Blog – FLAGFROG
วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2020

“คาร์เมลทาไซท์” แร่สุดหายาก ที่แข็งกว่าเพชรบนโลก (เพราะมีโครงสร้างเหมือนต่างด​าว​)

เมื่อต้นปี 2019 บริษัท Shefa Yamim ขุดพบแร่เสีน้ำเงินเรืองแสงสวยสะดุดตา ทางตอนเหนือของภูเขาไฟคาร์เมล (Mount Carmel) ประเทศอิสลาเอล และตั้งชื่อให้มันว่า “คาร์เมลทาไซท์” (Carmeltazite-ตามชื่อสถานที่ที่พบ) แต่ที่น่าสนใจคือ มันมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าแร่เพชรและหายากกว่ามากอีกด้วย

จากการตรวจสอบพบว่า คาร์เมลทาไซท์มีลักษณะและองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกันกับแร่ “อัลเลนด์ไดซ์” ซึ่งเป็นแร่ที่พบได้ในอุกกาบาต Allende เท่านั้น โดยตกลงสู่โลกเมื่อปี 1969 เหตุนี้ตอนแรกจึงทำให้ทุกคนพากันตกตะลึงว่า “นี่มันคือแร่จากนอกโลก” แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่า “มันเกิดขึ้นภายในโลกนี่แหละ” (ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคครีเทเซียส – ราว 140 ล้านปีก่อน)

โดยโครงสร้างของมันประกอบด้วย ไททาเนียม อะลูมิเนียม และซิงโครเนียม มีค่าความหนาแน่นอยู่ที่ 4.12 ซึ่งสูงกว่าเพชรที่มี 3.52 ในทางทฤษฎีจึงถือว่า “แร่ชนิดนี้มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร” แต่ก็ยังไม่เคยถูกทดสอบทางกายภาพ (เช่น ทุบตีให้แตก)

โดยกระบวนการเกิดแร่คาร์เมลทาไซท์นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจาก – แร่คอรันดัม (แร่ตั้งต้น) ที่ก่อตัวขึ้นในชั้นเปลือกโลกที่ความลึกราว 30 กิโลเมตร – จากนั้นจึงถูกทั้งความกดดันและอุณหภูมิสูงในชั้นหินหลอมเหลวบีบอัดนานร่วมร้อยล้านปี – สุดท้ายจึงกลายเป็นแร่คาร์เมลทาไซท์ – และได้เผยตัวออกมาในชั้นเปลือกโลกจากการระเบิดของภูเขาไฟนั่นเอง

ซึ่งแท้จริงแล้วแร่ชนิดนี้มีหลายสีด้วยกัน ตั้งแต่ ดำ ม่วง น้ำเงิน เขียว หรือน้ำตาล โดยขนาดใหญ่ที่สุดที่พบคือ 33.3 กะรัต (คิดเป็นน้ำหนัก 6.66 กรัม และแม้จะยังไม่มีการตีราคา แต่หากคิดตามน้ำหนักโดยตัดเรื่องของความหายาก จะมีมูลค่าอยู่ที่ กะรัตละ 210,000 บาท) โดยทางสมาคมแร่ระหว่างประเทศ (IMA) ได้ให้การยอมรับว่านี่คือแร่ชนิดใหม่เรียบร้อยแล้วครับ

จากองค์ประกอบโครงสร้างที่ได้กล่าวถึงไปตอนต้น ซึ่งมีความคล้ายกับแร่แซฟไฟร์ (แข็งรองจากเพชร) จึงทำให้พวกมันมีสีสันสดใสเรืองแสงอย่างที่เห็น

Fact – “เพชร” (Diamond) คือแร่ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็จริง แต่รู้หรือไม่ว่าเพชรนั้นสามารถแตกหักได้ เนื่องจากคำว่า “ความแข็ง” นั้น เป็นเพียงค่าความทนทานต่อรอยขีดข่วน นั่นหมายความว่าไม่มีวัตถุใดในโลกสามารถสร้างรอยขีดข่วนให้เพชรได้นอกจากเพชรด้วยกันเอง แต่ทว่ามันไม่ได้มีค่าความทนทานต่อแรงกระแทก (Toughness) ที่สูงมากนัก จึงทำให้มันยังสามารถบิ่นหรือแตกหักได้นั่นเอง

นี่คือ “สะพานพระราม” ที่ตำนานเล่าว่า “สร้างขึ้นโดยกองทัพวานร” (แต่เราขอเล่าในมุมวิทย์)

ในอดีตเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ประเทศอินเดียและศรีลังกาเคยเชื่อมต่อสามารถเดินทางข้ามไปมาหากันด้วย เส้นทางทอดยาวข้ามทะเลที่มีชื่อว่า “สะพานพระราม” (Rama’s Bridge) หรืออีกชื่อคือ “สะพานอดัม” (Adam’s Bridge) ที่มีความยาว 50 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเกาะแพมแบน (Pamban Island-ประเทศอินเดีย) และเกาะมันนาร์ (Mannar Island-ประเทศศรีลังกา) ณ ช่องแคบพัลค์ (Palk Strait) มีลักษณะเป็นสันดอนทอดตัวยาวเต็มไปด้วยประการังขนาดเล็ก หินโสโครก และมูลทราย ที่วางเรียงทับถมกันตลอดแนว

โดยที่มาของชื่อนั้นถูกตั้งตามความเชื่อของแต่ละประเทศ ซึ่งสำหรับชาวอินเดียเชื่อว่าสะพานแห่งนี้ถูกสร้างด้วยฝีมือของกองทัพวานร เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมเรื่อง “รามายณะ” หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “รามเกียรติ์” ที่มีบทกวีตอนหนึ่งเล่าว่า “พระรามได้สั่งให้กองทัพลิงขนอิฐ หิน ดิน ทราย จำนวนมากมาเรียงทับถมกันเพื่อสร้างสะพานข้ามไปยังกรุงลงกา (ศรีลังกา) เพื่อช่วยนางสีดาที่ถูกยักษ์ทศกัณฑ์ลักพาตัวไป” นี่จึงเป็นเหตุทำให้ชาวอินเดียเรียกสะพานแห่งนี้ว่า “สะพานพระราม”

