Blog – Page 179 of 184 – FLAGFROG
วันพุธ, กันยายน 30, 2020

นึกว่าหนัง! หน่วยสืบราชการลับ MI5 สกัดแผนลอบสังหารนายกอังกฤษฯ เทเรซา เมย์

 

ตำรวจและหน่วยสืบราชการลับเชื่อว่าคนร้ายกลุ่มนี้มีแผนสร้างสถานการณ์ โดยใช้วิธีระเบิดพลีฉีพ โจมตีบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นที่พักของนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ก่อนอาศัยจังหวะชุลมุนเพื่อเข้าถึงตัวและทำการสังหารผู้นำหญิงคนดัง

แต่แผนก็ไม่สำเร็จเพราะ นายไนอิมูร์ ซาคาริยาห์ เราะห์มาน อายุ 20 ปี และนายโมฮัมเหม็ด อาคิบ อิมรอน อายุ 21 ปี ถูกจับได้เสียก่อน เพราะตั้งแต่ที่ก้าวเข้าสู่ประเทศก็ถูกหน่วยสืบราชการลับติดตามเฝ้าดูอยู่ทุกฝีก้าวเป็นเวลาหลายสัปดาห์

– เราะห์มานถูกจับได้ที่กรุงลอนดอน
– อิมรอนถูกจับในเมืองเบอร์มิงแฮม

ทั้งสองถูกแจ้งข้อหาวางแผนก่อการร้าย และถูกนำตัวขึ้นศาลเขตเวสต์มินสเตอร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

นายแอนดรูว์ พาร์คเกอร์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองภายใน MI5 แจ้งต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารว่า แผนลอบสังหารนายกรัฐมนตรีเมย์ เป็น 1 ใน 9 แผนโจมตีที่หน่วยข่าวกรองสกัดได้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และแม้ไอเอสพ่ายแพ้ในอิรักและซีเรีย แต่ภัยคุกคามจากไอเอสได้ขยายไปพื้นที่ใหม่ๆ โดยสมาชิกใช้สื่อสังคมออนไลน์ปลุกระดมให้สาวกลงมือโจมตีในอังกฤษและในประเทศอื่น

อังกฤษเผชิญก่อการร้าย 5 ครั้งในปีนี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36 คน บาดเจ็บกว่า 200 คน โดย 4 ครั้งเป็นการก่อการร้ายที่กลุ่มไอเอสอ้างอยู่เบื้องหลัง

 

 

ปล.บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิงมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เมื่อปี 1991 กลุ่มก่อการร้ายเพื่ออิสรภาพไอร์แลนด์ (IRA) เคยพยายามยิงปืนครกถล่ม แต่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรี จอห์น เมเจอร์ ซึ่งอยู่ภายในบ้านกลับไม่เป็นอะไรเลย

ที่มา – dailymail

ปรากฏการณ์ “การตายอย่างโดดเดี่ยว (โคโดคูชิ)” ที่ตอนนี้เป็นปัญหาระดับชาติของญี่ปุ่น

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ชายชราวัย 80 ปีคนหนึ่งถูกพบศพหลังจากเสียชีวิตนานกว่าหนึ่งเดือนภายในห้องพักกลางกรุงโตเกียว เหตุการณ์น่าสลดใจเช่นนี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ที่ประชากรเกือบหนึ่งในสี่เป็นผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

 

 

“โคโดคูชิ” หรือ การตายอย่างโดดเดี่ยว ที่กำลังเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุมากกว่า 127 ล้านคน (ประชากรอายุเกิน 65 ปี มีสัดส่วนถึง 27.7%) และชาวญี่ปุ่นในวัยกลางคนจำนวนมาก ล้มเลิกความพยายามหาคู่ครอง แต่เลือกอยู่โดยลำพังแทน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนผสมของวัฒนธรรรมอันเป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น ตลอดจนปัจจัยด้านสังคมและโครงสร้างประชากร

ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่า คนที่เสียชีวิตลำพังโดยไม่มีใครรู้จนล่วงไปหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ มีจำนวนเท่าใดแน่ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประเมินว่า ราว 3 หมื่นคนต่อปี (ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวมากกว่า 5 ล้านคนทั่วญี่ปุ่น โดยจำนวนนี้คือคนที่อยู่คนเดียวจริงๆ ไม่มีญาติพี่น้องมาดูแลเลย)

 

 

