Blog – Page 180 of 184 – FLAGFROG
วันอังคาร, กันยายน 29, 2020

“แฮ็กเกอร์สาว” ที่เก่งและอันตรายที่สุด! จนถูกยกให้เป็น “เจ้าหญิงแห่งวงการแฮกเกอร์”

Google ให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาข้อมูลความปลอดภัยให้กับ ลูกค้า หรือ ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นตัวระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) หรือจะเป็น Tools ต่างๆ ในเครือของ Google รวมไปถึงตัว Browser อย่าง Chrome ดังนั้น กูเกิลจึงต้องมี Security Programmer ที่โหดมากๆ เพราะ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยที่ร้ายแรงที่สุดใน ศตวรรษที่ 21

 

 

และนี่ก็คือ อาวุธลับของ Google ก็คือ Parisa Tabriz ปัจจุบันอายุ 33 ปี เธอถูกยกให้เป็น Security Princess เจ้าหญิงแห่งวงการแฮกเกอร์ ทุกๆวันเธอจะอยู่กับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอีกกว่า 30 คน เพื่อจัดการกับแฮ็กเกอร์ที่จะเข้ามาเจาะฐานข้อมูลของ Google เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสี่ยงต่อปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลทรัพยากรส่วนบุคคล ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจะค่อยแก้ไขบัค และซ่อมแซมจุดสำคัญต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าแฮ็กเกอร์เข้ามาขโมยข้อมูลได้

 

 

“งานของฉันคือทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตปลอดภัยยิ่งขึ้น ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่สามารถหาวิถีทางเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ได้ เมื่อเร็วๆ นี้ฉันยังพยายามจะหาวิธีใหม่ๆที่สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์อยู่อีกด้วย เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของแฮ็กเกอร์ และแจ้งถึงวิธีที่แฮ็กเกอร์สามารถเจาะข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยวิธีไหนให้ทุกคนได้ทราบอีกด้วย ถึงแม้การแฮ็กเกอร์นั้นจะเป็นงานที่สนุก แต่ฉันก็โชคดีที่ได้มาร่วมงานกับทีมที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้”

“งานของเราคือการแข่งกับเวลา แฮ็กเกอร์จะไม่ยอมหยุดมือนิ่งๆ พวกเรายังต้องค่อยปรับปรุงและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถปกป้องผู้ใช้งานได้ทุกคน”

 

 

โดยก่อนหน้านี้ เธอจบสาขา Computer Science ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ และได้เข้าฝึกงานกับกูเกิล ตั้งแต่เรียนอยู่ พอจบออกมาในปี 2007 เธอถูกทาบทามโดย Google และมาจนถึงวันนี้ 10 ปีต่อมา เธอก็ได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งใน 30 คน ที่มีอายุ 30 ปี ในด้านรักษาความปลอดภัยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากนิตยสาร Forbes และได้กลายเป็นบุคคลที่สำคัญมากสำหรับ Google ในด้านการป้องกันข้อมูลและรักษาความปลอดภัยของบริษัท

เธอมักจะใช้ชีวิตอย่างมีสีสันอยู่เสมอ ชอบไอศครีมเจลาโต้ ถ่ายรูป ชอบการปีนเขาและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงชอบออกกำลังกายอย่างมากด้วย (เห็นมั้ยหล่ะครับว่า โปรแกรมเมอร์ก็สามารถมีร่างกายที่แข็งแรง หรือมีชีวิตที่สนุกได้ หากรู้จักแบ่งเวลา)

สำหรับเงินเดือนที่เธอจะได้รับ ผมเองก็ไม่ทราบจริงๆ แต่คาดว่าน่าจะได้รับจากผลงานที่เธอสามารถทำได้ด้วย แต่คาดว่าเดือนหนึ่งไม่น่าต่ำว่า เดือนละ 5 แสน นะครับผม

ที่มา – telegraph

รัสเซีย – จีน กำลังสร้าง “Space Weapon (อาวุธอวกาศ)” หวังปราบดาวเทียมสหรัฐฯ

 

พลเอก จอห์น ไฮเทน หัวหน้ากองบัญชาการฝ่ายยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวต่อหน้าผู้ชมในการประชุมแห่งหนึ่งว่า หลายประเทศรวมทั้งรัสเซีย และจีน กำลังสร้างอาวุธบนอวกาศ ที่สามารถเล็งเป้าหมายไปที่ทรัพยากรต่างๆ ของกองทัพอย่างเช่นดาวเทียมได้