แต่สำหรับชาวศรีลังกาเรียกสะพานแห่งนี้ว่า “สะพานอดัม” (Adam’s Bridge) เนื่องจากความเชื่อว่าสวนเอเดน (the Garden of Eden) ตั้งอยู่ที่ภูเขาศรีปันดา ณ ประเทศศรีลังกา ซึ่ง ณ ยอดเขามีรอยเท้าของมนุษย์คนแรก (อดัม) ที่ตกลงมายังโลกและใช้สะพานแห่งนี้เดินทางข้ามไปยังแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นนี่จึงเป็นที่มาของชื่อสะพานอดัมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์นักธรณีวิทยาสันนิษฐานความเป็นไปได้ของการเกิดสะพานแห่งนี้ไว้ 2 เหตุผลหลักด้วยกัน 1.อาจเกิดจากการชนกันของเปลือกโลกในชั้นที่ลึกมาก ทำให้พื้นทะเลบริเวณช่องแคบพัลค์ตื้นจนดูเหมือนสะพานอย่างที่เห็น 2.อาจเกิดจากการทับถมกันของตะกอนหินและซากประกาลังที่ถูกพัดมาจากอ่าวมันนา (Gulf of Manna) และอ่าวพาล์ก (Palk Bay) มาบรรจบกัน ณ จุดกึ่งกลาง

และแม้สะพานแห่งนี้จะแข็งแรงต่อการกัดเซาะจากน้ำและลมทะเล เนื่องจากเต็มไปด้วย ตะกอนหินโสโครกและปะการังใต้ทะเล แต่ทว่าเมื่อปี 1480 สะพานเชื่อมต่อแห่งนี้ก็ถูกทลายลงจากพายุไซโคลนที่พัดถล่มช่องแคบพัลค์ ซึ่งปัจจุบันเส้นทางกึ่งกลางนั้นจมอยู่ใต้ทะเลไม่สามารถมองเห็นได้จากพื้นโลก แต่ยังสามารถมองเห็นจากมุมสูงเป็นแนวยาวพาดระหว่าง 2 ประเทศได้อย่างชัดเจน

Fact – “รามายณะ” คือวรรณคดีประเภทมหากาพย์โบราณของอินเดีย เมื่อ 2,400 ปีที่แล้ว ว่าด้วยเรื่องราวการทำสงครามระหว่างฝ่ายพระรามและยักษ์ทศกัณฑ์ที่ฉนวนสงครามมาจากผู้หญิง (นางสีดา) ต่อมาไทยได้นำมาดัดแปลงกลายเป็นวรรณกรรมไทยชื่อ “รามเกียรติ์”

(ล่าสุด 2020) เราเพิ่งค้นพบ “อวัยวะใหม่” (ที่อยู่มาตั้งนานร่วมหมื่นปี-แต่ทำไมถึงพึ่งพบตอนนี้ ?)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2020 ทีมแพทย์จากเนเธอร์แลนด์บังเอิญพบอวัยวะชิ้นใหม่ของมนุษย์ที่ซ่อนอยู่หลังโพรงจมูก นั่นคือ “ต่อมน้ำลายคู่ที่ 4” โดยถูกตั้งชื่อว่า “ทูเบอเรียล” (Tubarial Gland) มีลักษณะแบนราบ-อยู่ยาวลึกลงไปตามแนวคอหอย (ยาว 4 เซนติเมตร)

ซึ่งตามตำราเดิมระบุว่ามนุษย์มีต่อมน้ำลายเพียง 3 ตำแหน่ง คือ 1.ต่อมน้ำลายหน้ากกหู 2.ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง 3.ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น

โดยต่อมน้ำลายใหม่นี้ถูกพบระหว่างทีมแพทย์กำลังใช้เทคนิคสแกนแบบใหม่บริเวณใบหน้าของผู้ป่วย เรียกว่า PSMA คือการฉีดสารโปรตีนที่ปนด้วยกัมมันตภาพรังสีอ่อน ๆ (ซึ่งจะเรืองแสงได้เมื่อนำไปแสกนด้วยเครื่อง PET และจะต้องใช้ CT Scan เพื่อยืนยันตำแหน่งจึงจะเห็นได้) และเพื่อให้แน่ใจ นักวิจัยจึงใช้โปรแกรมจำลองสามมิติขึ้นมาเพื่อให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังสแกนใบหน้าของอาสาสมัครอีกกว่า 100 คน พบว่าทุกคนล้วนมีต่อมทูเบอเรียลเหมือนกันทั้งสิ้น

ซึ่งการค้นพบนี้มีประโยชน์มากกว่าเพียงสร้างความตื่นตะลึง เพราะได้ช่วยยกระดับการรักษาให้แก่ผู้ป่วย เนื่องจากบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยต้องทำการสแกนและพบว่ามีอาการปากแห้งรุนแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งหลังจากนี้แพทย์จะต้องระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้ฉายแสงไปทำลายต่อมน้ำลายดังกล่าว เพราะอาการปากแห้งนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นทั้งการกลืน การพูด และการกินที่ติดขัดนั่นเอง

ว่าแต่ทำไมจึงมาค้นพบตอนนี้ ? มาไทจ์ วัลสตาร์ หัวหน้าทีมศัลยแพทย์จากสถาบันมะเร็ง (ผู้ค้นพบ) ให้คำตอบว่า “สาเหตุที่นักกายวิภาคในอดีตไม่เคยพบต่อมทูเบอเรียลมาก่อน เป็นเพราะมันไม่สามารถมองเห็นด้วยวิธีการถ่ายภาพทางการแพทย์แบบเดิมได้ ซึ่งการค้นพบนี้จะช่วยบรรเทาผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยต้องพบเจอหลังได้รับการรักษาไปมากเลยทีเดียว” (ขยายความ : เพราะต้องผ่านกระบวนการ PET – CT Scan – Software3D นั่นเอง)

