วันพุธ, มิถุนายน 23, 2021

รู้จัก “ชาร์ล ลูเซียโน่” เจ้าพ่อแก๊งค์มาเฟียอิตาลี – ผู้ก่อตั้งคำว่า “แฟมิลี่” ในโลกมาเฟีย

รู้จักกับ “ชาร์ล (ลัคกี้) ลูเซียโน่” มาเฟียชาวอิตาลีที่ทรงอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้เป็นต้นแบบของภาพยนตร์ The Godfather (1972) ซึ่งเขาอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศอเมริกา และก่อตั้งแก๊งค์มาเฟียที่ปกครองมหานครนิวยอร์กมาอย่างยาวนาน รวมถึงการวางรากฐานของแก๊งค์มาเฟียให้เป็นระบบ จนถูกยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งโลกใต้ดิน”

ชาร์ล (ลัคกี้) ลูเซียโน่

โดย ชาร์ล ลูเซียโน่ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1897 ณ เมืองซัลบาตอเร ลูเซียนา บนเกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ก่อนที่ 10 ปีต่อมา ครอบครัวจะตัดสินใจอพยพย้ายมายังเมืองนิวยอร์ก ประเทศอเมริกา และพักอาศัยอยู่ในย่านโลเวอร์อีสท์ไซด์ที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ซึ่งสาเหตุที่ต้องยอมอยู่ในสถานที่อันตรายแบบนั้นก็เพราะพวกเขาอพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมายนั่นเอง

ซึ่งลูเซียโน่เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม นั่นทำให้เขาเรียนรู้การเป็นอาชญากรมาตั้งแต่เด็ก โดยเข้าสู่วงการตั้งแต่อายุ 14 ปี ที่เริ่มจากการปล้น ลักขโมย กรรโชกทรัพย์ และพกปืนตั้งแต่ตอนนั้น โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อเขาเข้าร่วมแก๊งค์ค้ายาเฮโรอีน ชื่อ “Five Points Gang” นั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาเห็นวงจรอันเน่าเฟะของโลกใต้ดิน และเริ่มมีความคิดที่จะปฏิวัติวงการนี้

ลูเซียโน่ และสมาชิกผู้ก่อตั้งแฟมิลี่

หลังจากอยู่แก๊งค์ Five Points Gang ไม่นาน ลูเซียโน่ก็ตัดสินใจออกมาและหวังจะตั้งกลุ่มเป็นของตัวเอง โดยก่อนหน้านั้นเขาหารายได้ด้วยการเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากเด็กชาวยิว และให้สัญญาว่าจะปกป้องพวกเขาจากพวกนักเลงกลุ่มอื่น ๆ จนกระทั่งได้ไปเจอกับ “เมเยอร์ แลนสกี้” (Meyer Lansky) หนุ่มชาวยิวอายุไล่เลี่ยกัน ที่ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครอง ซึ่งนั่นทำให้ลูเซียโน่ประทับใจในความกล้าหาญ ทำให้เขาชวนแลนสกี้เข้าร่วมเป็นสมาชิกนับแต่นั้นมา และได้ก่อตั้ง “Genovese Family” ขึ้นในปี ค.ศ.1920

โดย ลูเซียโน่และแลนสกี้ ค่อย ๆ ขยายอาณาเขตการปกครองจากการเก็บค่าคุ้มครองและขายเหล้าเถื่อน จนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับการยอมรับจาก “โจ มาสเซเรีย” (Joe Masseria) หัวหน้าแก๊งมาเฟียร์ที่ใหญ่ที่สุดในนิวยอร์ก ณ เวลานั้น จนกระทั่งช่วงต้นปี ค.ศ.1930 ลูเซียโน่ เริ่มไม่พอใจกับการปกครองของ โจ มาสเซเรีย ที่เป็นคนอารมณ์ร้อน โหดเหี้ยม และทำแต่งานสกปรก (ปล้น ฆ่า ลักพาตัว ข่มขืน) ทำให้ลูเซียโน่ ตัดสินใจโค่นอำนาจของมาสเซเรีย ด้วยการรอบสังหารระหว่างการรับประทานมื้อเย็น และเข้าควบคุมกิจการในโลกใต้ดินทั้งหมดแทน

ซึ่งหลังเข้ามาแทนที่ โจ มาสเซเรีย เขาได้ทำการจัดประชุมใหญ่ที่รวบรวมหัวหน้าแก๊งมาเฟียทั่วประเทศให้มารวมตัวและทำข้อตกลงร่วมกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดระเบียบโครงสร้างมาเฟียสมัยใหม่และเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดในอนาคต ทั้งนี้ มาเฟียชื่อดังจากรัฐชิคาโกอย่าง อัล คาโปน (Al Capone) ก็เข้าร่วมการประชุมนี้เช่นกัน

สำหรับโครงสร้างที่ลูเซียโน่วางไว้ คือการก่อตั้ง “แฟมิลี่” (Family Gangster) ประจำภูมิภาคแต่ละรัฐ และมี “คณะกรรมการ” (Commission) ที่ปกครองแต่ละแฟมิลี่อีกที เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของแฟมิลี่ต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ และรักษาความสงบสุขระหว่างแฟมิลี่ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งกัน ตลอดจนคอยปกปิดการดำเนินงานในโลกใต้ดินจากรัฐบาลด้วย

ภาพถ่ายที่ลูเซียโน่โดนจับ

กระทั่งในปี ค.ศ.1935 ลูเซียโน่ ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวหาว่าค้าประเวณี และความผิดอื่น ๆ อีกกว่า 62 กระทง ทำให้ลูเซียโน่ต้องโทษจำคุก 30 ปี แต่ทว่าหลังจากติดคุกไปได้เพียง 4 ปีเท่านั้น ปัญหาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัฐบาลกลัวว่าจะถูกอิตาลีรอบโจมตี ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องหันไปพึ่งลูเซียโน่ ที่มีอำนาจและเส้นสายในประเทศอิตาลีให้ช่วยสืบข่าว และนั่นก็ทำให้เขาถูกปล่อยตัวในที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้น แม้ลูเซียโน่จะให้ความร่วมมือ แต่รัฐบาลสหรัฐฯก็ไม่ไว้วางใจ เลยตัดสินใจส่งตัวเขากลับไปยังอิตาลีบ้านเกิดแทน จนในปี ค.ศ.1962 ลูเซียโน่เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย ซึ่งร่างของเขาถูกส่งกลับไปฝังยังประเทศอเมริกา ณ สุสานเซนต์จอห์น รัฐนิวยอร์ก ทั้งนี้ แม้ลูเซียโน่จะเสียชีวิตไปกว่า 58 ปีแล้ว แต่โครงสร้างรูปแบบแฟมิลี่ยังคงถูกใช้งานในโลกใต้ดินอยู่จนถึงปัจจุบัน

