“เลือดมังกรโคโมโด” ความหวังใหม่ในการสร้างยาปฏิชีวนะ ที่ต้องแลกมาด้วยการสูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2019 เว็บไซต์ Washington Post รายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งปิดเกาะโคโมโด (Komodo Island) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อป้องกันผู้ลักลอบเข้ามาขโมยมังกรโคโมโดไปขายในตลาดมืด รวมถึงลดความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ของสัตว์ชนิดนี้ด้วย

komodo
มังกรโคโมโด (Komodo)

มังกรโคโมโด (Komodo) เป็นสัตว์เลื้อยคลานกินเนื้อขนาดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับตะกวด แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่ามาก ตัวโตเต็มวัยมีความยาวประมาณ 2-3 เมตร หนักประมาณ 90 กิโลกรัม พบได้เฉพาะในประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น

แต่ปัจจุบันสัตว์ชนิดนี้มีจำนวนลดลงมากเหลือเพียง 6,000 ตัวทั่วทั้งเกาะ แย่ยิ่งกว่านั้นคือมีตัวเมียเหลือเพียง 500 ตัวที่คาดว่าน่าจะสามารถตั้งท้องเพื่อมีลูกหลานสืบต่อไปได้ สาเหตุของการลดจำนวนนี้มาจากการล่าเพื่อนำไปขายในตลาดมืด จากรายงานล่าสุด ตำรวจท้องที่ได้เข้าจับกุมชาย 9 คนที่พยายามลักลอบนำโคโมโดจำนวน 40 ตัวออกนอกพื้นที่ พวกเขากล่าวว่าโคโมโด 1 ตัวขายได้ราคาสูงถึง 35,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.07 ล้านบาทเลยทีเดียว

komodo

ฟังดูแล้วมันไม่น่าถูกล่าได้เลยใช่ไหมครับ เพราะรูปร่างก็ไม่ได้น่ารัก จะเลี้ยงไว้เป็นสัตว์แปลกหายากก็ไม่ได้น่าดึงดูดสักเท่าไร แต่อย่าลืมนะครับว่าบางครั้งการซื้อขายสัตว์ไม่ได้หวังเพียงเพื่อนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงหรือของสะสม แต่ยังหวังสรรพคุณจากส่วนต่าง ๆ ของมันเพื่อใช้ทำยาอีกด้วย

กรณีนี้จะคล้ายกับการนำนอแรดมาใช้ทำยาโด๊ป (หรือยาปลุกอารมณ์ทางเพศอะไรเทือกนี้แหละครับ) แต่สำหรับโคโมโดนั้น มีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเลือดของมันมีโมเลกุลบางชนิดที่ออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียได้ (โดยเฉพาะแบคทีเรียดื้อยารุนแรงอย่าง S. aureus และ P. aeruginosa) ซึ่งเชื่อว่ามันเกิดจากการวิวัฒนาการของร่างกายในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากในช่องปากของโคโมโด จึงเกิดแนวคิดที่ว่าเราอาจจะสามารถนำเลือดของสัตว์ชนิดนี้มาทำยาปฏิชีวนะได้นั่นเองครับ

komodo
โมเลกุลเปปไทด์ (Peptide) ที่สกัดได้จากเลือดของโคโมโค มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ

อย่างไรก็ตาม Bryan Fry ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรัฐควีนส์แลนด์ กล่าวว่า การทำยาปฏิชีวนะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคุณจะต้องทราบถึงคุณสมบัติของสารที่ต้องการนำมาใช้เสียก่อน แล้วในเลือดของโคโมโดเองอาจมีสารอยู่หลายชนิด ผู้ทดลองต้องมีการศึกษาโครงสร้างที่ “คาดว่า” มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและคัดแยกออกมาทำการทดลองอีกครั้ง เมื่อได้ยาตัวอย่างมาแล้วต้องมีการทดลองในสัตว์และมนุษย์อาสาสมัครเสียก่อน นี่ยังไม่รวมถึงการศึกษาผลข้างเคียงจากยาที่ได้มาจากสิ่งมีชิวตอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้ด้วย รวม ๆ แล้วอาจใช้เวลาในการผลิตนานถึง 10 ปีเลยทีเดียว

komodo

สรุป – ถึงตอนนี้พออุ่นใจได้บ้างแล้วแหละครับว่ามังกรโคโมโดได้รับการคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อย ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะสามารถผลิตยาปฏิชีวนะประสิทธิภาพสูงจากเลือดของโคโมโดได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่ ณ เวลานี้เท่านั้นเอง

Fact – ในช่องปากและน้ำลายของโคโมโดมีแบคทีเรียกว่า 80 ชนิดปะปนอยู่ แต่ก่อนเชื่อกันว่าแบคทีเรียเหล่านี้ เป็นส่วนที่คอยสร้างพิษในบาดแผลจากการกัดของโคโมโด ทว่า ปัจจุบันได้มีการค้นพบว่าโคโมโดสามารถสร้างพิษได้จากต่อมพิเศษ ออกฤทธิ์ทำให้เหยื่อความดันต่ำและเลือดไม่แข็งตัวจนเสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา ส่วนการติดเชื้อจากแบคทีเรียนั้นเป็นผลพลอยได้นั่นเองครับ