เชื่อว่าตัวเลขแท้จริง น่าจะสูงกว่านี้ 2 – 3 เท่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างขนานใหญ่ แต่เครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมของประเทศปรับตัวไม่ทัน ภาระดูแลผู้สูงอายุยังอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก

คัตทึฮิโกะ ฟูจิโมริ ผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิการ จากสถาบันวิจัยและข้อมูลมิซูโฮ กล่าวว่า – “ในญี่ปุ่น ครอบครัวเป็นรากฐานแข็งแกร่งของการสนับสนุนทางสังคมทุกสิ่งอย่างมาช้านาน แต่เวลานี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป คนโสดเพิ่มขึ้น ขนาดครอบครัวเล็กลง”

 

 

ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ครัวเรือนที่มีผู้อาศัยเพียงคนเดียว มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นสองเท่า เป็น 14.5% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ชายวัย 50 ปีเศษ และผู้หญิงวัย 80 ปีขึ้นไป ขณะที่อัตราการแต่งงานก็ลดลง ผู้ชายจำนวนมากรู้สึกว่าหน้าที่การงานของตนเอง สำคัญเกินกว่าจะลงหลักปักฐานและสร้างครอบครัว ขณะผู้หญิงก็เข้ามาเป็นกำลังแรงงานมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยสามีเลี้ยงดู

ปัญหานี้ยังถูกทับถมด้วยวัฒนธรรมฝังรากลึกในอันที่จะเปลี่ยนจากการพึ่งแต่ครอบครัว หันไปหาบ้านในยามลำบาก ฟูจิโมริ กล่าวว่า – “ผู้สูงอายุญี่ปุ่นเกรงใจไม่กล้ารบกวนเพื่อนบ้าน แม้แต่ขอความช่วยเหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผลจึงเป็นการขาดปฏิสัมพันธ์ และการโดดเดี่ยวตัวเอง”

 

 

ด้วยรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้อาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะเช่นกัน อย่างเช่น  ฮิโรสุกุ มัตสุดะ ผู้ที่รับหน้าที่ทำความสะอาดห้องพักที่เจ้าของห้องวัยชราจากไปอย่างโดดเดี่ยว เขาถูกตามตัวให้ไปทำงานสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง บริษัทของเขารับทำความสะอาดเฉพาะห้องพักที่มีผู้เสียชีวิต โดยคิดค่าใช้จ่ายระหว่าง 81,000 เยน จนถึง 341,000 เยนตามขนาดห้องพัก

เนื่องจากมีครอบครัวจำนวนมากอาจอาศัยอยู่ไกลออกไป หรือไม่มีกำลังทรัพย์มาจุนเจือญาติวัยชราในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ฟูจิโมริจึงสนับสนุนให้รัฐบาลขึ้นภาษีเพื่อนำมาใช้ยกระดับประกันสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยเหลือการเงินเรื่องดูแลบุตร และเปิดทางให้ประชากรอายุมากที่ทำงานได้กลับมาทำงาน หากครอบครัวไม่อาจมีบทบาทได้อย่างที่เคย สังคมจะต้องสร้างกรอบการทำงานที่ตอบสนองความจำเป็นนี้ หากไม่ลงมือทำอะไรเลย เราจะเห็นการตายอย่างโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้น

ถึงแม้ว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องตาย แต่ปรากฏการณ์ “ตายอย่างเดียวดาย” ได้สะท้อนอีกแง่มุมของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้พัฒนาประเทศจนเจริญก้าวหน้า หากแต่ระบบครอบครัวที่เคยผูกพันแน่นหนากลับสูญสลายไปอย่างไม่มีวันหวนคืน และหลายๆประเทศก็กำลังจะเดินตามรอยเช่นเดียวกัน

ที่มา – manager , komchadluek

นาซ่าเผย 10 ปีมานี้ “หลุมดำ” ได้กลืนกินดวงดาวอย่างบ้าคลั่ง (ทำให้มันโตไม่หยุด)

นักดาราศาสตร์จาก NASA ศึกษาแหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์ที่มีชื่อรหัสว่า “XJ1500+0154” เพราะขณะนี้กำลังมีการกลืนกินอยู่ในกาแล็กซีขนาดเล็ก โดยอยู่ห่างจากโลกไป 1.8 พันล้านปีแสง หรือประมาณ 17,000 ล้านล้านล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ดาวฤกษ์ถูกฉีกออกเป็นส่วนๆด้วยแรงโน้มถ่วงสูงของหลุมดำ

