให้เห็นถึงใบหน้า ปาก เล็บ รวมถึงรูมือและเท้าที่ถูกตระปูตอก ซึ่งจุดเด่นก็คือความพริ้วของผ้าคลุมพระศพที่ดูบางเบาราวกับเป็นผ้าจริง ๆ แต่ทว่ามันถูกแกะสลักขึ้นจากหินก้อนเดียวทั้งก้อน

มีขนาด 50 cm × 80 cm × 180 cm

โดยถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1753 โดยช่างฝีมือแห่งอิตาลี ชื่อ จูเซปเป ซานมาติโน (Giuseppe Sanmartino) ซึ่งเป็นความต้องการของเจ้าชาย ไรมอนโด ดิ ซังโก อดีตขุนนางแห่งเนเปิลส์ เนื่องจากเขาต้องการสร้างผลงานชิ้นเอกไว้ประดับที่โบสถ์ Sansevero Chapel เดิมทีเจ้าชายมอบหมายให้ อันโตนิโอ คอร์ราดินี ประติมากรที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในอิตาลีเป็นผู้สร้าง แต่ทว่าเขากลับเสียชีวิตกลางคัน ดังนั้นเจ้าชายเลยมอบหมายให้จูเซปเปมารับช่วงต่อและได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของผลงานชิ้นนี้ไป

ทั้งนี้ ด้วยความพริ้วไหวจนดูเหลือเชื่อ ทำให้เกิดเป็นตำนานว่าความจริงแล้ว จูเซปเป ไม่ได้แกะสลักหินอ่อนในส่วนของผ้าคลุม แต่เกิดจากเจ้าชายไรมอนโดที่ว่ากันว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักเล่นแร่แปรธาตุ เขาคือผู้ที่ทำการนำผ้าไปคลุมผลงานแกะสลักนั้นและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นหินอ่อนอีกที เพราะความละเอียดและปราณีตของปติมากรนั้นมากเสียจนผู้คนไม่เชื่อว่านี่มันเป็นผลงานจากการแกะสลักจริง ๆ

แต่จากการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามันถูกแกะสลักขึ้นจากฝีมือมนุษย์จริง ๆ รวมถึงยังมีบันทึกที่ถูกเขียนขึ้นถึงขั้นตอนระหว่างการผลิต และใบเสร็จการชำระเงินของจูเซปเป ที่ได้รับการลงนามโดยเจ้าไรมอนโด เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี ค.ศ.1752 ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของธนาคารแห่งเนเปิลส์

นอกจากนี้ ศิลปะการแกะสลักผ้าพริ้วแบบนี้ไม่ได้มีเพียงชิ้นเดียวในโลก แต่ยังมีงานแกะสลักลักษณะแบบนี้อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น ผลงาน Modesty โดย อันโตนิโอ คอร์ราดินี (ช่างศิลปะที่ได้รับมอบหมายให้สร้าง Veiled Christ แต่เสียชีวิตไปก่อน) เป็นงานแกะสลักร่างหญิงสาวเปลือยกาย ถูกคลุมด้วยผ้าพริ้วไหวบางเบา ที่สร้างเสร็จในปี 1752

ผลงาน Modesty

ซึ่งปัจจุบันรูปปั้นแกะสลัก Veiled Christ ถูกเก็บรักษาไว้ที่โบสถ์ Cappella Sansevero ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมที่เจ้าชายตั้งใจจะเก็บรักษาไว้ โดยมันถูกจัดแสดงอยู่ที่ใจกลางโบสถ์ครับ

Fact – เทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty) ถูกปั้นโดย เฟรเดริก โอกุสต์ บาร์โทลดี เมื่อปี 1886 เป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสมอบให้กับสหรัฐอเมริกา เพื่อยกย่องชาวอเมริกันที่ลุกขึ้นสู้จนชนะชาวอังกฤษที่กดขี่ชาวอเมริกันอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเดิมทีเทพีเสรีภาพไม่ได้เป็นสีเขียวอย่างทุกวันนี้ เพราะความจริงมันเป็นสีน้ำตาลแวววาวเหมือนสีของเหรียญสตางค์ แต่เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำและอากาศมันจึงกลายเป็นสีเขียวอย่างที่เห็น

รู้จักกับ “เนบิวลา-โลมา” (อายุกว่า 70,000 ปี) อยู่ห่างจากโลกเรา 5,200 ปีแสง

นี่คือ “เนบิวลาโลมา” (Dolphin-Nebula) หรืออีกชื่อ Sharpless-308 ฟองแก๊สขนาดยักษ์ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 ปีแสง ซึ่งใหญ่กว่าระบบสุริยะของเราเกือบ 60 เท่า (ระบบสุริยะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.87 ปีแสง) มันอยู่ห่างจากโลกเรา 5,200 ปีแสง มีอายุประมาณ 70,000 ปี