งานวิจัยชี้ จุลินทรีย์ในลำไส้สามารถทำนายได้ว่าภายใน 15 ปี คุณมีโอกาสตายหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าจุลินทรีย์ในลำไส้สามารถบอกได้ว่าสุขภาพของเราจะเป็นยังไงในอนาคต จาก 2 งานวิจัยชิ้นใหม่ซึ่งพบว่า “ไมโครไบโอม” หรือจีโนมของจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ของเรา สามารถระบุการมีอยู่ของโรคต่าง ๆ ได้ดีกว่ายีน และคาดการณ์ความเสี่ยงว่าเราจะตายภายใน 15 ปีข้างหน้าหรือไม่ได้ด้วย ตามรายงานของ ScienceMag วันที่ 22 มกราคม 2020

งานวิจัยชิ้นแรกระบุว่า นักวิจัยทำการตรวจสอบงานวิจัย 47 ชิ้น เพื่อมองหาความสัมพันธ์กันระหว่างจีโนมของจุลินทรีย์ในลำไส้ กับ 13 โรคที่พบบ่อย รวมถึงโรคจิตเภท, ความดันโลหิต และโรคหอบหืด ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่ซับซ้อน เพราะเป็นโรคที่เกิดจากทั้งสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางพันธุกรรม จากจึงนั้นนำงานวิจัยทั้งหมดมาเปรียบเทียบกับงานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมอีก 24 ชิ้น (GWA)

พบว่าไมโครไบโอมสามารถทำนายว่ามีคน เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่ ได้ดีกว่า GWA ถึง 50% แต่ยีนยังคงมีประสิทธิภาพสูงกว่าไมโครไบไอมในการทำนายว่ามีคนเป็นโรคเบาหวานประเภทหนึ่งหรือไม่

“เราสามารถใช้ทั้งไบโครไบโอมและพันธุศาสตร์ในคลินิกเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้”แบรเดิน เทียร์นีย์ (Braden Tierney) ผู้เขียนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาวาร์ด (Harvard Medical School) กล่าว พร้อมกับเสริมว่า สุดท้ายแล้วจีโนมทั้งสองชุดนี้จะสามารถช่วยวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไมโครไบโอม ยูรอน เรส (Jeroen Raes) กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รู้จักไมโครไบโอมเท่ากับที่พวกเขารู้ว่ายีนทำงานยังไง ฉะนั้นการเปรียบสองสิ่งนี้คือความเสี่ยงเสียมากกว่า

แต่ถึงอย่างนั้น ข้อดีอีกอย่างของไมโครไบโอมก็คือมันได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมของมนุษย์โดยตรง เช่น เขากินอะไรและออกกำลังกายนานเท่าไหร่ ฉะนั้นไบโครไมโอมอาจเป็นตัวพยากรณ์ที่ดีกว่าสำหรับโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวานประเภท 2 (เบาหวานที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย และอายุที่มากขึ้น)

สำหรับงานวิจัยชิ้นที่ 2 นักวิจัยได้มองหาความสัมพันธ์ระหว่างไบโครไบโอมและช่วงชีวิตของมนุษย์ โดยการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยปี 2002 ของฟินแลนด์ ที่รวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพของผู้เข้าร่วมนับพันคนไว้ตั้งแต่ปี 1972  พบว่าคนที่มีเอนเทอร์โรแบคทีเรียซีอีมาก จะมีโอกาสเสียชีวิตถึง 15% ภายใน 15 ปีข้างหน้า

สำหรับงานวิจัยทั้งสองชิ้นยังไม่มีความชัดเจนว่าทำไมไมโครไบโอมถึงมีความสัมพันธ์กับความตายและโรค แต่มีความเป็นไปได้ว่าจุลินทรีย์อาจก่อโรคหรือทำให้ชีวิตของมนุษย์สั้นลง หรือมันอาจเป็นแค่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายก็ได้

สุดท้าย เทียร์นีย์กล่าวว่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการป้องกันและรักษาโรคของมนุษย์ควรหันมาให้ความสนใจจุลินทรีย์ตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเราให้มากขึ้นครับ

Factในปากของมนุษย์มีแบคทีเรียอาศัยอยู่มากถึง 1,200 ชนิด ส่วนใหญ่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ แต่บางชนิดสามารถทำให้เกิดฟันผุ กลิ่นปาก และโรคเหงือกได้

อ่านต่อ – นักวิจัยชี้ “น้ำตาลเทียม” เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน และชักจูงให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

ความร้อนจากการปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียส เปลี่ยนสมองคนกลายเป็น “แก้ว”

เมื่อครั้งที่ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดขึ้นเมื่อ 79 ปีก่อน มันปล่อยก๊าซและหินร้อนออกมามากพอจะต้มเลือดจนเดือด เนื้อระเหยกลายเป็นไอ และเปลี่ยนเนื้อเยื่อสมองให้กลายเป็นแก้ว ตามรายงานของสำนักข่าว Live Science วันที่ 23 มกราคม 2020