หลุมดำเป็นบริเวณในอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล สามารถดูดดึงดวงดาวที่โคจรอยู่ใกล้ๆให้ลงไปในหลุม นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมพ์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยถึงการตรวจพบหลุมดำดูดกลืนดวงดาวอย่างบ้าคลั่งทำสถิติเป็นประวัติการณ์ในช่วง 10 ปีนี้ และยังสวาปามอย่างไม่ยอมหยุด ส่วนจำนวนนั้นไม่อาจนับได้ เพราะมีทั้งดาวเล็กดาวใหญ่ ถูกดูดกลืนไปตลอดเวลา

ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ 3 แห่ง ได้แก่ Chandra ,Swift และ XMM-Newton จับภาพการเคี้ยวระดับมหึมา ซึ่งทำให้มีการระเบิดของรังสีขณะดวงดาวถูกกลืนเข้าสู่หลุมดำที่มีอุณหภูมิสูงหลายล้านองศา ด้านนักดาราฟิสิกส์จากศูนย์ฮาร์วาร์ด สมิธโซเนียน ให้ความเห็นว่าส่วนใหญ่เรารับรู้เกี่ยวกับหลุมดำว่ามันจะเติบโตขึ้นขึ้นเรื่อยๆ แต่การพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา เพราะมันยังคงปลดปล่อยรังสีเอกซ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้เป็นเรื่องประหลาดสำหรับนักดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก

และมีการค้นพบเพิ่มเติมว่า มีหลุมดำ ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 100,000 เท่า

Dr.Death คิดค้นเทคโนโลยี “ตู้ช่วยฆ่าตัวตาย” ทางเลือกใหม่ สำหรับคนอยากการุณยฆาต

การการุณยฆาต (Euthanasia) คือการช่วยให้ผู้ป่วยพ้นทุกข์ด้วยความตาย โดยความสมัครใจของผู้ป่วยเอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภททั้งแบบ Passive ซึ่งหมายถึงการระงับการรักษา หรือแบบ Active ที่แพทย์จะให้ยาที่ทำให้ผู้ช่วยเสียชีวิตในระยะเวลาสั้นๆ ในประเทศไทย วิธีนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายว่ามีความผิดทางอาญา แต่ในบางประเทศ อย่างเช่น เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ การช่วยผู้ป่วยให้จากไปตามความประสงค์ของพวกเขาเป็นการกระทำที่ถูกยอมรับ อย่างเช่นในหนังเร่ือง Me Before You ที่พระเอกพิการช่วงล่าง และรู้สึกทรมานจากการเจ็บป่วยจึงตัดสินใจที่จะทำการุณยฆาต นั่นเอง (หนังดีมาก ซึ้งมาก ส่วนตัวชอบแม่มังกร เอ้ย คนละเรื่อง)

 

 

ด้วยความร่วมมือระหว่างคุณหมอจากประเทศออสเตรเลีย ดร.ฟิลลิป นิชกี้ (ฉายา Dr.Death เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำการุณยฆาต) และวิศวกรชาวดัตช์ อเล็กแซนเดอร์ แบนนิค ทั้งคู่ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ช่วยให้คนสามารถฆ่าตัวตายได้แบบไม่เจ็บปวดหรือทรมาน และที่สำคัญคือคนที่เลือกจบชีวิตด้วยตัวเองเป็นผู้กระทำภายใต้การดูแลของแพทย์ เครื่องนี้มีชื่อว่า Sarco ตัวฐานผลิตจากเครื่อง 3D Print

การทำงานของเจ้าเครื่อง Sarco จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนเข้ามาในแคปซูลหลังจากที่กดปุ่มให้เครื่องเริ่มทำงาน ภายในเวลา 1 นาทีครึ่ง ผู้ที่อยู่ภายในเครื่องจะเริ่มรู้สึกมึนและอยู่ในภวังค์ จากนั้นประมาณ 2-3 นาที คนๆ นั้นจะเริ่มหมดสติ และเสียชีวิตภายในเวลา 5 นาที

 

 

และหากคนไข้เปลี่ยนใจกระทันหันก็สามารถกดปุ่มหยุดได้ ก๊าสไนโตรเจนจะถูกดูดเก็บเข้าที่เดิมและแทนที่ด้วยการส่งอ็อกซิเจนเข้าไปในเวลาอันรวดเร็ว และตัวเครื่องก็จะหยุดการทำงานทัน – Sarco จะเริ่มปรากฏตัวตามคลินิกที่รองรับการการุณยฆาตช่วงปลายปี 2018

