วันเสาร์, กรกฎาคม 24, 2021

รู้จักกับ “สตานิสลาฟ เปตรอฟ” นายทหารผู้หยุดยั้งการเกิด “สงครามโลกครั้งที่ 3”

ย้อนไปในช่วงสงครามเย็น “สตานิสลาฟ เยฟกราโฟวิช เปตรอฟ” นายทหารนาวาอากาศโทของกองทัพสหภาพโซเวียต ได้รับมอบหมายให้จับตาดูหน้าจอเครื่องตรวจจับขีปนาวุธอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่ามีการโจมตีใด ๆ มาจากฝ่ายสหรัฐฯ หรือไม่ และจะต้องรายงานสิ่งที่พบให้กับผู้บังคับบัญชาทราบโดยทันที ซึ่งด้วยหน้าที่นี้เองที่ทำให้เขาสามารถหยุดยั้งการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในที่สุด

(ภาพซ้าย) สตานิสลาฟ เปตรอฟ เมื่อครั้งยังเป็นทหารอากาศ, (ภาพขวา) ภาพจำลองการสังเกตการณ์จากเครื่องตรวจจับ

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน ปี ค.ศ.1983 จู่ ๆ เครื่องตรวจจับก็แสดงผลจุดสีแดง 5 จุด บนหน้าจอ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจเป็นขีปนาวุธ 5 ลูกกำลังมุ่งตรงมายังโซเวียต แต่เปตรอฟกลับสงสัยว่า นี่อาจเป็นการทำงานที่ผิดพลาดของระบบ เนื่องจากเครื่องตรวจจับนั้นยังใหม่ และไม่ค่อยน่าเชื่อถือ อีกทั้งเปตรอฟยังสงสัยว่าหากสหรัฐฯ ต้องการจะโจมตีจริง ๆ พวกเขาคงยิงขีปนาวุธมาเต็มขั้น ดังนั้น 5 ลูกที่ตรวจจับได้จึงดูไม่สมเหตุสมผลนัก

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจ “ไม่แจ้ง” การแสดงผลดังกล่าวแก่ผู้บังคับบัญชา ซึ่งแม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจนัก แต่การตรวจสอบในภายหลังพบว่า “คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาดจริง ๆ” โดยจุดสีแดงดังกล่าวมาจากการตรวจจับแสงแดดที่สะท้อนจากเมฆนั่นเอง



แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากเปตรอฟเลือกตัดสินใจแจ้งผู้บังคับบัญชา? ตอบ : เป็นไปได้ว่า โซเวียตอาจตัดสินใจโจมตีกลับทันที ซึ่งตามรายงานของสภาคองเกรส (ปี ค.ศ.1979) ระบุว่า ณ ตอนนั้นโซเวียตมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 35,000 ลูก ในขณะที่สหรัฐฯ มี 23,000 ลูก ดังนั้น หากโซเวียตโจมตีอย่างเต็มรูปแบบจะสามารถสังหารประชาชนสหรัฐฯ ได้มากถึง 82-180 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 35-77% ของประชากรทั้งหมด และเมื่อสหรัฐฯ โจมตีกลับ จะทำให้ชาวโซเวียตล้มตายไปประมาณ 54-108 ล้านคน หรือคิดเป็น 20-40% ของประชากรทั้งหมด

แน่นอนว่าผลของสงครามจะไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะมันจะตามมาด้วยการเข้าร่วมของนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหยุดชะงักของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและการพังทลายของเศรษฐกิจโลกอาจจะทำให้ผู้คนราว 2 พันล้านคนทั่วโลกล้มตายจากภาวะความอดยากในที่สุด ทั้งนี้ การไม่แจ้งผลการทำงานของคอมพิวเตอร์ในครั้งนั้น ทำให้เปตรอฟถูกตำหนิจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่เขากล่าวว่า “ผมยอมมีความผิดจากการบกพร่องต่อหน้าที่ ดีกว่าต้องเป็นคนจุดชนวนเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3”

(ภาพซ้าย) เปตรอฟขณะขึ้นรับรางวัล Dresden Award ในปี 2014, (ภาพขวา) เปตรอฟกับโล่รางวัล World Citizen Award ที่เขาได้รับเมื่อปี 2004

โดยเปตรอฟไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เนื่องจากกลัวว่าโซเวียตจะเสื่อมเสียชื่อเสียงที่มีเทคโนโลยีที่ทำงานผิดพลาด จนกระทั่งปี ค.ศ.1998 เมื่อบันทึกของอดีตนายทหารระดับสูงของโซเวียตถูกเผยแพร่ นั่นทำให้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงความกล้าหาญของเปตรอฟและทำให้เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมายในเวทีระดับโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ทั่วโลกจะสดุดีในความกล้าหาญของเปตรอฟ แต่ในรัสเซียเขาไม่เคยได้รับการพูดถึงใด ๆ เลย ซึ่งในช่วงบั้นปลายชีวิต เปตรอฟอาศัยอยู่ในบ้านพักย่านชานเมืองมอสโกเพียงคนเดียว ก่อนจะเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม ปี 2017 ซึ่งข่าวการเสียชีวิตของเขามีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่รู้ และไม่มีสื่อในประเทศนำเสนอข่าวแต่อย่างใด โดยหลังจากนั้น 4 เดือนจึงมีการเปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของเขาให้ทั่วโลกโดยเพื่อนชาวเยอรมันของเขานั่นเอง

เผยเหตุการณ์สุดช็อก – นักวิจัยเผลอฆ่าสัตว์ที่แก่ที่สุดในโลก (อายุ 507 ปี) ตาย แบบไม่ตั้งใจ

เมื่อปี 2007 มีการพาดหัวข่าวจากสำนักข่าวทั่วโลก ว่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบังกอร์ แห่งสหราชอาณาจักร เผลอฆ่าหอยกาบ (ถูกตั้งชื่อว่า” หมิง”) ที่มีอายุถึง 507 ปีโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากต้องการศึกษาว่ามันมีอายุเท่าไหร่ ซึ่งนี่นับว่าเป็นการจบชีวิตสัตว์ที่มีอายุยืนมากที่สุดเท่าที่โลกเคยพบมา ทั้งที่หากปล่อยไว้มันจะมีอายุต่อไปได้อีกยาวเลยล่ะ

