“อีกา” เป็นสัตว์ที่ฉลาดมากเลยนะ ล่าสุดเราพบว่า “มันสามารถอาบน้ำด้วยมด” ได้ด้วย

0

ช่างภาพคนหนึ่งชื่อ “โทนี่ ออสติน” ระหว่างที่กำลังเดินสำรวจธรรมชาติใน Swan Lake รัฐวิคตอเรีย จู่ ๆ ก็มีอีกาตัวหนึ่งบินลงมาและสยายปีกแผ่ระนาบไปกับพื้น เมื่อโทนี่หยิบกล้องมาซูมถ่ายใกล้ ๆ ก็พบว่า “มีมดจำนวนมาก” ไต่เต็มตัวไปหมด ซึ่งที่น่าแปลกใจคือ มันดูไม่เดือดร้อนกับมดบนตัวมันเลย จนเกิดคำถามว่า มันทำแบบนี้เพื่ออะไร ? หรือถ้าโดนมดกัดไม่เจ็บเหรอ ?

เพื่อหาคำตอบของคำถาม เขาเลยโพสต์รูปนี้ลง Facebook และก็ได้คำตอบจาก Robert Krulwich ผู้เชี่ยวชาญด้านนก ว่า “เป็นการทำความสะอาดขน” (คล้ายการอาบน้ำ) เนื่องจากมดจะพ่นกรดฟอร์มิกออกมาเมื่อถูกคุกคาม ซึ่งสารตัวนี้จะทำหน้าที่เหมือนยาฆ่าแมลงและสามารถกำจัดปรสิต-เชื้อราบนขนนกได้

นอกจากนี้ เดวิด เบิร์ด ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ กล่าวว่า อีกหนึ่งทฤษฎีที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ อีกาใช้หมดเพื่อปลอบประโลมผิวที่ระคายเคือง หลังจากการผลัดขน และบ้างก็ว่านกบางตัวอาจมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้มดแตกตื่นก่อนจะจับมดกินเป็นอาหาร

โดยพฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะอีกาเท่านั้น แต่นกอีกกว่า 200 สายพันธุ์ทั่วโลกก็ทำแบบนี้เช่นกัน ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ทราบกันมาตั้งแต่ปี 1830 แล้วโดยผู้ที่พบพฤติกรรมแบบนี้คนแรกคือ เจมส์ ออดูบอง ที่สังเกตเห็นไก่งวงไปนั่งบนกองปลวก ในตอนนั้นมันกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างหนักหน่วงในหมู่นักวิทยาศาสตร์

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งทฤษฎีที่ดูจะเข้าท่าที่สุดก็คือมันใช้มดเพื่อ “อาบน้ำ” นั่นแหละ ทั้งนี้ พอล เฮนดริกส์ นักธรรมชาติวิทยา กล่าวว่า “มันต่างจากพฤติกรรมสัตว์ชนิดอื่น ที่มักจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ แต่ก็มักแสดงวัตถุประสงค์ออกมาอย่างชัดเจน (เช่น เพื่อป้องกันตัว จีบสาว หรือเพื่อหาอาหาร) แต่กับพฤติกรรมแบบนี้ของอีกาหรือนก เราไม่มีทางรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงได้ว่ามันทำแบบนั้นไปทำไม นอกเสียจากมันจะพูดและบอกเราว่าทำทำไม”

เพิ่มเติม – อีกาเป็นสัตว์ที่ฉลาดมากนะครับ มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ทำการทดลองทดสอบความฉลาดของอีกาพันธุ์ New Caledonian crows โดยมีอาหารอยู่ในกล่องใส ด้านหน้ามีช่องเล็ก ๆ ใช้สำหรับเขี่ยอาหารออกจากกล่อง และด้านข้าง มีช่องแคบตามแนวยาวของกล่องสำหรับให้สอดแท่งไม้เข้าไปเขี่ย ซึ่งช่องทั้งสองไม่ใหญ่พอที่อีกาจะมุดหัวเข้าไปคาบอาหารออกมาได้

จากนั้น นักวิจัยวางแท่งไม้ที่ยาวพอจะใช้เขี่ยอาหารออกมาได้ไว้ด้านข้างกล่อง เมื่ออีกกาเห็นอาหารในกล่อง พวกมันจึงคาบแท่งไม้นั้นมาสอดผ่านช่องหน้ากล่องเพื่อเขี่ยอาหารออกมากินได้สำเร็จ นับว่ามีสัตว์ไม่กี่ชนิดที่จะสามารถใช้อุปกรณ์เพื่อแก้ปัญหาแบบนี้ได้

Fact – รู้หรือไม่ว่า หากผึ้งหายไปจากโลกมันจะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ตามไปด้วย ใช่ ! มันรุนแรงขั้นนั้นเลยล่ะ และข่าวร้ายคือ ตั้งแต่ปี 1905 จำนวนประชากรผึ้งค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ แถมในปี 2006 พบว่าผึ้งกว่า 1 ใน 3 ของสหรัฐฯมักจะตายทุกช่วงฤดูหนาว และหาเป็นแบบนี้ต่อไปผึ้งอาจสูญพันธุ์ในอีก 30 ปีข้างหน้า ว่าแต่..ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ร่วมหาคำตอบต่อได้ในหนังสือ Flagfrog Damn! (ราคา 279 บาท ช่องทางสั่งซื้ออยู่ที่ใต้คอมเมนต์ครับ)

นี่คือ “Virgin Rainbow” (อัญมณี-โอปอล) ที่หายากและขึ้นชื่อว่าสวยที่สุด (มีชิ้นเดียวในโลก)

0

“Virgin Rainbow” (เวอร์จิ้น เรนโบว์) คือแร่โอปอลที่หายากและแพงที่สุดในโลก ความพิเศษคือสามารถเรืองแสงเป็นสีรุ้งได้ ถูกพบที่ Coober Pedy ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย เมื่อปี 2003 โดยคนงานเหมืองชื่อ จอห์น ดันส์แตน ซึ่งมันถูกซื้อไปในราคาสูงถึง 33 ล้านบาท ตอนนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Southern Australia