รู้จัก “มดยมโลก” (Hell Ant) ที่กำลังงับแมลงสาบโบราณ ในก้อนอำพันอายุ 99 ล้านปี

รายงานการค้นพบที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Current Biology เผยให้เห็นนาทีชีวิตระหว่างที่ “มดยมโลก (Hell Ant) กำลังงับแมลงสาบ” ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ที่ถูกฝังอยู่ในก้อนอำพันสีเหลือง อายุ 99 ล้านปี ที่พบในประเทศเมียนมาร์ และนั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจถึงวิวัฒนาการทางด้านร่างกายของมดชนิดนี้ไปอีกขั้น

โดยมดยมโลก (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ceratomyrmex ellenbergeri) เป็นชนิดของมดกลุ่มแรกที่อาศัยอยู่บนโลกในช่วงปลายยุคครีเทเชียส หรือประมาณ 145.5-65.5 ล้านปีก่อน ซึ่งปัจจุบันสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว โดยมันถูกจัดอยู่ในตระกูล Formicidae อนุวงศ์ Haidomyrmecinae มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 4.5–5.9 มม. สามารถพบฟอสซิลพวกมันได้ในทวีปเอเชีย

ซึ่งจุดเด่นของมดชนิดนี้อยู่ตรงบริเวณ “กราม หรือ ขากรรไกรล่าง” ที่มีรูปร่างเหมือน “เคียว” เคลื่อนที่ในลักษณะแตกต่างกับมดสมัยใหม่ กล่าวคือ ขากรรไกรล่างของมดยุคปัจจุบันจะวางตัวในแนวขวางทำให้ขยับเข้า-ออกทางด้านข้าง แต่มดยมโลกนั้น พวกมันจะขยับขากรรไกรล่างในลักษณะขึ้น-ลงจนเกือบจะเหมือนขากรรไกรของมนุษย์นั่นเอง

(ภาพใหญ่) ภาพจำลอง 3 มิติ แสดงให้เห็นส่วนกรามที่รูปร่างเหมือนเคียว (สีแดง) และส่วนเขา (สีฟ้า) ที่ยื่นออกมาของมดยมโลกซึ่งต่างจากมดสมัยใหม่, (ภาพเล็ก) การจำลองโมเดลจากภาพดังกล่าว

ทั้งนี้ มดยมโลกยังมี “เขา” ที่ยื่นออกมาจากหน้าผาก อยู่ตรงกลางระหว่างหนวดทั้งสองเส้น ซึ่งเมื่อพิจารณากลไกทางร่างกายของพวกมันประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอำพัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงวิธีการกินอาหารของมดยมโลก โดยเริ่มต้นพวกมันจะกัดเหยื่อเพื่อเป็นการล็อกไม่ให้สามารถเคลื่อนที่ได้ – จากนั้นจะใช้ขากรรไกรอันแหลมคมช้อนตัวเหยื่อขึ้นไป – จนกระทั่งเหยื่อถูกตรึงติดกับเขา – พวกมันก็จะทำการดูดเลือดของเหยื่อในที่สุด

ฟิลลิป บาร์เดน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพของ NJIT กล่าวว่า “การได้เห็นนักล่าที่สูญพันธุ์แล้วถูกสต๊าฟไว้โดยธรรมชาติ ขณะกำลังจับเหยื่อนั้นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งนับตั้งแต่พวกมันถูกค้นพบเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ก็เป็นปริศนามาโดยตลอดว่าทำไมพวกมันถึงมีวิวัฒนาการของร่างกายแตกต่างกับมดในยุคปัจจุบัน แต่การค้นพบครั้งนี้ได้ช่วยเติมเต็มความรู้ให้เราเข้าใจกลไกร่างกายของพวกมันอีกขั้น”

(ภาพซ้าย) ภาพจำลองมดยมโลก, (ภาพขวา) แมลงสาบแคปปูโตแรปเตอร์ เอเลแกนส์

อย่างไรก็ตาม แม้มดยมโลกจะมีกรามที่ดูน่ากลัวและโดดเด่นกว่ามดในยุคปัจจุบัน แต่นั่นกลับไม่ใช่เรื่องที่ดี โดยบาร์เดน กล่าวเสริมว่า “การวิวัฒนาการจนมีขากรรไกรลักษณะประหลาดเช่นนี้ กลับเป็นสิ่งที่คอยจำกัดการเคลื่อนไหวของศีรษะพวกมัน ซึ่งอาจเป็นผลทำให้พฤติกรรมการล่าของมันลำบาก จนต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด นั่นจึงทำให้วิวัฒนาการของมดรุ่นหลัง ๆ ไม่ได้เป็นไปในลักษณะนี้เลยด้วย”

นอกจากนี้ ในอำพันก้อนเดียวกันนั้น ยังเผยให้เห็นเหยื่อของมดยมโลกคือ แมลงสาบสายพันธุ์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ชื่อว่า “แคปปูโตแรปเตอร์ เอเลแกนส์” (Cxaputoraptor elegans) จัดอยู่ในตระกูล Alienopteridae อาศัยอยู่บนโลกตั้งแต่กลางยุคครีเทเชียส โดยพวกมันมีจุดเด่นอยู่ตรง “กราม” ที่มีลักษณะเหมือนกรรไกร ใช้สำหรับจับและตัดกระดูกของเหยื่อ อีกทั้งในตัวเมียยังใช้สำหรับจับตัวผู้ในระหว่างผสมพันธุ์ด้วย

นี่คือ “ฟูลกูไรต์” (ผลึกสายฟ้า) ที่เกิดจากสายฟ้าพิโรธของจริง หายากสุด ๆ เลยด้วย

สายฟ้าเพียงเส้นเดียว ที่เกิดขึ้นจากฟ้าผ่าสามารถส่งพลังงานได้ 5 กิกะจูล ซึ่งมากพอที่จะจ่ายพลังงานให้กับครัวเรือนในสหรัฐฯ ได้นานกว่าหนึ่งเดือน แต่เมื่อสายฟ้าอันทรงพลังนี้กระทบลงบนพื้นทราย ดิน หรือซิลิกา อนุภาคทรายจะละลายที่อุณหภูมิประมาณ 1,800 องศาเซลเซียส และหลอมรวมเข้าด้วยกันในเวลาไม่ถึงวินาที โดยทรายที่หลอมละลายจะก่อตัวเป็นแร่ที่มีลักษณะเป็นท่อกลวงยาวที่เรียกว่า “ฟูลกูไรต์” (Fulgurite – ผลึกสายฟ้า)