“พวกเขากำลังสร้าง ทดสอบอาวุธบนอวกาศที่สามารถควบคุมจากบนโลก ทั้งอาวุธตัดสัญญาณ และอาวุธเลเซอร์ โดยไม่แม้แต่จะปิดเป็นความลับ พวกเขากำลังสร้างอาวุธที่มีขีดความสามารถขนาดนั้น เพื่อท้าทายสหรัฐอเมริกา, ท้าทายพันธมิตรของเรา และเพื่อเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจโลก ซึ่งเราไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้”

 

Death Star อาวุธทำลายล้างที่ยิงเปรี้ยงเดียว สามารถทำลายดาวได้ทั้งดวง จากภาพยนต์เรื่อง Star Wars

 

“รัสเซียและจีนได้เห็นความสำเร็จของกองทัพสหรัฐฯ ในการใช้ดาวเทียมระหว่างปฏิบัติการทางทหารอย่างเช่นสงครามอ่าวเมื่อปี 2534 มาแล้ว และพยายามหาทางจำกัดความสามารถของสหรัฐฯ ในการใช้ดาวเทียมระหว่างเหตุความขัดแย้งในอนาคต ซึ่งอุปกรณ์สำคัญคือ ดาวเทียมสำหรับเตือนกองทัพเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธของศัตรู”

“เราไม่สามารถปล่อยให้ ดาวเทียม คลาดสายตาได้นานกว่า 10 -15 นาที ซึ่งมันจะสายเกินไป เพราะตอนนี้เรายังไม่มีแผนรับหรือป้องกันหากเราถูกโจมตีทางอวกาศจริงๆ”

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับเมื่อเกิดกรณีความขัดแย้งทางทหารในอวกาศ และการทำข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น

ที่มา – sputniknews , cnn

ฝรั่งเศสเฮ! จับมือมีดนักเจาะได้แล้ว หลังเจาะยางรถ 6,000 คัน แผนสุดล้ำรอดนาน 6 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจในฝรั่งเศสสามารถจับกุมตัวชายวัย 45 ปี ผู้ก่อเหตุเจาะยางรถยนต์มากกว่าหลายพันคันได้แล้ว ที่เมืองบอร์โด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อวันพุธ 29 พ.ย. ขณะกำลังลงมือก่อเหตุ หลังจากเขาก่อเหตุสลับกับหลบหนีเจ้าหน้าที่มานานกว่า 6 ปี โดยเขาอ้างว่า ก่อเหตุเพราะโกรธแค้นต่อสังคม

 

 

ทั้งนี้ ตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อผู้ต้องสงสัย แต่เขาขนานนามตัวเองว่า “Serial Puncturer นักเจาะยางต่อเนื่อง (พี่จะเอาฮาไปไหน)” โดยเขาเริ่มก่อเหตุตั้งแต่ปี 2554 โดยแอบเจาะยางรถยนต์ของเพื่อนบ้านแบบไม่เลือกหน้าจำนวน 70 คน เขายังอ้างหลังถูกจับกุมว่า ตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เขาเจาะยางรถยนต์ไปมากกว่า 6,000 คันแล้ว และตำรวจคิดว่าคำพูดของเขานั้นเป็นไปได้

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า การจับตัวชายคนนี้ และรู้ว่าคดีเจาะยางที่พวกเขาตามสืบมาตั้งแต่ปี 2554 เป็นฝีมือของคนร้ายต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาโล่งใจมาก เพราะคนร้ายไม่ทิ้งหลักฐานทางดีเอ็นเอไว้ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งใส่ชุดอำพรางหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิด, จงใจก่อเหตุในช่วงเวลาและเส้นทางที่ไม่ใช่ทางหลัก นอกจากนี้ ยังเลือกเวลาลงมือตั้งแต่ ตี 2 – ตี 5 และเขายังมรสกิลการเจาะอย่างเบามือ เพื่อให้ลมค่อยๆ รั่ว กลบเกลื่อนช่วงเวลาในการก่อเหตุอีกด้วย

 

 