เปลือกหอยหมิง

เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับนักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างมาก แต่ทว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตามรายงานของ National Geographic ระบุว่า หอยหมิงถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 2006 ที่ใต้มหาสมุทรในประเทศไอซ์แลนด์ พร้อมกับตัวอย่างสัตว์ทะเลอื่น ๆ อีกกว่า 200 ตัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรและสภาพอากาศ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งพวกมันเสียชีวิตตั้งแต่นำขึ้นมาบนเรือแล้วต่างหาก ไม่ได้ถูกฆ่าระหว่างการศึกษาอย่างที่เข้าใจกัน

นอกจากนี้ สำนักข่าว BBC ยังรายงานเสริมว่า ในปี 2011 มีงานวิจัยที่เผยให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลส่วนมากแล้วจะมีอายุมากเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบสัตว์ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี เจมส์ สคอร์ส นักธรณีวิทยาทางทะเลผู้นำทีมวิจัย ระบุว่า หอยในทะเลจะมีวงปีเกิดขึ้นบนเปลือกทุกปีตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งวงปีเหล่านี้สามารถบอกความเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรในแต่ละปีได้ เช่น

เปลือกหอยพันธุ์เดียวกับหอยหมิง

หากปีนั้นมหาสมุทรมีอุณหภูมิน้ำที่เหมาะสม แหล่งอาหารสมบูรณ์ กระแสน้ำทะเลคงที่ เส้นวงปีจะขึ้นคมชัดเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยอุดมสมบูรณ์ทำให้สามารถเติบโตได้เต็มที่ และหากปีไหนที่อุณหภูมิน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัด กระแสน้ำทะเลรุนแรง ขาดสารอาหาร เส้นวงปีอาจไม่ปรากฏชัดเจน เนื่องจากในปีนั้นพวกมันขยายขนาดเปลือกได้ไม่เต็มที่ เป็นต้น

โดยระหว่างการศึกษาตัวอย่างทั้งหมดที่เก็บมาได้ นักวิจัยพบว่าหอยหมิงแตกต่างจากตัวอย่างสัตว์ทะเลอื่น ๆ ที่เก็บมาได้ เนื่องจากมันมีวงปีที่ถี่ผิดปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบครั้งแรกคาดว่ามันมีอายุระหว่าง 405-410 ปี ก่อนจะทราบตัวเลขที่แท้จริง (507 ปี) หลังนักวิจัยทำการแกะเปลือกและไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ณ ตอนนั้น พวกเขาช็อกมาก เพราะรู้ตัวทันทีว่าเพิ่งแยกชิ้นส่วนสัตว์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกไป

สุดท้าย แม้การตายของหอยหมิงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่นักวิจัยเชื่อว่านี่อาจนำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อระบบนิเวศของโลก แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่า ในมหาสมุทรจะต้องมีสิ่งมีชีวิตที่อายุมากกว่าหอยหมิงแน่นอน และที่สำคัญหอยชนิดนี้เป็นหอยพาณิชย์ ดังนั้นไม่แน่ว่า หากคุณชื่นชอบเมนูซุปหอย คุณอาจเผลอกินหอยที่อายุหลายร้อยปีเข้าแบบไม่รู้ตัวก็เป็นได้

Fact – เพราะเหตุใด? “หอยนางรม” ถึงเป็นยาโด๊ปชั้นเลิศของผู้ชาย ตอบ : เนื่องจากหอยนางรมมี “ธาตุสังกะสี” มากถึง 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กรัม ซึ่งธาตุสังกะสีเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างฮอร์โมนเพศชายและผลิตตัวอสุจิ แถมทำให้มีความรู้สึกทางเพศมากขึ้นด้วย

รู้จัก “จิมปี-จิมปี” (Gympie-Gympie) ต้นไม้อันตราย-ที่ครอบครองเข็มพิษรุนแรงที่สุดในโลก

รู้จักกับต้น “จิมปี-จิมปี” (Gympie-Gympie) ชื่อวิทยาศาสตร์ Dendrocnide moroides เป็นต้นไม้ที่ลักษณะภายนอกดูธรรมดาไม่มีลักษณะโดดเด่น แต่ความจริงแล้ว..นี่คือต้นไม้ที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะใบของมันถูกปกคลุมด้วยเข็มพิษขนาดเล็กมากมายที่สามารถสร้างความเจ็บปวดระยะยาว จนเคยมีเรื่องเล่าว่ามีทหารคนหนึ่งยอมยิงตัวตายเพราะเผลอเอาใบจิมปีจิมปีไปเช็ดก้น

โดยต้นจิมปีจิมปี ถูกพบครั้งแรกเมื่อช่วงปี ..1860 ถูกตั้งชื่อตามถิ่นกำเนิดที่พบคือในป่าฝนทางตะวันออกเฉียงเหนือ ณ เมืองจิมปี ประเทศออสเตรเลีย ใบมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ มีขนปกคลุม (เข็มพิษ) สามารถโตได้สูงสุด 3 เมตร ใบมีตั้งแต่ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือไปจนถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตรเลยทีเดียว

ซึ่งจากการศึกษา นักวิจัยยังไม่ทราบสารและองค์ประกอบพิษของพืชชนิดนี้ แต่โครงสร้างของมันมีลักษณะเหมือนกระเปาะที่สะสมพิษเอาไว้และเข็มเล็กกลวงคล้ายเข็มฉีดยา โดยทันทีที่ถูกสัมผัส เข็มจะทิ่มไปยังผิวหนังและปล่อยพิษเข้าสู่เนื้อเยื้อ ไม่เพียงเท่านี้ เข็มพิษยังสามารถลอยไปในอากาศได้ หากเผลอสูดดมเข้าไปอาจทำให้น้ำมูกไหล ระคายเคือง และเลือดออกโพรงจมูกได้

ไคริล บลอมเลย์ อดีตทหารชาวออสเตรเลีย กล่าวกับ Australian Geographic ว่า “ระหว่างการฝึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมบังเอิญไปนอนทับต้นจิมปี-จิมปี ซึ่งมันเหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยล่ะ ผมแทบทนความเจ็บปวดไม่ไหว นอนหลับไม่ได้ และต้องเข้ารับการรักษานาน 3 สัปดาห์ ระหว่างนั้นมันรู้สึกเหมือนโดนงูกัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งผ่านไป 2 ปี ความเจ็บปวดนี้ถึงหายไป

ในปี ค.ศ.1989 มารินา เฮอร์เลย์ นักพฤกษศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้มีพิษ ได้เดินทางไปยังป่าฝน Atherton Tablelands ในรัฐควีนส์แลนด์ และศึกษาอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งระหว่างที่ศึกษามารินาโดนต่อยอยู่หลายครั้ง โดยเธออธิบายไว้ในบทความ The Conversation ว่า