ซึ่งคำว่า “ฟูลกูไรต์” นั้นเป็นภาษาละตินที่แปลว่า “ฟ้าผ่า” แม้ว่าจะมีฟ้าผ่าลงบนพื้นโลกอย่างน้อย 1 ล้านครั้งต่อวัน แต่จำนวนครั้งเหล่านั้นแทบไม่พบการก่อตัวของฟูลกูไรต์เลย โดยแร่ชนิดนี้มักพบอยู่บริเวณใต้พื้นดิน-ทราย ซึ่งรูปร่างของมันสามารถสะท้อนถึงการกระจายตัวของสายฟ้าที่กระทบลงสู่พื้น ด้วยเหตุนี้ บางครั้งฟูลกูไรต์จึงถูกเรียกว่า “ฟอสซิลฟ้าผ่า”

โดยฟูลกูไรต์นั้นจะมีลักษณะเหมือนรากไม้ เนื่องจากการกระจายตัวของมันทำให้เกิดการแตกแขนง อีกทั้งยังมีพื้นผิวขรุขระปกคลุมไปด้วยเม็ดทรายที่ละลายแล้ว แต่พื้นผิวด้านในจะมีลักษณะเรียบและเป็นกระจก เป็นผลมาจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว และการแข็งตัวของทราย โดยขนาดและความยาวของฟูลกูไรต์นั้นจะขึ้นอยู่กับความแรงของฟ้าผ่า ความหนาและความชื้นของพื้นผิว

จำลองการเกิดฟลูโกไรต์

ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยฟูลกูไรต์ที่เกิดขึ้นจากทรายจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 10-75 เซนติเมตร แต่ฟูลกูไรต์ยาวที่สุดที่เคยถูกพบมีขนาด 4.9 เมตร ซึ่งแร่ชนิดนี้จะก่อตัวใต้พื้นดิน-ทราย บางครั้งอาจไปโผล่ในส่วนที่ลึกประมาณ 15 เมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้มันยังสามารถก่อตัวขึ้นได้เมื่อฟ้าผ่ากระทบหิน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนเส้นเลือดบนผิวหินคล้ายรอยร้าวนั่นเอง

โดยฟูลกูไรต์สามารถพบได้ทั่วโลก ตั้งแต่บนยอดเขาจนถึงทะเลทราย และแม้ว่ามันจะไม่มีค่า แต่ก็มีประโยชน์ในการศึกษา เช่น สามารถอนุมานการเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เข้าใจสภาพอากาศในอดีตของพื้นที่นั้น ๆ ได้ โดยก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบฟูลกูไรต์อายุ 250 ล้านปี ในทะเลทรายซาฮารา ทำให้ผู้เชี่ยวชาญค่อนข้างมั่นใจว่าทะเลทรายแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และมีพายุฝนฟ้าคะนอง

(ภาพใหญ่) ฟูลกูไรต์ที่ขุดพบใต้แท่นบูชาเทพซูส บนภูเขาไลไคออน ประเทศกรีซ, (ภาพเล็ก) ฟูลกูไรต์อายุกว่า 250 ล้านปี ที่ขุดพบบริเวณทะเลทรายซาฮารา

อย่างไรก็ตาม ในปี 2008 ทีมวิจัยและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ได้ทำการขุดค้นพื้นที่ทางโบราณคดี บริเวณภูเขาไลไคออน (Lykaion) ประเทศกรีซ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็น สนามกีฬาและสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวกรีกโบราณ โดยในครั้งนี้ ทีมวิจัยได้เลือกที่จะขุดค้นบริเวณแท่นบูชาซึ่งมีไว้เพื่อแสดงความเคารพต่อ “เทพซูส” (Zeus) และนั่นทำให้พวกเขาได้พบเข้ากับ โบราณวัตถุต่าง ๆ รวมถึง “ฟูลกูไรต์” ที่อาจมีอายุกว่า 3,000 ปี

จอร์จ เดวิส หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “การค้นพบฟูลกูไรต์ที่อยู่ใต้แท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์นั้นน่าตื่นเต้นมาก มันสะท้อนว่าชาวกรีกโบราณมีความเข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมาชาติดังกล่าวนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ฟูลกูไรต์ยังอาจเป็นสิ่งย้ำเตือนสำหรับพวกเขาว่า เทพซูสนั่นมีจริง และการที่พวกเขานำมันมาวางไว้ใต้แท่นบูชาอาจหมายถึงการ ‘ส่งมอบ’ ของขวัญศักดิ์สิทธิ์ให้กับ ‘ผู้สร้าง’ นั่นเอง”

เชิญพบกับ “La Catedral” เรือนจำสุดหรูที่ “ปาโบล เอสโคบาร์” สร้างขึ้นเพื่อขังตัวเอง

“ปาโบล เอสโกบาร์” (Pablo Escobar) ราชาโคเคนและหัวหน้าแก๊งค้ายาเมเดยินที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งแม้ว่าเขาจะยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของกฎหมาย แต่ในอีกด้านเขาเปรียบเสมือน “โรบินฮูด” ผู้นำเงินจากการค้ายามาสร้างโรงเรียน สร้างบ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากให้กับเมืองที่เขาโตมา จึงทำให้ความนิยมในตัวเขามีมากขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลโคลอมเบียยอมรับไม่ได้

เรือนจำ “ลา คาเทดรัล” จากภายในและภายนอก

ซึ่งรัฐบาลโคลอมเบียในขณะนั้นนำโดย ประธานาธิบดีซีซาร์ กาวิเรีย และนักการเมืองหลายคนเริ่มไม่ยอมจำนนต่อการครอบงำของปาโบล และต้องการนำตัวพ่อค้ายารายนี้มารับโทษตามกฎหมาย อีกทั้งเมื่อมีแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ รัฐบาลจึงได้ประกาศสงครามกับแก๊งค้ายาเมเดยิน โดยผลจากคำประกาศดังกล่าว ทำให้เกิดการก่อจลาจลภายในประเทศ พร้อม ๆ กับธุรกิจของปาโบลก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ต่อมาในปี ค.ศ.1991 ทั้งสองฝ่ายได้สร้างข้อตกลงร่วมกันว่า ปาโบลจะต้องหยุดการก่อสงครามภายในประเทศ เพื่อแลกกับการที่รัฐจะแก้ไขกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ ซึ่งกำลังต้องการตัวพ่อค้ายารายนี้อยู่ โดยเงื่อนไขคือ ปาโบลต้องถูกจองจำอยู่ในเรือนจำภายในประเทศ ซึ่งเขาได้ตอบตกลงแถมยังเพิ่มเงื่อนไขว่าจะยอมอยู่ในเรือนจำที่สร้างขึ้นเอง ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเมืองเมเดยิน และจะยอมรับโทษเพียง 5 ปี เท่านั้น