 

 

นักสิทธิมนุษยชน บางคนมองว่าเครื่องนี้จะนำไปสู่ยอดการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว และหลายกระแสก็มีความเห็นว่า Sarco คือสิ่งประดิษฐ์ที่ขัดต่อหลักจริยธรรม Dr.Death เจ้าของผลงานบอกว่า – “Sarco แค่เปลี่ยนรูปแบบการตายที่สยดสยองให้เป็นการรักษารูปแบบหนึ่งเท่านั้น ผู้ตายจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือทรมาน และนั่นคือการตายในอุดมคติของคนที่หมดหวังในการมีชีวิตอยู่”

ที่มา – mirror ,swiftnary ,dailymail

เปิดแฟ้มคดีดัง มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ไม่ยอมจ่ายสักดอล! (หลานถูกเรียกค่าไถ่-ตัดหู)

ในเดือนกรกฎาคม 2516 จอห์น พอล เก็ตตี้ที่ 3 (J. Paul III) เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ที่มีนิสัยหัวรั้น เป็นพวกไม่สนใจโลก มักขัดใจคนที่บ้าน หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นจิตรกรในกรุงโรม ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่จู่ๆก็ถูกคนร้าย 3 คน ลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้กลับทำลายชีวิตเด็กหนุ่มไปตลอดกาล

 

 

โดยคนร้ายพยายามจะเรียกร้องเงินจำนวนมหาศาลถึง 17 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.53 ร้อยล้านบาท) เพราะคนร้ายรู้ดีว่าเด็กหนุ่มรายนี้เป็นหลานแท้ๆ ของ จอห์น พอล เก็ตตี้ (J.Paul Getty) อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกันเจ้าของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในเวลานั้น

แต่แล้วทุกอย่างที่คนร้ายวางแผนไว้กลับผิดแผนไปทั้งหมด เพราะอย่างที่ผมเกลิ่นไปข้างต้นว่า ด้วยอุปนิสัยที่ชอบขัดใจปู่อย่างรุนแรง จึงทำให้การส่งจดหมายเรียกค่าไถ่ ที่คนร้ายได้ส่งมายังครอบครัวของเด็กหนุ่มนั้น ดูไม่น่าเชื่อถือและดูเหมือนกับการสร้างสถานการณ์ว่าเด็กหนุ่มต้องการขอเงินจากที่บ้านรึเปล่า จนเวลาล่วงเลยมาอีก 3 เดือน ความจริงที่น่าตกใจก็ชัดเจนขึ้น เพราะพวกคนร้ายเริ่มใช้ไม้แข็งแล้ว

 

 

คนร้ายที่ทนไม่ไหวต่อการเมินเฉยของครอบครัวจึงลงมือเฉือนใบหูของเด็กหนุ่ม และส่งมันไปถึงหนังสือพิมพ์เจ้าหนึ่ง ในตอนนั้นเองที่แม่ของเด็กหนุ่มรู้อย่างแน่ชัดว่าการลักพาตัวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง!

แต่ถึงอย่างไร จอห์น พอล เก็ตตี้ ผู้เป็นปู่กลับลั่นวาจาออกมาว่า “ผมจะไม่จ่ายเงินสักแดงให้กับเหตุการณ์นี้เด็ดขาด ผมยังมีหลานอีก 14 คน ถ้าผมจ่ายแม้แต่เหรียญเดียวตอนนี้ ผมก็จะมีหลานที่ถูกลักพาตัวเพิ่มอีก 14 คน”

 

 

สุดท้ายผู้เป็นแม่ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาเป็นค่าไถ่ตัวลูกชาย ทั้งยังพยายามเจรจาต่อรองกับคนร้าย จนท้ายที่สุด ลูกชายของเธอก็ได้รับอิสระอีกครั้งหลังถูกจับตัวไว้นานถึง 5 เดือน แลกกับเงินค่าไถ่จำนวน 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 71 ล้านบาท)

 

 

ด้วยความยึดมันที่จะไม่จ่ายเงินแม้แต่แดงเดียวเพื่อหลานชาย ทำให้คดีดังกล่าวกลายมาเป็นคดีที่สร้างความลือลั่นไปทั่วโลก และถึงแม้ว่าคนร้ายจะถูกจับกุมได้ในเวลาต่อมา แต่นั่นก็ไม่อาจเยียวยาแผลใจของเด็กหนุ่มได้ จนท้ายที่สุดเขาก็หันหน้าเข้าหายาเสพติด และมีการใช้ยาเกินขนาด จนกลายเป็นอัมพาตที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นหลายสิบปี กระทั่งเสียชีวิตนี้ไปในปี 2554 ด้วยวัย 54 ปี