ปกติแล้วนักโบราณคดีไม่ค่อยพบสมองมนุษย์ระหว่างการขุดสำรวจมากนัก แต่ถ้าพบ สมองก็จะมีสภาพคล้ายสบู่ผิวเรียบ ๆ เนื่องจากไตรกลีเซอไรด์ในเนื้อเยื่อสมองทำปฏิกิริยากับอนุภาคที่มีประจุในสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบสิ่งที่ต่างออกไปเมื่อตรวจสอบซากของผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตในเฮอร์คิวเลเนียม (Herculaneum) ประเทศอิตาลี ระหว่างการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส

พวกเขาพบว่าสมองของเหยื่อ ถูกไฟไหม้จนเปลี่ยนเป็นแก้วชิ้นเล็กชิ้นน้อยสีดำผ่านกระบวนการที่เรียกว่า vitrification จนมีลักษณะคล้ายกับแก้วที่ห่อหุ้มผิวของกะโหลกศีรษะของมนุษย์เอาไว้

การค้นพบนี้เกิดขึ้นโดย ดร.เพียร์ เพาโล เปโตรเน (Pier Paolo Petrone) ศาสตราจารย์วิชาสรีรวิทยาของมนุษย์และมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแพทย์เฟเดอริโกที่สอง (Federico II University) ในอิตาลี

เปโตรเนและเพื่อนร่วมงานของเขาเข้าไปสำรวจซากโครงกระดูกของเหยื่อมากกว่า 300 คน ในเฮอร์คิวเลเนียมที่หนีภัยไปยังโรงเรือในช่วงที่มีการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส และตายจากความร้อนของการระเบิด

เฮอร์คิวเลเนียมอยู่ห่างจากเมืองปอมเปอีประมาณ 20 กิโลเมตร และด้วยความใกล้นี้เอง ทำให้ผู้คนในเฮอร์คิวเลเนียมพบกับชะตากรรมที่น่าสยดสยอง โดยเฉพาะเลือดที่เดือดและสร้างแรงดันสูงจนทำให้หัวกะโหลกของพวกเขาระเบิด

ในงานวิจัยชิ้นใหม่ เปโตรเนและผู้ร่วมเขียนงานวิจัยเข้าไปตรวจสอบเหยื่อที่อยู่บนเตียงไม้ ซึ่งถูกค้นพบในทศวรรษ 1960 พวกเขาถูกฝังอยู่ในกองเถ้าภูเขาไฟ โครงกระดูกไหม้เกรียม และมีเศษกะโหลกกระจัดกระจายเพราะแรงระเบิด

ทีมนักวิจัยพบเศษวัสดุสีดำมันวาวอยู่ในเศษซากของกะโหลก เมื่อพวกเขานำเศษของเนื้อเยื่อสมองมาวิเคราะห์ก็พบว่า มันประกอบด้วยโปรตีนที่พบในส่วนต่าง ๆ ของสมองมนุษย์ เช่น เปลือกสมอง, และสมองส่วนอะมิกดะลา อีกทั้งยังพบกรดไขมันที่พบในผมของมนุษย์ และไตรกรีเซอร์ไรด์ที่พบได้ทั่วไปในเนื้อเยื่อสมอง

จากการวิเคราะห์ไม้ตอกะโกที่พบใกล้ศพ นักวิจัยพบว่าห้องน่าจะมีอุณหภูมิสูงถึง 520 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนพอที่จะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนนุ่มของร่างกายของเหยื่อระเหยกลายเป็นไอ และเผาไขมันหมดไป

หลังระเบิดสงบลง ความร้อนของร่างกายจะเย็นลงอย่างรวดเร็ว จึงหลงเหลือแต่ซากกะโหลกที่ระเบิดจนน่าสยดสยองและสมองที่กลายเป็นแก้วอย่างสวยงาม

Fact วัตถุที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในระบบสุริยะของเราคือ Io หนึ่งในดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี การที่มันปกคลุมไปด้วยภูเขาไฟทำให้พื้นผิวของมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพราะการปะทุของภูเขาไฟจำนวนมาก

อ่านต่อ – เกิดเหตุ “ภูเขาไฟนิวซีแลนด์” ปะทุขึ้นฉับพลัน ทำนักท่องเที่ยวติดเกาะนับร้อยคน !

วัยรุ่นฝรั่งแห่ทำคลิป “แช่อัณฑะในซอสถั่วเหลือง” เพราะคิดว่ามันมีตุ่มรับรส

จากผลทดลองทางวิทยาศาสตร์ จู่ ๆ ได้กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ไปแล้วนะครับ สำหรับความเชื่อที่ว่า “อัณฑะมีตุ่มรับรส (Taste bud)” ทำให้ชายใจกล้าทั้งหลาย (ในต่างประเทศ) แห่ทำคลิปทดลองแช่อัณฑะลงในซอสถั่วเหลือ และแผยแพร่ลงแอป TikTok เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะสามารถรับรสได้จริงหรือไม่