สนามฟุตบอลและห้องหับสุดหรูต่าง ๆ ภายในเรือนจำ

โดยเรือนจำดังกล่าวชื่อว่า “ลา คาเทดรัล” (La Catedral) เป็นเรือนจำสุดหรูที่ล้อมรอบไปด้วยกองกำลังติดอาวุธ ภายในเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องซาวน่า อ่างจากุซซี่ บาร์ ดิสโก้เทค สระน้ำที่มีน้ำตก และสนามฟุตบอลส่วนตัว โดยปาโบลยังเชิญให้นักฟุตบอลทีมชาติโคลอมเบียมาเตะฟุตบอลภายในสนามนี้ด้วย ทั้งยังมีครัวอุตสาหกรรม ที่ไว้คอยทำอาหารหรู ๆ เพื่อรองรับปาร์ตี้ของเจ้าพ่อค้ายาและเหล่าสาว ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกันยังเป็นช่วงที่แก็งเมเดยินเริ่มสั่นคลอน และตกเป็นเป้าหมายที่แก็งค้ายาอื่น ๆ อยากกำจัด นั่นทำให้ปาโบลต้องสร้างบ้านพักไว้สำหรับครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกทุกคน พร้อมทั้งคอยสั่งการกำจัดศัตรูจากภายในเรือนจำ โดยว่ากันว่าเรือนจำแห่งนี้ยังอยู่ในตำแหน่งที่มีหมอกหนาคอยกั้นการมองเห็นจากศัตรูด้วย

(ภาพใหญ่)การจำลองภาพผู้คนที่เคยมาปาร์ตี้ในเรือนจำลา คาเทดรัล ซึ่งว่ากันว่ามีมากถึง 300 คน, (ภาพเล็ก) สภาพทรุดโทรมของเรือนจำดังกล่าวในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลรับรู้ว่าการจองจำปาโบลมาพร้อมกับสงครามระหว่างเขาและแก๊งยาเสพติดอื่น ๆ ประกอบกับการที่รัฐถูกโจมตีจากการปล่อยให้พ่อค้ายามีอภิสิทธิ์พิเศษ ซึ่งแรงเสียดทานทั้งหมดนี้ทำให้รัฐต้องใช้มาตรการเด็ดขาด โดยการบุกเข้าจับกุมตัวปาโบลในเรือนจำดังกล่าว เพื่อย้ายเขาไปยังเรือนจำที่น่าเชื่อถือกว่า แต่ทว่า ปาโบลกลับไหวตัวทันและชิงหลบหนีไปก่อน หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเพียง 13 เดือนเท่านั้น (จากเงื่อนไข 5 ปี)

ในท้ายที่สุด รัฐบาลโคลอมเบียได้เดินหน้ากวาดล้างสมาชิกของแก๊งค้ายาเมเดยินไปเป็นจำนวนมาก จนแก๊งต้องล่มสลายลง ก่อนจะตามมาด้วยการปูพรมทั่วประเทศเพื่อไล่ล่าตัวปาโบลและสังหารได้ในที่สุด โดยหลังจากนั้น เรือนจำ ลา คาเทดรัล ได้ถูกปล่อยทิ้งรกร้างอยู่นานหลายปี ก่อนจะถูกแปรสภาพมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน

นักสำรวจบังเอิญขุดพบ “แหวนสีชมพู-ของชาวไวกิ้ง” พร้อมข้อความสลัก “For Allah” (แด่พระเจ้า)

บทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Scanning เมื่อปี 2015 เผยข้อมูลที่นักวิจัยนำเอา “แหวนโบราณ” มาตรวจสอบใหม่ ก่อนจะพบตัวอักษรภาษาอาหรับคูฟิกจารึกคำว่า “อิล-ลัล-ลอฮ์” แปลว่า “แด่อัลลอฮ์” ซึ่งอาจหมายถึงการเข้ารับอิสลามของชาวไวกิ้งก็เป็นได้

โดยแหวนที่ทำมาจากโลหะผสมเงินและประดับด้วยหินแก้วสีชมพู-ม่วง ถูกพบในหลุมศพไม้เมื่อปี ค.ศ.1872-1895 ที่ภายในมีซากโครงกระดูกของหญิงสาวพร้อมทั้งเครื่องประดับ เสื้อผ้า และแหวน ณ บริเวณที่เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าของไวกิ้ง ซึ่งปัจจุบันคือเมือง Birka ประเทศสวีเดน

รักนาร์ ซาจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยตาร์ตู กล่าวว่า “แม้การตรวจสอบศพของหญิงสาวจะระบุว่าเธอไม่ใช่ชาวมุสลิม แต่การตรวจสอบแหวนวงนี้อีกครั้งได้ยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชาวไวกิ้งในสแกนดิเนเวียกับชาวมุสลิม ซึ่งอาจติดต่อกันทางการค้า วัฒนธรรม นั่นทำให้หญิงชาวสแกนดิเนเวียคนนี้มีแหวนของชาวอาหรับไว้ครอบครอง ซึ่งหากเธอไม่ได้มันมาจากการซื้อขาย ก็อาจได้มาจากการเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามนั่นเอง”

ภาพจำลองลักษณะของนักรบไวกิ้ง

ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าชาวไวกิ้งเคยนับถือศาสนาอิสลามหรือเปล่า ? ตอบ : ข้อมูลของ โอมาร์ มุไบดิน ที่รวบรวมบันทึกความสัมพันธ์ของชาวไวกิ้งกับมุสลิมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านการค้าของชาวไวกิ้งที่มักจะติดต่อค้าขายกับชนชาติต่าง ๆ โดยข้อมูลดังกล่าวระบุว่า “ชาวไวกิ้งได้ทำสงครามกับทั้งชาวคริสเตียนและชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณคาบสมุทรไอบีเรีย เมื่อสงครามกินเวลามาเนิ่นนานจนสุดท้ายชาวไวกิ้งบางส่วนเลือกปักหลักอาศัยอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของเซบียา และเข้ารับศาสนาอิสลามพร้อมทั้งผันตัวมาเป็นพ่อค้าจำนวนไม่น้อย”

อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ระบุการนับถืออิสลามของชาวไวกิ้งคือ บันทึกจากศตวรรษที่ 16 โดยนักภูมิศาสตร์ชื่อว่า อามิน ราชี กล่าวว่า “พวกไวกิ้งโปรดปรานเนื้อหมูมาก แม้แต่คนที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามก็ยังโหยหาถึงมัน และยังคงต้องการลิ้มลองเนื้อหมูอีกครั้ง” นอกจากนี้ สารคดีของ BBC ที่มีชื่อว่า “History of the World: Into the Light” ยังระบุอีกว่า “ชาวไวกิ้งในรัสเซียเคยเกือบจะเข้ารับอิสลาม ในตอนที่กษัตริย์ของพวกเขาเลือกว่าจะนับถือศาสนาไหนดี ซึ่งแม้ตอนแรกจะมีท่าทีสนใจอิสลามมากที่สุด แต่เมื่อรู้ว่าต้องห้ามยุ่งเกี่ยวกับสุรา กษัตริย์ก็เปลี่ยนใจไปมองหาศาสนาอื่นแทน”