ผลการสืบสวนยังพบอีกว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้วางแผนอย่างพิถีพิถันในโน้ตบุ๊กของเขา ซึ่งมีทั้งข้อมูลเป้าหมาย, รายละเอียดของกล้องวงจรปิด และวางแผนการก่อเหตุยาวไปจนถึงเดือนธันวาคมปีหน้าเลยทีเดียว

คดีนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องน่าขำ แต่ไม่ใช่สำหรับผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับการร้องเรียนกว่า 1,100 ครั้ง และผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งถูกเจาะยางถึง 6 ครั้งด้วย นั่นทำให้เขาเดือดร้อนมากๆ ส่วนผู้ก่อเหตุต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท และต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในคุกเป็นเวลา 2 ปี

ที่มา – deccanchronicle

“Poppers” ยาปลุกเซ็กส์ ที่มีผลทำให้ใจง่าย เยมันส์ สนุกชั่วคราว แต่ทุกข์ชั่วโคตร!

 

Poppers (ป๊อบเปอร์) มีชื่อทางการค้าที่หลากหลาย แต่มีชื่อทางเคมี คือ “อะมิลไนไตรท์” เป็นของเหลวใสสีเหลือง ซึ่งสามารถระเหยได้ที่อุณหภูมิห้อง และสาเหตุที่กลุ่มผู้เสพมักเรียกกันว่า “Poppers เพราะเวลาเปิดฝาจะมีเสียง Pop! ขึ้นมา นั่นเอง” หากได้สูดดมไปแล้วจะทำให้ หลอดเลือดขยายตัวส่งผลให้หัวใจเต้นแรงขึ้น เร็วขึ้น รู้สึกตื่นเต้น แถมยังมีฤทธิ์ทำให้เคลิบเคลิ้มาเหมือนเมาเหล้าลืมทุกข์คลายกังวล และสร้างความต้องการอารมณ์ทางเพศ เป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้นิยมมีเพศสัมพันธ์ชายกับชาย (การมีเพศสัมพันธ์กันทางทวารหนักมีโอกาสติดเชื้อ HIV มากที่สุด)

 

 

ราคาที่ต่างประเทศ แค่ 7 – 8 เหรียญฯ หากว่านำมาเมืองไทย ซื้อขายกันขวดเล็กเท่ายาดม ราคา 2,000 บาท และเป็นที่ต้องการอย่างมากในตอนนี้ WTF!

อันตรายจากการใช้ Poppers

การสูดดม ป๊อบเปอร์ จะขยายหลอดเลือดบริเวณกล้ามเนื้อทางช่องคลอด (ของผู้หญิง) และช่องทวารหนัก (ของชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย) ซึ่งง่ายต่อการรับเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้าสู่ร่างกาย และหากถามว่าก็ใส่ถุงยางดิ ง่ายจะตาย แต่จากข้อมูลตามรายงานพบว่า ผู้เสพเคลิ้มสะจนไม่สนใจวิธีป้องกันใดๆทั้งสิ้น ขาดสติในการควบคุมตนเองอย่างสิ้นเชิง อารมณ์มาก็เสียบเลย จนนำไปสู่การติดเชื้อเอชไอวี ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างคือ การสูดดมสารไวไฟอย่างป๊อปเปอร์ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง จึงทำให้ติดเชื้อ HIV ได้ง่ายขึ้น นั่นเอง

หากกลืน หรือกินเข้าไปต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการล้างกระเพาะ

 

 

และ พิษเรื้อรังของสารระเหยตัวนี้พบว่า ผู้เสพที่สูดดมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะมีร่างกายที่ซูบผอม มักเป็นโรคผื่น โรคผิวหนัง นอกจากนั้นป๊อบเปอร์นี้ยังทำลายปอดและเยื่อจมูก ทำให้สมองฝ่อ ที่สำคัญได้แก่ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว ตับและไตวาย ทำให้กล้ามเนื้อลีบ และเป็นอัมพาต ข้อควรระวังป๊อปเปอร์ เป็นสารไวไฟ ควรเก็บให้ห่างจากบุหรี่ ไม้ขีดไฟ ไฟแช๊ก บางคนร่วมเพศไป สูบบุหรี่ไป แล้วจะหาป๊อบเปอร์มาดม ระวังจมูกจะไหม้ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก – thaneth65.blogspot , blogazine

องค์กรลับสุดยอด “MJ 12” ที่คอยปิดบังความลับ และเหตุประหลาดต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก

 

เรื่องนี้ถูกอุบมานานแสนนาน จนกระทั่งเมื่อปี 1995 วุฒิสภาสหรัฐ นำโดยวุฒิสมาชิก สตีฟ ชิฟฟ์ ได้ร้องขอให้มีการตรวจสอบหน่วยงาน Magestic 12 และเสนอแถลงการสู่สาธารณชน ทางหน่วยสอบสวนพิเศษของกองทัพอากาศสหรัฐออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องที่คนกลุ่มหนึ่งกุขึ้นมาเล่นๆ เท่านั้น เพราะถ้ามันเป็นองค์กรลับจริง ก็ต้องไม่มีคนรู้สิ เออมันก็จริงแหะ เอาเป็นว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับวิจาณญานของเพื่อนๆแต่ละคนละกันครับ

ในช่วงปี 1960 ถือว่าเป็นปีที่มี ความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวกระพือโหมไปเหมือนไฟลามทุ่ง ร้อนถึงรัฐบาลสหรัฐที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะมีการถกเถียงกันอยู่เป็นเวลานานว่า หากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกจริงๆ มนุษย์โลกจะทำอย่างไร? เพราะเราแทบไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะมาดีหรือมาร้าย เพราะในสมัยนั้นข่าว ข้อมูล และรูป UFO ที่ไม่ว่าจะจริงหรือปลอมมีให้เห็นเยอะมาก และแน่นอนครับว่าด้วยเทคโนโลยีในสมัยนั้นการตรวจสอบว่าจริงหรือปลอมแทบเป็นไปไม่ได้เลย

 

 

ด้วยเหตุนี้เหตุนี้รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของ ประธานาธิดีสหรัฐคนที่ 33 Harry Truman (เฮนรี่ ทรูแมน) ***คนที่อนุมัติให้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่น*** จึงได้จัดตั้งหน่วยงานลับหน่วยงานหนึ่งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 1947 โดยชื่ออย่างเป็นทางการคือ “Majestic 12” ที่ย่อมาจากชื่อเต็มคือ “Majority Agency for Joint Intelligence Control” แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “MJ 12” เพราะสั้นดี ส่วนไอเดียในการตั้งชื่อก็มาจากหจ้าหน้าที่รุ่นแรกทั้ง 12 คน นั่นเอง

งานหลักของ MJ 12 คือ รับผิดชอบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และคอยให้ประธานาธิบดีสหรัฐทราบเป็นระยะๆ และอีกหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ปกปิด ร่องรอย เรื่องราวต่างๆ มิให้เผยแพร่แก่สาธารณชน ทันทีที่มีข่าวเรื่องสิ่งบินลึกลับเจ้าหน้าที่ของ MJ 12 จะรุดไปสืบสวนทันที

 

 

จากบันทึกการทำงาน พวกเขามีวิธีการปฏิบัติงานที่ค่อนข้างโหดร้ายและรุนแรง ส่วนมากจะลงเอย ด้วยการข่มขู่และฆ่าพยานที่เห็นเหตุการณ์เพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล แต่ถ้ามีพยานคนใดหลุดรอดไป และเริ่มเป็นที่สนใจของสื่อ หน่วยงานนี้ก็อาศัยรัฐบาลสหรัฐออกมาแถลงการณ์ปกปิด แก้ข่าว เพื่อคลายความตื่นตระหนกของสาธารณชนพยานเหล่านั้นเพ้อเจ้อ ไร้สาระไปเอง

และถึงแม้ว่าเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องที่แต่งขึ้น แต่มันก็จุดประเด็นดังปั้ง!!! ให้กับ Erhan Kolbaşi  อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Akdeniz University ที่ได้เปิดคอร์ส “Ufology and Exopolitics” ให้กับนักศึกษาได้เรียนรู้วิธีรับมือกับมนุษย์ต่างดาวที่ถูกต้อง

“Majestic 12 น่าจะมีตัวตนอยู่จริงนะ พวกเขาเป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อปิดบังความลับต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกมากมาย อย่างในปี 1988 เจ้าหน้าที่ FBI 2 คนได้ค้นเอกสารเกี่ยวกับ UFO ก็พบว่ามีการกล่าวถึง MJ 12 เต็มไปหมด แต่กองทัพเรือก็ออกมาปฏิเสธอยู่ดีนั่นแหละว่ามันของปลอม” – อาจารย์ Erhan กล่าว

ที่มา – express , odditycentral

พบกับ! สิ่งมีชีวิตที่มี “สมอง” ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วสมองใหญ่ๆของมันดียังไง? มาดูกันเลย!