โดย Virgin Rainbow เป็นอัญมณีที่เกิดจากซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ “เบเลมนิทิดา” (Belemnitida) ประเภทเซฟาโรพอด ที่มีชีวิตอยู่ในยุคมีโซโซอิก (ประมาณ 251-65 ล้านปีก่อน) เดิมทีในช่วงเวลานั้นทางตอนใต้ของออสเตรเลียถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทร ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่ตายส่วนมากจึงถูกปกคลุมด้วยตะกอนแร่ธาตุหลายล้านปี จนกระทั่งฟอสซิลเหล่านั้นถูกแร่ธาตุปกคลุมและฝั่งตัวแทรกไปยังโมเลกุลจนกลายเป็นอัญมณีโอปอลในที่สุด

ความพิเศษของ Virgin Rainbow คือสีที่ส่องประกายออกมาเป็นสีรุ่ง มีตั้งแต่สีขาวนม ไปจนถึงแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ชมพู ดำ ฯลฯ ต่างจากโอปอลชนิดอื่น ที่จะมีไม่กี่สีเท่านั้น โดยโอปอลที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้เพิ่งถูกค้นพบเพียงชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น ทำให้มันกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก จึงไม่แปลกที่มันจะมีมูลค่าสูงขนาดนั้น

จอห์น ดันส์แตน กล่าวกับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียว่า “ตอนแรกฉันพบมันซ่อนตัวอยู่ในก้อนทรายที่ถูกปกคลุมหนาแน่น แต่หลังจากทำความสะอาด เราก็ได้พบกับอัญมณีล้ำค่า มันส่องสว่างโดดเด่นมากอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยิ่งเวลาอยู่ในที่มืดมันยิ่งสว่าง ฉันทำงานนี้มานานกว่า 50 ปี นี่เป็นอัญมณีที่สวยที่สุดเท่าที่เคยพบมา”

การเรืองแสงของโอปอลเกิดจากปรากฏการณ์ Play of Color เกิดจากการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบและสม่ำเสมอของช่องว่างอนุภาคซิลิกาและน้ำ (เรียกว่า Hydrated Silica Sphere) ทำให้แสงสามารถลอดผ่านช่องว่างนั้นได้ – ท่าให้เกิดการแทรกสอดและ การเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction) – จนปรากฏเป็นสีสันต่าง ๆ ออกมานั่นเอง

ดันแคน แมคลาเเรน เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของเขต Coober Pedy กล่าวว่า “การจัดแสดง Virgin Rainbow ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และการที่พิพิธภัณฑ์รับซื้อมาในมูลค่าสูงขนาดนั้น ก็เพื่อให้ผู้คนเห็นถึงมูลค่าของอัญมณีชิ้นนี้ อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนที่สนใจ อยากออกตามหา Virgin Rainbow ชิ้นที่ 2”

เพิ่มเติม – 95-97% ของโอปอลทั้งหมดบนโลก มาจากทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย   อีกทั้งโอปอลยังถือเป็นอัญมณีประจำชาติด้วย ทั้งนี้ Virgin Rainbow ยังไม่ใช่โอปอลที่แพงที่สุดในโลก แต่คือ Olympic Australis แร่โอปอลที่ไม่ถูกเจียรไน มีขนาดยาว 11 นิ้ว หนา 4 นิ้ว หนัก 3.4 กิโลกรัม นับว่าเป็นโอปอลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา และถูกตีมูลค่าสูงถึง 84 ล้านบาท

Fact – เคยสงสัยหรือไม่ว่า..ในช่วงเวลาเฉียดตาย หรือเวลาคับขัน เราสามารถยกตู้เย็น ทีวี หรือของหนัก ๆ ที่ปกติไม่สามารถยกได้ได้อย่างไร ? คำตอบ : สิ่งนั้นเรียกว่า “hysterical Strength” เป็นอาการของร่างกายที่หลั่งอะดรีนาลีนออกมา 100% หรือก็คืองัดพลังที่แท้จริงออกมาได้ เราพลังที่แท้จริงของมนุษย์มันแข็งแกร่งขนาดไหนกัน ถึงขั้นสามารถชกกำแพงให้เป็นรูแบบในอะนิเมะได้เลยหรือเปล่า ? สามารถหาคำตอบต่อได้ในหนังสือ Flagfrog Damn! ครับ (ราคา 279 บาท ช่องทางสั่งซื้ออยู่ที่ใต้คอมเมนต์นะครับ)

ป้องกัน: ภารกิจสุดท้าย-หลังปลดประจําการของ “เรือหลวง” จากเรือครู-สู่การปกป้องผืนทะเล

0

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

นี่คือ “อิลิปิกา” สัตว์หายาก – ใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดของโลก (ตอนนี้เหลือไม่ถึง 1 พันตัว)

เป็นระยะเวลากว่า 30 ปีแล้ว ที่ตัว “อิลิปิกา” (Ili Pika) ปรากฏตัวขึ้นมาให้โลกรู้จัก เป็นสัตว์ตัวจิ๋วสุดน่ารักคล้ายหนูผสมกระต่าย หน้าตาเหมือนตุ๊กตาหมี ใบหูกลมใหญ่ อาศัยอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศจีน ที่ตอนนี้เป็นสายพันธุ์ตัวปิก้าที่หายากและใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดในโลก

โดย “อิลิปิกา” ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1983 บนเทือกเขาเทียนซาน ขณะที่ เหวยตง หลี่ นักวิจัยจากสถาบันนิเวศวิทยาและภูมิศาสตร์ซินเจียง กำลังสำรวจธรรมชาติ เขาพบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วคล้ายกระต่ายซ่อนตัวอยู่ในซอกหินบนหุบเขา มันมีขนาดตัวประมาณ 20 เซนติเมตร ขนสีเทา มีลายจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาล ซึ่งเขาไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตตัวนี้มาก่อน จึงจับตัวอย่างมา 1 ตัวเพื่อตรวจสอบ

หลี่ส่งตัวอย่างไปยังศูนย์วิจัย Chinese Academy of Science จึงทราบว่านี่เป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ในตระกูลปิกา (Ochotona) และตั้งชื่อทางการให้ว่า “อิลิปิกา” ชื่อวิทยาศาสตร์ Ochotona iliensis แต่หลังจากการค้นพบครั้งนั้น ก็แทบไม่มีใครเคยพบมันอีกเลย (มีเพียง 29 ครั้งเท่านั้นที่มีรายงานการพบพวกมัน) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยรู้จักและเข้าใจพฤติกรรมของเจ้าอิลิปิกาเท่าไหร่นัก