Fact – ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2015 เราก็เพิ่งพบอวัยวะชิ้นใหม่ในร่างกายมนุษย์ ชื่อว่า “อินเตอร์สติเชียม” (Interstitium) โดยมีลักษณะเป็นตาข่ายคอยทำหน้าที่ดูดซับของเหลวที่มาพร้อมสารโมเลกุลเล็ก ๆ เช่น เซลล์ภูมิคุ้มกัน สารอาหาร ฮอร์โมน และช่วยต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันของเรา โดยค้นพบตำแหน่งแรกบริเวณท่อน้ำเหลืองใต้ผิวหนัง แต่เมื่อศึกษามากขึ้นก็พบว่า ตาข่ายอินเตอร์สติเชียมนั้นมีอยู่ทั่วร่างกาย (หลอดเลือด ทางเดินอาหาร ปอด กล้ามเนื้อ ไปจนถึงระบบขับถ่ายครับ)

ความกล้าหาญของเจ้า “เฟลิเซตต์” (แมวตัวแรกและตัวเดียว) ที่ถูกส่งไปทำภารกิจ ณ อวกาศ

อย่างที่หลายคนทราบเทรนด์วิทยาศาสตร์ในยุค 1950-1960 นั้น เหล่าประเทศมหาอำนาจต่างพากันเน้นศึกษาและพัฒนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งนอกจากรัสเซียและสหรัฐฯแล้ว ประเทศฝรั่งเศสเองก็มุ่งทำการทดลองเช่นกัน โดยเริ่มจากส่งหนูขึ้นไปวงโคจรเพื่อศึกษาผลกระทบจากภาวะไร้แรงโน้มถ่วงโดยเฉพาะ แต่ด้วยเหตุที่หนูเป็นสัตว์ขนาดเล็กอาจทำให้การวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อมนุษย์คลาดเคลื่อนได้ จึงต้องทดลองเพิ่มเติมด้วยการใช้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็คือเจ้า เฟลิเซตต์ (Félicette) น้องแมวจรตัวนี้นี่เอง

Félicette
ภาพถ่ายแมวเฟลิเซตต์ (Félicette) หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีการฝังขั้วไฟฟ้าไว้ที่สมองของน้องด้วย (แถมยังมีลายเซ็นอุ้งเท้ายินยอมก่อนเดินทางด้วยนะ)

CERMA สถาบันที่ศึกษาเกี่ยวกับสถาวะไร้แรงโน้มถ่วงของฝรั่งเศสโดยเฉพาะ ได้พิจารณาเลือก “แมว” เป็นตัวแทนของมนุษย์ โดยนำแมวจรทั้งหมด 14 ตัวมาเข้าโปรแกรมทดสอบคัดเลือกเบื้องต้น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเฟลิเซตต์รวมอยู่ด้วย โดยน้องเป็นแมวขนปุย สีขาวแต้มดำ บางคนกล่าวว่า “น้องเหมือนแมวขาวสวมทักซิโด้”

การทดสอบและการคัดเลือกใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้น ต่อมาในเดือนตุลาคม ค.ศ.1963 ณ ฐานปล่อยจรวดทะเลทรายซาฮาร่า แมวเฟลิเซตต์ หรือสัตว์ทดลองหมายเลข C341 ถูกบรรจุในแคปซูลจรวดและได้พุ่งทะยานขึ้นสู่สภาพสุญญากาศ ด้วยระยะห่างจากโลก 152 กิโลเมตร

แมวจรจัดที่เข้าโปรแกรมฝึกขั้นต้นทั้งหมด 14 ตัว ในภาพด้านล่างจะเห็นเฟลิเซตต์อยู่ในตำแหน่งขวาสุด

การปล่อยจรวดสำเร็จราบรื่นน้องแมวลอยเท้งเต้งอยู่ในอวกาศนาน 5 นาที จากนั้นจึงเดินทางกลับสู่พื้นโลกด้วยร่มชูชีพอย่างปลอดภัย (ขากลับใช้เวลา 10 นาที) โดยในระหว่างที่น้องกำลังลอยแบบงง ๆ อยู่นั้น นักวิจัยต่างเฝ้าดูเฟลิเซตต์อย่างใกล้ชิด ทั้งการแสดงออกทางพฤติกรรม, ความดันโลหิต, อัตราการเต้นของหัวใจ และอื่น ๆ ผ่านเซนเซอร์ที่ติดไว้บริเวณกลางศรีษะ

แต่ก็น่าเศร้าเพราะภารกิจของน้องยังไม่เสร็จสิ้น … อีก 1 เดือนต่อมาเฟลิเซตต์ถูกการุณยฆาต เพื่อที่นักวิจัยจะได้ทำการผ่าศึกษาสมอง เป็นการติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อมนุษย์ในระยะยาว (และสำหรับแมวที่เหลือก็ถูกส่งขึ้นไปเหมือนกัน แต่ต่างพากันเสียชีวิตระหว่างการทดลอง มีเพียงเจ้าเฟลิเซตต์ตัวเดียวที่รอดกลับมายังโลกได้)


จากความอึด กล้าหาญ และการเสียสละ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงตัดสินใจออกแสตมป์เพื่อเป็นเกียรติแก่แมวตัวแรกที่ขึ้นไปบนอวกาศสำเร็จ โดยเรื่องราวของแมวจรตัวนี้ในอดีตถือว่าดังมาก แต่หากถามคนปัจจุบันว่า “รู้จักชื่อของแมวที่ถูกส่งไปยังอวกาศมั้ย ?” เชื่อว่าหลายคนต้องตอบไม่รู้แน่นอน เหตุนี้จึงทำให้ แมทธิว กาย (Metthew Guy) ผู้ชื่นชมวีรกรรมของเฟลิเซตต์สุดหัวใจ ได้เปิดแคมเปญระดมทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ทุกคนได้รำลึกถึง C341-เฟลิเซตต์ เลยล่ะครับ

“สุนัขไลก้าของโซเวียตมีอนุสาวรีย์อย่างน้อย 2 แห่ง ส่วนชิมแปนซีแฮมของสหรัฐฯหลังถูกการุณยฆาตก็ถูกนำร่างไปฝังไว้ยังหอเกียรติยศอวกาศนานาชาติ แต่สำหรับเฟลิเซตต์กลับไม่ได้รับการยกย่องอย่างที่ควรจะเป็น” – แมทธิว กาย กล่าว

อนุสาวรีย์สัมฤทธิ์ของเฟลิเซตต์ ออกแบบโดย กิล พาร์คเกอร์ (Gill Parker)