 

สมองที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี่เป็นสมองของ วาฬสเปิร์ม ที่มีน้ำหนักมากถึง 8 กิโลกกรัม ซึ่งหนักกว่าสมองของมนุษย์ถึง 5 เท่า หากจะเรียงลำดับน้ำหนักของสมองก็ตามนี้เลยครับ แต่ก่อนอื่นจะเห็นได้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีขนาดสมองใหญ่กว่าสัตว์ชนิดอื่น และขนาดสมองจะใหญ่ขึ้นตามร่างกายด้วย

ข้อมูลคร่าวๆของวาฬสเปิร์ม วาฬสเปิร์มบางตัวโตเต็มที่จะมีขนาดความยาวประมาณ 15-20 เมตร ลูกแรกเกิดยาว 3.5-4.5 เมตร แม่วาฬใช้เวลาตั้งท้องนาน 16-17 เดือน ลูกจะอาศัยอยู่กับแม่เป็นเวลาประมาณ 13 เดือนจึงแยกออกหากินอิสระ ขนาดโตเต็มที่ยาว 12-18 เมตร น้ำหนักมากถึง 28 ตัน

– ปลาวาฬ สเปิร์ม น้ำหนักสมอง 8 กิโลกรัม
– ช้าง น้ำหนักสมอง 5 กิโลกรัม
– ปลาโลมา น้ำหนักสมอง 1.7กิโลกรัม
– มนุษย์ น้ำหนักสมอง 1.4 กิโลกรัม

แต่หากจะเทียบกันแบบยุติธรรมจริงๆ ก็คงต้องบอกว่ามนุษย์เรามีขนาดของสมองใหญ่ที่สุด เพราะนำสัดส่วนทั้ง น้ำหนัก ส่วนสูง และมวลร่างกายต่างๆมาคำนวนกับน้ำหนักของสมอง นั่นเอง

 

 

และมาถึงคำถามที่ว่า ขนาดของสมองมีผลต่อ ความฉลาดหรือระดับสติปัญญาจริงหรือไม่ คำตอบคือ : ไม่จริง! เพราะ ขนาดของสมองจะเติบโตไปเรื่อยๆจนอายุครบ 15 ปี ซึ่งขนาดของมันจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักการเจิรญเติบโตของร่างกายบุคคลนั้นๆ พูดง่ายๆก็เหมือนกับยิ่งตัวโตสมองก็ยิ่งใหญ่ตาม

แต่ความฉลาดจะขึ้นอยู่กับ ระดับสติปัญญา หรือ IQ ที่สืบทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ หรือญาติ และการฝึกฝนสมองจนมีความสามารถในการพัฒนาระบบความคิด พูดง่ายๆก็คือ ยิ่งใช้สมองในการคิดเยอะ ระดับความฉลาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามนั่นเอง และจากผลการวิจัยยังช่วยยืนยันอีกว่า ระดับความฉลาดสามารถฝึกกันได้ตลอดชีวิตนะจ๊ะ

แถม สมองของไอน์สไตน์มีน้ำหนักเพียง 1,230 กรัมเท่านั้น น้อยกว่าน้ำหนักสมองของมนุษย์โดยเฉลี่ยที่หนักถึง 1,400 กรัม

อ้างอิง – nectecnextsteptv

เปิดตำนาน “เผ่านักรบหญิง แห่ง อเมซอน” สุดยอดนักรบ ต้นแบบ Wonder Woman

ถ้าจะให้นิยามถึงชาว อเมซอน ซึ่งเป็นต้นแบบของ วันเดอร์วูแมน (Wonder Woman) หนึ่งใน Superhero ของทาง DC แบบสั้นๆ กระชับที่สุด คงเหมือนเอาชาวสปาร์ตัน ที่ทุกคนเคยเห็นในเรื่อง 300 มาสลับบทบาทระหว่างเพศชายกับเพศหญิงกันนั่นแหละ แถมสนุกเร้าใจไม่แพ้กันด้วย

 

 