โดยสาเหตุที่ยากจะพบตัวอิลิปิกา เป็นเพราะมันอยู่บนเทือกเขาสูงที่ระดับความสูงประมาณ 2,800 – 4,100 เมตร แถมซ่อนตัวเก่ง เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่นักปีนเขาหรือนักวิจัยที่จงใจขึ้นไปตามหามันโดยเฉพาะ ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเจอตัวมันได้เลย 

ซึ่งครั้งล่าสุดที่มีการค้นหาอิลิปิกาอย่างจริงจัง คือเมื่อปี 2014 ที่นำโดย เหวยตง หลี่ ผู้ค้นพบอิลิปิกาคนแรก รวบรวมนักวิจัยอาสาสมัครมุ่งหน้าขึ้นไปยังเทือกเขาเทียนซาน และตั้งกล้องถ่าย โดยวางกับดักด้วยเมล็ดพืชเป็นเหยื่อล่อให้มันโผล่มาในเฟรม และพวกเขาก็ทำสำเร็จ “มันซ่อนตัวอยู่ที่หลังหิน มันน่ารักมาก เหมือนตุ๊กตาหมีที่ผมซื้อให้ลูกสาวเลย” – ทัตซึยะ ชิน หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

จากการประเมินเมื่อปี 1990 ทาง IUCN คาดประมาณจำนวนอิลิปิกาในธรรมชาติอยู่ที่ราว 2,000 ตัว แต่สัตว์ที่อยู่บนเทือกเขาสูงแบบนี้มักอ่อนไหวต่อสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่การประเมินในปีนั้นจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว แน่นอนว่าสภาพอากาศโลก ณ ตอนนี้ เปลี่ยนไปจาก ณ ตอนนั้นมาก ดังนั้น IUCN จึงคาดการณ์ว่า จำนวนอิลิปิกาในปัจจุบันอาจมีไม่ถึง 1,000 ตัวครับ

Fact – “ปิกาจู” (Pikachu) ในโปเกมอนได้แรงบันดาลใจมาจาก “กระรอก” ไม่ใช่หนูอย่างที่เราเข้าใจกัน จากการให้สัมภาษณ์ของ อาสึโกะ นิชิดะ ผู้ออกแบบตัวปิกาจู แต่สาเหตุที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นหนู เพราะ ซาโตชิ ทาจิริ ผู้พัฒนาเกม Pokemon จัดให้ปิกาจูเป็นตัวละครประเภท “หนูไฟฟ้า” เพราะมันเหมือนหนูมากกว่ากระรอกนั่นเอง

Fact 2 – นักวิทยาศาสตร์คิดค้นวิธีป้องกันสัตว์สูญพันธุ์ ด้วยการสร้าง “ยาเสน่ห์” ที่ทำให้สัตว์คลั่งรักและพากันผสมพันธุ์ จนรอดพ้นจากความเสี่ยงสูญพันธุ์ได้จริง ๆ แล้วสัตว์ที่ว่านั้นคือตัวอะไร ? และยาเสน่ห์ที่ว่านี้ทำได้อย่างไร ? คำตอบทั้งหมดอยู่ในหนังสือ flagfrog Damn! (ราคา 279 บาท ช่องทางสั่งอยู่ที่ใต้คอมเมนต์)

จำรูป “กอริลลาเซลฟี่กับคน” ได้มั้ย ? ตอนนี้น้องเสียชีวิตแล้วนะ-ในอ้อมแขนของคนถ่าย

0

จำรูป “กอริลลาเซลฟี่กับคน” ที่แชร์กันจนเป็นไวรัลเมื่อปี 2019 ได้ไหม ? ตอนนี้น้องกอริลลาตัวทางซ้ายในภาพเสียชีวิตแล้วนะ ด้วยวัย 14 ปี ในอ้อมแขนของชายที่ถ่ายเซลฟี่กับมันนั่นแหละ โดยกอริลลาตัวซ้ายชื่อว่า “ดาคาชิ” (Ndakasi) และ “เดซี” (Ndeze)

ผู้ที่เซลฟี่คือ “อังเดร บูมา” เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ในอุทยานแห่งชาติวิรุงกา ประเทศคองโก โดยเขาพบดากาชีและเดซี เมื่อปี 2007 ที่ตอนนั้นทั้งคู่มีอายุเพียง 2 เดือนเท่านั้น และต้องกลายเป็นกำพร้าเพราะแม่และสมาชิกในฝูงถูกฆ่าตายโดยฝีมือของพวกลักลอบล่าสัตว์ ซึ่งนับแต่นั้นมาบูมาก็รับหน้าที่ดูแลเจ้ากอริลลาทั้งสองมาโดยตลอด

หลังจากได้รับการช่วยเหลือ ทั้งคู่ถูกย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลกอริลลา Senkwekwe และอาศัยอยู่ร่วมกับกอริลลาตัวอื่น ๆ โดยจะมีบูมาเป็นพี่เลี้ยงและเพื่อนคนสนิท เขากล่าวกับ BBC ว่า “เมื่อทั้งคู่เห็นผม พวกมันจะวิ่งมาเกาะขี่หลังผมเหมือนที่มันทำกับแม่ พวกเรา 3 คนสนิทกันมาก ทั้งคู่ชอบขนม Pringles เป็นพิเศษ แม้จะโดนห้าม แต่ผมก็ชอบแอบให้มัน

เชื่อหรือไม่ว่า ผมใช้เวลาอยู่กับพวกมันมากกว่าอยู่กับครอบครัวจริง ๆ ของผมเสียอีก โดยใน 1 เดือน ผมต้องมาทำงานอยู่ที่นี่ 3 สัปดาห์ และได้กลับบ้าน 1 สัปดาห์ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกผูกพันธ์กับเจ้าสองตัวนี้มาก ซึ่งครอบครัวก็เข้าใจดีว่างานนี้มันสำคัญกับผมมากแค่ไหน” โดยก่อนที่พวกเขาทั้ง 3 จะโด่งดังไปทั่วโลกจากรูปเซลฟี่เมื่อ 2019 ดาคาชีและเดซี เคยปรากฏตัวในภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับกอริลลาภูเขาเรื่อง Virunga เมื่อปี 2014 มาก่อนแล้ว