“ทันทีที่โดนต่อยคุณจะรู้สึกเหมือนโดนไฟเผาและถูกไฟช็อตในเวลาเดียวกัน ณ บริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับต้นจิมปี-จิมปี แต่นั่นก็เป็นเพียงอาการเรียกน้ำย่อย เพราะความเจ็บปวดแบบขีดสุดจะตามมาหลังจากผ่านไป 20-30 นาที ซึ่งความน่ากลัวที่แท้จริงของมันคือ เข็มพิษของมันจะฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ไม่สามารถดึงออกได้ (หรือดึงออกยาก) และจะคงออกฤทธิ์ยาวนาน 6 เดือน ซึ่งช่วงเวลาระหว่างนี้ หากผิวถูกสัมผัสหรือโดนน้ำ ความเจ็บปวดจะกลับมาเหมือนวันแรกที่โดนเลยล่ะ”

(ซ้าย) ตัวพาเดเมลอน

อย่างไรก็ตาม แม้มันจะมีพิษที่รุนแรงแต่ทว่าระหว่างการศึกษา มารินาพบว่ามีแมลงและสัตว์หลายชนิดกินใบของต้นจิมปี-จิมปีได้ และดูเหมือนมันจะเป็นอาหารโปรดของตัวพาเดเมลอนขาแดง (Red-Legged Pademelons) อีกด้วย ซึ่งยังไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าพวกมันกินโดยไม่ได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การพัฒนายารักษาและยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Fact – พิษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จักคือ พิษโบทูลินัมประเภท “Botulinum Toxin type H” ซึ่งมีความรุนแรงมากถึงขนาดที่ใช้พิษเพียงแค่ 2 ส่วนพันล้านกรัม ก็เพียงพอจะฆ่าผู้ใหญ่หนึ่งคนได้สบาย

“อัลลิเกเตอร์ไร้หาง = สัตว์ที่ตายแล้ว” ทีมงานจึงประกอบ “หาง 3D” ให้มันเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง

ตามรายงานของเว็บไซต์ National Geographic ระบุว่า เมื่อปี 2013 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมรถบรรทุกที่ลักลอบค้าสัตว์ผิดกฎหมาย ซึ่งพบสัตว์แปลกจำนวนมากอยู่ท้ายรถ หนึ่งในนั้นคือ “อัลลิเกเตอร์หางด้วน” ภายหลังถูกตั้งชื่อว่า “มิสเตอร์สตับส์” (Mr.Stubbs)

โดยเจ้าหน้าที่ส่งต่อเจ้าสตับส์ให้กับ Phoenix Herpetological Society ศูนย์ดูแลสัตว์แปลกในรัฐฟินิกซ์ ให้ช่วยดูแลมันต่อ ซึ่งทันทีที่มาถึงเจ้าหน้าที่ทดสอบให้มันลองว่ายน้ำปรากฏว่า สตับส์ไม่สามารถทรงตัวในน้ำได้เลย หรือก็คือ-ว่ายน้ำไม่ได้นั่นเอง ดังนั้นทีมงานจึงพยายามหาวิธีที่จะช่วยต่อหางให้มันใหม่ 

ด้วยการหล่อหางเทียมจากอัลลิเกเตอร์ที่มีขนาดตัวใกล้เคียงกัน แต่ก็ล้มเหลว เพราะหางใหม่นี้ทำลายศูนย์ถ่วงน้ำหนักของร่างกาย รวมถึงมีน้ำหนักมากเกินไป ไม่ต้องพูดถึงการว่ายน้ำเพราะแค่เดินเจ้าสตับส์ยังทำไม่ได้เลย ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่ก้าวหน้ามากพอจะมาช่วยต่อหางให้มันได้

จนกระทั่ง 5 ปีผ่านไป เทคโนโลยี 3D Printing ก็มาถึง จัสติน จอร์จี รองศาสตราจารย์ด้านกายวิภาคศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิดเวสเตอร์ ร่วมมือกันกับทีมงานของ Phoenix Herpetological Society ในการใช้เครื่องสแกน Artec 3D สแกนรอยเว้าแหว่งของส่วนหางที่ขาดไป เพื่อที่จะประกอบเข้ากับหางเทียมที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่ให้ลงล็อคพอดี ซึ่งการพิมพ์หางนั้น ทีมวิจัยได้ติดตั้ง Reflective Markers บนตัวเจ้าสตับส์ เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหว และจำลองหางขึ้นมาให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของสตับส์มากที่สุด (เป็นเทคนิคเดียวกับการสร้าง CG ในภาพยนตร์ฮอลลีวูด)

ผ่านไป 5 สัปดาห์หลังการติดตั้งหางเทียม ดูเหมือนว่าเจ้าสตับส์จะปรับตัวเข้ากับหางใหม่ได้ดีเนื่องจากมันฟาดหางใส่อาสาสมัครคนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลืองานวิจัยนี้ (โชคดีที่อาสาสมัครคนนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บ) “นี่มันยอดเยี่ยมมากและน่าตื่นเต้นสุด ๆ มันเป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่าสตับส์ชอบหางใหม่นี้ อย่างไรก็ตามผมคาดว่าหางนี้อาจต้องเปลี่ยนทุก ๆ 1 ปีตามขนาดตัวที่โตขึ้น” – จัสติน จอร์จี กล่าวกับ National Geographic

สุดท้าย การวิจัยนี้ก็ประสบความสำเร็จ เจ้าสตับส์สามารถกลับมาว่ายน้ำได้เหมือนอัลลิเกเตอร์ทั่วไป แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะคุ้นชิน โดยนักวิจัยหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นและสามารถนำไปใช้กับสัตว์พิการทั่วโลกที่ยังคงรอการช่วยเหลือ

เพิ่มเติม – ทำไมถึงบอกว่าอัลลิเกเตอร์ที่ไม่มีหาง = อัลลิเกเตอร์ที่ตายแล้ว ? ตอบ : เพราะว่าอัลลิเกเตอร์ใช้หางในการทรงตัวขณะว่ายน้ำ ที่สำคัญพวกมันล่าเหยื่อในน้ำ นั่นหมายความว่า หากไม่มีหาง = หาอาหารไม่ได้นั่นเอง และนอกจากจะว่ายน้ำไม่ได้แล้ว อัลลิเกเตอร์หางด้วนอาจตกเป็นเหยื่อของอัลลิเกเตอร์ด้วยกันเองเนื่องจากมันจะอ่อนแอ และยากที่จะต่อสู้ป้องกันตัว