taste bud
ตุ่มรับรสที่ตรวจเจอบริเวณผิวหนังของถุงหุ้มอัณฑะ

เว็บไซต์ Sciencealert ได้รายงานเรื่องราวแสนพิลึกนี้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2020 โดยต้นตอมีอยู่ว่า มีหญิงสาวสมาชิก TikTok นามว่า Regan เธอได้อัดคลิปสั้น ๆ ซึ่งมีใจความสำคัญบอกเล่าเกี่ยวกับการมีตุ่มรับรสบริเวณอัณฑะ แล้วท้าให้หนุ่ม ๆ ลองพิสูจน์ด้วยการจุ่มลูกตุ้มของตนเองลงในซอสถั่วเหลือง แล้วมาบอกเล่าให้โลกได้รู้ด้วยว่าเขาสามารถรับรสเค็มและรสอูมามิของซอสถั่วเหลืองได้จริงหรือไม่

taste bud
รายละเอียดข่าวจาก Daily Mail

เหตุใด Regan ถึงคิดเช่นนั้น ? เนื้อหาที่เธอกล่าวอ้างนั้น อิงจากข้อมูลบเว็บไซต์ Daily Mail ซึ่งนำผลการทดลองวิทยาศาสตร์มาบรรยายลงในเนื้อข่าว โดยมีใจความว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบตุ่มรับรสอูมามิ (Umami เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งในซอสถั่วเหลือง ให้รสชาติกลมกล่อม) ที่ผิวของอัณฑะและผิวหนังของทวารหนัก ทว่า รายละเอียดใน Daily Mail นั้น นำมาจากผลการทดลองจากงานวิจัยเรื่อง Genetic loss or pharmacological blockade of testes-expressed taste genes causes male sterility ซึ่งในงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์แท้จริงคือการศึกษาเรื่องการเป็นหมันของเพศชายต่างหาก !!

taste bud
งานวิจัยต้นตอ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษาผลกระทบต่อการเกิดภาวะเป็นหมันในเพศชายต่างหาก

อ้าว….ถ้าหากว่ามีตุ่มรับรสจริง แล้วทำไมเราถึงรับรสด้วยอัณฑะไม่ได้หละ ?

คำตอบแบบเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดคือ มีตุ่มจริง แต่ไม่มีเส้นประสาทรับรสเหมือนในลิ้น นั่นหมายความว่าต่อให้อัณฑะมีตุ่มรับรสอยู่จริง แต่มันจะไม่สามารถลิ้มรสชาติซอสถั่วเหลืองได้ เพราะไม่มีเส้นประสาทที่สามารถแปลงโมเลกุลของรสชาติส่งไปให้สมองรับรู้ แถมซอสถั่วเหลืองยังไม่สามารถซึมผ่านถุงหุ้มเข้าไปที่ลูกอัณฑะได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ลืมไปได้เลยว่าคุณจะสามารถรับรู้รสเค็มของมัน

นอกจากนี้ ข้อมูลในปี 2013 ในรายงานวิจัยเรื่อง Taste perception: from the tongue to the testis ตรวจพบว่าตุ่มรับรสมีอยู่หลายที่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นในทางเดินอาหาร, ระบบหายใจ, สมอง, อัณฑะ หรือแม้กระทั่งตัวอสุจิ ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะตรวจเจอ “โครงสร้างที่คล้ายคลึงกับตุ่มรับรส” เสียมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่ามันสามารถรับรสส่งเข้าสมองได้จริง

อีกทั้งตุ่มเหล่านี้ยังทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น อาจใช้เป็นโครงสร้างตรวจจับการติดเชื้อ เพราะแบคทีเรียอาจมีโครงสร้างบางส่วนที่คล้ายกับสารให้ความหวาน ตุ่มรับรสนี้จะสามารถตรวจจับได้ และให้ร่างกายเกิดการตอบสนองฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น

taste bud
โดยสรุปแล้ว คุณสามารถลิ้มรสของซอสถั่วเหลืองได้จากตุ่มรับรสบนลิ้นเท่านั้น !!

สรุป – หากใครได้ดูคลิปของหนุ่ม ๆ เหล่านั้น ช่วยมาเล่าให้ฟังทีนะครับว่าพวกเขารับรสเค็มหรือรสอูมามิในซอสถั่วเหลืองได้หรือไม่ ส่วนใครที่คิดอยากลองทำ เอ่อ…อย่าลองเลยนะครับ คุณไม่สามารถรับรสได้แน่นอน แถมเปลืองซอสถั่วเหลืองเปล่า ๆ คุณแม่จะดุเอานะ

Fact – ตุ่มรับรส (Taste bud) บริเวณลิ้น ภายในประกอบด้วยเซลล์รับรสที่มีเส้นประสาทจากสมองคู่ที่ 7 สำหรับตุ่มรับรสบริเวณพื้นที่ 2/3 ด้านหน้าของลิ้น และคู่ที่ 9 บริเวณ 1/3 ด้านหลังของลิ้น เพื่อแปลงโมเลกุลรสชาติเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วส่งไปยังสมองเป็นรสชาติต่าง ๆ

ค้นพบหลุมอุกกาบาตที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุกว่า 2 พันล้านปี ในออสเตรเลีย

วันที่ 22 มกราคม 2020 สำนักข่าว Independent รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลุมอุกกาบาตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเป็นการทำลายสถิติเดิมอีกครั้งแล้ว นั่นคือ หลุมอุกกาบาต Yarrabubba (ยาร์ราบับบา) ในภาคตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผลกระทบจากอุกกาบาตที่เคยพุ่งชนโลกเมื่อ 2.229 พันล้านปีก่อน