และแม้จะต้องใช้เวลาระดมทุนนานกว่า 2 ปีครึ่ง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เขาสามารถทำสำเร็จ อนุสาวรีย์ขนาดย่อมของเฟลิเซตต์ ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยประติมากรชื่อดัง กิล พาร์คเกอร์ (Gill Parker) ลักษณะเป็นแท่นที่มีลูกโลกวางอยู่ และมีเฟลิเซตต์นั่งอยู่บนนั้นพร้อมมองขึ้นฟ้าสายตาเพ่งเล็ง ณ ยังจุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของน้อง (ความสูงรวมแท่น 152 เซนติเมตร)

หลังจากเสร็จสิ้นอนุสาวรีย์ถูกจัดแสดงครั้งแรกในวันที่ 18 ธันวาคม 2019 ในโอกาสงานเฉลิมฉลองวันครบรอบครั้งที่ 25 ของมหาวิทยาลัยอวกาศนานาชาติ (ISU) ประเทศฝรั่งเศสครับ

นักวิจัยพบสารใหม่ (คล้ายเวทมนตร์) ที่ตั๊กแตนใช้เรียกพวกแสนล้านตัว ให้มารวมกันได้ทันที

เมื่อปีที่แล้ว (2019) ทวีปแอฟริกาตะวันออกต้องเผชิญปัญหา “ฝูงตั๊กแตนนับแสนล้านตัว” บุกเข้าทำลายพืชผลส่งผลให้ประชากรในทวีปกว่า 19 ล้านคน ต้องเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหารฉับพลัน ไม่เพียงเท่านี้ ฝูงตั๊กแตนยังส่งผลต่อการเดินทางอากาศอีกด้วย เช่น เหตุการณ์เครื่องบินโดยสารลำหนึ่งบินผ่านประเทศเอธิโอเปีย และต้องปะทะเข้ากับพวกมันมหาศาล ทั้งกระจกหน้าและเครื่องยนต์ต่างได้รับความเสียหายทำให้ต้องลงจอดฉุกเฉินทันที

ภาพเล็กคือเครื่องบินที่ปะทะเข้ากับฝูงตั๊กแตนจนต้องลงจอดฉุกเฉิน

การรวมตัวของฝูงตั๊กแตนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพราะโดยธรรมชาติแล้วตั๊กแตนจะอยู่แยกกัน ไม่หากินเป็นฝูง นั่นทำให้เกิดคำถามว่า แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกมันมารวมตัวกันมหาศาลได้ขนาดนี้ ? (และยังบ่อยครั้งขึ้นด้วยนะ)

คำตอบ : ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเหอเป่ย (Hebei University) ได้เผยข้อมูลสำคัญลงในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2020 ระบุว่า ตั๊กแตนมีสารฟีโรโมนชนิดหนึ่งชื่อว่า 4-vinylanisole (ตัวย่อ : 4VA) ที่สามารถใช้ในการดึงดูดตั๊กแตนตัวอื่น ๆ ให้มาอยู่รวมกัน ซึ่งสารดังกล่าวเสมือนฟีโรโมนของมนุษย์ที่ปล่อยออกมากระตุ้นอารมณ์-ดึงดูดเพศตรงข้าม แต่สารฟีโรโมนของตั๊กแตนเจ๋งกว่านั้น เพราะสามารถดึงดูดได้ทุกเพศทุกวัย

การบุกของตั๊กแตนนั้นรุนแรงมาก จนรัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนช่วยกันจับกิน แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะจำนวนที่มากกว่าแสนล้านตัว อีกทั้งขนาดลำตัวที่ใหญ่ถึง 6-7 ซม. พร้อมการบินอย่างรวดเร็วก็ทำให้ผู้คนได้รับบาดเจ็บด้วย

การรวมตัวกันแบบนี้นักกีฏวิทยาเรียกว่า “ระยะเข้าสังคม” หรือ “ระยะกริแกเรียส” (Gregarious phase) ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อพวกมันประมาณ 4-5 ตัว บังเอิญอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ก็จะเริ่มปล่อยสาร 4VA เพื่อเรียกตัวอื่นมาสมทบ โดยการรวมตัวไม่เพียงมาอยู่ร่วมกันเฉย ๆ แต่ยังทำการผสมพันธุ์กันด้วย นั่นทำให้สามารถเพิ่มจำนวนได้แบบทวีคูณเลยนั่นเอง

ซึ่งความบังเอิญดังกล่าวจะมีโอกาสเกิดขึ้นต่อเมื่อสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง ทั้งจากความแห้งแล้งที่ติดต่อกันหลายเดือนรวมถึงการที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน (ภาวะโลกร้อนมีส่วนสำคัญที่ทำให้สภาพอากาศทั้ง 2 แบบที่เป็นปัจจัยหลักมีโอกาสเกิดขึ้นถี่และบ่อยครั้งขึ้น)

เมื่อทราบถึงสาเหตุหลักแล้ว จะแก้ไขอย่างไร ? : นักวิจัยตัดสินใจทำการดัดแปลงพันธุกรรมด้วยการลบยีน Or35 (เป็นยีนที่ตั๊กแตนใช้สำหรับดมกลิ่นฟีโรโมน 4VA) และปล่อยตั๊กแตนดัดแปลงเหล่านี้ออกไปผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งลูกที่ออกมาก็จะไม่สามารถดมสาร 4VA ได้ ทำให้ไม่สามารถเรียกรวมตัวกันอีกต่อไปได้แล้วนั่นเอง

Fact – อานุภาพการทำลายล้างของฝูงตั๊กแตน (จำนวน 4-8 พันล้านตัว) ใน 1 วัน เทียบเท่าปริมาณอาหารที่สามารถนำมาใช้เลี้ยงผู้คนมากถึง 3,500,000 คนเลยทีเดียว

บังเอิญพบ “หน้ากากหินสีเขียว” ณ ประเทศเม็กซิโก อายุ 2,000 ปี (The Mask ปะเนี่ย)

การค้นพบนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2011 ทีมนักโบราณคดีเม็กซิโกขุดพบ “หน้ากากแกะสลัก” จากหินเซอร์เพนทีน (Serpentine-หินสีเขียว) อายุกว่า 2,000 ปี ถูกซ่อนไว้ใต้อุโมงค์บริเวณฐานพิระมิดแห่งดวงอาทิตย์ (The Pyramid of The Sun) ณ เมืองเตโอติอัวกัน ประเทศเม็กซิโก

กว้าง 11.5 ซม. สูง 11 ซม. หนา 7.8 ซม.