ภารกิจตามหาญาติทั้ง 14 คนของ “ลีโอนาโด ดา วินชี” (ที่ปัจจุบันพวกเขายังมีชีวิตอยู่)

หลายสิบปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ “Leonardo da Vinci DNA project” นักวิจัยใช้ DNA จากหลุมศพที่เชื่อว่าเป็นของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ที่ตั้งอยู่ในโบสถ์เซนต์ฟลอเรนติน ในเมืองแอมบอยซี ประเทศฝรั่งเศส ในการตามหาญาติของศิลปินระดับโลกผู้นี้ ซึ่งพบว่ามี 14 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

โดยโครงการนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Human Evolution นำโดย “อเลซานโดร เวซโซซี” และ “แอกเนส ซาบาโต” นักประวัติศาสตร์ศิลป์ ซึ่งทั้งคู่ได้รวบรวมเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเชื้อสายลีโอนาร์โด ตลอดช่วง 690 ปีที่ผ่านมา บวกกับข้อมูลดีเอ็นเอที่ได้จากหลุมศพ จนสามารถระบุได้ว่าตระกูลของลีโอนาร์โดดาวินชีนั้นมีทั้งหมด 21 รุ่น (Generations) โดยลีโอนาร์โดอยู่ในรุ่นที่ 6 

และอย่างที่ทราบกันดีว่าลีโอนาร์โดไม่เคยแต่งงานและไม่มีเคยมีลูก ดังนั้นญาติของเขาจึงถูกสืบเชื้อสายมาจากพี่น้องต่างพ่อ-แม่ทั้ง 22 คน ว่าแต่..นักวิจัยทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นญาติกับลีโอนาร์โด ? ตอบ : นักวิจัยยึดผู้ชายเป็นหลัก เนื่องจากมีโครโมโซม Y ที่สามารถถูกส่งต่อกันในเครือญาติโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง (คาดว่ามันจะถูกส่งต่อไปได้ถึงรุ่นที่ 25) นั่นหมายความว่า หากใครเป็นญาติกับลีโอนาร์โดจริง จะต้องมีโครโมโซม Y เหมือนกับเขานั่นเอง

ภาพถ่ายรวมญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของลีโอนาร์โด ดา วินชี ในงานแถลงขาวที่เมืองวินชี

ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า ต้นตระกูลของลีโอนาร์โด เริ่มขึ้นที่ “มิเคเล” ทวดของลีโอนาร์โด (เกิดเมื่อปี ค.ศ.1331) รวมแล้วปัจจุบันเขามีญาติทั้งหมด 225 คน ส่วนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีอายุตั้งแต่ 1 ขวบ ไปจนถึงแก่สุดที่ 85 ปี โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 นักวิจัยในทีมเดียวกันรายงานว่ามีญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมด 35 คน แต่ทว่าหลายคนที่เป็นผู้หญิง มีหลักฐานทางพันธุกรรมที่ค่อนข้างคลุมเคลือไม่แน่นอน พวกเขาจึงตัดออกไปและเหลือ 14 คนที่ยืนยันได้ว่าเป็นสายเลือดของลีโอนาร์โดจริง ๆ

สำหรับญาติทั้ง 14 คน แม้จะไม่ได้อยู่ในเมืองวินชีที่เป็นบ้านเกิดของลีโอนาร์โดแล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดยังอาศัยอยู่ในเมืองใกล้เคียงในแคว้นทัสคานี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทั่วไป เช่น เสมียน นักสำรวจ ช่างฝีมือ รวมไปถึงผู้กับกับภาพยนตร์ที่โด่งดังอย่าง Franco Zeffirelli (เสียชีวิตไปแล้ว) ที่กำกับภาพยนตร์เรื่อง Romeo and Juliet (1968)

สุดท้าย นักวิจัยหวังว่า DNA และบุคคลที่ขึ้นชื่อว่ามีสายเลือดของศิลปินอัจฉริยะระดับโลกจะสามารถช่วยไขคำตอบของคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับความอัจฉริยะในทุก ๆ ด้านของลีโอนาร์โด ดา วินชี รวมถึงทัศนคติและมุมมองที่แตกต่างกับคนยุคนั้นอย่างสุดขั้ว รวมไปถึงปริศนาอีกมากมายที่นักวิจัยยังค้นหาคำตอบกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ครับ

Franco Zeffirelli ผู้กำกับภาพยนตร์ Romeo and Juliet (1968) หนึ่งในญาติของลีโอนาร์โด

เพิ่มเติม – “The Vitruvian Man” ภาพร่างที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นภาพร่างสรีระของมนุษย์ที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์มากที่สุด เป็นหนึ่งในภาพวาดของลีโอนาร์โด ดาวินชี ที่อยู่ในบันทึก Liester codex ถูกวาดขึ้นในช่วง ค.ศ.1490 ซึ่งกว่าจะได้รูปนี้มาเขาต้องลักลอบผ่าศพมนุษย์กว่า 30 ศพ (ทั้งคนปกติและคนป่วย) จนสามารถวาดภาพกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องคมชัด พร้อมเขียนอธิบายถึงวิธีการทำงานของแต่ละมัดได้อย่างสมบูรณ์

โดยการกระทำแบบนี้นับว่าฝ่าฝืนกฏของคริสตจักรในยุคนั้นอย่างมาก หากถูกจับได้เขาจะได้รับโทษประหารด้วยการเผาทั้งเป็น นั่นทำให้บันทึกถูกซ่อนไว้มานานกว่า 300 ปี จนกระทั่งถูกเปิดเผยในศตวรรษที่ 18 ซึ่งรูปของ The Vitruvian Man ทำให้ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้

รู้จักกับ “นกยางดำ” (Black heron) ที่พวกมันนี่แหละ-เป็นเจ้าของฉายา “ร่มนักล่า” มาร่วม 200 ปี

นี่คือ “นกยางดำ” (Black heron – ชื่อวิทยาศาสตร์ : Egretta ardesiaca) เป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับนกกระสา แต่นกสายพันธุ์นี้มักพบได้แถบแอฟริกาใต้เป็นส่วนใหญ่ และบางแห่งในยุโรป โดยสิ่งที่ทำให้นกยางดำเป็นที่รู้จักกันทั่วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องพฤติกรรมการล่าที่โคตรเท่ของพวกมัน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “Canopy Feeding”