เอาล่ะก่อนจะไปถึงฉากเศร้า..เรามาพูดถึงเรื่องรูปเซลฟี่กันหน่อยดีกว่า รูปนี้ถูกถ่ายที่อุทยานแห่งชาติวิรุงกา เมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2019 ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจของรูปคือ ท่าโพสต์ของกอริลลาทั้งสอง โดยเจ้าดาคาชิ (ตัวซ้าย) ยืนทำท่าเหมือนล้วงกระเป๋า และเดซีที่ชะโยกหน้ามาเข้าเฟรมด้วย พร้อมกับเพื่อนเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ไกล ๆ ซึ่งมันดูเป็นธรรมชาติมาก ทำให้ผู้คนพากันแชร์รูปนี้จนโด่งดังไปทั่วโลก

ในตอนแรก เจ้าหน้าที่ตั้งใจจะปล่อยทั้งคู่กับสู่ป่าตามธรรมชาติ แต่ว่าบูมาคัดค้านเนื่องจากดาคาชีและเดซีถูกเลี้ยงให้อยู่ในศูนย์มาตั้งแต่เด็ก มันเอาตัวรอดไม่เก่ง-หากินเองไม่ได้-และเสี่ยงที่มันจะถูกพวกลักลอบล่าสัตว์ฆ่าตาย เขาไม่อยากให้มันมีจุดจบเหมือนแม่มัน

กระทั่งวันที่ 26 กันยายน 2021 ดาคาชีก็เสียชีวิตลงอย่างสงบในอ้อมแขนของบูมา ณ ศูนย์ดูแลกอริลลา Senkwekwe “ผมรู้ดีว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของดาคาชี ผมเลยใช้เวลาทั้งวันอยู่กับเขา กอดเขาจนวินาทีสุดท้าย เพราะผมรู้ว่าผมมีความหมายสำหรับดาคาชีมากแค่ไหน และผมก็อยากใช้เวลาตรงนี้เพื่อให้เขารู้ว่าเขาก็มีความหมายสำหรับผมมากเช่นกัน” – อังเดร บูมา กล่าว

Fact – รู้หรือไม่ว่า ? ชิมแปนซี สิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับเรามากที่สุดก็ไม่ชอบเผด็จการเหมือนกัน ซึ่งนักวิจัยพบ การปฏิวัติโค่นล้ม “จ่าฝูง” ของพวกมัน ที่บ้าอำนาจ แย่งชิงอาหาร กดขี่ และข่มขู่สมาชิกในฝูง ซึ่งการปฏิวัติของมันก็เถื่อนมากเหมือนกัน แต่จะเถื่อนและโหดแค่ไหน สามารถตามต่อได้ในหนังสือ Flagfrog Damn! ครับ

รู้จัก “คีนัม” (Kynam) ไม้ที่หายาก-และแพงที่สุดในโลก (ราคา 3 แสนบาท ต่อ 1 กรัม)

0

ถ้าถามว่าอะไรที่แพงและหายากที่สุดในโลก หลายคนคงนึกถึงเพชรไม่ก็ทองคำ แต่รู้หรือไม่ว่า มีไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “คีนัม” (Kynam) เป็นหนึ่งในประเภทของต้นกฤษณา (Aquilaria malaccensis) ที่มีมูลค่าสูงถึง 300,000 บาทต่อ 1 กรัม ซึ่งแพงและหายากกว่าอัญมณีใด ๆ ทั้งหมดบนโลก

ต้นกฤษณามีถิ่นกำเนิดในป่าฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถพบได้ในอินโดนีเซีย กัมพูชา รวมถึงประเทศไทยเองก็มีไม้ชนิดเช่นกัน นิยมใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมระดับพรีเมียมและเครื่องหอมต่าง ๆ ซึ่งแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Dior , John Langford ก็ใช้ไม้ชนิดนี้ในการนำมาสะกัดเป็นน้ำหอมด้วย

โดยสาเหตุที่มันมีราคาแพงขนาดนั้นเป็นเพราะหายากและความต้องการสูง โดยปกติไม้จากต้นกฤษณาไม่ได้มีราคาสูงมากนัก ไม่มัสี ไม่มีกลิ่น แต่มันจะมีค่าก็ต่อเมื่อเกิดการติดเชื้อราชื่อ Phialophora parasitica มันจะเข้าไปทำลายต้นกฤษณาจากภายใน ทำให้มันต้องป้องกันตัวเองด้วยการหลั่งน้ำยางสีดำออกมาที่แก่นลำต้น ซึ่งน้ำยางสีดำนี่แหละที่เรียกว่า “คีนัม” และทำให้มันมีราคาแพง

ที่สำคัญเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ต้นกฤษณาต้นใดจะมีคีนัมอยู่ที่แก่นต้น ต้องอาศัยดวงล้วน ๆ เพราะมันจะติดเชื้อรานี้จากสัตว์และแมลงตามธรรมชาติที่มากินต้นไม้ แน่นอนว่าเราควบคุมไม่ได้ แถมมันยังต้องอาศัยระยะเวลาที่นานมาก ๆ หลายร้อยปี ถึงจะได้คีนัมที่มีคุณภาพสูง (ยิ่งต้นไม้เก่าแก่ คีนัมก็ยิ่งแพง) ในเซี่ยงไฮ้เคยมีการเสนอซื้อขายกันในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 ล้านบาทเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีผู้คนจำนวนมากที่ออกตามล่าคีนัมในต้นกฤษณาเพื่อหวังจะได้เงินมหาศาล เป็นที่มาของการค้าไม้เถื่อน ซึ่งความยากของการหาคีนัมคือเราไม่สามารถดูจากภายนอกได้ มีวิธีเดียวคือต้องโค่นและจุดไฟเผาแก่นไม้เท่านั้น (ถ้ามีกลิ่นหอมละก็เตรียมรวยได้เลย) ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ต้นกฤษณาอายุมากค่อย ๆ ลดน้อยลงจนหายากมาก