 

 

และ คดีดังกล่าวนี้ยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง All the Money in the World ที่นำแสดงโดย Mark Wahlberg ,Michelle Williams และ Christopher Plummer และได้ผู้กำกับโคตรเทพอย่าง Ridley Scott มากำกับอีกด้วย ผมแว๊บไปดู Teaser มาแล้ว นี่ขนาดรู้ตอนจบของหนังแล้วนะ ยังอยากดูเลย แต่การการถ่ายทำภาพยนตร์ยังไม่เสร็จสิ้น ถ้ามีกำหนดวันเข้าโรงเมื่อไหร่ ผมจะมาอัพเดตอีกทีนะครับ

ที่มา – smh

หนุ่มเมืองเบียร์ป่วย “โรคเบาจืด” ต้องดื่มน้ำวันละ 20 ลิตร (ต้องดื่มทุกๆ 1 ชม. ไม่งั้นตาย)

Marc Wübbenhorst สถาปนิกชาวเยอรมัน วัย 35 ปี ป่วยด้วยโรคเบาจืด ทำให้ต้องดื่มน้ำวันละ 20 ลิตร มิฉะนั้นอาจเสี่ยงเสียชีวิตด้วยภาวะขาดน้ำ และหาก Marc หยุดดื่มน้ำเขาจะตายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง Marc ต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากจากอาการโรคเบาจืดมาตั้งแต่จำความได้ โรคนี้ทำให้เขากระหายน้ำมากและปัสสาวะมาก

 

 

ไตของเขาไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ และกำจัดของเหลวออกหมดอย่างรวดเร็วแทบทันทีที่ดื่มเขาไป เขาไม่อาจทนหิวน้ำได้เกินกว่า1 ชม.เพราะจะเริ่มมีอาการขาดน้ำรุนแรง ได้แก่ ริมฝีปากแห้งแตก เวียนศีรษะ มึนงงทั้งที่เป็นอาการของคนขาดน้ำ 2-3 วัน ในแต่ละวัน เขาจะเริ่มดื่มน้ำขวดใหญ่ตั้งแต่เช้า และไม่นานเขาก็ปัสสาวะออก ยิ่งช่วงกลางคืนเขาก็จะมีปัญหามาก ไม่สามารถนอนหลับได้เกินกว่า 2 ชม. เพราะต้องลุกมาปัสสาวะ ทำให้ตลอด 24 ชม.เขาต้องเข้าห้องน้ำมากถึง 50 ครั้ง

ครั้งหนึ่ง Marc เคยเกือบตายจาก อาการขาดน้ำขั้นรุนแรงของเขา “หลังจากเลิกงานผมต้องนั่งรถไฟกลับบ้าน ปกติมันจะใช้เวลาไม่นานในการเดินทางก็ถึงบ้านผมแล้ว ผมจึงไม่ได้เตรียมน้ำไปด้วย แต่วันนั้นรถไฟเกิดเสียและก็ซ่อมนานมาก อาการของผมเริ่มกำเริบ แต่ผมก็ยังมีโชคอยู่บ้าง เพราะเจอเพื่อนที่รู้ว่าผมเป็นโรคเบาจืดพอดี เขาเลยรีบหาน้ำมาให้ผมดื่ม ผมเลยรอดมาได้”

ข้อมูลทางการแพทย์

เบาจืด (Diabetes insipidus) หรือเรียกย่อว่า DI คือภาวะหรือโรคที่ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะปริมาณสูงมากในแต่ละวัน มักมากกว่า 2.5 ลิตรต่อวัน โดยมีรายงานสูงได้ถึงวันละ 10 – 15 ลิตร (คนปกติจะปัสสาวะวันละประมาณ 1 – 2 ลิตร) ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้จึงมักมีอาการกระหายน้ำมาก/ภาวะขาดน้ำร่วมด้วย

เบาจืด เป็นคนละโรคกับ เบาหวาน เพียงแต่มีชื่อพ้องกัน พบได้น้อยมาก ประมาณ 1 ราย ต่อประชากร 25,000 คน หรือประมาณ 3 รายต่อประชากร 100,000 คน

ที่มา – haamor , odditycentral

NASA Mission Fail : 5 ความล้มเหลวที่สุดขององค์การนาซา (เวอร์ชั่นอดีต)