การล่าเหยื่อแบบ Canopy Feeding

โดยการล่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางวันหรือก่อนพระอาทิตย์ตก พวกมันจะกางปีกออกกว้าง ๆ ครอบหัวตัวเองคล้ายร่มและก้มหาเหยื่อที่เป็นปลาตัวเล็ก แมลง และกุ้ง ซึ่งในสายพันธุ์ของนกยาง จะมีเพียงนกยางดำชนิดเดียวเท่านั้นที่ใช้วิธีล่าเหยื่อแบบนี้

อเล็กซ์ อีแวนส์ นักวิจัยนกแห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวว่า “ในนกยางชนิดอื่น เช่น นกยางแดง พวกมันจะใช้เท้าแกว่งน้ำเพื่อก่อกวนให้เหยื่อตกใจ จากนั้นจึงใช้ปากที่เหมือนชมวกแทงไปที่ตัวเหยื่อ ซึ่งเดิมทีนกยางดำอาจจะใช้วิธีเดียวการนี้เช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกมันเรียนรู้ได้ว่าวิธีการดังกล่าวช่วยให้ล่าเหยื่อได้น้อย ดังนั้นมันจึงเรียนรู้ที่จะล่าเหยื่อในแบบของตัวเอง ซึ่งบางทีพวกมันอาจใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันเพื่อทำให้มันเป็นนักล่าที่สมบูรณ์”

ทั้งนี้ ไม่มีการอธิบายไว้อย่างแน่ชัดว่าเหตุใดนกยางดำจึงกางปีกเหมือนร่มเพื่อล่าเหยื่อ แต่มีทฤษฎีที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญที่อธิบายไว้ 2 ทฤษฎีด้วยกัน โดยทฤษฎีแรกของ เคนน์ คอฟแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านนกจากนิตยสาร Audubon อธิบายไว้ว่า “เป็นไปได้ที่นกยางดำตั้งใจจะสร้างร่มเพื่อให้เกิดเงาลักษณะเป็นพุ่มบริเวณใต้ปีกเพื่อใช้ ‘หลอกล่อ’ ปลาให้เข้ามาใกล้ เพราะอาจจะคิดว่าเงาที่เกิดขึ้นเป็นพื้นที่หลบภัยนั่นเอง”

อีกทฤษฎีต่อมาของ บิลล์ ชิลด์ส ศาสตราจารย์กิตติคุณจาก SUNY-ESF อธิบายไว้ว่า “หากเปรียบเทียบกับมนุษย์ มันคงเหมือนการใส่แว่นกันแดดเพื่อลดแสงสะท้อนในช่วงที่เราไปตกปลา ในทำนองเดียวกัน นกยางดำก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันจากเงาใต้ปีกของตัวเอง เพื่อลดแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ ซึ่งนั่นจะทำให้มันมองเห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้น้ำได้ชัดเจนขึ้น จึงไม่แปลกที่พวกมันสามารถหาเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว”

นกยางดำ (Black heron)

นอกจากวิธีการล่าเหยื่อ นกยางดำยังมีความโดดเด่นในเรื่องของการหาคู่เช่นกัน เพราะเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ นกยางดำตัวผู้จะนำเศษกิ่งไม้มาสร้างรังไว้ก่อน จากนั้นพวกมันจะยืนบนรังที่ยังสร้างไม่เสร็จและเชิดหน้าชูคอขึ้น พร้อมกับพองขนให้ฟูและส่งเสียงดัง เพื่อดึงดูดให้ตัวเมียสนใจ ซึ่งหากจีบติดและผสมพันธุ์กัน ตัวผู้จะทำหน้าที่หาวัสดุมาให้ตัวเมียเป็นผู้สร้างรัง แถมมันจะยังคงอยู่เป็นคู่กันกับตัวเมียต่อไปอีกด้วย

เพิ่มเติม – นกยางดำ มีลักษณะทั่วไปที่ชัดเจนคือ ขนทั้งตัวเป็นสีดำมันวาว มีเท้าสีเหลืองเช่นเดียวกับสีของนัยตา สูงประมาณ 42.5–66 ซม. ปีกกว้างได้มากสุด 95 ซม. มักพบได้ในบริเวณพื้นที่เปิดโล่งใกล้กับทะเลสาบและบ่อน้ำจืด โดยในช่วงของการล่าเหยื่อ พวกมันมักล่าอย่างสันโดษ แต่หากล่าร่วมกับฝูง เราอาจเห็นร่มนักล่าของมันกางพร้อมกันได้มากถึง 200 ตัวเลยทีเดียว

สัตว์ชนิดนี้ “สามารถสร้าง-เกราะอลูมิเนียม” เพื่อปกป้องตัวเอง จากแรงดันใต้ทะเลสุดโหดได้

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร PLoS One โดยทีมวิจัยของ JAMSTEC ประเทศญี่ปุ่น สามารถไขความลับของ “แอมฟิพอด” สายพันธุ์ Hirondellea gigas ว่าทำไมพวกมันถึงสามารถอาศัยอยู่ในน้ำลึกกว่า 10,000 เมตร โดยที่ร่างกายไม่แตกสลายได้ ซึ่งความลับก็คือ “เกราะอะลูมิเนียม” ที่สร้างขึ้นมาหุ้มร่างกายไว้นั่นเอง

Hirondellea gigas

โดยแอมฟิพอดสายพันธุ์ทั่วไปจะสามารถสังเคราะห์หินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนตจากน้ำ เพื่อใช้เป็นเกราะห่อหุ้มร่างกายช่วยป้องกันจากสัตว์นักล่า แต่ทว่า เกราะลักษณะนี้จะเปราะบางลงทันที เมื่อแอมฟิพอดไปอยู่ในใต้ทะเลระดับต่ำกว่า 5,000 เมตร ซึ่ง ณ จุดนั้น พวกมันต้องเผชิญกับแรงดันมหาศาลที่มากกว่าระดับพื้นผิวพันเท่า อีกทั้งเรื่องของอุณหภูมิ และกรดจากทุกทิศทาง

แต่สำหรับสายพันธุ์ Hirondellea gigas ที่ถูกพบใต้ทะเลลึกประมาณ 10,929 เมตร บริเวณ “Challenger Deep” ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของร่องลึกมาเรียนา โดยทีมวิจัยได้ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีของโครงกระดูกภายนอกของแอมฟิพอดสายพันธุ์นี้ ทำให้พบว่านอกจากเกราะแบบปกติแล้ว แต่พวกมันเรียนรู้ที่จะใช้ “อะลูมิเนียม” มาเป็นส่วนผสมในการเสริมความแข็งแกร่งของเกราะ จึงทำให้สามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วแบบนั้นได้