เดิมทีการระบุอายุหลุมอุกกาบาตค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะพื้นผิวโลกเปลี่ยนแปลงและสึกกร่อนไปตามเวลา ซึ่งนี่ทำให้หลุมอุกกาบาตที่เก่าแก่มาก ๆ ยากที่จะระบุอายุเพิ่มขึ้นอีก

ถึงที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์จะรู้ว่า ชิ้นส่วนที่กระเด็นออกมาจากการพุ่งชนมีอายุมากกว่า 2 พันล้านปี ถูกพบอยู่ตามส่วนต่างๆ ของออสเตรเลียและแอฟริกา แต่พวกเขาไม่สามารถระบุอายุของหลุมอุกกาบาตได้อย่างแน่ชัด จนกระทั่งล่าสุดมีการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบแร่ธาตุในหลุม

นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบด้วยว่าในเวลาก่อนที่อุกกาบาตจะตกลงมา พื้นที่เดียวกันเต็มไปด้วยธารน้ำแข็งและโลกถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่

จากการจำลองชี้ว่า ถ้าอุกกาบาตที่ก่อให้เกิดหลุมดังกล่าวพุ่งชนไปบนแผ่นน้ำแข็ง มันจะทำให้เกิดไอน้ำมากถึง 5,000 ล้านล้านกิโลกรัมขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่ออุณหภูมิของโลกและอาจสร้างปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้ ยุคโลกในรูปบอลหิมะ (Snowball Earth) จบลง

“ตอนนี้เรารู้แล้วว่าหลุมอุกกาบาต Yarrabubba เกิดขึ้น ณ จุดสิ้นสุดของยุคโลกบอลหิมะตอนต้น ช่วงเวลาที่บรรยากาศและมหาสมุทรกำลังวิวัฒน์และกำลังช่วยให้โลกมีออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น”คริส เคิร์กแลนด์ (Chris Kirkland) หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเคอร์ติน (Curtin University) กล่าว

Fact เมื่อประมาณ 2.4-2.1 ล้านปีก่อน โลกอยู่ใยุคน้ำแข็งที่เย็นเยือกที่สุด เกิดจากการหยุดปะทุของภูเขาไฟทั่วโลกเป็นเวลานานหลายร้อยล้านปี ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โลกทั้งใบถูกปลุกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง หรือที่เรียกกันว่า ยุคโลกบอลหิมะ

อ่านต่อ – นาซ่าพบ “อุกกาบาต” ระเบิดเหนือน่านฟ้ารัสเซีย อานุภาพแรงกว่าปรมาณู 10 เท่า

นักวิจัยพบวิธีดึง “พลังงานแสงอาทิตย์” มาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าโซลาร์เซลล์

วันที่ 21 มกราคม 2020 สำนักข่าว Phys รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนา “โมเลกุลเดี่ยว” ที่สามารถดูดซับแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฮโดรเจน ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานทางเลือกสะอาดสำหรับยานพาหนะ

โมเลกุลตัวนี้จะรวบรวมพลังงานจากสเปกตรัมที่มองเห็นได้ทั้งหมด และสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าโซลาร์เซลล์ที่ใช้ในปัจจุบัน 50% การค้นพบนี้ช่วยให้มนุษย์เปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดโลกร้อนได้

“แนวคิดโดยรวมคือเราสามารถใช้โฟตอนจากดวงอาทิตย์และแปลงให้เห็นไฮโดรเจนได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ เรากำลังเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ไว้ในพันธะเคมีเพื่อนำกลับมาใช้ในภายหลัง” – นักวิจัย คลอเดีย เทอร์โร (Claudia Turro) กล่าวถึงโฟตอนที่เป็นองค์ประกอบของแสงแดด

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาสามารถเก็บรวบรวมพลังงานจากสเปกตรัมของแสงที่มองเห็นได้ทั้งหมด หนึ่งในนั้นคืออินฟราเรดพลังงานต่ำที่ยากต่อการเก็บรวบรวม และเปลี่ยนพลังงานเหล่านั้นให้เป็นไฮโดรเจนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

ในการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นพลังงานให้รถ จำเป็นต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อให้ปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ไปเป็นพลังงานที่ใช้งานได้ เช่น ไฮโดรเจน ซึ่งพวกเขาได้เลือกใช้ธาตุโรเดียม (Rhodium) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพราะมันทำให้ระบบสูญเสียพลังงานน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบก่อนหน้านี้ถึง 25%

แต่ก่อนที่การค้นพบนี้จะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เทอร์โรกล่าวว่า เนื่องจากโรเดียมเป็นโลหะหายากและการผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาจากโรเดียมนั้นค่อนข้างแพง พวกเขาจึงกำลังพัฒนาให้โมเลกุลเดี่ยวผลิตไฮโดรเจนได้ในนานขึ้น และกำลังสร้างตัวเร่งปฏิกิริยาจากวัสดุที่มีราคาไม่แพงเป็นการต่อยอดในอนาคต

Fact – ปัจจุบันธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถูกปักอยู่บนดวงจันทร์ซีดเป็นสีขาวไปแล้ว เนื่องจากรังสีของดวงอาทิตย์