ย้อนไปในปี 2003 เซอร์จิโอ โกเมซ นักวิจัยชาวเม็กซิโก บังเอิญพบอุโมงค์ลับใต้ฐานพิระมิดแห่งดวงอาทิตย์ในระหว่างภารกิจศึกษาโครงสร้างโบราณ ซึ่งอุโมงค์ดังกล่าวอยู่ลึกลงไปกว่า 10 เมตร และยาวอีกกว่า 90 เมตร ทีมงานต้องใช้เวลากว่า 8 ปีในการขุดอุโมงค์ (เนื่องจากอุดตันเพราะตะกอนดิน) แต่ก็คุ้มค่าเพราะภายในเต็มไปด้วยวัตถุโบราณ และที่ดูจะโดดเด่นที่สุดก็คือ “หน้ากากหินสีเขียว” ตามภาพด้านบนนี่แหละครับ

โดยหน้ากากใบนี้มีขนาดเล็กมาก กว้างเพียง 11.5 ซม. สูง 11 ซม. หนา 7.8 ซม. นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นสมบัติของราชวงศ์แห่งเมืองเตโอติอัวกัน จากการวิเคราะห์มีความเป็นไปได้ว่า อาจถูกใช้เป็นเครื่องเซ่นบูชาก่อนที่จะทำการสร้างพีระมิดแห่งนี้ขึ้น

เซอร์จิโอ โกเมซ พร้อมด้วยทีมนักสำรวจ

โคเซ ลูบัลคาบา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟิสิกส์นานาชาติ ระบุว่า “เนื่องจากปลายสุดของอุโมงค์พบโครงกระดูกที่อาจเป็นของกษัตริย์แห่งเมืองเตโอติอัวกัน ซึ่งหน้ากากอาจมีต้นแบบมาจากใบหน้าของพระองค์ก็เป็นได้ เพราะเป็นหน้ากากเพียงชิ้นเดียวที่ถูกพบในบริเวณดังกล่าวนั่นเอง” นอกจากหน้ากากแล้วยังมีวัตถุโบราณต่าง ๆ อีกมาก เช่น มีดสั้น เปลือกหอยแกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องประดับต่าง ๆ ทั้งหมดถูกเก็บกู้และนำขึ้นมาบูรณะ ปัจจุบันถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติเม็กซิโก (Museo Nacional de Antropologia)

และสำหรับพีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ (The Pyramid of Sun) เป็นที่รู้จักในฐานะพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (สูง 60 เมตร ฐานแต่ละด้านกว้าง 200 เมตร) ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน โดยชื่อของ “พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์” ตั้งขึ้นโดยชาวแอซเท็ก (Aztec) ที่มาพบเข้าเมื่อ 700 ปีก่อน

พิระมิดแห่งดวงอาทิตย์ พร้อมด้วยแท่นบูชายัญอีกมากมาย (เชื่อว่าแท่นบูชายัญเหล่านี้ ชาวแอซแท็กเป็นผู้สร้างขึ้นในภายหลัง)

นักโบราณคดีเชื่อว่า – ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยรุ่งเรื่องมาก อาจมีประชากรอาศัยอยู่ถึง 200,000 คน แต่ก็ต้องกลายเป็นเมืองร้างเนื่องจากความแห้งแล้งและภัยสงคราม อย่างไรก็ตาม จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะทราบได้ว่า ประชากรที่เคยอาศัยอยู่คือชนเผ่าใด ? ใครคือผู้สร้างพีระมิด ? และเมื่อหลายพันปีก่อนพวกเขาสามารถก่อสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร ? ปริศนาทั้งหมดยังคงรอการเฉลยในอนาคต

Fact – อารยธรรมแอซเท็ก ถือกำเนิดขึ้นในช่วง ค.ศ.1325 ณ บริเวณตอนกลางของเม็กซิโกในปัจจุบัน ยังรู้จักกันอีกชื่อว่า ชาวเม็กซิกา (Mexica) เพราะเชื่อว่า พวกเขาคือบรรพบุรุษของชาวเม็กซิโก แต่การมาถึงของชาวสเปนในช่วงปี ค.ศ.1517-1521 ก็ทำให้อารยธรรมแอซเท็กล่มสลายลง จะถือว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ก็แล้วแต่บุคคล เพราะชาวแอซเท็กขึ้นชื่อเรื่องการบูชายัญบ่อยครั้งที่สุดในโลก ตามที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Apocalypto (2006) หนังสนุกมากแนะนำให้หามาชมครับ

ความลับของ “Black Goo” (มัมมี่สีดำ) อายุกว่า 3,000 ปี ที่เพิ่งถูกเปิดออกเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

เมื่อปี 2019 นักวิจัยต่างตกตะลึงกับโลงศพมัมมี่โบราณ อายุกว่า 3,000 ปี ที่ไม่เคยถูกเปิดออกตั้งแต่สมัยราชวงศ์อียิปต์ที่ 19 (1,300 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งพบว่าภายในมีหีบมันมี่ถูกเคลือบด้วยสารสีดำปริศนา โดยหนึ่งในนั้นคือโลงศพของ Djedkhonsiu-ef-ankh ที่นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นนักบวชชื่อดัง นั่นเพราะโลงศพมัมมี่ของเขามีความแตกต่างจากมัมมี่ทั่วไป

โดยค้นพบที่มหาวิหารคาร์นัค (Karnak) ซึ่งมัมมี่นักบวชร่างนี้ถูกตกแต่งด้วยแผ่นทองคำตรงบริเวณใบหน้าและลงลวดลายสีสันบริเวณลำตัว จากนั้นจะถูกเทของเหลวสีดำเหนียวข้นทับหีบมัมมี่ ก่อนจะนำไปใส่โลงศพเป็นขั้นตอนสุดท้าย