แล้วพวกมันไปหาอะลูมิเนียมมาจากไหน ? เพราะหากเปรียบเทียบกับแคลเซียมคาร์บอเนตที่พบได้ทั่วไปในน้ำ แต่อะลูมิเนียมนั้นถือเป็นวัสดุที่พบได้น้อยมากในสภาพแวดล้อมใต้ทะเล ดังนั้น นักวิจัยจึงได้เก็บตัวอย่างของตะกอนจากซากพืชซากสัตว์ที่เป็นอาหารของแอมฟิพอด บริเวณพื้นผิวล่างสุดของ Challenger Deep มาวิเคราะห์ ก่อนจะพบ อะลูมิเนียมไอออนที่ปะปนอยู่ในซากพืชซากสัตว์เหล่านั้น

โดยภายในลำไส้ของแอมฟิพอดจะมีสารเคมีที่เป็นน้ำตาลที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมใต้ทะเลลึกซึ่งจะคอยทำหน้าที่สกัดอะลูมิเนียมจากการบริโภคซากพืชซากสัตว์ให้อยู่ในรูปของ “เจล” อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ฮิเดกิ โคบายะชิ หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า “ในสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำทะเลอัลคาไลน์ อะลูมิเนียมจะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของเจล ซึ่งจะเป็นเกราะที่คอยป้องกันให้แคลเซียมคาร์บอเนตในโครงกระดูกภายนอกไม่ให้ถูกทำลายจากแรงดันมหาศาลนั่นเอง”

เพิ่มเติม – แอมฟิพอดคือนักกำจัดซากแห่งท้องทะเล ครั้งหนึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไซมอน ฟราสเซอร์ (Simon Fraser University) ในประเทศแคนาดา ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ทางทีมวิจัยจึงนำซากหมูลงไปไว้ที่ใต้ทะเล ที่บริเวณช่องแคบของรัฐจอร์เจีย ในสหรัฐฯ ที่ความลึก 300 เมตร จากนั้นได้ตั้งกล้องเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผลปรากฏว่า ซากหมูถูกย่อยสลายเหลือแต่โครงกระดูกภายใน 10 วัน

Fact – เมื่อปี 2012 ได้มีการค้นพบ แอมฟิพอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริเวณใต้ทะเลลึก 7,000 เมตร ใกล้นิวซีแลนด์ มันมีขนาดใหญ่วัดได้ถึง 34 เซนติเมตร ซึ่งปกติแอมฟิพอดจะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตรเท่านั้น ปัจจุบันนักวิจัยยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเหตุใดมันถึงมีขนาดใหญ่ผิดปกติได้ขนาดนั้น

นักวิจัยค้นพบ “วิธีผลิตพลาสติก” ที่ย่อยสลายแบบไม่เหลือซาก-ไมโครพลาสติกได้ ภายใน 7 วัน

จานอาหาร ถ้วยกาแฟ และถุงพลาสติก ที่ระบุว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ดูจะไม่ใช่เรื่องจริงเสียทีเดียว เพราะพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพเหล่านี้ มักลงเหลือสิ่งที่เรียกว่า “ไมโครพลาสติก” ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั่วโลกในปัจจุบัน แต่ล่าสุด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อเดือนเมษยนที่ผ่านมาเผยว่า นักวิจัยสามารถคิดค้น “พลาสติกผสมเอนไซม์” ที่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ภายใน 7 วัน โดยไม่เหลือซากไมโครพลาสติกแม้แต่นิดเดียว

ไมโครพลาสติก

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลาสติกแบบชีวภาพกันสักนิด : โดยทั่วไปแล้วพลาสติกที่ย่อยสลายทางชีวภาพที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมักทำจากกรดโพลิแลกติก (PLA) ซึ่งเป็นวัสดุพลาสติกจากพืชที่ผสมกับแป้งข้าวโพด นอกจากนี้ยังมี พลาสติกชีวภาพสังเคราะห์ (PCL) ซึ่งเป็นโพลีเอสเตอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับงานด้านชีวการแพทย์ เช่น วิศวกรรมเนื้อเยื่อ

แต่ปัญหาสำหรับพลาสติกเหล่านี้คือ มันใช้เวลาในการย่อยสลายนานหลายเดือนพอ ๆ กับพลาสติกแบบทั่วไป แถมยังลงเหลือไมโครพลาสติกเม็ดเล็ก ๆ ขนาดตั้งแต่ 5 มม. ไปจนถึงเล็กเท่ากับแบคทีเรียที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งในท้ายสุดเจ้าไมโครพลาสติกเหล่านี้ก็จะหลุดรอดไปยังแม่น้ำ หรือในอินทรียวัตถุต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ทะเลและปนเปื้อนอยู่ในพืชผักที่เราบริโภคด้วย

(ซ้าย) พลาสติกผสมเอนไซม์ (ขวา) หลังจากทดลองนำไปฝังไว้ในปุ๋ยหมัก 3 วัน

ด้วยเหตุนี้ ทีมนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Lawrence Berkeley จึงได้คิดค้น “พลาสติกผสมเอนไซม์” โดยการใช้โพลิเมอร์ที่ออกแบบมาเอง เรียกว่า “Random Heteropolymer” (RHP) เคลือบไปยังเอนไซม์ BC-lipase และ Proteinase K ซึ่งเดิมทีเอนไซม์เหล่านี้ถูกใช้เป็นส่วนผสมในพลาสติกชีวภาพชนิด PCL และ PLA อยู่แล้ว เพียงแต่การย่อยสลายของพวกมันยังคงทิ้งไมโครพลาสติกไว้เบื้องหลัง

ดังนั้น RHP จึงเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นไม่ให้เอนไซม์จับตัวกันและไม่แตกสลาย ซึ่งคิดเป็นส่วนประกอบเพียง 0.02 เปอร์เซ็น ทำให้สามารถกระจายตัวบนพลาสติกได้ โดยไม่ทำให้คุณสมบัติของพลาสติกเปลี่ยนไป ที่สำคัญ RHP ยังเป็นตัวช่วยให้เอนไซม์อยู่ในโหมด “เตรียมพร้อม” ย่อยพลาสติก แม้ว่าพลาสติกเหล่านั้นจะถูกย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่เอนไซม์ก็จะยังคงทำงานต่อไป