อ่านต่อ – “พลังงานหมุนเวียน” ของอังกฤษ ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ได้เป็นครั้งแรก

‘คอนกรีตมีชีวิต’ จากแบคทีเรีย สามารถเติบโตและซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเสียหาย

วันที่ 19 มกราคม 2020 สำนักข่าว ScienceAlert รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ (University of Colorado Boulder) สามารถสร้าง “คอนกรีตมีชีวิต” ซึ่งเต็มไปด้วยแบคทีเรียสังเคราะห์แสงที่สามารถเติบโตและงอกใหม่ได้เองราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต สำเร็จแล้ว

คอนกรีตมีชีวิตเป็นการผสมกันของเจลาติน, ทราย และไซยาโนแบคทีเรีย (สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) ที่เย็นตัวแล้วเหมือนเยลลี่ โดยโครงสร้างของมันสามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ได้ 3 ครั้งหลังจากที่นักวิจัยจงใจตัดมันออกไป ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมวัสดุ ที่สามารถวางตัวกันอย่างเป็นระเบียบได้ด้วยตนเอง (self-assembling)

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโดร่วมมือกับ สำนักงานการวิจัยด้านกลาโหมระดับสูง หรือ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) ในการพัฒนาคอนกรีตมีชีวิต

โดยโครงสร้างสีเขียวของมันจะเริ่มจางลงเมื่อแบคทีเรียตาย ซึ่งนักวิศวกรที่โคโลราโดและหัวหน้าโครงการ วิลล์ ซูรบาร์ (Will Srubar) กล่าวว่า “มันดูเหมือนวัสดุแฟรงเกนสไตน์” 

เพราะถึงสีของคอนกรีตจะซีดจางลง แต่แบคทีเรียยังคงมีชีวิตรอดได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ อีกทั้งยังสามารถฟื้นคืนสภาพและเติบโตต่อไปภายใต้สภาวะที่เหมาะสม

นอกจากนี้ DARPA ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับวัสดุที่สามารถวางตัวกันอย่างเป็นระเบียบได้ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างในพื้นที่ทะเลทรายอันห่างไกล หรือแม้แต่ในอวกาศ ถ้าคอนกรีตมีชีวิตสามารถถูกพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้ เราก็จะสามารถลดปริมาณและน้ำหนักของวัสดุที่องค์การอวกาศต่าง ๆ จะต้องบรรทุกขึ้นไปบนจรวดอวกาศได้เป็นมาก

“ไม่มีทางเลยที่เราจะขนส่งวัสดุก่อสร้างออกสู่อวกาศได้ แต่เราจะเอาชีววิทยาไปกับเราด้วย” – ซูรบาร์กล่าว

Fact โครงสร้างคอนกรีตที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ เขื่อนซานเสียต้าป้า ในประเทศจีน มีความสูง 185 เมตร และยาว 2,309 เมตร สร้างขึ้นระหว่างปี 1994-2549 สถานีไฟฟ้าพลังน้ำของมันสามารถผลิตพลังงานได้ถึง 22,500 เมกะวัตต์ และอ่างเก็บน้ำมีน้ำมากพอ ๆ กับทะเลสาบสุพีเรีย ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ

อ่านต่อ – “อิฐจากเห็ดรา” วัสดุแห่งอนาคต ที่อาจถูกผลิตบนอวกาศเพื่อใช้ในการก่อตั้งอาณานิคม

โตชิบาเผย มีอัลกอริทึมที่ทำให้คอมพิวเตอร์ธรรมดา “เร็วกว่า” ควอนตัมคอมพิวเตอร์

โตชิบาได้ออกมาประกาศว่าอัลกอรึทึมใหม่ของพวกเขามีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกบางตัว ตามรายงานของสำนักข่าว TechSpot เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2020

โตชิบาเรียกอัลกอรึทึมตัวนี้ว่า Simulated Bifurcation Algorithm หรือ SBA ซึ่งมีประสิทธิภาพดีพอที่จะนำมาใช้เพื่อหาวิธีแก้แก้ปัญหาเชิงการจัดขนาดใหญ่ หรือแปลเป็นภาษาคนก็คือ มันสามารถหาวิธีแก้ปัญหาซับซ้อนที่มีผลลัพธ์เป็นไปได้หลายรูปแบบได้เร็วกว่านั่นเอง

ผู้คิดค้นอัลกอรึทึม ฮายาโตะ โกโตะ (Hayato Goto) ได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถรับมือกับความเป็นไปได้มากมายอย่างมีประสิทธิภาพ เขาเริ่มสร้าง SBA ขึ้นมาในปี 2015 และเริ่มสังเกตเห็นว่าการเพิ่มอินพุตใหม่ในระบบที่ซับซ้อนด้วยตัวแปร 100,000 ตัว ทำให้มันสามารถแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายในเวลาไม่กี่วินาที และมีค่าใช้จ่ายในการคำนวณค่อนข้างน้อย