ไม่นานมานี้ มีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ของซื้อต้นกฤษณาขนาดใหญ่ อายุกว่า 200 ปี จากวัดแห่งหนึ่ง ในประเทศกัมพูชา ด้วยจำนวนเงินมหาศาลกว่า 770 ล้านบาท โดยเชื่อว่าต้นนี้จะต้องมีคีนัมอยู่แน่ ๆ แต่ทว่าเจ้าอาวาสของวัดก็ปฏิเสธไป ซึ่งมันกลายเป็นที่น่าจับตามองและน่าเป็นห่วงว่าอาจถูกลักลอบตัดได้ ถึงขนาดต้องมีทหารมาคอยพลัดเวรยามเฝ้าต้นไม้ต้นนี้กันเลยทีเดียว

(ขวา) น้ำมันที่สะกัดจากคีนัม

โดยคีนัมเป็นที่นิยมกันมากในหมู่ชาวอาหรับในตะวันออกกลางอย่าง ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมานและอิสราเอล มักใช้ในการจุดควันหอมในการประกอบพิธีศาสนา ต้อนรับแขกผู้มาเยือน ทำเป็นน้ำหอม ซึ่งคีนัมเองก็มีหลายเกรด ถ้าเกรดไม่สูงมากมักจะนำไปสะกัดเป็นน้ำมันเพื่อเพิ่มมูลค่า เฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการเพาะคีนัมขายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ต้นกฤษณาติดเชื้อได้ แต่คุณภาพและราคาก็ไม่เทียบเท่าต้นไม้ป่าตามธรรมชาติอยู่ดี ซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นแหล่งส่งออกไม้กฤษณาและน้ำมันหอมจากคีนัมเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม

Fact – รู้หรือไม่ว่า “น้ำมันพลาย” หรือ “ยาเสน่ห์” มีอยู่จริงนะด้วยฝีมือของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่ได้ใช้ดีดหรือป้ายใส่คนที่เราแอบชอบนะ แต่มันเอาไว้ใช้สัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์และมันก็ได้ผลจริง เพราะมันทำให้สัตว์ตัวนั้นหื่นและผสมพันธุ์ไม่หยุดเลยล่ะ โดยเนื้อหาเต็ม ๆ จะอยู่ในหนังสือ Flagfrog Damn! (ราคา 279 บาท – ช่องทางสั่งซื้อผมแปะไว้ที่ใต้คอมเมนต์นะครับ)

ชายรับเลี้ยง “ฮิปโปกำพร้า” ลงทุนสร้างทะเลสาบส่วนตัวให้และมันก็กัดชายคนนั้นตายคาทะเลสาบ

0

มาริอุส เอลส์ ชายวัย 40 ปี รับเลี้ยงลูกฮิปโปตัวหนึ่งที่ถูกช่วยเหลือมาจากน้ำท่วมในป่า ประเทศแอฟริกาใต้ และตั้งชื่อมันว่า “ฮัมฟรีย์” ณ ตอนนั้นมันอายุ 5 เดือน เขารักมันเหมือนคนในครอบครัว ถึงขนาดสร้างทะเลสาบส่วนตัวให้ฮิปโปของเขาโดยเฉพาะ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตให้เหมือนอยู่ในธรรมชาติมากที่สุดและจะได้มีพื้นที่สำหรับว่ายน้ำเล่นกัน

มาริอุสสอนให้ฮิปโปตัวน้อยว่ายน้ำและคุ้นเคยกับมนุษย์ ถึงแม้คนรอบตัวจะพากันเตือนและไม่เห็นด้วยกับการรับฮิปโปมาเลี้ยง เนื่องจากมันเป็นสัตว์ป่าอันตรายและดุร้ายที่สุดในแอฟริกา แต่ตัวของมาริอุสก็ยืนกรานว่า “ฮัมฟรีย์น่ารักและไม่เหมือนฮิปโปทั่วไป ความสัมพันธ์ของผมและฮัมฟรีย์เป็นสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ สำหรับผม ฮัมฟรีย์เหมือนลูกชาย มันไม่ต่างอะไรจากสุนัขและแมวเลย”

จนกระทั่งฮัมฟรีย์อายุ 5 ปี ณ ตอนนี้มีขนาดใหญ่ถึง 1.2 ตัน ความสัมพันธ์ของมาริอุสและฮัมฟรีย์ดูจะสนิทสนมกันดีมาก โดยมีรูปภาพเป็นไวรัลที่เขากำลังขี่หลังเจ้าฮัมฟรีย์อย่างสนิทสนม เขากล่าวว่า ”มันอันตรายนิดหน่อย แต่ผมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าฮัมฟรีย์จะไม่ทำร้ายผม ตลอดหลายปีผมว่ายน้ำเล่นกับมันเป็นประจำ และเขาก็ยอมให้ผมขี่หลังด้วย” แต่ถึงอย่างนั้น หลุยส์ ภรรยาของมาริอุสก็ยังกังวลกับเรื่องนี้มาก เพราะเจ้าฮัมฟรีย์มันเคยก่อปัญหามาแล้วหลายครั้ง และมีครั้งหนึ่งที่บานปลายถึงขั้นเป็นข่าวใหญ่โตเลยด้วย

โดยเมื่อปี 2011 สำนักข่าวในแอฟริกาใต้รายงานว่า มีชายวัย 52 ปี และหลานชายอายุ 7 ขวบ ถูกฮัมฟรีย์ไล่ล่าขณะพายเรือแคนูในแม่น้ำที่ไหลผ่านฟาร์มของมาริอุส และต้องหนีตายไปหลบอยู่บนต้นไม้นาน 2 ชั่วโมง จนเจ้าของอย่างมาริอุสมาช่วยล่อฮัมฟรีย์ออกมา และทั้งคู่ก็ได้รับการช่วยเหลือ