หน้าตาของพลาสติผสมเอนไซม์แบบใหม่

โดยหลังจากการขึ้นรูปพลาสติกที่ใช้ส่วนผสมแบบใหม่นี้ ทีมนักวิจัยได้จำลองการย่อยแบบชีวภาพ ด้วยการนำมันไปฝังไว้ในปุ๋ยหมักและเติมน้ำลงไปเล็กน้อย อีกทั้งยังต้องให้การย่อยสลายเกิดขึ้นในอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งผลที่ได้พบว่า พลาสติก PCL ถูกย่อยสลาย ณ อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส ส่วนพลาสติก PLA ถูกย่อยสลาย ณ อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งพลาสติกทั้งสองชนิดถูกย่อยสลายภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วันเท่านั้น แถมยังไม่หลงเหลือซากไมโครพลาสติกแม้แต่น้อย มีเพียงโมเลกุลขนาดเล็กที่เป็นกรดแลคติก ซึ่งจะกลายเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในดินต่อไป

นอกจากนี้ พลาสติกชีวภาพที่ใช้ส่วนผสมแบบใหม่ยังมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากกว่าพลาสติกชีวภาพแบบทั่วไป และแข็งแรงพอ ๆ กับพลาสติกที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังไม่สามารถใช้ได้กับพลาสติกทุกชนิด เนื่องจากความแตกต่างของโครงสร้างโมเลกุล ซึ่งทีมนักวิจัยหวังว่า ในอนาคตจะสามารถผลักดันพลาสติกชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร้านขายของชำทุกแห่งให้ได้ครับผม

นี่คือ “ว่าวทะเลทราย” (Desert Kites) กับดักขนาดใหญ่อายุ 6,000 ปี ที่ถูกสร้างทิ้งไว้โดยมนุษย์ยุคหิน

เมื่อปี ค.ศ.1920 นักบินกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรได้บินอยู่เหนือทะเลทรายของประเทศอิสราเอล จอร์แดน และอียิปต์ ซึ่ง ณ จุดนั้นพวกเขาได้เห็นสัญลักษณ์แปลก ๆ ที่พวกเขาเรียกกันว่า “ว่าวทะเลทราย” (Desert Kites) ตามรูปร่างของมัน และแม้มันจะสร้างความสงสัยให้ผู้คนจากโลกตะวันตก แต่กับชาวเบดูอินท้องถิ่น พวกเขารู้จักสิ่งเหล่านี้มาแล้วหลายพันปี

ว่าวทะเลทราย

โดยนับตั้งแต่ครั้งนั้น ต่อมามีการค้นพบว่าวทะเลทรายอีกมากมายกว่า 2,000 ตัว ที่กระจายอยู่ทั่วคาบสมุทรอาหรับและไซนาย ซึ่งหลังจากการตรวจสอบทราบว่าโครงสร้างเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในช่วง 4,000-2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ที่เก่าแก่ที่สุดอาจย้อนไปไกลกว่า 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชเลยทีเดียว โดยการสำรวจและวิเคราะห์โครงสร้างทั้งหมด นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่า-ว่าวทะเลทรายพวกนี้ถูกใช้เป็นกับดักเพื่อจับสัตว์จำนวนมาก

ซึ่งโครงสร้างของว่าวทะเลทราย ประกอบด้วยผนังหินสองฝั่งที่มีความหนาและสูงต่างกันไป แถมยังทอดยาวไปไกลหลายร้อยเมตร-หลายกิโลเมตร โดยปากทางเข้าของกับดักจะมีลักษณะคล้ายตัว V เพื่อให้สัตว์เข้าง่ายแต่ออกยาก และภายในจะมีหลุมดักมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 2-3 เมตร ไปจนถึง 100 เมตร ลึกประมาณ 6-15 เมตร ซึ่งลึกพอที่สัตว์จะไม่สามารถกระโดดหนีได้ ซึ่งเรียกหลุมนี้ว่า “พื้นที่สังหาร”

การต้อนสัตว์

ต่อมาในปี 2011 ทีมนักโบราณคดีจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ขุดพบซากของกาเซลล์สายพันธุ์เปอร์เซียที่ชื่อว่า “Gazella Subguttyroza” อายุประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช บริเวณใกล้ ๆ กับว่าวทะเลทราย ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่า โครงสร้างลึกลับนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการล่าสัตว์โดยมนุษย์ยุคหินใหม่จริง ๆ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่ทำในนักโบราณคดีรู้สึกทึ่งกับว่าวทะเลทรายคือ ความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์ของมนุษย์ยุคนั้น ที่ทำให้สามารถสร้างกับดักล่าสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพขนาดนี้ โดยวิธีการล่าลักษณะนี้จะต้องใช้คนจำนวนมาก แบ่งเป็นฝ่ายไล่ต้อนฝูงสัตว์ และฝ่ายดักรอฆ่าสัตว์ที่เข้ามายังพื้นที่สังหาร

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2013 งานวิจัยของ Quaternary International สำรวจพบโครงกระดูกของกาเซลล์หายากหลายชนิดทั้ง Gazella Subguttyroza, Gazella Dorcas และ Gazella Arabica ในว่าวทะเลทรายของซีเรียโดยปัจจุบันพวกมันถูกจัดอยู่ในสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งนั่นทำให้นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นไปได้ที่คนในยุคก่อนอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สัตว์สายพันธุ์ดังกล่าวลดจำนวนลงไปมาก จนกลายมาเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในปัจจุบัน”

(ภาพซ้าย) กาเซลล์พันธุ์เปอร์เซีย Gazella Subguttyroza, (ภาพขวา) หลุมและห้องขังหินภายในว่าวที่ใช้สำหรับดักจับสัตว์

Fact – ยุคหิน หมายถึง ช่วงเวลาสมัยบรรพบุรุษมนุษย์สร้างเครื่องมือจากหิน ไม้ และกระดูก หรือวัสดุอื่น ๆ เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต แบ่งเป็นยุคหินเก่า ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ โดยแต่ละยุคจะเป็นวิวัฒนาการการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน เริ่มที่ยุคหินเก่า-เริ่มรู้จักศิลปะวาดภาพสัตว์บนผนังถ้ำมีพิธีฝังศพ อาศัยอยู่ในถ้ำ อยู่กันเป็นครอบครัวแต่ยังไม่เป็นชุมชน และใช้เครื่องมือหินแบบหยาบๆ