เมื่อปี 2019 โตชิบาเคยสาธิตให้เห็นว่า SBA สามารถหาคำตอบของปัญหาที่มีตัวแปรที่เชื่อมโยงกัน 3,000 ตัวได้อย่างแม่นยำภายในเวลา 50 ไมโครวินาที หรือเร็วกว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์บางตัวถึง 10 เท่า ที่สำคัญคือ SBA สามารถนำไปใช้ในคอมพิวเตอร์มาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น ไมโครซอฟท์, กูเกิล, ไอบีเอ็ม และอีกหลายแห่งต่างกำลังแข่งขันกันเป็นบริษัทแรกที่มีระบบการค้าเชิงปริมาณที่มีศักยภาพ แต่จนถึงตอนนี้วิธีที่จะได้ผลลัพธ์ของพวกเขากลับทำได้เพียงในห้องแล็บเท่านั้น

นอกจากนี้โกโตะ และ โคซึเกะ ทัทซึมูระ (Kosuke Tatsumura) หนึ่งในนักวิจัยอาวุโสของโตชิบา ยังย้อนกลับไปสู่รากเหง้าโดยการสำรวจวิธีปรับปรุงอัลกอริทึมเก่า ๆ ด้วยความหวังว่า SBA จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทางการเงิน เช่น การซื้อขายสกุลเงิน และการปรับพอร์ตฯ ในเวลาอันสั้น รวมถึงการคำนวณเส้นทางการขนส่ง และการพัฒนายาที่ต้องการความแม่นยำในระดับโมเลกุล

Fact โตชิบาประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องซักผ้าไฟฟ้าและตู้เย็นเครื่องแรกของญี่ปุ่นในปี 1930, พัฒนาเตาอบไมโครเวฟเครื่องแรกของญี่ปุ่นในปี 1959 และเผยโฉมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกในปี 1985

อ่านต่อ – นักวิทย์สร้าง “หุ่นยนต์มีชีวิตตัวจิ๋ว” ที่อาจเข้าไปว่ายอยู่ในเลือดของเราได้ในอนาคต

นักวิทย์กำลังคิดค้นเครื่องเปลี่ยน “ฝุ่นดวงจันทร์” ให้เป็นออกซิเจน

วันที่ 17 มกราคม 2020 สำนักข่าว Gizmodo รายงานว่า นักวิจัยกำลังพัฒนาระบบที่สามารถเปลี่ยนฝุ่นดวงจันทร์ให้กลายเป็นออกซิเจน เพื่อต่อยอดให้เราสามารถหายใจได้บนดวงจันทร์ในอนาคตอันใกล้

“เห็นได้ชัดว่าความสามารถในการหาออกซิเจนจากทรัพยากรที่พบบนดวงจันทร์จะเกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวงสำหรับผู้ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนดวงจันทร์ในอนาคต สำหรับทั้งการหายใจและการผลิตเชื้อเพลิงจรวดอวกาศ” เบธ โลแม็กซ์ (Beth Lomax) นักเคมีจาก มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ (University of Glasgow) กล่าว

ปัจจุบันโลแม็กซ์และเพื่อนนักวิจัยในองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency หรือ ESA) ทำงานอย่างหนักกับเครื่องต้นแบบที่อาจนำไปสู่การผลิตออกซิเจนจากฝุ่นดวงจันทร์ ซึ่งระบบที่ว่ากำลังถูกทดสอบอยู่ในห้องปฏิบัติการวัสดุและอุปกรณ์ไฟฟ้าในศูนย์วิจัยและเทคโนโลยีอวกาศแห่งยุโรป (ESTEC) ที่ตั้งอยู่ในนอร์ดวิจค์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

แม้เครื่องต้นแบบของพวกเขาจะใช้งานได้ แต่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานบนดวงจันทร์ เช่น การลดอุณหภูมิการทำงานของเครื่อง ซึ่งปัจจุบันทีมนักวัยก็กำลังทดลองกับฝุ่นดวงจันทร์ และหวังว่าแนวทางของพวกเขาจะสามารถนำไปใช้งานได้จริง

เนื่องจากฝุ่นดวงจันทร์จำลองหรือ “ตะกอนฝุ่นหิน” ที่ถูกนำกลับมายังโลกระหว่างภารกิจอพอลโล ประกอบด้วยออกซิเจนประมาณ 40-45% นักวิทยาศาสตร์ของ ESTEC จึงคิดค้นเทคนิคเพื่อดึงออกซิเจนเหล่านั้นออกมาจากฝุ่น

เทคนิคนั้นมีชื่อว่า Metalysis ซึ่งปกติแล้วจะถูกนำไปใช้ในการผลิตโลหะและโลหะผสม แต่เนื่องจากมันมีออกซิเจนเป็นผลพลอยได้ พวกเขาจึงดันแแปลงให้สามารถจับและวัดออกซิเจนที่ได้

ปัจจุบันออกซิเจนจะถูกระบายออกไปทางท่อไอเสีย แต่ในเครื่องต้นแบบเวอร์ชันใหม่ในอนาคตจะมีการจัดเก็บออกซิเจนไปใช้ในระยะยาว ขณะเดียวกันพวกเขาก็มองหาวิธีใช้ประโยชน์จากโลหะซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการด้วย เช่น อาจนำไปใช้เป็นสารประกอบสำหรับการพิมพ์ 3 มิติบนดวงจันทร์