เผ่าอเมซอน เป็นตำนานเล่าขานกันในหมู่ชาวกรีกโบราณมายาวนาน ว่าเป็นเผ่านักรบหญิงที่มีพละกำลัง และทักษะการรบที่เก่งกาจไม่แพ้ผู้ชาย บ้างก็บอกว่าเก่งกว่าแต่ก็น่าจะจริงเพราะดูแล้วพวกเธอแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดามาก จากบันทึกได้เผยว่า นักรบหญิงอเมซอน มีส่วนร่วมอยู่ในประวัติศาสตร์การรบของชาวกรีกอยู่บ่อยครั้ง เช่น ยุคมหาสงครามกรุงทรอยก็เคยประมือกับวีรบุรุษอคีลิสมาแล้ว หรือแม้แต่ในตำนานของจอมพลัง เฮอร์คิวลีส เองก็มีเรื่องราวของชาวอเมซอนรวมอยู่ด้วย

ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่านักรบหญิงอเมซอนถูกฝึกตั้งแต่ยังแบเบาะ กล่าวคือนับตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเธอลืมตาตื่นขึ้นมาก็จะได้รับการฝึกให้ชินกับความยากลำบาก พวกเธอไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งดื่มนมแม่ โตขึ้นมาก็ถูกฝึกเป็นนักรบ นักรบหญิงอเมซอนไม่มีความคิดเรื่องการแต่งงานหรือครองเรือน เว้นเสียแต่จะทำเพื่อสืบเผ่าพันธุ์เท่านั้น

 

 

การเมืองการปกครองของอเมซอนที่เพศหญิงเป็นใหญ่ที่สุด ผู้หญิง ทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่งานบ้านจนถึงการศึก เมื่อถึงเวลาต้องการสืบเผ่าพันธุ์ก็ต้องออกไปหาบุรุษเพศจากต่างเผ่า แถมยังเชื่อกันด้วยว่าหากได้ลูกชายก็จะฆ่าทิ้งเสีย ไม่ก็ทำให้พิการจะได้ออกรบไม่ได้

รวมถึงเรื่องที่ว่าชาวอเมซอนจะต้องตัดเต้านมออกข้างหนึ่งเพื่อจะได้ไม่เกะกะเวลาง้างธนู หรือขว้างหอกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะจริงสักเท่าไหร่ เพราะในภาพวาดโบราณก็ไม่เคยมีอะไรแบบนั้นถูกบันทึกไว้เลย ถ้าจะใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะแค่ชุดออกรบของพวกเธอ ที่จะสวมเสื้อหนังสัตว์แบบเปลือยไหล่หนึ่งข้าง เพื่อความถนัดในการออกรบนั่นเอง (เอาจริงๆ ตอนจะรบกันคงไม่มีใครมีอารมณ์มานั่งส่องสาวหรอกเนาะ)

มาถึงตรงนี้ จึงทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมาว่า ด้วยเรื่องเล่าที่ชวนเหลือเชื่อแบบนี้เลยทำให้เราไม่อาจปักใจได้ว่าอเมซอนมีจริงหรือไม่…? แต่เรื่องของอเมซอนก็ดูเหมือนจะยังมีเค้าความจริงอยู่บ้าง จากหลักฐานการขุดพบสุสานของชาวไซเธียน ชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลดำ ไล่ไปถึงมองโกเลียนั่นเอง ซากสุสานที่ค้นพบส่วนใหญ่แล้วจะเจอทั้งธนู คันศร หอก มีด โครงกระดูกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากการสู้รบ โครงกระดูกม้า และอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นของสตรีเพศ เป็นข้อพิสูจน์ถึงการมีตัวตนได้อย่างแน่ชัด เพราะพวกเธอเป็นชนเร่ร่อน นั่นเอง

 

 

ว่ากันว่า บ้านที่แท้จริงของนักรบหญิงอเมซอนนั้นตั้งอยู่ที่ เกาะ Giresun Island ในประเทศตุรกี เพราะบนเกาะมีการขุดพบแท่นบูชา และซากโบราณสถานอยู่จริงด้วย นั่นจึงทำให้คิดได้ว่าเกาะอเมซอนนั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงนิทานปรัมปราก็ได้ ซึ่งหากใครเคยอ่านเรื่อง อภินิหารขนแกะทองคำ จะร้องอ๋อขึ้นมาเลย