ภาพวาดที่บ่งบอกความสัมพันธ์ทางการค้าของชาวไวกิ้งและมุสลิม

สรุปชาวไวกิ้งนับถืออะไร ? ตอบ: เดิมทีนั้นชาวไวกิ้งจะนับถือเทพเจ้าเป็นหลัก เช่น เทพเจ้าโอดิน, เทพเจ้าธอร์ และเทพย่อย ๆ อีกมามาย แต่เมื่อมีสงครามกับชาวคริสเตียนบ่อยครั้ง นั่นทำให้ชาวไวกิ้งในอังกฤษได้ซึมซับความเป็นคริสต์เข้ามาด้วย ในขณะที่ยังคงยึดมั่นในความเชื่อของตนเองอยู่ โดยชาวไวกิ้งในบางพื้นที่ เช่น แถบสแกนดิเนเวีย (ช่วงแรก) จะไม่นับถืออะไรเลยและมักถูกโจมตีว่าเป็นพวก “นอกรีต”

กระทั่งในที่สุด การลงนามในสนธิสัญญาเวดมอร์ในปี ค.ศ.878 ได้ผูกมัดชาวไวกิ้งในอังกฤษให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ เพื่อผลประโยชน์ทางด้านการเมืองและการค้า โดยหลังจากนั้นชาวไวกิ้งในแถบสแกนดิเนเวียก็หันมานับถือศาสนาคริส์ด้วยเช่นกัน

รู้จักกับ “Wandering Meatloaf” สิ่งมีชีวิตชนิดแรกของโลก ที่เติบโตมามีฟันเป็นเหล็ก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ได้ค้นพบแร่ฟอสเฟตชนิดหนึ่ง เรียกว่า “แซนตาบาร์บาไรต์” (Santabarbaraite) ภายในฟันของ “หอยไคตัน” (Chiton) เป็นหอยที่มาหน้าตาคล้ายเมนูมีทโลฟยังไงยังงั้น โดยแร่ที่ว่านี้ยังไม่เคยถูกพบในสิ่งมีชีวิตชนิดใดมาก่อน

หอยไคตัน (ภาพซ้าย), เมนูมีทโลฟ (ภาพขวา)

ก่อนอื่นมารู้จักกับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้กันสักนิด – “ไคตัน” เป็นหอยชนิดหนึ่งจัดอยู่ในไฟลัม Mollusca (ไฟลัมเดียวกับหมึก) และอยู่ในวงศ์ Acanthochitonidae โดยสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ Wandering Meatloaf ยาวได้สูงสุด 36 เซนติเมตร หนักได้มากสุด 2 กิโลกรัม มีรูปร่างเป็นวงรี ลำตัวมีเปลือกเรียงกันอยู่ 8 แผ่น เรียกว่า “วาล์ว” พวกมันกระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลก สามารถพบได้ทั้งในเขตน้ำตื้นหรือน้ำลึก

ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ ของไคตันคือ “ฟัน” เนื่องจากมีส่วนผสมของ “แมกนีไทด์” ซึ่งเป็นแร่เหล็กที่พบได้ในสัตว์ไม่กี่ชนิด สะสมอยู่ตรงปลายแหลมของกระดูกฟัน เรียงตัวกันเป็นแนวยาวหลายสิบแถวอยู่บน “เรดูลาร์” (อวัยวะคล้ายลิ้น) ที่ยืดหยุ่นและอ่อนนุ่ม นี่จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ไคตันสามารถขูดสาหร่ายทะเลออกจากหินได้ แม้ว่ามันจะต้องบดเคี้ยวก้อนหินไปด้วยก็ตาม โดยฟันของไคตันยังแข็งแกร่งกว่าฟันของมนุษย์ถึง 3 เท่าอีกด้วย

ภาพซูมฟันของหอยไคตัน

ทว่างานวิจัยล่าสุด (2021) ยังพบความน่าทึ่งเกี่ยวกับฟันของไคตันอีกครั้ง โดยนักวิจัยพบว่า หอยชนิดนี้มีแร่เหล็กที่หายากมาก ๆ คือ “แซนตาบาร์บาไรต์” ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นตรงที่มีความหนาแน่นต่ำ มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงมาก ถือเป็นวัสดุชีวภาพที่อาจแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีในธรรมชาติเลยทีเดียว

โดยนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคขั้นสูงผ่านกล้องจุลทรรศน์และสเปกโทรสโกปี (การศึกษาส่วนประกอบของสารด้วยการแผ่รังสี) ผลปรากฏว่าพบแร่ชนิดนี้กระจายอยู่ทั่ว “สไตลัส” (โครงสร้างลักษณะยาวเป็นโพรงทำหน้าที่เหมือนรากฟันเพื่อเชื่อมฟันเข้ากับเรดูลาร์) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฟัน ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงไม่แปลกใจว่าทำไมพวกมันถึงสามารถเคี้ยวหินได้

 

เดิร์ก โจสเตอร์ (Derk Joester) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น กล่าวว่า “มันเป็นการค้นพบที่น่าทึ่งมาก แม้เราจะรู้ว่าไคตันมีส่วนประกอบภายในร่างกายที่น่าอัศจรรย์ขนาดไหน แต่กลไกบางอย่างยังคงต้องได้รับการศึกษาต่อ ทั้งนี้ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาโครงสร้างภายในร่างกายของพวกมันทำให้เราสามารถนำไปพัฒนาเครื่องมือในทางวิศวกรรม หรือแม้กระทั่งสารเคลือบในรากฟันเทียม”

นอกจากกลไกที่โดดเด่นภายในไฟของไคตันแล้ว พวกมันยังมีจุดเด่นตรงที่ เมื่อถูกกระแสน้ำพัดผ่อนไปเกาะบนโขดหิน มันจะใช้แรงดึงดูดสุญญากาศในการยึดเกาะตัวเองกับพื้นผิว ซึ่งแน่นหนาจนแทบจะแกะพวกมันออกจากโขดหินไม่ได้เลยทีเดียว

พบกับ “การปรากฏตัวของ-จักจั่น Brood X” ที่พากันโผล่ขึ้นจากดินนับพันล้านตัว (เกิดขึ้นทุก 17 ปี)

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2021 เที่ยวบินของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่กำลังจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ ต้องล่าช้าไปหลายชั่วโมง เนื่องจากต้องเผชิญกับการปรากฏตัวสุดแจ็คพอตของ “จักจั่น Brood X” กว่าพันล้านตัว ที่จะพากันโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินทุก ๆ 17 ปี