ในวงกลมสีแดง คือดาวฤกษ์  “วูล์ฟ-ราเยท์” ที่เป็นต้นกำเนิดของเนบิวลาโลมานี้

ซึ่งที่มาของชื่อเนบิวลาโลมานั้นมาจากรูปร่างลักษณะของมันที่คล้ายกับ “หัวโลมา” นั่นเอง โดยเนบิวลายักษ์นี้เกิดจากดาวฤกษ์ “วูล์ฟ-ราเยท์” (Wolf–Rayet) ดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงกลางหัวโลมา เป็นดาวฤกษ์ที่มีพลังงานมหาศาล มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่า และส่องสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์นับล้านเท่า ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกจัดว่าเป็นดาวฤกษ์อายุสั้น เพราะเร่งรีบปล่อยพลังงานมากเกินไป

โดยกระบวนการเกิดนั้น เกิดจากดาวฤกษ์ดวงนี้ – ปล่อยพลังงานออกมาคือ “ลมดาวฤกษ์” ที่มีความเร็วสูงถึง 216,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง – ด้วยความแรงลมที่มากขนาดนี้ ทำให้มันดันฟองแก้สไอออนอ๊อกซิเจนที่ลอยตัวอยู่ในอวกาศอย่างช้า ๆ – ให้กระจายตัวและพองออกไปจนดูคล้ายหัวโลมาอย่างที่เห็นนั่นเอง ซึ่งท้ายที่สุดฟองแก๊สนี้จะแตกออกและดาวฤกษ์วูล์ฟ-ราเยท์จะระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวาในที่สุดภายในไม่อีกกี่ล้านปีข้างหน้า

เนบิวลา SH2-188

การเกิดฟองแก๊สแบบนี้เคยมีมาแล้ว คือ SH2-188 เนบิลารูปพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่ห่างจากโลก 850 ปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวแคสสิโอเปียเอ ถูกพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธุ์ 2012 โดย บิล ซไนเดอร์ นักดาราศาสตร์ขณะประจำการอยู่ที่หอสังเกตการณ์ ในรัฐเพนซิวาเนีย ซึ่งในตอนแรกนักวิจัยเข้าใจผิดว่ามันเป็นซากหลังการเกิดซุปเปอร์โนวา แต่จากการศึกษาในภายหลังเผยว่า แท้จริงมันคือเนบิวลาที่มีลักษณะไม่สมมาตรก็เท่านั้น โดยมีกระบวนการเกิดแบบเดียวกันเพียงแต่ SH2-188 มีแรงลมดาวฤกษ์มากกว่าเนบิวลาโลมาถึง 2 เท่า (ประมาณ 450,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

เพิ่มเติม “ซุปเปอร์โนวา” (Supernova) หรือชื่อไทย “มหานวดารา” คือการระเบิดของดาวฤกษ์ สามารถเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ 1.เมื่อดาวฤกษ์สิ้นอายุขัย เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่แกนของดาวถูกใช้จนหมดและมวลของดาวฤกษ์จะค่อย ๆ บีบตัวเข้าหาแกน จนกระทั่งแกนไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวมันเองได้ แกนจะพังและระเบิดออกกลายเป็นซุปเปอร์โนวา

2.เกิดขึ้นใน “ระบบดาวคู่” (Binary Star) หรือระบบที่มีดาวฤกษ์สองดวงโคจรไปรอบ ๆ จุดศูนย์กลางมวลของระบบ เมื่อดาวดวงหนึ่งมีแรงโน้มถ่วงมาก ดาวอีกดวงจะถูกดูดมารวมอยู่กับดาวดวงแรก จนดาวฤกษ์ดวงนั้นมีมวลมากจนแกนพังทลายเกิดเป็นซุปเปอร์โนวาในที่สุด

Fact – “เนบิวลา” (Nebula) คือกลุ่มของก๊าซและฝุ่นผงที่รวมตัวกันอยู่ในอวกาศ ซึ่งดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ล้วนเกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของเนบิวล่าทั้งสิ้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่หลายปีแสง ซึ่ง 1 ปีแสง คือระยะเวลาที่แสงเดินทางใน 1 ปี ซึ่งมีระยะทางประมาณ 10 ล้านล้านกิโลเมตร