1. Metric Math Mistake การคำนวณผิดพลาดฆ่ายานสำรวจดาวอังคาร

10 พฤศจิกายน ปี 1999 ยานมาร์สไคลเมตออร์บิเตอร์ราคา 193.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ตกบนดาวอังคารเนื่องจากความเข้าใจผิดอย่างน่าอัปยศ ทีมวิศวกรทีมหนึ่งเขียนโปรแกรมโดยใช้หน่วยวัดแบบอังกฤษ (เช่น ฟุตและปอนด์) แต่อีกทีมหนึ่งใช้มาตราเมตริก (เช่น เมตรและกิโลกรัม) จึงทำให้ผลคำนวนผิดพลาดจนไม่สามารถทำให้ยานลงจอดได้อย่างถูกต้อง จนภารกิจล้มเหลวในที่สุด

 

2. Vanguard Rocket Test จรวดที่ออกแบบพลาดได้ชื่อเล่นว่า ฟลอปนิก (Flopnik)

เมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 1957 หลังรัสเซียปล่อยดาวเทียม สปุตนิก นาซาก็ลุกลี้ลุกลนหาทางโต้กลับ แต่จรวดแวนการ์ดพุ่งขึ้นจากพื้นได้เพียง 1 เมตร ก่อนระเบิด ตัวเองต่อหน้าสื่อหนังสือพิมพ์และผู้ชมโทรทัศน์หลายล้านคน ซึ่งกลายเป็นจรวดที่ล้มเหลว

 

3. VentureStar เทคโนโลยีหยุดยานที่จะใช้งานแทนกระสวยอวกาศ

ในทศวรรษ 1990 องค์การนาซาหาทางสร้างยานอวกาศที่ใช้ซ้ำได้แทนกระสวยอวกาศ โดยให้เป็นทั้งยานและจรวด คือพุ่งขึ้นในแนวดิ่ง และลงจอดเหมือนเครื่องบิน ยานเวนเจอร์สตาร์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องยนต์จรวดต้องเป็นแบบใหม่ และต้องใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาที่พัฒนาขึ้นใหม่ ของใหม่เหล่านั้นทำงานไม่ได้ตามความคาดหมาย หลังจากผลาญงบไป 1,500 ล้านดอลลาร์ องค์การนาซาก็ยุติโครงการเมื่อปี 2001

 

4. ระเบิดนิวเคลียร์ที่ขับเคลื่อนยานโอไรออน (Orion)

ในทศวรรษ 1950 นักวิทยาศาสตร์ของนาซาออกแบบยานอวกาศมหึมา ซึ่งจะเคลื่อนที่ด้วยการจุดระเบิดนิวเคลียร์เป็นระยะๆ ในทางทฤษฎี คลื่นกระแทกจะพายานโอไรออนท่องเอกภพไปไกลแสนไกลด้วยความเร็วราว 36 ล้าน กิโลเมตร/ชั่วโมง หลายรูปแบบได้รับการเสนอ แบบที่ค่อนข้างเล็กมีน้ำหนักขณะส่งขึ้น 10,000 ตัน และรับผู้โดยสาร ได้ 150 คน แบบที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักมากถึง 8 ล้านตัน ยานโอไรออนจบอยู่ที่ระยะวางแผน เมื่อปี 1963 สหรัฐฯ ตกลงระงับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ร่วมกับสหภาพโซเวียตและสหราชอาณาจักร องค์การนาซาจึงต้องยกเลิกโครงการไปโดยปริยาย

 

5. GoodYear สถานีอวกาศรูปร่างเหมือนห่วงยางเล่นน้ำ

เมื่อปี 1961 องค์การนาซาว่าจ้างบริษัทกู๊ดเยียร์ ผู้ผลิตยางรถยนต์ ให้พัฒนาต้นแบบสถานีอวกาศ ผลลัพธ์ที่ได้แทบไม่ต่างจากห่วงยางขนาดยักษ์ สถานีอวกาศพองลมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร มีพื้นที่สำหรับ 2 คน แม้จะใช้ได้ในทางทฤษฎี แต่นาซาหยุดโครงการเสียก่อน เพราะวิศวกรกลัวว่าห่วงยางจะเป็นอันตรายได้ง่าย และจะรั่วเมื่อมีอุกกาบาตมาชน ทั้งยังมีความกังวลว่ามนุษย์อวกาศจะทำโครงสร้างขาดโดยบังเอิญอีกด้วย

ที่มา – scienceillustratedthailand

เพราะอะไร? ปราสาทฝรั่งเศสเก่าๆ หลังนี้ ถึงมีคนเป็นเจ้าของกว่า 6,500 ราย!