โจ ไบเดน ที่ต้องรอเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดจักจั่น

โดยปกติวงจรชีวิตของจักจั่นจะใช้เวลาในการ “ฝักไข่” นาน 4 เดือน – จนเป็น “ตัวอ่อน” อาศัยอยู่ใต้ดินอีกกกว่า 13 หรือ 17 ปี (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) – จากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยจะโผล่ขึ้นมาและใช้เวลาราว 2-4 เดือนเพื่อทำการผสมพันธุ์ ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่เราจะได้ยินเสียงร้องของพวกมัน 

ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่าเหตุใดพวกมันถึงใช้เวลาในการพัฒนาจากตัวอ่อนสู่โตเต็มวัยนานขนาดนั้น แต่จากการสันนิษฐานนักวิจัยคาดว่าเกิดจากการวิวัฒนาการ ที่ในอดีตจักจั่นใช้ช่วงเวลาอยู่บนดิน (โตเต็มวัย) นานที่สุดของวงจรชีวิต แต่ทว่า มันถูกล่าอย่างหนักจาก นก กบ ปลา หรือสัตว์กินแมลงต่าง ๆ จนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทำให้พวกมันต้องปรับเปลี่ยนวงจรชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงนักล่า ด้วยการอยู่ใต้ดินนานขึ้น และขึ้นมาอยู่บนดินในช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับผสมพันธุ์-วางไข่

การลอกคราบของจักจั่น

โดยจักจั่น Brood X คือสายพันธุ์ที่มีจำนวนเยอะที่สุดในกลุ่มแมลงด้วยกัน ซึ่งมันโผล่ออกมาจากดินครั้งล่าสุดเมื่อปี 2004 จนกระทั่งมันมาปรากฏตัวอีกครั้งในปี 2021 นี้ เมย์ เบเรนโบม นักกีฏวิทยากล่าวว่า “การปรากฏตัวแต่ละครั้งของพวกมันสร้างความวุ่นวายอย่างมาก เพราะมันจะลอกคราบและทิ้งเปลือกไว้จำนวนมหาศาล ทำให้สวนสาธารณะและท้องถนนจะเต็มไปด้วยเปลือกของจักจั่น บางครั้งเปลือกของพวกมันก็เข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำสร้างความเดือดร้อนให้ชาวเมือง”

จอห์น คูลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเเมลงจากมหาวิทยาลัยคอนเนคติคัต กล่าวเสริมอีกว่า “การปรากฏตัวที่มากขนาดนี้นอกจากปัญหาของเปลือกที่พวกมันลอกคราบทิ้งไว้แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของเสียงรบกวนอีกด้วย ซึ่งเฉลี่ยแล้วจักจั่นตัวหนึ่งสามารถส่งเสียงร้องได้ดังกว่า 104 เดซิเบล ดังนั้นเมื่อพวกมันประสานเสียงร้องออกมาพร้อม ๆ กัน มันจะเหมือนกับคุณอยู่กลางคอนเสิร์ตใหญ่เลยล่ะ อีกทั้ง เมื่อถึงเวลาพวกมันก็จะตายพร้อม ๆ กัน และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วอีกด้วย”

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จักจั่นจะสร้างปัญหาวุ่นวายไม่น้อย แต่ในมุมมองของธรรมชาติแล้ว การมีอยู่ของจักจั่นนั่นหมายความว่าพื้นที่บริเวณนั้นยังคงมีสภาพดินและป่าไม้ที่สมบูรณ์นั่นเอง

Fact – มาสโซสปอร่า (Massospora fungus) เป็นปรสิตโรคจิตที่จะ “เข้าควบคุมสมองจักจั่นและบังคับเจ้าของร่างให้กระพือปีกสร้างเสียงเพื่อล่อจักจั่นตัวเมีย (เหยื่อ) ให้มาผสมพันธุ์ – เมื่อตัวเมียที่เป็นเหยื่อติดเชื้อ – มันจะบังคับตัวเมียให้บินไปหาตัวผู้และบังคับให้ผสมพันธุ์ – เพื่อส่งต่อเชื้อ วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ และบางครั้งถ้าหาเหยื่อเพศตรงข้ามไม่เจอ มันก็บังคับให้ผสมพันธุ์กับจักจั่นเพศเดียวกันเอง ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากจักจั่นด้วยกันเอง ปรสิตตัวนี้ยังบังคับร่างโฮสต์ให้สามารถผสมพันธุ์กับแมลงทุกชนิดที่พบเจอ ไม่ว่าจะตั๊กแตน ด้วง หรือผีเสื้อ ด้วยพฤติกรรมสุดบ้าบิ่นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เรียกปรสิตชนิดนี้ว่าเรียกว่า “Sex Zombie”

พบกับ “แมงมุมประตูกล” นอกจากจะเกิดมามีสัญลักษณ์ที่ตูดแล้ว ยังสร้างประตูกลหลบหนีได้ด้วย

“แมงมุมประตูกล” (Trapdoor spider – ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyclocosmia) จัดอยู่ในอันดับ Mygalomorphae ซึ่งเป็นอันดับของแมงมุมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยถูกระบุสายพันธุ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1871 ซึ่งล่าสุดในปี 2018 พวกมันได้ถูกระบุอยู่ในตระกูล Halonoproctidae ซึ่งเป็นตระกูลของแมงมุมที่ชอบขุดโพรงสำหรับอยู่อาศัยและสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ประตูกล”

แล้วประตูกลคืออะไรล่ะ ? ตอบ : พฤติกรรมหลักของแมงมุมชนิดนี้มักจะสร้างโพรงในการอยู่อาศัย โดยใช้หนามแข็งบริเวณเขี้ยวที่เรียกว่า Rastellum ในการขุดโพรงเป็นแนวตั้งแคบลึกลงไปใต้ดิน จากนั้นเมื่อได้ความลึกที่ต้องการแล้วมันจะใช้ใยบุผนัง พร้อมกับนำดินบางส่วนมาผสมกับใยเพื่อสร้าง “ประตูกล” ปิดปากโพรงไว้ และอาจจะใช้เศษใบไม้ กิ่งไม้ พรางปากประตูดังกล่าวอีกชั้น

ซึ่งแมงมุมประตูกลบางสายพันธุ์ เช่น Ravine Trapdoor Spider จะใช้อวัยวะตรงก้น ที่เป็นหน้าตัดคล้ายโล่กว้าง 16 มม. ในการปิดปากโพรงแทน ซึ่งอวัยวะดังกล่าวนี้จะมีผิวสัมผัสที่แข็ง พร้อมกับมีขนหนามเล็ก ๆ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีของนักล่าและยังมีสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติสามารถใช้ในการพรางตัวได้อีกด้วย