“ไดโนซูคัส” (Dinosuchus) จระเข้ดึกดำบรรพ์ ขนาดเท่ารถบัส… ที่กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร

เมื่อประมาณ 75 ล้านปีก่อน “ไดโนซูคัส” (Dinosuchus) คือสัตว์กินเนื้อที่น่าเกรงขามที่สุดในหนองน้ำ ชายฝั่งของทวีปอเมริกาเหนือ มีขนาดยาวกว่า 12 เมตร หนักราว 7,000 กิโลกรัม (ใหญ่กว่าจระเข้ปัจจุบัน 10 เท่า) ด้วยขนาดมหึมานี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นนักล่าที่ใหญ่ที่สุดในแหล่งน้ำจืด ณ เวลานั้น

ซึ่งอาหารของพวกมัน คือเหล่าไดโนเสาร์ที่อาศัยอยู่ใกล้หนองน้ำหรือไดเสาร์ทุกตัวที่มากินน้ำ ซึ่งเจ้าไดโนซูคัสสามารถจัดการกับไดโนเสาร์ได้ทุกชนิด หลายครั้งนักวิจัยพบรอยเขี้ยวของพวกมันฝังอยู่บนร่างของไดโนเสาร์หลายชนิดไม่ว่าจะไดโนเสาร์กินพืชหรือกินเนื้อก็เสร็จมันทุกราย

โดยไดโนซูคัสนั้นถูกพบครั้งแรกในรัฐมอนทานา ประเทศอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1909 โดยวิลเลียม เจคอบ ฮอลแลนด์ ซึ่งเดิมทีนักวิจัยเข้าใจว่า ไดโนซูคัสมีเพียงชนิดเดียวและสายพันธุ์เดียวในโลก แต่จากการศึกษาล่าสุดในปี 2018 ที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Vertebrate Paleontology ระบุว่า แท้จริงพวกมันมีสายพันธุ์ที่แยกออกมาอีก 3 สายพันธุ์ : Deinosuchus hatcheri, Deinosuchus riograndensis, Deinosuchus Schwimmeri

ฟันของมัน 1 ซี่ มีขนาดเท่ากล้วยหอม 1 ผล

ทั้งนี้ อดัม คอสเซตต์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก อธิบายว่า “แม้ไดโนซูคัสจะถูกจัดให้เป็นจระเข้ แต่จากลักษณะทางกายวิภาคมันดูจะเป็นอัลลิเกเตอร์เสียมากกว่า” อีกทั้ง อดัมกล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเราอาจเข้าใจผิดมาตลอดว่า จระเข้ในปัจจุบันมีหน้าตาไม่ต่างจากในยุคไดโนเสาร์ แต่ในมุมของนักบรรพชีวินนั้น จระเข้ในปัจจุบันแทบไม่มีอะไรเหมือนกับจระเข้ในยุคดึกดำบรรพ์เลยล่ะ”

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า พวกมันสูญพันธุ์ไปก่อนที่เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (Mass Extinction) ของไดโนเสาร์จะเกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจอย่างมาก เพราะไดโนซูคัสคือนักล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในยุคนั้น ซึ่งแหล่งอาหารของพวกมันก็ยังคงมีอยู่เหลือเฝือ สิ่งนี้ทำให้นักวิจัยต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่า พวกมันสูญพันธู์ไปได้อย่างไร ?

ซึ่งนักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ที่ดูน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือข้อสันนิษฐานที่ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโลก ที่น้ำทะเลเอ่อล้นเข้ามาในหนองน้ำทำให้ไดโนซูคัสสูญเสียที่อยู่อาศัยและแหล่งผสมพันธุ์ เมื่อไม่มีทั้ง 2 สิ่งนี้ การขยายพันธุ์จึงไม่เกิดขึ้น + ขนาดตัวที่ใหญ่ ทำให้ไม่สามารถวิ่งล่าเหยื่อบนบกได้ จนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังคงมีปริศนาอีกมากที่นักวิจัยยังไม่ทราบเกี่ยวกับจระเข้ชนิดนี้ครับ

Fact – เลือดจระเข้ (Crocodile’s blood) มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียได้เกือบทุกชนิด เพราะใช้สำหรับป้องกันแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่ในหนองน้ำและบึงที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้ ซึ่งนักวิจัยทดลองแล้วพบว่ามันมีประสิทธิภาพสามารถฆ่าเชื้อ HIV ได้ ในอนาคตอาจพัฒนามาใช้เป็นวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์

พบกับ “มดทหาร” (ขนาดใหญ่กว่ามดทั่วไป 10 เท่า) แถมยังกินได้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า