ไม่เพียงเท่านี้ ตลอดระยะเวลาที่ฮัมฟรีย์อยู่ในฟาร์ม ยังมีรายงานว่า นักกอล์ฟที่มาออกรอบบริเวณรอบ ๆ ฟาร์ม ถูกฮัมฟรีย์ไล่ทำร้ายก็มี แถมยังมีลูกวัวและสัตว์เลี้ยงของหุ้นส่วนฟาร์มถูกฮัมฟรีย์ฆ่าตาย แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับมาริอุสฮัมฟรีย์ก็ยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเขาอยู่ดี 

และแล้วข่าวร้ายก็มาถึง เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2011 มีรายงานว่า คนในฟาร์มพบศพมาริอุสอยู่ในทะเลสาบที่เขาสร้างขึ้นมาให้ฮัมฟรีย์ สภาพศพเต็มไปด้วยบาดแผลฉีกขาด และรอยฝังเขี้ยวของฮิปโป แน่นอนว่าในฟาร์มมีฮิปโปแค่ตัวเดียว หมายความว่านี่เป็นฝีมือของฮัมฟรีย์ที่ลงมือขย้ำมาริอุสชายที่รักมันเหมือนลูก

สุดท้าย ไม่ทราบว่าทางครอบครัวของมาริอุสและเจ้าหน้าที่จัดการกับเจ้าฮัมฟรีย์อย่างไร ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ากฎหมายของแอฟริกาใต้เขาจัดการกับสัตว์ที่ทำร้ายมนุษย์จนเสียชีวิตอย่างไรกันแน่ แต่เป็นไปได้ว่ามันน่าจะถูกนำไปปล่อยในซาฟารีตามธรรมชาติมากกว่าจะนำมาเลี้ยงในส่วนสัตว์หรือศูนย์ดูแล เพราะมันดุเกินกว่าที่ใครจะดูแลมันไหวจริง ๆ

Fact – รู้หรือไม่ว่า ฮิปโปคือสัตว์ที่คร่าชีวิตผู้คนมากถึง 500 คนต่อปี มากกว่าจำนวนของเสือ สิงโต ช้าง แรด และฉลามรวมกันเสียอีก พวกมันมีนิสัยขี้หงุดหงิดและดุร้ายมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แรงกัดของมันมากกว่าสิงโตถึง 3 เท่า

Fact 2 – นักวิทยาศาสตร์พบ “ของเหลว” ที่จากตัวสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมันสามารถต้านทานและฆ่าเชื้อโรคได้แทบทุกชนิดบนโลก จนถูกตั้งฉายาว่า “ทองคำเหลว” ว่าแต่สัตว์ที่ว่านั้นคือตัวอะไร ? และทำไมมันถึงเจ๋งได้ขนาดนั้น ? ซึ่งเนื้อหาเต็มอยู่ในหนังสือ Flagfrog Damn! หากใครสนใจสามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องที่ผมจะแปะไว้ให้ในช่องคอมเมนต์นะครับ

นี่คือเหตุผลที่ “บิล เกตส์” ทุ่มเงินกว่า 6,000 ล้าน เพื่อพัฒนา “ส้วมที่ไม่ต้องราดน้ำ”

0

เมื่อปี 2011 มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ได้เปิดโครงการ Reivent the Toilet Challenge เพื่อเชิญชวนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกในการคิดค้น “ส้วม-ที่ไม่ต้องราดน้ำ” โดยให้ทุนสนับสนุนสูงถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งความน่าสนใจของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่เงินทุนอัดฉีด แต่อยู่ที่ประโยชน์ของมันที่หากสำเร็จจะช่วยชีวิตผู้คนได้กว่าครึ่งโลก

โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า มีเพียง 39% ของคนทั่วโลกที่มีห้องส้วมใช้อย่างสะอาดและปลอดภัย นั่นหมายความว่ามีผู้คนอีกกว่า 61% ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงห้องน้ำที่สะอาดได้ นั่นเป็นเพราะมีหลายพื้นที่ทั่วโลกที่น้ำเข้าไม่ถึง หรือไม่มีการจัดการที่ดีพอ ซึ่งบิล เกตส์มองเห็นปัญหานี้และอยากจะแก้ไขมันเพื่อช่วยให้โลกดีขึ้น

บิล เกตส์ กล่าวว่า “การที่มีห้องสุขาที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบต้องเสียชีวิตกว่าครึ่งล้านคนต่อปี และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลคิดเป็นเงินกว่า 6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งมันทำให้ผู้คนต้องสูญเสียรายได้ไปมหาศาลเพียงเพราะมีห้องสุขาที่ไม่ดี”

The Nano Membrane Toilet จากผลงานของ Cranfield University

ในหลายประเทศผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีห้องน้ำส่วนตัวในบ้าน ต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะร่วมกัน ทำให้มีโอกาสที่มีเชื้อโรคปะปนเช่น E. coli, Streptococcus ,ไวรัสตับอักเสบ ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น โรคปอดบวม ท้องร่วง อหิวาตกโรค และอื่น ๆ แถมการต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะก็เป็นอันตรายต่อผู้หญิงและเด็กที่หากต้องการปลดทุกข์ในเวลากลางคืน เสี่ยงที่จะถูกข่มขืนหรือถูกปล้น

กลับมาที่เรื่องส้วม – เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่หลายมหาวิทยาลัยทั่วโลกเข้าร่วมออกแบบและพัฒนาส้วมที่ไม่ต้องใช้น้ำ โดยในปี 2019 บิล เกตส์ ได้คัดเลือกและนำเสนอผลิตภัณฑ์กว่า 20 รายการ ในงาน Reinvented Toilet Expo ที่จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง บิล เกตส์กล่าวว่า “นี่เป็นงานที่รวบรวมความก้าวหน้าด้านสุขาที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

หนึ่งในการออกแบบที่น่าสนใจ คือ The Nano Membrane Toilet จากผลงานของ Cranfield University มีกลไกหลัก ๆ คือการแยกของแข็งออกจากของเหลว ของแข็งจะนำไปเผา ให้ได้ออกมาเป็นปุ๋ยไปใช้ต่อ และของเหลวผ่านเข้าเครื่องกรองนำไปใช้รดน้ำหรือชำระล้างได้ ที่สำคัญไม่มีกลิ่นด้วย เนื่องจากมีฟิลเตอร์ดักกลิ่นไม่ให้โชยออกมา