ESTEC ตั้งเป้าให้เครื่องเปลี่ยนฝุ่นดวงจันทร์เป็นออกซิเจนสามารถใช้งานได้จริงในช่วงกลางทศวรรษ 2020 และเมื่อเครื่องไปอยู่บนดวงจันทร์แล้ว การสำรวจและการสร้างอาณานิคมจะทำได้ง่ายขึ้น

แม้ตอนนี้อาจดูเหมือนว่าดวงจันทร์จะเป็นทรัพยากรที่มีค่า แต่ตอนที่นักบินอวกาศไปถึงดวงจันทร์ครั้งแรก NASA กังวลอย่างมากกับความอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากของฝุ่นดวงจันทร์ จนภายหลังมีการวิจัยพบว่าฝุ่นดวงจันทร์สามารถฆ่าเซลล์และเปลี่ยน DNA ของมนุษย์ได้จริง

Fact ดวงจันทร์มีแผ่นดินไหวที่เกิดจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลก ซึ่งแตกต่างจากการไหวของโลกที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก และเกิดขึ้นไม่กี่นาที แต่ดวงจันทร์สามารถไหวได้นานถึงครึ่งชั่วโมง แม้จะไม่รุนแรงเท่าโลกก็ตาม

อ่านต่อ – ผลทดลองยืนยัน ดินบนดาวอังคารและบนดวงจันทร์ สามารถปลูกพืชได้จริง

SpaceX ระเบิดจรวด Falcon 9 ทิ้งกลางอากาศ ! เพื่อทดสอบระบบดีดตัวฉุกเฉิน

วันที่ 19 มกราคม 2020 สำนักข่าว Cnet รายงานว่า SpaceX ประสบความสำเร็จในการทดสอบครั้งสำคัญในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น หลังสามารถพิสูจน์ได้ว่านักบินอวกาศจะดีดตัวออกมาจากยานอวกาศได้อย่างปลอดภัยในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินกับจรวดอวกาศ ซึ่งกรณีนี้คือการระเบิด

SpaceX ทำการปล่อยจรวด Falcon 9 (ฟัลคอนไนน์) ที่มีแคปซูล The Crew Dragon (ครูว์ดรากอน) จาก Kennedy Space Center ในฟลอริดา โดยแคปซูล The Crew แยกตัวออกจาก Falcon ได้ประมาณ 80 วินาทีหลังจากถูกปล่อยตัว ก่อนที่จะปล่อยร่มชูชีพออกมาและตกลงที่มหาสมุทรแอตแลนติก

ส่วนจรวด Falcon 9 ที่ระเบิดไปไม่น่าจะเหลือรอดในการทดสอบนี้ เพราะ SpaceX คาดว่าจรวดลุกไหม้เป็นไฟหลังการระเบิด แต่ถึงอย่างนั้น การปล่อยจรวดขึ้นไปและดีดตัวแคปซูลออกมาก็เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้

หลังการทดสอบ ทีมงานของ SpaceX เดินทางไปรับแคปซูลหลังดีดตัวออกมาและเก็บเศษซากของจรวด ซึ่งพวกเขากล่าวว่าการดำเนินการเก็บกู้น่าจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงถึงแล้วเสร็จ

“ขอแสดงความยินดีกับทีมของ NASA และ SpaceX สำหรับการทดสอบการยกเลิกการบินที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การทดสอบที่สำคัญนี้ทำให้เราอยู่ในจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการปล่อยนักบินอวกาศสหรัฐฯ บนจรวดอวกาศสหรัฐฯ จากผืนแผ่นดินสหรัฐฯ อีกครั้ง”จิม ไบรเดินสไตน์ (Jim Bridenstine) ผู้ดูแลระบบการบินและอวกาศของ NASA กล่าว

การทดสอบนับว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนายานแคปซูล Crew Dragon สำหรับโครงการลูกเรือเชิงพาณิชย์ของ NASA โดยทั้ง SpaceX และ Boeing กำลังทำงานร่วมกับ NASA เพื่อส่งนักบินอวกาศจากแผ่นดินสหรัฐฯ ขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ยุคกระสวยอวกาศ (space shuttle era) สิ้นสุดลงในปี 2011

และจากความประสบความสำเร็จของระบบดีดตัวฉุกเฉินทำให้ SpaceX เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแผนการปล่อยนักบินอวกาศสหรัฐฯ ขึ้นไปบนอวกาศของ NASA ในปี 2020 อย่างเต็มตัว

SpaceX และ NASA เล็งว่าจะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2020 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทดสอบร่มชูชีพและการฝึกอบรมนักบินอวกาศจะเสร็จในช่วงไหนครับ

Fact อีลอน มัสก์ ก่อตั้ง SpaceX ขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลดค่าใช้จ่ายการเดินทางขึ้นไปบนอวกาศ ด้วยความหวังว่ามนุษย์จะใช้ชีวิตได้ไกลกว่าโลก ซึ่งที่ผ่านมามัสก์สามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติได้ถึง 90% จาก $1 พันล้านเหลือเพียง $60 ล้านต่อหนึ่งภารกิจเท่านั้น

อ่านต่อ – NASA เชิญ SpaceX และ Blue Origin เข้าร่วมภารกิจพิชิตดวงจันทร์อีกครั้ง