พบกับ “มดทหาร” (Army Ants) ชื่อวิทยาศาสตร์ Eciton burchellii มีขนาดตัวใหญ่กว่ามดงานทั่วไป 10 เท่า (ขนาด 9-20 มิลลิเมตร) พบได้ในป่าฝนเขตร้อน ในทวีปอเมริกากลาง ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นขากรรไกรล่างที่ยาวและแหลมคมดูน่ากลัว ซึ่งบอกได้เลยว่าพวกมันน่ากลัวจริง ๆ เหมือนที่ทุกคนคิดนั่นแหละ

มันน่ากลัวยังไงนะเหรอ ? ตอบ : รังของมันจะประกอบไปด้วย 3 ชนชั้น คือ มดราชินี มดทหาร และมดงาน ใน 1 รังจะประกอบไปด้วยฝูงมดราว 500,000 ตัว โดยแต่ละรังจะถูกใช้สำหรับเลี้ยงตัวอ่อนเท่านั้น ซึ่งเมื่อตัวอ่อนฝัก พวกมันจะทิ้งรังดังกล่าวและออกเดินขบวนหาแหล่งสร้างรังใหม่ (แต่ละรังใช้เวลาอยู่ประมาณ 20 วัน) ซึ่งระหว่างทางหากมีสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่ขวางเส้นทาง พวกมันจะเข้าจู่โจมและรุมกัดจนกว่าเหยื่อตัวนั้นจะตาย ไม่ว่าจะเป็นแมงป่อง แมงมุม ด้วง หรือแม้กระทั่งงู

เคยมีรายงานนักสำรวจเสียชีวิต จากการเข้าไปสำรวจป่าและบังเอิญไปเหยียบรังมดชนิดนี้เข้า ทำให้พวกมันนับแสนเข้ารุมกัดจนเขาช็อคและหมดสติไปกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม้แรงกัดของพวกมันจะไม่มากเท่าสัตว์ขนาดใหญ่อย่างเสือหรือสิงโต แต่ก็มากพอที่จะเจาะเปลือกของแมลงหรือหนังงูได้ โดยมดทหารจะปล่อยกรดจากน้ำลายที่สามารถละลายเนื้อเยื้อของเหยื่อให้นิ่มราวกับมาชเมลโลได้เลยล่ะ 

อย่างไรก็ตาม วิลเลียม แมนน์ นักธรรมชาติวิทยา กล่าวว่า “วิธีป้องกันไม่ให้ถูกพวกมันโจมตีคือ ‘อย่าเคลื่อนไหว’ เพราะมดชนิดนี้สายตาแย่มาก พวกมันสามารถแยกได้เพียงแสงสว่างกับความมืดและการเคลื่อนไหวของเหยื่อเท่านั้น ซึ่งอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหวได้พวกมันจะคิดว่านั่นคือเหยื่อทั้งหมด”

เพิ่มเติม – นกแอนเบิร์ด (Antbird) คือนกที่ติดตามฝูงมดทหารราวกับเป็นกาฝาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ฝูงมดเคลื่อนที่ไปเจอกับรังของหนอนหรือแมลงต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ดิน มันจะขับไล่หนอนและแมลงเหล่านั้นให้ออกมาจากรัง จากนั้นเจ้านกแอนเบิร์ดก็จะชุบมือเปิบกินหนอนและแมลงพวกนั้นก่อนที่ฝูงมดจะแบกกลับรัง

Fact – รู้จักเชื้อราซอมบี้ (Zombie Fungus) มีชื่อทางการว่า Ophiocordyceps สามารถขยายเผ่าพันธุ์โดยการปล่อยละอองผ่านสปอร์ทางอากาศ และเมื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นแมงหรือแมลงตัวใด เผลอกินหรือสูดเข้าไป สปอร์เหล่านั้นจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย และจะย่อยกินกล้ามเนื้อเพื่อทำให้เจ้าของร่างอ่อนแอ แต่จะยังไม่ให้ตายทันที เพราะในขณะที่มันกำลังเติบโตอยู่ในนั้น มันยังงอกเส้นใยเพื่อเข้าควบคุมปมประสาทของสมอง จนแมลงตัวนั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ยังมีชีวิตแต่ไร้ความรู้สึกเหมือนซอมบี้นั่นเอง

Fact 2 – รู้หรือไม่ ? หากนำมดทั้งโลกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน จะมีน้ำหนักเฉลี่ยเทียบเท่ากับน้ำหนักของมนุษย์ทั้งโลก โดย 1 คน (หนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม) จะมีน้ำหนักเทียบเท่ากับมดประมาณ 12.5 ล้านตัว