อย่างไรก็ตาม ส้วมที่ออกแบบมาทั้งเป็นเพียงงานต้นแบบเท่านั้น ยังมีราคาแพงและไม่สามารถนำไปใช้งานได้จริง แต่ในอนาคตมันต้องถูกพัฒนาให้มีราคาถูกและใช้อย่างแพร่หลายแน่นอน โดยเขาคาดว่ามูลค่าตลาดส้วมจะสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ภายในปีอีก 10 ปีข้างหน้า

Fact – บิล เกตส์ สร้างโรงบำบัดน้ำเสีย “Omni Processor” ที่สามารถอุจจาระปัสสาวะให้กลายเป็นน้ำสะอาดสามารถดื่มได้ ตั้งอยู่ที่ เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล โดยโรงงานแห่งนี้ให้บริการผู้คนในเมืองกว่า 1 แสนคน (เขาทดสอบดื่มน้ำจากเครื่องกรองอุจจาระนี้ด้วยตัวเองแล้ว และยืนยันว่ามันดื่มได้จริง ๆ)

Fact 2 – “นาธาน มาโวลต์” ชายที่บิล เกตส์ ยกย่องว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดที่เขาเคยรู้จัก โดยมาโวลต์เคยเป็นทั้งโปรแกรมเมอร์และเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ทำให้ไมโครซอฟต์เติบโตอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งหลังจากออกไมโครซอฟต์ เขายังไปลุยสะสมกระดูกฟอสซิลไดโนเสาร์ บ่มไวน์ สร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทำอาหาร เรียกได้ว่าเขาทำและประสบความสำเร็จกับทุกสิ่ง ซึ่งหากใครอยากอ่านเรื่องราวของเขาแบบเต็ม ๆ สามารถตามอ่านต่อได้ในหนังสือ Flagfrog Damn! ตอนนี้เหลืออีก 1,000 เล่มเท่านั้นนะครับ หมดแล้วหมดเลย ไม่ผลิตเพิ่มแล้วเด้อ..(ช่องทางสั่งซื้อแปะไว้ที่ใต้คอมเมนต์นะครับ)

ในที่สุด “ปีศาจทัสมาเนีย” ก็รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ และกำเนิดอีกครั้งในรอบ 3,000 ปี

0

ปีศาจแทสมาเนีย (Tasmania Devil) สัตว์กินเนื้อประเภทกระเป๋าหน้าท้องที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สูญพันธุ์ไปจากแผ่นดินใหญ่ของออสเตรเลียนานกว่า 3,000 ปี แต่ข่าวดีล่าสุด “ลูกแทสมาเนียตัวแรก” บนแผ่นดินใหญ่ของออสเตรเลียถือกำเนิดขึ้นแล้ว

ในอดีตตัวแทสมาเนียสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันสามารถพบพวกมันได้บนเกาะแทสมาเนียเท่านั้น โดยสาเหตุมาจากในอดีตผู้คนพยายามกำจัดตัวแทสมาเนีย เนื่องจากพวกมันฆ่าสัตว์เลี้ยงตามบ้านเรือนจำนวนมาก ประกอบกับการมาของหมาป่าดิงโก้ (Dingo) ทำให้จำนวนแทสมาเนียค่อย ๆ ลดลง อีกทั้งโรคเนื้องอกบนใบหน้า (DFTD) ที่แพร่ระบาดในหมู่แทสมาเนีย จนคร่าชีวิตพวกมันไปหลายหมื่นตัว

อย่างไรก็ตาม แม้บนเกาะแทสมาเนียจะเป็นแหล่งที่อยู่เดียวของพวกมัน ณ ตอนนี้ แต่สถานะของแทสมาเนียก็นับว่าใกล้สูญพันธุ์เต็มที เนื่องจากโรคเนื้องอก DFTD ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จะแก้ปัญหาโรคนี้ในวงกว้างได้ยังไง ดังนั้นเพื่อปกป้องสายพันธุ์แทสมาเนีย พวกเขาจึงต้องแยกพวกมันออกมาเพาะพันธุ์อยู่บนแผ่นดินใหญ่แทน

โดยเมื่อปี 2011 องค์กรอนุรักษ์สัตว์ Aussie Ark ร่วมกับ Re:Wild และ WildArk ได้จัดตั้งโครงการรื้อฟื้นปีศาจแทสมาเนียบนแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลีย ด้วยการนำแทสมาเนีย 44 ตัว จากเกาะแทสมาเนียไปดูแลในศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์ใน Devil Ark บนแผ่นดินใหญ่ และปล่อย 26 ตัวเข้าไปในป่าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ โดยในจำนวนนั้นมีตัวเมียที่เป็นวัยเจริญพันธุ์ 7 ตัว 

และแล้วในปี 2020 นักวิจัยสำรวจประชากรของของแทสมาเนียทั้งหมดที่ปล่อยไป และพบว่ามีลูกแทสมาเนียที่กำเนิดขึ้นมาใหม่ถึง 7 ตัว ซึ่งพวกเขาประเมินว่าจริง ๆ อาจมีมากกว่านั้นถึง 20 ตัวเลยทีเดียว นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งเพราะการที่เห็นมันขยายพันธุ์ได้แบบนี้ แสดงว่าพวกมันสามารถปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้แล้ว 

ทั้งนี้ การมีแทสมาเนียบนแผ่นดินใหญ่ยังดีต่อระบบนิเวศด้วย เพราะมันสามารถช่วยกำจัดสัตว์ขนาดเล็ก อย่างหนูและแมลง ที่อาจทำลายพืชพันธุ์ อีกทั้งมันยังเป็นนักกำจัดซาก เนื่องจากมีกรามแข็งแรงมาก มันจึงสามารถกินซากสัตว์ที่ตายแล้วได้ทั้งตัวตั้งแต่เครื่องในยันกระดูก