Ravine Trapdoor Spider

แล้วมันจะสร้างประตูกลไว้ทำไมล่ะ ? ตอบ : เนื่องจากแมงมุมชนิดนี้มีอัตราการระเหยน้ำออกจากร่างกายสูง ดังนั้นพวกมันจึงจำเป็นต้องอยู่ในโพรงที่มีฝาปิดเพื่อกักเก็บความชื้นไว้ในโพรงตลอดเวลา โดยอัตราความชื้นสัมพัทธ์ในโพรงอาจสูงถึง 100% ซึ่งนั่นทำให้พวกมันมีอัตราการระเหยของน้ำออกจากร่างกายต่ำลงหรือแทบไม่มีเลย

ด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงจำเป็นต้องอยู่ในโพรงตลอดเวลา โดยตัวเมียแทบจะออกห่างจากโพรงไม่เกิน 1 เมตรเลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้ กิจกรรมหลักที่ทำให้พวกมันต้องออกจากโพรงคือ การหาอาหาร ซึ่งพวกมันจะหากินในเวลากลางคืน โดยการชักใยออกมาปกคลุมประตูกลเพื่อไว้สำหรับตรวจจับแรงสั่นสะเทือนของเหยื่อบนพื้นดิน เนื่องจากแมงมุมชนิดนี้จะมีประสาทสัมผัสที่ไวมาก ทำให้รู้ทิศทางการเคลื่อนที่ของเหยื่อและโจมตีได้อย่างรวดเร็ว

การสร้างใยปิดปากประตูกลไว้ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนการเคลื่อนไหวของเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม แมงมุม Trapdoor spiders ยังจัดอยู่ในกลุ่มของ “บึ้ง” ซึ่งเป็นกลุ่มแมงมุมขนาดใหญ่ ที่มักชอบขุดดินเป็นโพรงและชักใยสำหรับล่าเหยื่อโดยเฉพาะ ซึ่งขนาดของตัวเมียจะใหญ่กว่าตัวผู้ โดยมีขนาดยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีขาที่หนา สามารถพบได้ในบริเวณที่มีอากาศชื้น ที่ลาดดินผสมทรายของทวีปยุโรป แอฟริกา และเอเชีย

เพิ่มเติม –  แมงมุมสายพันธุ์นี้ยังเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับแมงมุมเพศเมียที่มีอายุมากที่สุดในโลก (อายุ 43 ปี) ที่ชื่อว่า “หมายเลข 16” ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเคล็ดลับอายุยืนของมัน มาจากพฤติกรรม “ติดบ้าน” ซึ่งแทบไม่ออกห่างจากรังของมันเลย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกมันสูญเสียพลังงานจากการเคลื่อนไหวน้อยและมีอัตราการเผาผลาญต่ำ อีกทั้งยังไม่เสี่ยงต่อการถูกล่าอีกด้วย

เรื่องจริงของ “เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน” ชายผู้ติดอยู่ในสนามบินนานถึง 18 ปีเต็ม (1988-2006)

ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง The Terminal ที่นำโดย ทอม แฮงส์ ถูกสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของ “เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน” หรือชื่อที่แท้จริงคือ “เมฮ์ราน คาริมี แนสเซรี” ซึ่งเกิดและเติบโต ณ ประเทศอิหร่าน โดยในปี ค.ศ.1977 เมฮ์รานได้ถูกขับไล่ออกจากประเทศพร้อมทั้งเพิกถอนสัญชาติอิหร่าน เนื่องจากเข้าร่วมประท้วงต่อต้านสถาบันกษัตริย์ของอิหร่านในยุคนั้น

ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ ทำให้เขาต้องยื่นเรื่องของลี้ภัยไปยังต่างประเทศ ก่อนที่ในปี ค.ศ.1981 เขาจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในเบลเยียม และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานถึง 7 ปี ซึ่งการมีสถานะผู้ลี้ภัยทำให้เขาสามารถยื่นเรื่องขอสัญชาติได้ทุกประเทศในยุโรป ดังนั้นเมฮ์รานจึงเลือกที่จะขอสัญชาติอังกฤษเนื่องจากในช่วงวัยรุ่นเขาเคยไปศึกษาในมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด

กระทั่งในปี ค.ศ.1988 เมฮ์รานได้เดินทางโดยรถไฟจากเบลเยียม-ไปยังฝรั่งเศส-และนั่งเครื่องบินต่อ-ไปยังประเทศอังกฤษ แต่แล้วจุดพลิกผันของเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มขึ้น เมื่อเขาอ้างว่าทำหนังสือเดินทางและเอกสารที่ระบุถึงสถานะผู้ลี้ภัยหาย ซึ่งนั่นทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของอังกฤษจำเป็นต้องส่งตัวเขากลับมายังประเทศต้นทางทันที (ฝรั่งเศส) ในทำนองเดียวกันเจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสก็ไม่สามารถส่งตัวเขาไปยังประเทศใดได้เช่นกัน เนื่องจากเอกสารส่วนตัวไม่ได้ระบุสัญชาติไว้ ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยในท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ชาร์ลเดอโกล นั่นเอง

ซึ่งเมฮ์รานใช้ชีวิตอยู่ในอาคารผู้โดยสาร Terminal 1 กับม้านั่งสีแดงคู่ใจ ว่ากันว่าอาหารหลักของเขามาจากคูปองอาหารที่เจ้าหน้าที่สนามบินนำมาให้ (ส่วนใหญ่จะเป็น “แมคโดนัลด์”) โดยสิ่งที่เมฮ์รานมักทำเป็นประจำคือ การอ่านหนังสือ เขียนบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งยังพูดคุยกับผู้คนที่ผ่านไปมา และได้รับเงินช่วยเหลือจากพวกเขาเหล่านั้น

โดยตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในสนามบิน เขาได้รับการช่วยเหลือจาก “คริสเตียน บูเกต์” ทนายความชาวฝรั่งเศสที่คอยยื่นเรื่องให้ทางการเบลเยียมส่งหนังสือยืนยันสถานะผู้ลี้ภัยให้กับเมฮ์ราน กระทั่งในปี ค.ศ.1999 เบลเยียมได้ส่งหนังสือยืนยันสถานะมาให้ ซึ่งมันช่วยให้เขาสามารถเดินทางไปยังประเทศใดก็ได้ในยุโรป แต่ทว่า เมฮ์รานกลับ “ปฏิเสธ” เนื่องจากข้อมูลในหนังสือระบุไว้ว่าเขามีสัญชาติอิหร่าน ซึ่งเขาไม่ต้องการ แถมหนังสือดังกล่าวยังไม่ระบุชื่อที่เขาต้องการคือ “เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน” ซึ่งเป็นชื่อที่เขาตั้งเอง โดยที่ไม่ได้รับยศ “ท่านเซอร์” แต่อย่างใด