แล้วสารสีดำที่เคลือบหีบศพนั้นคืออะไร ? เพื่อหาคำตอบของคำถาม ดร.เคท ฟัลเชอร์ จากศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British museum) ได้เก็บตัวอย่างของสารสีดำปริศนามาวิเคราะห์ ด้วยวิธีการแยกโมเลกุลด้วยเครื่อง GC-MS (Gas Chromatography – Mass Spectrometry)

อธิบายกระบวนการเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ ขั้นแรกเปลี่ยนสถานะของสารตัวอย่างจากของเหลวให้กลายเป็นแก๊สด้วยเครื่อง GC (ซึ่งแก๊สที่ได้จะประกอบไปด้วยโมเลกุลขนาดเล็กจำนวนมากปะปนกัน) – จากนำส่งแก๊สเข้าสู่เครื่อง MS เพื่อแยกโมเลกุล – จนทราบถึงส่วนประกอบของสารต่าง ๆ พบว่ามีส่วนผสมของ น้ำมันพืช, ไขมันสัตว์, ยางไม้, ขี้ผึ้ง และ น้ำมันดิบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีส่วนผสมอย่างอื่นมากกว่าที่พบ แต่อาจจะระเหยหรือเสื่อมสลายหายไปแล้วตามกาลเวลาแล้วนั่นเอง

แล้วทำไมนักบวชท่านนี้ถึงต้องถูกเคลือบด้วยสารสีดำแบบนี้ด้วยล่ะ ? – เรื่องนี้นักวิจัยไม่สามารถยืนยันคำตอบได้ 100% แต่จากการสันนิษฐานเป็นไปได้ว่า “อาจเชื่อมโยงกับความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณที่นับถือเทพโอซิริส (Osiris) เทพแห่งความตายและการเกิดใหม่ หรืออีกชื่อที่เรียกกันคือ “The Black One” โดยตำราเทพอียิปต์โบราณกล่าวว่า เทพโอซิริสนั้นมีร่างกายสีดำและสวมหน้ากากลักษณะเดียวกันกับโลงศพมัมมี่ ดังนั้นการเทสารสีดำ เคลือบโลงในลักษณะนี้ เชื่อว่าจะถือเป็นการนำทางให้ผู้ตายได้พบกับเทพโอซิริสที่เป็นสัญลักษณ์ของการกลับชาติมาเกิดตามอีกครั้ง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามัมมี่ทุกตัวจะถูกเคลือบสารสีดำนะครับ เพราะมีหลักฐานบอกเล่าว่า มีเพียงชนชั้นสูงเท่าหรือผู้ที่ได้รับการเคารพนับถืออยากให้กลับมาเกิดเท่านั้น จึงจะได้รับการเคลือบสารสีดำดังที่เห็น เช่น โลงศพของฟาโรห์ตุตันคามุนก็ได้รับการเคลือบลักษณะนี้เช่นกัน

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคิงอับดุลลา (King Abdullah University) ยังได้ผลิตสารเคลือบปกปิดสีดำชื่อ “MXene” ที่ได้ไอเดียมาจากสารสีดำในโลงศพมัมมี่ Black Goo ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นได้มากถึง 35 เท่าจากขนาดเดิม ใช้สำหรับเคลือบพื้นผิวของสิ่งของที่ต้องการการเก็บรักษาและยืดอายุมากกว่าไอเทมทั่วไปครับ

Fact – รู้หรือไม่ ? มัมมี่ตัวแรกไม่ได้เกิดขึ้นที่อียิปต์ แต่เกิดขึ้นที่ประเทศชิลี คือ มัมมี่แห่งชินคอร์โร (Chinchorro) เป็นชนเผ่าในประเทศชีลีที่มีตัวตนอยู่ในช่วงราว 9,000 ถึง 3,500 ปีมาแล้ว ซึ่งจากการขุดพบสุสานมัมมี่ในปี 1983 นักโบราณคดีระบุว่ามัมมี่ชินคอร์โรมีอายุประมาณ 7,000 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่ามัมมี่แห่งอียิปต์ที่เรารู้จักกันดีถึง 2 พันปี เลยทีเดียว !

รู้จักกับ “แกะเฮบริเดียน” แกะดำ 4 เขา สุดหายากแห่งสก็อตแลนด์ ที่คล้ายบาโฟเมตยังไงยังงั้น

มารู้จักกับ “แกะเฮบริเดียน” (Hebridean) หรืออีกชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “เซนต์ คิลดา” (St.Kilda) แกะสีดำสุดหายากแห่งประเทศสก็อตแลนด์ ที่นอกจากสีจะแตกต่างจากแกะสายพันธุ์ทั่วไปแล้ว พวกมันยังมีสามารถในการปรับตัวให้อยู่ได้กับทุกสภาพภูมิอากาศ ไม่เพียงเท่านี้บางตัวยังมี “เขา 4 เขา” สุดเท่ ที่เป็นลักษณะอันโดดเด่น แต่ทว่าด้วยความเท่นี้ทำให้พวกมันถูกล่านำมาทำเครื่องประดับจนแทบสูญพันธุ์ไปในอดีต

ชื่อ “แกะเฮบรีเดียน” ถูกตั้งตามแหล่งที่อยู่อาศัยหลักคือบน “เกาะเฮบริเดียน” (Hebridean Island) ประเทศสก๊อตแลนด์ โดยในอดีตคนพื้นเมืองมีความเชื่อว่าแกะเฮบริเดียนเดิมทีมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และถูกขนย้ายมาทิ้งไว้ที่สก็อตแลนด์โดยชาวไวกิ้ง แต่จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ยืนยันแล้วว่า แท้จริงแล้วพวกมันมีต้นกำเนิดมาจากหมู่เกาะนอกชายฝั่งตะวันตกของสกอตแลนด์ โดยมีชีวิตอยู่บนโลกมาตั้งแต่ 6,000 ปีก่อน วิวัฒนการมาจากแกะสายพันธุ์โบราณชื่อ “ดันเฟซ” (Duneface) ซึ่งนักโบราณคดีกล่าวว่า “เดิมทีแกะ 4 เขานี้ไม่ได้มีแต่สีดำเท่านั้น ยังมีสีขาว สีน้ำตาล สีแดง แต่พวกมันถูกล่าจนสีอื่นสูญพันธุ์ไปหมดเหลือแต่สีดำ”

ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาพวกมันถูกล่าอย่างหนัก จนในปี 1973 องค์กรอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (RBST) ประเทศอังกฤษ ระบุว่า แกะเฮบริเดียนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างมาก ซึ่ง ณ เวลานั้นจำนวนประชากรของแกะเฮบริเดียนหลงเหลือเพียง 300 ตัวเท่านั้น นั่นทำให้พวกเขาออกแคมเปญรณรงค์ให้แกะชนิดนี้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้คนหันมาทำฟาร์มเพาะเลี้ยงมันมากขึ้น

และเนื่องจากพวกมันมีเขาที่สวย เนื้อที่ดี ผลิตนมได้ และขนหนา เท่ากับว่าทั้งตัวมันสามารถนำไม่ใช้ประโยชน์ได้หมด ทำให้ผู้คนก็เริ่มหันมาเพาะเลี้ยงแกะสายพันธุ์นี้มากขึ้น จนในปี 1994 RBST จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิ Hebridean Sheep Society ขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์และผลักดันการทำฟาร์มแกะสายพันธุ์นี้โดยเฉพาะ จนในปัจจุบันพวกมันรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในอังกฤษและสก็อตแลนด์ รวมถึงยังกลายมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศสก็อตแลนด์

ลักษณะของแกะเฮบริเดียน : พวกมันเป็นแกะขนาดเล็ก ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Northern Short-Tailed (แกะหางสั้น) มีตัวสีดำสนิท (อาจมีสีดำปนแดง หรือสีเทาในตัวที่โตเต็มที่) ดวงตาสีเหลืองอำพัน มีขนหนาเนื่องจากมีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตหนาว (ขนมีความยาวราว 5-15 เซนติเมตร หนัก 1.5-2 กิโลกรัม) ตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย โดยตัวผู้หนักเฉลี่ย 50-60 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียหนัก 35-40 กิโลกรัม

Fact – เมื่อปี 2010 แกะออสเตรเลียตัวหนึ่งชื่อ “คริส” ที่หนีออกจากฝูงทำให้ไม่ได้รับการตัดขนเลย จนในปี 2015 มันถูกพบอีกครั้งในป่าลึก ซึ่งเมื่อถูกตัดขนอีกครั้งปรากฏว่าน้ำหนักของขนที่ตัดออกมานั้นมากถึง 40 กิโลกรัม หนักกว่าขนแกะทั่วไปถึง 5 เท่า และมันต้องแบกอยู่แบบนั้นถึง 5 ปี ปัจจุบันเจ้าคริสนั้นเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 2019 ด้วยโรคชราในวัย 10 ปี แต่ชื่อและเรื่องราวของมันก็ยังเป็นที่กล่าวถึงเมื่อทุกคนคิดถึงเรื่องแกะครับ

“ลีสโทรซอรัส” ยอดสัตว์ขี้เซาที่รอดสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เพราะเลือกนอนอยู่ถ้ำแทนออกไปทำงาน

ย้อนไปเมื่อ 250 ล้านปีก่อน (ในช่วงท้ายของยุคเพอร์เมียน – Permian) ช่วงเวลานั้นได้เกิดการประทุของภูเขาไฟขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแผ่นทวีปแพนเจีย โดยเหตุการณ์นี้มีชื่อว่า “The Siberian Traps” (การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ครั้งที่ 3) ซึ่งการประทุครั้งนั้นได้ปล่อยกลุ่มเถ้าถ่านและสารพิษจำนวนมากขึ้นปกคลุมชั้นบรรยากาศทั่วโลกจนก๊าซเรือนกระจกถูกทำลาย อุณหภูมิบนผิวโลกจึงพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน สัตว์บกหลายชนิดปรับตัวไม่ทันและตายลง เป็นผลให้สัตว์ดึกดำบรรพ์กว่า 95% สูญพันธุ์จากเหตุการณ์ครั้งนี้

ซึ่งเจ้า “ลีสโทรซอรัส” (Lystrosaurus) คือหนึ่งในสายพันธุ์สัตว์ที่รอดชีวิต นั่นเพราะ “พฤติกรรมการนอนจำศีล” (Hibernation) โดยนักวิจัยเชื่อว่า “ลีสโทรซอรัสอาจเป็นสัตว์ชนิดแรกของโลกที่รู้จักการนอนจำศีล”

เมแกน วิตนีย์ นักบรรพชีวิน จากฮาร์วาร์ด หนึ่งในทีมผู้ค้นพบ เผยแพร่ลงในวารสาร Communications Biology ระบุว่า “พวกเราทราบถึงการจำศีลของพวกมันจากการวิเคราะห์วงปีในเขี้ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่องที่งอกออกมาจากจงอยปาก ซึ่งลักษณะวงปีดังกล่าว มีอยู่ในสัตว์จำศีลอย่างหมีหรือค้างคาวในปัจจุบัน”

อธิบายเพิ่มเติม : เมื่อผ่าเขี้ยวของลีสโทรซอรัสในแนวขวางจะพบวงปีจำนวนมากที่ปรากฏเป็นแถบแคบและเล็ก มีความถี่มาก ซึ่งความถี่นี้บ่งบอกช่วงเวลาที่มีการจำศีล และสาเหตุที่ต้องจำศีล เพราะว่าพวกมันอาศัยอยู่ทวีปแอนตาร์กติกา ที่มีสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ทำให้เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวทวีปแอนตาร์กติกาจะขาดแคลนอาหารและอากาศเย็นจัด ดังนั้นพวกมันจึงเลือกที่จะเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายด้วยการมุดไปอยู่ในโพรงใต้ดินและจะตื่นขึ้นเมื่อฤดูหนาวนั้นผ่านพ้นไป หรือพูดง่าย ๆ คือ “ขี้เกียจออกไปล่า ขอนอนอยู่ในนี้รอดชีวิตแบบชิว ๆ ดีกว่า” ก็ได้ครับ

รู้จักกับลีสโทรซอรัส (Lystrosaurus) – ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานเลี้ยงลูกด้วยนม มีชีวิตอยู่ตั้งแต่ช่วงกลางยุคเพอร์เมียนไปจนถึงต้นยุคไทรแอสซิก (ราว 300-200 ล้านปีก่อน) วิวัฒนาการมาเมื่อประมาณ 270 ล้านปีก่อน อาศัยอยู่มากในทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) มีความยาวประมาณ 1 เมตร ขนาดตัวพอ ๆ กับหมูในปัจจุบัน ขาหน้ามีกรงเล็บยาวและขาที่แข็งแรงใช้สำหรับขุดโพรงใต้ดิน

สรุป – ปัจจุบันพวกมันสูญพันธุ์เหลือแต่ฟอสซิล แต่หลังจากการสูญพันธุ์ครั้งที่ 3 (ที่กล่าวถึงไปตอนต้น) มันก็วิวัฒนาการให้สืบพันธุ์ด้วยอายุที่สั้นลง จึงทำให้มีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีชีวิตต่อมาได้นานอีกกว่า 50 ล้านปีเลยทีเดียวครับผม

Fact – มนุษย์จำศีลได้หรือไม่ ? คำตอบคือ “ไม่ได้” เพราะการจำศีลต่างจากการนอนทั่วไป โดยการจำศีลจะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจต่ำลงมาก แถมอุณหภูมิของร่างกายก็จะลดต่ำลงเช่นกัน (ซึ่งหากมนุษย์ทำอาจเสียชีวิตจากสาเหตุอวัยวะขาดเลือด หรือหนาวตายได้เลย) และการนอนนั้นเป็นเพียงการพักผ่อนของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย แต่อัตราการเต้นและอุณหภูมิร่างกายจะยังคงที่เท่าเดิม ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่มนุษย์ไม่สามารถจำศีลได้นั่นเอง

พบกับ “ประตูเชื่อมนรก” (Door to Underworld) พื้นที่ที่ผุดขึ้น เพื่อเชื่อมต่อกับใต้ผืนโลกที่ไซบีเรีย

สถานที่ที่ทุกคนเห็นอยู่นี้มีชื่อว่า “บาตาไกก้า” (Batagaika Crater) หลุมขนาดใหญ่ที่มีขนาดความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ลึก 100 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางป่าทางตะวันออกในเขตไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ซึ่งชาวยูคาเทียน (Yukatian) ชนพื้นเมืองท้องถิ่นเรียกที่แห่งนี้ว่า “ประตูเชื่อมนรก” (Door to Underworld ตามเหตุผลด้านล่างนี้ครับ)

ในปี 1960 ชาวยูคาเทียนรายงานว่า ได้ยินเสียงดังกึกก้องแถมยังรู้สึกสั่นไหวถึงพื้นดินโดยรอบ และเมื่อออกสำรวจก็พบกับหลุมลึกขนาดใหญ่หน้าตาประหลาด ทำให้พวกเขาเชื่อว่า นี่ต้องเป็นประสู่โลกใต้พิภพอย่างแน่นอน (แม้หลุมบาตาไกก้าจะไม่เกี่ยวข้องกับนรกจริง ๆ และไม่ได้มีการยืนยันว่าเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน)

ซึ่งจากการศึกษาทางธรณีวิทยา นักวิจัยระบุว่า แท้จริงแล้วหลุมแห่งนี้เกิดจากการละลายอย่างฉับพลันของชั้นดินเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) ซึ่งเป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าในบริเวณนั้น ทำให้ต้นไม้ที่เคยทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนหายไป ประกอบกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้ชั้นดินน้ำแข็งละลายจนเหลือเป็นหลุมขนาดใหญ่หน้าตาประหลาดอย่างที่เห็นนั่นเอง

ฟรังค์ กูนเธอร์ จากสถาบันวิจัย Alfred Wegener ได้เผยข้อมูลสำคัญลงในวารสาร Quaternary Research เมื่อปี 2016 โดยระบุว่า หลุมบาตาไกก้านั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นและลึกขึ้นทุกปี ซึ่งจากการเก็บข้อมูลตลอด 10 ปี มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 10 เมตรต่อปี หรือหากปีไหนที่อุณหภูมิโลกสูงกว่าปกติอาจมีอัตราการขยายตัวสูงถึง 30 เมตรต่อปีเลยทีเดียว (ชั้นดินน้ำแข็งละลายนั่นเอง)

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากเพราะก๊าซมีเทนและคาร์บอนจำนวนมหาศาลที่ถูกกักเก็บอยู่ใต้ดินแห่งนั้นมานานหลายพันปีอาจเปิดออกและพวยพุ่งขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศส่งผลให้โลกร้อนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีคือ หลุมบาตาไกก้านั้นช่วยให้เราสามารถศึกษาสภาพภูมิอากาศของไซบีเรียย้อนหลังไปได้ถึง 200,000 ปี และอัตราการขยายตัวของมันยังช่วยให้สามารถคาดการณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคตได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ หลุมบาตาไกก้ายังเผยให้เห็นซากต้นไม้โบราณที่ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็งเพอร์มาฟรอสต์รวมถึงซากสัตว์ในยุคน้ำแข็งอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ชะมด, ช้าง, ม้า ซึ่งทั้งหมดแล้วล้วนมีอายุไม่ต่ำกว่า 4,000 ปีเลยทีเดียว

สรุป – หลุมบาตาไกก้า เกิดจากชั้นดินเพอร์มาฟรอสต์ละลายเป็นผลมาจากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งความน่ากลัวของมันคือ อาจทำให้ก๊าซมีเทนและคาร์บอนจำนวนมหาศาลที่กักเก็บอยู่ใต้ดินถูกเปิดออก และขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้นกว่าเดิม สมชื่อ “ประตูเชื่อมต่อนรก” จริง ๆ ครับ

และสำหรับการค้นพบซากสิ่งมีชีวิตโบราณในพื้นที่แห่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น ลูกม้าอายุ 42,000 ปี ถูกตั้งชื่อว่า “ลีน่า” พบเมื่อปี 2018 โดยยังคงสภาพความสมบูรณ์แบบสุด ๆ เพราะยังพบของเหลวอย่างเลือดอยู่ในร่างกาย ซึ่งล่าสุดกำลังอยู่ในขั้นตอนการพยายามโคลนนิ่งลูกม้าดึกดำบรรพ์นี้ให้มีชีวิตอีกครั้งครับ