ไฟเขียวแผนหมื่นล้าน! ส่งโรฮีนจา ไปอยู่เกาะร้าง หลังทุกข์หนัก ต้องกินใบไม้ประทังชีวิต

เมื่อวันอังคารที่ 28 พ.ย. สภาเศรษฐกิจของรัฐบาลบังกลาเทศ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี สิงห์ ฮาสินา เป็นประธาน อนุมัติโครงการพัฒนาเกาะ บาชาน ชาร์ ซึ่งถูกเสนอมาตั้งแต่ปี 2558 แม้จะมีเสียงต่อต้านมาตลอดว่า เกาะแห่งนี้นั้นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

 

 

โครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณกว่า 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9,100 ล้านบาท) ให้กองทัพเรือดูแลการสร้างที่หลบภัย, ถนน, ลานจอดเฮลิคอปเตอร์, ถมพื้นที่ลุ่มต่ำ และก่อคันดินรอบเกาะ เพื่อต้านทานน้ำท่วมจากคลื่น, พายุมรสุม และพายุไซโคลนตามฤดูกาล โดย เซียอุล อิสลาม รัฐมนตรีกระทรวงการวางแผน ซึ่งดูแลนโยบายการเงิน หวังว่าเกาะนี้จะพร้อมใช้งานในเดือนพฤษภาคม 2561 เพื่อส่งชาวโรฮีนจาราว 100,000 คน ไปอาศัยชั่วคราว จากทั้งหมด 1,200,000 คน

ครูชาวโรฮีนจาคนหนึ่งที่ตอนนั้นยังอยู่ในพื้นที่ของเมียนมาเผยว่า “ตอนเช้าหนีเข้าป่าแล้วกลับออกมาตอนกลางคืน บางวันไม่มีอาหารก็ต้องกินใบไม้ที่กินได้ในป่าและ หากินน้ำประทังชีวิต จึงขออพยพมาที่บังกลาเทศดีกว่า”

 

 

ทั้งนี้ เกาะบาชาน ชาร์ เพิ่งปรากฏขึ้นในอ่าวเบงกอล เมื่อปี 2549 และต้องใช้เรือเดินทางราว 1 ชั่วโมง จึงจะถึงเกาะใกล้ที่สุดที่มีคนอาศัยอยู่ โดยเมื่อปี 2559 รัฐบาลบังกลาเทศระงับแผนการเปลี่ยนเกาะนี้เป็นที่พักผู้อพยพเอาไว้ เพราะเกาะอาจถูกน้ำท่วมจนจมหายไปได้ แต่โครงการนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังชาวโรฮีนจาอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ที่มา – reuters

เตรียมตัวให้พร้อม! ในปี 2030 จะมีคนตกงานกว่า 800 ล้านคน เพราะหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

จากการศึกษาข้อมูลใน 46 ประเทศ และ 800 อาชีพ สถาบันแมคคินซีย์ โกลบอล (McKinsey Global Institute) จึงได้ผลสรุปว่า แรงงานทั่วโลกมากถึง 800 ล้านคนจะสูญเสียตำแหน่งงานภายในปี 2030 และถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยอาชีพใช้แรงงานอย่างการเตรียมอาหารฟาสต์ฟู้ดมีความเสี่ยงอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ บรรดาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม และประมวลผลข้อมูล อย่างนักบัญชีก็อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

 

 

โดยแรงงานจำนวน 1 ใน 3 ในประเทศร่ำรวยเช่นเยอรมนีและสหรัฐอาจต้องฝึกฝนทักษะใหม่เพื่อหางานอื่นๆทำแทน ส่วนประเทศยากจน ซึ่งมีเงินลงทุนด้านหุ่นยนต์อัตโนมัติต่ำจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม รายงานคาดการณ์ว่า เครื่องจักรอัตโนมัติจะไม่สามารถทดแทนอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการคน การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือทักษะประยุกต์

โดยรายงานยังเผยอีกว่า ในระหว่างปี 2018 – 2030 จะมีจำนวนคนตกงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนถูกเลิกจ้างอยู่ระหว่าง 39 ล้านคน – 73 ล้านคนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้

 

 