แน่นอนว่าการปฏิเสธดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับทนาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่สนามบิน โดยพวกเขาคิดว่าเมฮ์รานอาจสูญเสียการรับรู้บางอย่างไปแล้วและชอบการเป็นจุดสนใจจากคนทั่วโลก หรือไม่เขาอาจกลัวการต้องกลับไปอาศัยอยู่ยังโลกภายนอกซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเรื่องราวของเขานั้นโด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้ค่ายหนัง DreamWorks ถึงกับควักเงินจำนวน 7.5 ล้านบาทให้กับเมฮ์ราน เพื่อนำเรื่องราวของเขาบางส่วนไปสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Terminal

สุดท้าย แม้เมฮ์รานจะมีเอกสารที่ทำให้เขาสามารถออกจากสนามบินเมื่อไหร่ก็ได้ พร้อมทั้งเงินก้อนโตจากการขายลิขสิทธิ์เรื่องราวของตนเอง แต่เขากลับไม่ยอมออกจากสนามบินเลย กระทั่งช่วงปลายปี ค.ศ.2006 เมฮ์รานได้ถูกหามส่งโรงพยาบาลจากอาการป่วย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการออกจากสนามบินแบบไม่สมัครใจ แต่หลังจากได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล เมฮ์รานได้ถูกส่งตัวไปยังที่พักพิงสำหรับคนไร้บ้านและอาจอาศัยอยู่ที่นั่นจนถึงปัจจุบัน (จบ)

“อกผมเท่มั้ยครับ” เชิญพบกับไก่ป่า “เซจ กราวส์” (Sage Grouse) ที่ชอบเบ่งอกโชว์โชว์สาวเป็นชีวิตจิตใจ

ไก่ป่า “เกรเทอร์ เซจ กราวส์” (Greater Sage Grouse – ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centrocercus urophasianus) เป็นสัตว์ในตระกูล Phasianidae ซึ่งมีทั้งนกกระทา ไก่ป่า ไก่ฟ้า โดยพวกมันจัดอยู่ในประเภท Centrocercus มีถิ่นอาศัยบริเวณเขตทุ่งหญ้าที่ล้อมรอบไปด้วยต้นเซจบรัช ส่วนใหญ่พบได้ในสหรัฐฯ และบางพื้นที่ของแคนาดา ซึ่งจุดเด่นของพวกมันคือ วิธีการเกี้ยวพาราสี ที่เปรียบเสมือนประเพณีหลักของสัตว์ชนิดนี้เลยทีเดียว

(ภาพซ้าย) ไก่ป่า เกรเทอร์ เซจ กราวส์ (Greater Sage Grouse) ตัวผู้, (ภาพขวา) ตัวเมีย

เกรเทอร์ เซจ กราวส์ ถือเป็นสายพันธุ์ไก่ป่าที่มีขนาดใหญ่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ตัวผู้จะมีจุดเด่นคือ หน้าอกมีขนสีขาวฟูปกคลุมถุงลม 2 ใบ มีขนบริเวณหางที่ใช้รำแพนออกมาได้ มีขนาดลำตัวยาว 66-76 ซม. หนักประมาณ 1.8-3.1 กก. แต่เพศเมียจะเล็กกว่า มีขนาดลำตัวยาว 48-58 ซม. หนักประมาณ 1.1-1.5 กก.

โดยไก่ป่าชนิดนี้ สามารถบินได้ไกลถึง 10 กม. ด้วยความเร็ว 78 กม./ชม. ซึ่งอาหารของพวกมันจะเป็นส่วนต่าง ๆ ของต้นเซจบรัช รวมทั้งแมลงและหนอน โดยอายุเฉลี่ยของพวกมันจะอยู่ที่ 3-6 ปี แต่บางตัวอาจนานถึง 9 ปี นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาวพวกมันจะเร่งเพิ่มน้ำหนักและกล้ามเนื้อโดยกินใบบรัชเป็นหลัก และอาศัยแหล่งน้ำจากหิมะ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฤดูผสมพันธุ์

ภาพการเกี้ยวพาราสี

กระทั่งเมื่อเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ เหล่าตัวผู้ทั้งหลายจะทำการ “เต้นระบำ” ต่อหน้าตัวเมีย โดยไก่ป่าตัวผู้จะสูดอากาศปริมาณ 3.8 ลิตร ไปเก็บไว้ที่ถุงลมซึ่งเป็นก้อนกลมสีเหลือง 2 ใบ อยู่บริเวณหน้าอก จากนั้นมันจะเริ่มเดินรอบ ๆ พร้อมกับแอ่นอกให้ถุงลมพองตัวขึ้น อีกทั้งยังรำแพนขนหางและส่งสียงฮึมฮัมเหมือนเสียงกลองขณะเต้นระบำ เพื่อเป็นการเกี้ยวพาราสีตัวเมียให้เลือกพวกมันเป็นคู่ผสมพันธุ์

ทั้งนี้ เหล่าตัวเมียทั้งหลายจะคอยมองดูว่าตัวผู้ตัวไหนเท่โดนใจที่สุด และเมื่อเจอตัวที่ถูกใจ ตัวเมียจะหมอบและกางปีกออกเล็กน้อย เพื่อส่งสัญญาณให้ตัวผู้เข้ามาผสมพันธุ์ โดยตัวเมียหลายตัวอาจจะจบลงด้วยการผสมพันธุ์กับตัวผู้ตัวเดียวกัน ซึ่งข้อมูลอันน่าตกใจของมหาวิทยาลัยคอร์เนลยังเผยว่า ตัวผู้ 1 ตัว สามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียที่ไม่ซ้ำหน้ากัน 37 ตัว ภายในระยะเวลา 37 นาทีเท่านั้น ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับไก่ป่าเพศผู้ “ตัวท็อป” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลังจากการผสมพันธุ์ตัวผู้จะเลิกติดต่อกับตัวเมียและลูกอ่อนไปเลย โดยตัวเมียเหล่านี้จะทำหน้าที่เลี้ยงลูกเอง ซึ่งพวกมันจะเดินทางไปยังจุดทำรังที่เลือกไว้ก่อนผสมพันธุ์และเป็นบริเวณที่มีความกลมกลืนกับสีลายพรางของพวกมัน โดยตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 6-10 ฟอง และลูกไก่จะใช้เวลาประมาณ 25-27 วันในการฟักตัว

ปัจจุบัน จำนวนประชากรของไก่ป่าเกรเทอร์ เซจ กราวส์ นั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากความเสื่อมโทรมและการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้ามาเปลี่ยนแปลงที่ดินเพื่อทำการเกษตร การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ รวมทั้งไฟป่าที่ผิดธรรมชาติ โดยการประมาณการล่าสุดของจำนวนไก่ป่าที่โตเต็มวัยสายพันธุ์นี้มีอยู่เพียง 150,000 ตัว จนถึงขั้นถูกระบุอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN ประเภท NT (สัตว์ที่มีความเสี่ยงเกือบใกล้สูญพันธุ์)