ตัวอ่อนลูกทาสมาเนียที่พัฒนาในกระเป๋าหน้าทอง

เพิ่มเติม – การสืบพันธุ์ของแทสมาเนียนั้นตรวจได้ยาก โดยหลังจากทำการผสมพันธุ์แล้ว ตัวอ่อนจะพัฒนาขึ้นในกระเป๋าหน้าท้องของแม่ ซึ่งในแต่ละครั้งจะให้กำเนิดตัวอ่อนราว 20-30 ตัว ภายใน 3 สัปดาห์ตัวอ่อนจะพัฒนาให้สามารถดูดนมจากจุกนมในกระเป๋าหน้าท้องได้ แต่น่าเศร้าที่ภายในท้องมีจุกนมเพียงแค่ 4 จุกเท่านั้น ดังนั้น จะมีตัวอ่อนสูงสุดเพียง 4 ตัวเท่านั้นที่จะสามารถมีชีวิตรอด จนโตพอจะสามารถออกมาใช้ชีวิตนอกกระเป็าได้

Fact – ปีศาจแทสมาเนีย (ชื่อวิทยาศาสตร์ – Sarcophilus harrisii) ขนาดลำตัวยาว 76 ซม. หนักราว 12 กิโลกรัม โดยปกติแล้ว พวกมันมีนิสัยค่อนข้างสงบ แต่จะก้าวร้าวและดุร้ายมากต่อเมื่อถูกคุกคามเข้าไปในอาณาเขต อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นคือ “เสียงคำราม” ที่ฟังดูแล้วคล้ายกับเสียงขู่ของหมาป่าเลยล่ะ

พบกับ “ปลาฟรินช์เฮด” ปลาที่ใช้ “ปากพรีเดเตอร์” ของมันแก้ปัญหาทุกๆอย่างในชีวิต

0

เชื่อว่าแว๊บแรกที่ทุกคนเห็นรูปนี้ และกดเข้ามาอ่าน ต้องสงสัยเหมือนผมแน่ ๆ เลยว่า “นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย !?” ซึ่งมันก็คือ “ปลาซาร์คาสติก-ฟรินช์เฮด” (Sarcastic Fringehead) ปลาหน้าตาประหลาดที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และบอกได้เลยว่านิสัยของมันก็โหดและดุร้ายเหมือนหน้าของมันเป๊ะ ๆ

ก่อนอื่นมาดูที่มาของชื่อมันกันสักนิด – จริง ๆ แล้วคำว่า Sarcastic แปลว่าการเยาะเย้ย หรือประชดประชัน แต่ว่าจริง ๆ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก sarkasmós แปลว่ากัดฉีก” ส่วนคำว่า Fringehead มาจากติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่งอกออกมาบนหัว ซึ่งค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์  มีชื่อวิทยาศาสตร์ Neoclinus blanchardi ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1983

พวกมันถูกจัดอยู่ในประเภทของปลาเบลนนี่ (Blenny) ลำตัวมีสีน้ำตาลอมเทา หรือสีแดงอมเขียว มักอาศัยอยู่ในร่องหิน เปลือกหอย ดินโคลน มีขนาดลำตัวยาว 30 เซนติเมตร มีอายุขัย 6 ปี มีถิ่นกำเนิดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก สามารถพบได้ที่ระดับความลึกตั้งแต่ 3 เมตรเป็นต้นไป จนถึงลึกสุดประมาณ 70 เมตร

เอาล่ะ..มาพูดถึงไฮไลต์ของเจ้าปลาชนิดนี้กันบ้าง นั่นก็คือ “ปาก” ของมันที่มีลักษณะเป็นครีบคู่แผ่แบนออกด้านข้างคล้ายกับตัว Predator ในเรื่อง Alien ยังไงยังงั้น ซึ่งพวกมันเป็นปลาที่ไม่ได้มีสกิลอะไรมากนัก เนื่องจากสายตาไม่ดี ไม่มีความเร็ว และขนาดก็ไม่ได้ใหญ่เว่อร์วังเหมือนปลาทะเลอื่น ๆ พวกมันจึงทำได้แค่ซ่อนตัว และแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยปาก ไม่ว่าจะป้องกันตัว-ล่าเหยื่อ-หาคู่ แค่อ้าปากทุกอย่างก็จบ (ใช้ปากมากกว่าตาและสมอง)

โดยปลาซาร์คาสติก-ฟรินช์เฮดจะล่าเหยื่อง่าย ๆ ด้วยการรออยู่เฉย ๆ และรองับเหยื่อที่เผลอว่ายเข้ามาในระยะสังหาร ซึ่งความแม่นยำก็ไม่ค่อยจำเป็นมากนักเพราะปากมันกว้างอยู่แล้ว ส่วนในการหาคู่ พวกมันจะอ้าปากโชว์ตัวเมีย ยิ่งปากหว่าก็ยิ่งมีเสน่ห์ เพราะมันบ่งบอกถึงความแข็งแรงแข็งแกร่ง หรือหากต้องต่อสู้แย่งชิงตัวเมีย ตัวผู้จะอ้าปากประกบกันเพื่อวัดกำลังและขนาดของปาก ซึ่งหากตัวไหนแพ้ก็ต้องตกเป็นอาหารของปลาที่ชนะหรือไม่ก็ว่ายหนีไป

อีกทั้งมันยังเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้ายและหวงถิ่นอย่างแรง อาจจะเพราะว่ามันสายตาไม่ดี ไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู ดังนั้นจึงต้องป้องกันไว้ก่อน โดยใครก็ตามที่กล้าบุกรุกเข้าไปในอาณาเขต มันจะโจมตีสิ่งมีชีวิตนั้นทันที ไม้เว้นแม้แต่มนุษย์เองก็เช่นกัน ซึ่งมันสามารถกินทุกอย่างที่มีขนาดเล็กกว่าปากมันได้ทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงพฤติกรรมการกินอาหารของมัน เนื่องจากปลาชนิดนี้ต่างจากปลาในตระกูลเบลนนี่อื่น ๆ ที่สามารถดูดกินแพลงก์ตอนได้ แต่ปลาซาร์คาสติก-ฟรินช์เฮดทำไม่ได้ สุดท้ายในแง่ของเรื่องความเสี่ยงอันตรายดูเหมือนว่ามันจะไม่ตกเป็นเป้าของนักล่าชนิดใดเลย รวมถึงในด้านการทำการประมงด้วย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าสายพันธุ์ของปลาซาร์คาสติก-ฟรินช์เฮด ยังคงปลอดภัยจากการเสี่ยงสูญพันธุ์ในขณะนี้ครับ