 

ปราสาทโบราณ Château de la Mothe-Chandeniers ในประเทศฝรั่งเศสกลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้คนมีสิทธิ์ครอบครองมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมีการระดมทุนจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในการปลดแอกซื้อปราสาทหลังนี้ ราคาประมาณ 19 ล้านบาท (500,000 ยูโร) ทำให้มีผู้ร่วมช่วยออกทุนให้มาถึง 6,500 คนจากทั่วโลก

ปราสาทโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ที่แคว้นแคว้นปัวตู-ชาร็องต์ ทาวตะวันตกของฝรั่งเศส สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 13 ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ถูกบุกรุกและทำลายมาหลายครั้ง กระทั่งในปี 1809 ทายาทเศรษฐีได้ซื้อและซ่อมแซมให้กลับมาหรูหราอีกครั้ง ต่อมาปราสาทหลังนี้ก็ถูกทิ้งร้าง หลังเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ปี 1932

 

 

หลังจากเรื่องราวการระดมทุนเพื่อรักษาปราสาทโบราณหลังนี้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากบรรดาชาวเน็ตทั่วโลก โดยมีการประกาศขอทุนเพียงคนละประมาณ 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น กระทั่งในที่สุดก็พบว่ามีชาวเน็ตสนใจช่วยเหลือมากถึง 6,500 ราย ทำให้ได้ทุนประมาณ 19 ล้านบาท มาซื้อและรักษาปราสาทโบราณแห่งนี้ได้สำเร็จ และจะเปิดให้เข้าชมความสวยงามของปราสาทภายในปี 2018

ที่มา – bbc

แบตเตอรี่ชนิดใหม่ “นาโนแบต” มีอายุการใช้งานชั่วชีวิต! (ใช้มือถือได้ติดต่อนาน 400 ปี)

 

ความฝันที่จะมีแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานนานตลอดชีวิตใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อปีที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์วิน ในเมืองเออร์วิน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประสบผลสำเร็จในการออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ ที่สามารถชาร์จใหม่ได้มากถึง 200,000 ครั้ง โดยสูญเสียความจุไปเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (แบตเตอรี่ทั่วไปชาร์จได้ประมาณ 5,000 – 6,000 ครั้ง ซึ่งอย่างมากสุดชาร์จได้เพียง 7,000 ครั้งเท่านั้น) ทั้งนี้เว็บไซต์ Good ระบุว่าแบตเตอรี่ชนิดดังกล่าวสามารถให้พลังงานแก่สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปทั่วๆ ไป ได้เป็นเวลาถึง 400 ปีเลยทีเดียว

เรจินาลด์ เพนเนอร์ หนึ่งในทีมวิจัย เปิดเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญระหว่างการทดลองเพื่อหาทางผลิตแบตเตอรี่แบบใหม่สำหรับทดแทนแบตเตอรีลิเธียม-ไอออนที่ใช้กันอยู่ โดยทีมวิจัยเชื่อว่าการใช้เส้นลวดนาโน ตามทฤษฎีน่าจะช่วยยืดอายุของแบตเตอรี่ออกไปให้ใช้งานได้นานขึ้น เนื่องจากปริมาณพื้นผิวสำหรับยึดกุมประจุไฟของลวดนาโนมีมากกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาที่เจอก็คือตัวลิเธียมจะกัดกร่อนลวดนาโนไปในทันทีที่ผ่านการชาร์จเพียง 2,000-3,000 ครั้งเท่านั้น

 

 

ทีมวิจัยแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการสร้างปลอกจากแมงกานีสไดออกไซด์ขึ้นมาหุ้มลวดนาโนที่ทำจากทองคำเหล่านั้นเอาไว้ และเปลี่ยนลิควิดลิเธียมเป็นเจลอิเล็กโตรไลต์ที่มีความหนาแน่นสูงกว่า เพนเนอร์ระบุว่า ด้วยความขี้เล่นของเพื่อนร่วมทีมวิจัยรายหนึ่ง ทดลองเอาเจลอิเล็กโตรไลต์ไปเคลือบวงจรทั้งหมดเล่นแล้วลองชาร์จประจุ-คายประจุวนไปวนมาเล่นๆ