ถัดมายุคหินกลาง-เริ่มมีการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ เช่น ทำตะกร้าสาน ทำรถลาก และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินก็มีความประณีตมากขึ้น เริ่มรู้จักการเลี้ยงสัตว์และเพราะปลูก ต่อมาในยุคหินใหม่-มนุษย์ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง ทำการเกษตรอย่างเป็นระบบ อยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน รู้จักทอผ้า ทำเครื่องปั้นดินเผา และเริ่มมีการแลกเปลี่ยนสินค้า กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้าขาย

รู้จักกับ “Fugate Family” ที่สมาชิกในครอบครัว (บางคน) จะมีผิวสีฟ้าราวกับอวตาร

เมื่อปี ค.ศ.1975 แพทย์และเหล่าพยาบาลต่างตกตะลึงกับ “เบนจามิน เบนจี้ สเตซี” ทารกที่เกิดมามีผิว “สีน้ำเงิน” ซึ่งแพทย์พยายามเร่งหาคำตอบอยู่นานถึง 2 วัน ก่อนจะได้คำตอบว่าคุณย่าของเบนจี้คือหนึ่งในสมาชิกของ “ครอบครัวฟูเกต” (Fugate Family) ที่สมาชิกจะมีร่างกายสีน้ำเงิน  (ปล.- รูปหน้าปกบทความคือรูปของ ปู่พอล คาราสัน ที่ร่างกายมีผิวสีม่วงเหมือนกับครอบครัวฟูเกต อธิบายเรื่องราวของปู่ในย่อหน้า Fact นะครับ)

ภาพถ่ายขาวดำของครอบครัวฟูเกต

โดยจุดเริ่มต้นของครอบครัวผิวสีน้ำเงินมาจาก “มาร์ติน ฟูเกต” ชาวฝรั่งเศส ที่ร่างกายมีผิวสีน้ำเงินมาตั้งแต่กำเนิด ที่ย้ายมาอาศัยอยู่บนเนินเขา Appalachian ณ บริเวณที่เรียกว่า Troublesome Creek แถบตะวันออกของรัฐเคนทักกี ประเทศอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1820 ต่อมาได้แต่งงานกับ “เอลิซาเบธ สมิธ” หญิงสาวที่ว่ากันว่ามียีนด้อยจนทำให้มีผิวขาวซีดราวกับดอกลอเรล

ซึ่งทั้งคู่ให้กำเนิดลูก 7 คน โดยมี 4 คนที่มีผิวสีน้ำเงิน และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นความอลหม่านทางพันธุกรรมของครอบครัวนี้ด้วย เพราะในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 บริเวณดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ทุรกันดาร ไม่มีถนนและทางรถไฟ ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวฟูเกตจึงจำต้อง “แต่งงานกันเอง” หรือไม่ก็จะวนเวียนกับไม่กี่ครอบครัวในบริเวณนั้น ซึ่งหากกางแผนภูมิของครอบครัวนี้ออกมาจะพบว่า สมาชิกบางคนเป็นญาติกับตัวเองด้วยซ้ำ

ภาพเปรียบเทียบระหว่างคนมีผิวปกติ (ซ้าย) กับคนที่มีผิวสีน้ำเงิน (ขวา)

สำหรับสาเหตุของผิวสีน้ำเงินของครอบครัวนี้เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหายาก ที่ระดับเมธฮีโมโกลบินในเลือดมากกว่าฮีโมโกลบินทำให้เลือดจับออกซิเจนได้ไม่ดี ส่งผลให้เลือดที่ส่งไปตามเนื้อเยื้อต่าง ๆ ในร่างกายไม่เป็นสีแดง (หรือก็คือเส้นเลือดแดงจะมีสีคล้ายเส้นเลือดดำ ที่ในคนผิวแทนจะเห็นเป็นเส้นสีเขียว แต่ในคนผิวขาวเส้นเลือดดำจะมีสีฟ้า/ม่วง) ดังนั้นเมื่อฟูเกตเป็นคนผิวขาว + กับเกิดทั่วร่างกาย ทำให้เขามีสีผิวฟ้านั่นเอง (ถ้าภาวะนี้เกิดกับคนเอเชียผิวคงกลายเป็นสีเขียวคล้ายเดอะฮัคแทน)

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนในเคนทักกีจะยอมรับในความแตกต่างของสีผิวได้ แต่สำหรับแพทริคและราเชล ลูกหลานจากตระกูลฟูเกตที่รู้สึกอายที่มีผิวสีน้ำเงิน พวกเขาจึงไปขอความช่วยเหลือจาก “เมดิสัน คาเวน” นักโลหิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคนทักกี โดยคาเวนได้คิดค้นยา “เมทิลีน บลู” ซึ่งเป็นยาที่กระตุ้นให้ร่างกายเปลี่ยนเมทฮีโมโกลบินเป็นเฮโมโกลบิน คล้ายกับการย้อมสีเลือดจากภายใน โดยผลที่ได้พบว่า ผิวสีน้ำเงินของพวกเขาค่อย ๆ จางไปจนกลับมามีผิวปกติ (ตราบใดที่พวกเขายังกินยานี้เป็นประจำ)

พอล คาราสัน ชายผิวสีน้ำเงินเจ้าของฉายา “ปะป๋าสเมิร์ฟ” เพราะสีผิวของเขาเหมือนตัวการ์ตูนสเมิร์ฟนั่นเอง

กลับมาที่เบนจี้ – อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะเกิดมาพร้อมกับผิวสีน้ำเงิน แต่เมื่ออายุได้ 7 ปี สีผิวดังกล่าวกลับหายไป แต่จะปรากฏขึ้นเมื่อมีอารมณ์โกรธจัด ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นเพราะความโกรธมาพร้อมความเครียด ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนต่ำนั่นเอง

Fact –  “พอล คาราสัน” ชายชาวอเมริกัน วัย 62 ปี ชายที่มีร่างกายสีม่วง หรือฉายา “คุณปู่สเมิร์ฟ” โดยในตอนแรกพอลมีสีผิวปกติ แต่เมื่อเขาใช้ยาที่มีส่วนประกอบของธาตุสีน้ำเงิน “ซิลเวอร์คอลลอยด์” ต่อเนื่องกันทุกวัน วันละ 250 กรัม นั่นจึงทำให้ผิวของพอลเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงินจากภาวะอาร์จีเรีย (Argyria) แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่หยุดกิน เพราะเชื่อว่ามันช่วยให้สุขภาพดีขึ้น โดยปัจจุบันปู่พอลได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2013 จากอาการเส้นเลือดในสมองแตกขั้นรุนแรง