และหากถามว่าแล้วรู้ได้อย่างไรว่าจะมีคนตกงานกว่า 800 ร้านคนในอีก 10 กว่าปีข้างหน้านี้? ตอบ: เพราะจากการเก็บข้อมูลมาแล้วทั่วโลกนั่นเอง พบว่า จำนวนคนงานที่สามารถแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัตินั้นมีมากถึง 800 ล้านคน และมีถึง 375 ล้านคน ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อทำงานในอาชีพที่ไม่เคยมีมาก่อน และต้องเข้ารับการอบรม เพื่อให้สามารถทำงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้

รายชื่ออาชีพที่เสี่ยงต่อการถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ โบรกเกอร์ ผู้ช่วยทนาย นักบัญชี โปรแกรมเมอร์

แต่นี่ก็ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านครั้งแรกของระบบการทำงาน แต่มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เราเลือกที่จะไม่สนใจเท่านั้นเอง อย่างเช่น

– ในช่วง 1900 เมื่ออุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนจาก เกษตรกรรม เป็นโรงงานและเทคโนโลยี
– ในยุค 1980 ที่เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดที่มีอาชีพเกิดขึ้นมากมายบนอินเทอร์เน็ต

“คำถามใหญ่ไม่ใช่ว่า จะมีงานทำรึเปล่า คำถามใหญ่คือ คนที่ตกงานจะมีความสามารถในการได้งานใหม่รึเปล่า”

“รูปแบบการเรียนหนังสือในช่วง 20 ปีแรกของชีวิต แล้วทำงานต่อไป 40-50 ปี มันไม่ได้ผลแล้ว…เราต้องคิดหาวิธีการเรียนรู้และฝึกฝนตลอดชีวิตการทำงานของเรา” – Susan Lund (ผู้ร่วมเขียนรายงานชิ้นนี้)

แก่แต่เก๋า! พบกับนักกีฬา CSGO รุ่นใหญ่วัย 70 ท้าดวลทุกทีม แถมยังโชว์สถิติ K/D อีกด้วย

ปกติแล้วเรามักจะเห็นนักกีฬา eSports ที่มีอายุน้อย หรือ วัยรุ่นกันใช่ไหม จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เขาจะกลายมาเป็นนักกีฬา eSports เหมือนกับพวกเรา…

 

 

ประเทศสวีเดนผุดทีมอีสปอร์ต “ซิลเวอร์ สไนเปอส์” (Silver Snipers) รวมพลปู่ย่าอายุเฉลี่ยเกิน 70 มาลงแข่งเกม FPS ที่ทุกคนรู้จักกันดี เคาท์เตอร์ หรือ Counter Strike (CSGO) เกมที่หลายๆคนเจ๊งไปกับการเปิดกล่องหามีดนั่นแหละครับ อิอิ  โดยทางทีมได้ประกาศท้าชนคู่แข่งแบบไม่เกี่ยงวัย ทีมดังกล่าวจะเข้าร่วมงานแข่งเกม DreamHack Winter 2017 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 ธันวาคม จัดเป็นอีเวนท์พิเศษสนับสนุนโดยค่าย Lenovo ให้คนสนใจมาขอท้าดวลได้ โดยต้องเข้าไปกรอกข้อมูลบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ พร้อมบอกเหตุผลที่อยากสู้เพื่อให้ทีมงานพิจารณาอีกทีหนึ่ง

 

 

สมาชิกของซิลเวอร์สไนเปอส์จะมีทั้งชายหญิงรวม 5 คน อายุเฉลี่ย 71 ปีต่ำสุด 62 ไปจนสูงสุดถึง 81 โดยมีการอวดตัวเลขสถิติจำนวนการสังหาร ระยะเวลาเล่น เปอร์เซ็นต์การยิงเฮดช็อต ไปจนถึงฉายาและคำขวัญประจำใจที่ดุเดือดทันสมัยไม่แพ้วัยรุ่นเลยทีเดียว

 

 

ผู้ที่ฝึกสอนทีมนี้ขึ้นมาคือ “Tommy Ingemarsson” หรือฉายาในวงการว่า “Potti” อดีตผู้ก่อตั้งและสมาชิกทีมดัง Ninjas in Pyjamas เคยครองตำแหน่งแชมป์โลกเคาเตอร์สไตร์คมาแล้ว 10 สมัย ซึ่งในปัจจุบันเขาได้ล้างมือจากวงการแล้วหันไปทำหน้าที่โค้ชให้กับนักเล่นหน้าใหม่แทน