และหลังจากที่ทดสอบนานกว่า 3 เดือน ก็พบว่าสามารถชาร์จได้นับแสนๆครั้ง โดยไม่สูญเสียความจุประจุไฟทั้งหมดไป เพนเนอร์ยอมรับว่าทีมยังไม่เข้าใจกลไกที่ทำให้เกิดความทนทานต่อการชาร์จนี้มากมายนัก แต่ได้ผลดีเยี่ยม และไม่เกิดความเสียหายใดๆภายในเลย ซึ่งถือว่า เป็นข่าวดีสำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ในอนาคต

 

 

แต่กว่าที่แบตเตอรี่ชนิดนี้จะถูกนำออกมาใช้งานจริง คงจะต้องมีการทดสอบและวิจัยกันอีกนานเลยทีเดียว ทีมวิจัยชี้ว่าการใช้ลวดนาโนที่เป็นทองคำ อาจทำให้แบตเตอรี่ใหม่นี้มีราคาสูงขึ้น จึงเสนอให้ใช้ลวดนาโนที่ทำจากนิกเกิลแทนในกรณีที่มีการผลิตเพื่อการพาณิชย์เป็นจำนวนมากนั่นเอง และหากแบตเตอรี่ชนิดใหม่มีความเสถียรมากขึ้นก็จะทำให้วงการ คอมพิวเตอร์ ,สมาร์ทโฟน ,รถ และ อวกาศ พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดมากกว่าเดิมที่เป็นอยู่อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

อ้างอิง – popsci ,businessinsider

“Lamborghini” ออกแบบรถที่สามารถสแกน เพื่อทำการซ่อมแซมตัวเองได้! (เจ๋งสุดๆ)

บริษัทผลิตรถยนต์ แลมโบรกีนี ของอิตาลี เปิดตัวรถซูเปอร์คาร์ยี่ห้อใหม่ Terzo Millennio(เทอร์โซ มิลเลนนิโอ) หรือ Third Millennium ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นรถไฮเทคที่ออกแบบร่วมกับสถาบันเทคโนโลย MIT โดยได้ไอเดียมาจากรูปร่างของยานอวกาศ

 

 

Mitya Borkert หัวหน้าฝ่ายออกแบบของแลมโบรกีนี กล่าวว่า การผสมรวมนวัตกรรมของแลมโบรกีนี เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษารุ่นใหม่ที่ MIT สร้างแรงจูงใจที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงาน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่คนรุ่นใหม่(ที่มีตังค์ซื้อนะ เพราะแพงแน่นอน)

 

เทคโนโลยีใหม่

 

– ห้องโดยสารเป็นแบบ Victual Cockpit ที่สามารถให้ผู้ขับได้สัมผัสการขับขี่จำลองในสนามแข่งต่างๆ ที่มีชื่อเสียงผ่านการขับขี่เสมือนจริง

– มีลูกเล่น Ghost Car แบบที่เราพบเจอในเกมส์รถแข่ง ให้ผู้ใช้งานได้ฝึกปรือทักษะเสียด้วย

– ระบบขับเคลื่อนเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว โดยที่มอเตอร์แต่ละตัวจะอยู่ในแต่ละล้อ

 

– แบตเตอรี่ที่ใช้มีความบางเป็นพิเศษ จะถูกติดตั้งไว้กึ่งกลางระหว่างผนังตัวถัง เพื่อช่วยให้ชาร์จไฟเร็วยิ่งขึ้น และยังเพิ่มการชาร์จผ่านพลังงานจลน์ หรือแรงสะเทือนต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มพลังงานไฟฟ้าให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ไกลยิ่งขึ้น

– เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์เป็นไฟฟ้า ทำให้ต้องมีการแต่งเสียงเครื่องยนต์จำลองให้เหมือนกับเครื่องยนต์ V12 ด้วย ที่เป็นจุดขายของแลมโบกินิ

– แต่เทคโนโลยีที่เป็นที่ฮือฮาที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ระบบซ่อมแซมตัวเอง ตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมเซนเซอร์ และ นาโนเทคโนโลยี ตรวจจับความเสียหายรอบคัน ซึ่งหากพบจุดเสียหายระบบจะฉีดสารเคมีผ่าน เพื่อซ่อมแซมตัวถังได้เอง

อย่างไรก็ตาม ทางแลมโบรกีนียังมิได้กำหนดว่ารถซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่นี้จะออกสู่ตลาดเมื่อไร และยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม