Blog – Page 181 of 196 – FLAGFROG
วันพุธ, มกราคม 20, 2021

WHO ชี้ทุกๆ 40 วินาที จะมีคนฆ่าตัวตาย 1 คน เป็นเรื่องจริง! และนี่คือข้อมูลที่น่าสนใจ

 

1.องค์การอนามัยโลกหรือ WHO เปิดเผยว่าราว 75 เปอร์เซ็นต์ของการฆ่าตัวตายทั้งหมด เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลาง ก็คือ ภาคกลางและตะวันตกของยุโรป และเอเชีย 25% ที่เหลือ เกิดขึ้นในประเทศที่ร่ำรวย

2.คนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงคือเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวอายุ 20 ปีต้นๆ และกลุ่มบุคคลที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดก็คือผู้สูงอายุ วัย 70 ปีขึ้นไป

3.ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า จากวิธีการต่าง ๆ เช่น แขวนคอ ยิงตัวตาย และการกินยาฆ่าแมลงในพื้นที่ชนบท แต่ ในประเทศร่ำรวจผู้ชายจะฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า

4.การฆ่าตัวตายนับเป็นสาเหตุอันดับ 2 ในการเสียชีวิตของคนวัย 15-29 ปี ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อจิตใจของครอบครัวและผู้คนรอบข้างของผู้ตายอีกประมาณ 10-20 ล้านคน ในแต่ละปี

5.โดยในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรง 1.5 ล้านคน ทุกปีมีคนเสียชีวิตราว 800,000 คนทั่วโลกจากการฆ่าตัวตาย จากตัวเลขนี้แสดงว่ามีคนปลิดชีวิตตัวเองทุกๆ 40 วินาที

6.คนไทยฆ่าตัวตายปีละประมาณ 5,000 คน ลำพูนครองแชมป์ซึมเศร้า ปัตตานีกลับเศร้าน้อยที่สุด

7.ประเทศไทย มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ 6 คน ต่อประชากร 100,000 คน แต่ ของโลกอยู่ที่ 11.4 คน ต่อประชากร 100,000 คน

8.ปัจจัยและสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย อันดับหนึ่งได้แก่ ปัญหาความสัมพันธ์ รองลงมาคือ โรคทางกาย/โรคทางจิต

9.ปัจจุบันนี้มีเพียงแค่ 28 ประเทศเท่านั้น ที่มีมาตรการในการป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการป้องกันการฆ่าตัวตาย คือ การให้การศึกษาที่มากขึ้นภายในโรงเรียน

10.ปัจจุบันมีราชการตำรวจฆ่าตัวตายสำเร็จสูงถึงปีละเกือบ 40 คน หรือคิดเป็นอัตราการฆ่าตัวตาย 19 คนต่อตำรวจแสนคน เพราะ ตำรวจ มีอาวุธประจำกาย และมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชาชนถึงสามเท่า

11.ประเทศที่พบว่ามีประชากรฆ่าตัวตายมากที่สุดคือ กายอานา(44.2/แสน)-เกาหลีเหนือ(38.5/แสน)-เกาหลีใต้(28.9/แสน)

12.WHO ใช้เวลาถึง 10 ปีในการทำการศึกษาวิจัยใน 172 ประเทศ เพื่อจัดทำรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตามตัวเลขในรายงานดังกล่าวอาจจะไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากบางประเทศมีความล้มเหลวในการนับจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว และนับจากนี้เป้าหมายสำคัญของ WHO ก็คือการปรับลดอัตราฆ่าตัวตายระดับชาติให้ได้ 10% ภายในปี 2563

อ้างอิง – source1 , source2 , source3 , source4

โคตรเจ๋ง! Alibaba ไปไกลเริ่มใช้ AI เลี้ยงหมู

 

กระแสการที่มนุษย์ถูกหุ่นยนต์แย่งงาน ยังไม่หยุดอยู่ง่ายๆ หลังจากที่ Alibaba ได้จับมือกับ Tequ Group ผู้นำด้านธุรกิจอาหารและเกษตรรายใหญ่ของจีน เพื่อทดลองใช้ AI ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า ET Brain มาช่วยใน “การเลี้ยงหมู” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการเลี้ยงหมูที่อยู่ในฟาร์มของ Tequ Group กว่า 10 ล้านตัว

ปล.ก่อนหน้านี้ Alibaba ได้นำเอา AI และ Cloud เข้าไปร่วมกับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อทำโครงการ Smart City ช่วยจัดการและควบคุมการจราจรในเมืองมาเลเซีย

โดย AI สามารถดูแลหมูได้ดีกว่าคนก็เพราะ

– สามารถจดจำภาพลักษณ์ของหมูแต่ละตัว ด้วยการจับสังเกตร่องรอยตำหนิบนเรือนร่างของหมู และจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานต่างๆ รวมถึงพฤติกรรม ลงในฐานข้อมูล
– และยังสามารถะคัดแยกเสียงได้ด้วยว่า ถ้าในฟาร์มมีเสียงแบบนี้ หมายความว่าหมูกำลังป่วยหรือมีโรค และหากเกิดขึ้นจริง AI จะแจ้งเตือนให้ไปทำการช่วยเหลือ ทำให้เกิดการดูแลอย่างทันท่วงที และไม่ส่งผลเสียต่อหมูตัวอื่นๆ ในฟาร์ม ซึ่งคนไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอน เพราะ AI มันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

Tequ Group ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธภาพในการเพิ่มผลผลิตให้กับพวกเขาได้มากทีเดียว ซึ่งแน่นอนครับว่าพอได้ใช้แล้วก็ติดใจ และนี่แหละคือใบเบิกทางสู่ธุรกิจใหม่ของ แจ๊ค หม่า เพราะปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูอยู่ทั่วประเทศจีนอยู่ประมาณ 40 ล้านคน และหาก แจ๊ค หม่า สามารถขายระบบนี้ให้กับรัฐบาลได้สำเร็จหล่ะก็ รวยเละอีกแน่นอนครับพี่น้อง

และด้วยที่ประเทศจีน มีประชากรอยู่ประมาณ 1,300 ล้านคน จึงทำให้ ประเทศจีนคือแหล่งส่งออกเนื้อหมูสำคัญสุดของโลก โดยสามารถสร้างผลผลิตได้ถึง 53.5 ล้านตัน ในปี 2017

Synced Review สื่อของจีนเปิดเผยว่า ได้เผยรานงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงการนี้มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท และอาลีบาบาได้ใช้เงินในการทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำสื่อโฆษณา เชิญชวนเกษตรกรในชนบท ที่เป็นชุมชนเลี้ยงหมูด้วย ตอกย้ำว่าแผนของ แจ๊ค หม่า ใกล้ประสบความสำเร็จแล้วจริงๆ

จาร์วิสช่วยด้วย! มือดีฉกชุดไอรอนแมนของจริง จาก Marvel หายไปไร้ล่องลอย

เมื่อวันพุธที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์ The Hollywood Reporter ได้รายงานว่า ชุดไอรอนแมนรุ่นดั้งเดิมที่ภาพยนตร์ Iron Man ที่ใช้ถ่ายทำเมื่อปี 2008 และยังใช้ต่อในบางซีนของ Avenger ที่เกี่ยวเนื่องกัน ถูกขโมยหายไปจากโกดังเก็บพร็อพภาพยนตร์ในลอสแอนเจลิสอย่างไร้ร่องรอย และยังไม่ทราบตัวผู้ร้ายแต่อย่างใด

 

 

โดยชุดไอรอนแมนที่หายไป มีมูลค่าสูงถึง 325,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 10 ล้านบาท เจ้าของโกดังให้ปากคำว่า เขาเห็นชุดไอรอนแมนครั้งสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ แต่พอเข้ามาเช็กของทั้งหมดในวันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2018 กลับพบว่าชุดได้หายไปจึงรีบโทร. แจ้งตำรวจทันที แต่ตนคาดว่าน่าจะถูกขโมยไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-ปลายเดือนเมษายน

เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธจะให้รายละเอียดว่าใครเป็นเจ้าของโกดังหรือใครเป็นผู้แจ้งเหตุ แต่อย่างไรก็ดี นอกจากชุดไอรอนแมนแล้วไม่พบว่ามีทรัพย์สินรายการอื่นสูญหาย

ซึ่งตำรวจก็เชื่อว่านี่อาจจะไม่ใช่การ “ขโมย” ตามปกติ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐาน หรือเบาะแสใดๆ ขณะนี้ยังคงเร่งสืบสวนและตามหาเบาะแสผู้ร้ายที่หายลอยนวลอย่างสุดความสามารถ และจะรีบมาแถลงความคืบหน้าให้ทุกคนรู้กันต่อไป

ของที่ใช้ถ่ายทำในหนังฟอร์มใหญ่ของฮอลลีวูด โดยเฉพาะหนังของ Marvel เป็นที่ต้องการเสมอ มีข่าวว่ามีความพยายามในการขโยมของจากหนัง Avengers อยู่หลายครั้ง เพราะอุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ มีมูลค่าสูงมากในหมู่นักสะสมทั้งหลาย

Iron Man ภาพยนตร์เรื่องแรกของจักรวาลหนังมาร์เวลที่ประสบความสำเร็จกวาดเงินจากทั่วโลกไปได้ 585 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มีการขยายจักรวาลฮีโร่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ชนเผ่าเซนทิเนลลีส กลุ่มคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก!

อาศัยอยู่บนเกาะ North Sentinel ของมหาสมุทรอินเดีย ชนเผ่านี้ปฏิเสธการติดต่อโลกภายนอก เป็นเวลาเกือบ 10,000 ปีมาแล้ว เพราะ พวกเขากลัวการติดเชื้อจากมนุษย์นอกเผ่าที่เดินทางมา เมื่อพบผู้บุกรุกพวกเขาจะออกมาจัดการกับคนผู้นั้นทันที มีต่อ

 

 

กระทั่ง T.N. Pandit ทูตชาวอินเดีย ได้ติดต่อกับชนเผ่าเซนทิเนลลีสอย่างเป็นมิตรครั้งแรก ในปี 1991 แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบแน่ชัด เขาเลือกที่จะทำสารคดีเล็กน้อยแล้วเดินทางกลับ ไม่ชวนคนในเผ่าให้เปิดโลก อาจเป็นเพราะ ชาวเผ่ามีสุขภาพและชีวิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความศิวิไลซ์โลกภายนอก

ชนเผ่าเซนทิเนลลีส มีเพียง 300-500 คน จริงๆแล้วอินเดียพยายามผูกมิตรกับพวกเขามาตั้งแต่ 1960 แต่ไม่เป็นผล จึงทำได้เพียงส่งของต่างๆไปให้บนชายหาดเท่านั้นมะพร้าว ตุ๊กตา เครื่องนุ่มห่ม กระทั่งปี 2004 เกิดสึนามิ อินเดียจึงได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปช่วย แต่กลับถูกธนูยิงใส่ และพบว่าพวกเขาสบายดี

 

 

ล่าสุดในปี 2006 ชาวประมงสองคนถูกฆ่า เนื่องจากเข้าใกล้เกาะมากเกินไป อินเดียจึงประกาศให้ระยะ 3 ไมล์จากเกาะแห่งนี้เป็นเขตหวงห้าม 1981 เรือสินค้า ไพร์มโรส ได้เกยตื้น
ชนเผ่าได้กระหน่ำยิงธนูใส่ลูกเรือ เกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องรอความช่วยเหลือถึง 7 วัน ซากเรือยังอยู่ติดชายฝั่งถึงทุกวันนี้

นักโบราณฯ พบแอ่งบูชายัญเด็ก (ถูกบูชายัญนับร้อยในทีเดียว-ครั้งใหญ่สุดในปวศ.)

 

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2018 National Geographic ได้เปิดเผยเรื่องราวของคณะนักสำรวจและนักโบราณคดี ที่ได้ขุดค้นพบศพเด็กราวๆ 140 ศพ อายุระหว่าง 5-14 ปี จากการตรวจสอบเบื้องต้นเชื่อว่า ศพของเด็กๆเหล่านี้คือเหยื่อของพิธีกรรมบูชายัญหมู่ในอดีต เมื่อประมาณ 550 ปีก่อน โดยขุดค้นพบ ณ ที่แห่งหนึ่ง ประเทศเปรู (ใกล้เมืองทรูฮีโย เมืองชายฝั่งด้านเหนือของประเทศ)

นอกจากนี้ข้างๆโครงกระดูกเด็ก ยังมีร่างของตัวลามะ และยามา กว่า 200 ตัว ซึ่งทุกตัวมีอายุไม่เกิน 18 เดือน ถูกฆ่าบูชายัญเช่นกัน

เหยื่อมีรอยตัดกระดูก กระดูกสันอก กระดูกตรงกลางหน้าอก กระดูกซี่โครงหลายซี่ รวมถึงมีสิ่งที่บ่งบอกว่าหัวใจของเด็กๆ ถูกควักออกมา และเด็กทุกคนจะต้องถูกทาหน้าให้เป็นสีแดง และเหยื่อผู้นั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงและสุขภาพดี

 

 

ฮาเกน เคลาส์ นักมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน เปิดเผยกับ National Geographic ว่าการบูชายัญผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปในยุคสมัยโบราณ ซึ่งสาเหตุที่เด็กๆต้องถูกบูชายัญแทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ก็เพราะ เมื่อคนโบราณนำเหยื่อที่เป็นผู้ใหญ่มาบูชายัน เพื่อขอให้สภาพอากาศที่เลวร้ายอยู่ตอนนั้นดีขึ้น เพื่อที่จะได้ทำการเกษตรปลูกผักหรือปลูกข้าว แต่กลับไม่เป็นผล

โครงกระดูกของเหยื่อทั้งหมดถูกจัดวางในลักษณะที่ศีรษะหันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของทะเล จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ปกครองอาณาจักรชิมูในยุคนั้นต้องการจะบวงสรวงเทพเจ้าแห่งน้ำหรือทะเล และภัยธรรมชาติที่คุกคามผู้คนในยุคโบราณอาจไม่ใช่ฝนกระหน่ำ แต่อาจรวมถึงภัยจากทะเล เช่น ‘สึนามิ’

 

 

ซึ่งจากการตรวจสอบคาร์บอนในสิ่งของที่พบ จำพวกผ้า คาดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะอยู่ในช่วง ค.ศ.1400-1450 และเมื่อตรวจสอบชั้นโคลนพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่แห้งแล้ง จากปรากฎการณ์แผ่นดินไหว

และจากหลักฐานทั้งหมดทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า หลุมฝังศพและพิธีกรรมนี้ เป็นฝีมือของอาณาจักรชิมูโบราณ ที่บูชาพระอาทิตย์และดวงจันทร์ ต่อมาถูกะอาณาจักรอินคาเข้ายึกครอง จนกระทั่งยุคสมัยผ่านไปจึงถูกสเปนเข้ายึดครองในที่สุด

ปริศนาหรืออะไร? คนในหมู่บ้านคาซัคสถานร่วมร้อยคน หลับไหลพร้อมกันนานกว่า 5 วัน

 

มีนาคม 2013 : หมู่บ้านกาลัคชี อยู่ทางตอนเหนือของประเทศคาซัคสถาน และอยู่ไม่ห่างจากชายแดนรัสเซีย พบปรากฏการณ์ประหลาดเมื่อประชากรในหมู่บ้านกว่า 160 คน ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังมีคนพบว่าพวกเขานอนหลับเป็นเวลานานมากกว่า 2 วัน บางคนหนักสุด 6 วันเลยก็มี

แต่พอพวกเขาตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาล ก็จะรู้สึกว่าจำอะไรไม่ได้ มึนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนทำให้ชาวบ้านเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “Sleepy Hollow – หลับประหลาด” สร้างความหวาดกลัวให้เป็นอย่างมากให้กับคนในหมู่บ้าน บางคนถึงกับย้ายที่อยู่เลยก็มี เมื่อมีเรื่องก็ต้องมีข่าว และเมื่อมีข่าวรัฐบาลจะปล่อยไว้ได้เยี่ยงไร เมื่อเป็นข่าวใหญ่หน่วยแพทย์ได้เดินทางเข้าพื้นที่เกิดเหตุทันที

– แพทย์ทุกคนลงความเห็นเดียวกันว่า ปรากฏการณ์ประหลาดนี้ไม่ได้เกิดจาก ไวรัส หรือแบคทีเรีย และยังหาคำตอบไม่ได้
– จึงต้องเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ โดยได้ทำการลงพื้นที่ตรวจสอบ ก็ยังไม่พบว่ามีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในบ่อน้ำหรือพื้นดิน

 

 

เนื่องจากหาสาเหตุไม่ได้ ทางการจึงต้องหาที่อยู่ใหม่ให้กับคนในหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อน แม้บางคนจะไม่อยากจากบ้านไปเลยก็ตาม จนกระทั่งปี 2015 ได้มีการเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง ทำให้ได้รู้ว่า สาเหตุของปรากฏการณ์ประหลาดนี้เกิดขึ้นจาก เหมืองยูเรเนียมที่ตั้งอยู่ที่เมืองกลาสโนโกรส ของสหภาพโซเวียต ซึ่งห่างจากตัวเมืองแห่งนี้เพียงไม่กี่กิโลเมตร

พวกเขาตรวจพบปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรคาร์บอนอยู่ในอากาศมากกว่าปกติ และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่เหมืองเก่าก็พบว่า มีค่ากัมตรังสีสูงกว่าปกติถึง 16 เท่า และยังพบอีกว่าแม้จะปิดเหมืองไปนานแล้วแต่ก็ยังมีการรั่วไหลของแก๊สหลงเหลืออยู่ นั่นจึงไม่แปลกที่ชาวบ้านรอบข้างเหมืองเก่าแห่งนี้จะหมดสติ และหลับยาวได้มากกว่า 2-6 วัน แบบที่เกิดขึ้น นั่นเองครับ

source

การทดลองปลูกถ่ายผิวหนัง ในยุคสงครามโลก – เปลี่ยนโฉมวงการแพทย์ไปตลอดกาล

 

จากบันทึกของนายแพทย์ Harold Gillies (แฮโรลด์ จิลลีส์) – บิดาแห่งการศัลยกรรมพลาสติก ได้บันทึกเอาไว้ว่า – “เหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โชคดีกว่าเหล่าทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มากนัก”

 

สงครามโลกครั้งที่ 1

 

 

เพราะเทคโนโลยีสมัยนั้นยังพัฒนาไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ (100 ปีที่แล้ว) จึงทำให้ผู้ที่มีบาดแผลที่เกิดจากการถูกระเบิดจนทำให้สูญเสียใบหน้า ต้องสวมหน้ากากปูนปั้นเพื่อปกปิดรอยแผลบนใบหน้า และเพื่อไม่ให้ผิวหนังติดเชื้อโรคจากอากาศได้ (ไม่ได้ล้ำยุดเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังสามารถผ่าตัดให้ดูเหมือนปกติได้มากยิ่งขึ้น) ฮือๆน่าสงสารมากครับ อุตส่าห์เสียสละไปรบ แต่ผลตอบแทนคือต้องใส่หน้ากากเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

 

 

แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ทำให้วงการแพทย์ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ลักษณะแผลที่ทหารได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถให้ยาสลบแบบเดิมได้ แพทย์จึงต้องคิดค้นการให้ยาสลบแบบใหม่ คือให้ยาเข้าทางหลอดลมโดยตรง ด้วยการใช้ท่อ และยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่ แฮโรลด์ จิลลีส์ ทีมงานได้บันทึกเอาไว้ ทำให้แพทย์รุ่นหลังสามารถอ่านและปฏิบัติได้เอง จึงเรียกได้ว่าสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดกลุ่มศัลยแพทย์ที่มีทักษะสูงและสามารถนำทักษะเหล่านี้กลับไปใช้ในช่วงหลังสงครามเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านธรรมดาได้อีกด้วย

 

Walter Yeo ทหารเรือชาวอังกฤษ เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่ทำศัลยกรรมพลาสติก หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสที่เปลือกตาบนและด้านล่างจากการรบในปี ค.ศ.1916 สงครามโลกครั้งที่ 1 (แต่หลังจากการผ่าตัดนั้นทำให้เขาไม่สามารถที่จะหลับตา หรือกระพริบตาได้อีกเลย)

 

Willie Vicarage ทหารอีกหนึ่งรายที่ถูกสะเก็ดระเบิด ทำให้สูญเสียใบหน้าส่วนล่างไปทั้งหมด เนื่องด้วยในสมัยนั้นยาฆ่าเชื้อและยาปฏิชีวนะยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และหากไม่รีบทำอะไรสักอย่างชายผู้นี้ต้องตายแน่ ทำให้ Dr.Harold Gillies ต้องทำการผ่าตัด นำผิวหนังจากหน้าอกและหน้าผาก มาแปะตรงบริเวณช่องปาก จึงทำให้เขารอดชีวิตมาได้

 

William M. Spreckley อดีตทหารผ่านศึก วัย 33 ปี ถูกปืนยิงเข้าที่ใบหน้า ทำให้สูญเสียจมูกไป ตามบันทึกของ Dr.Harold Gillies บอกว่า ชายผู้นี้คือ มนุษย์คนแรกของโลกที่ได้รับการทำศัลยกรรมจมูก มกรมคม 1917

 

 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

เทคโนโลยีของมนุษย์ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทั้งเรื่องเทคโนโลยีอาวุธ และการแพทย์ ในส่วนของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบจนทำให้หน้าตาเสียโฉม การกลับเข้าสู่สังคมส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกิน เป็นตัวประหลาดของสังคม ดังนั้นการปลูกถ่ายผิวหนังจึงสามารถที่จะเยียวยาทหารเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง

– เริ่มมีการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อรักษาบาดแผลให้กับเหล่าทหาร ผู้เริ่มต้นการรักษาในรูปแบบนี้คือ ดร.โจเซฟ เมอร์เรย์ ศัลยแพทย์ชาวอเมริกันผู้ปลูกถ่ายอวัยวะสำเร็จเป็นคนแรกของโลก เขาประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน จนได้รับรางวัลโนเบลร่วมในสาขาการแพทย์เมื่อปี 1990

 

– การปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1954 ด้วยการนำไตจากนายโรนัลด์ เฮอร์ริค ฝาแฝดแท้เพศชาย วัย 23 ปีคนหนึ่ง ปลูกถ่ายให้นายริชาร์ด ฝาแฝดอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีอาการไตล้มเหลว และทำให้เขาใช้ชีวิตต่อไปได้อีก 8 ปี

 

– นพ.เมอร์เรย์ เผยว่า เขาเรียนรู้วิธีการดังกล่าวมาจากกรรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการปลูกถ่ายผิวหนัง และทราบว่าอุปสรรคสำคัญในกระบวนการปลูกถ่ายคือการปฏิเสธเนื้อเยื่อที่แปลกปลอมของระบบภูมิต้านทาน

หลังจากนั้นการศัลยกรรมพลาสติกและการปลูกถ่ายผิวหนัง ก็ก้าวหน้าพัฒนาจากเดิมแบบก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก สามารถรับบริจาคอวัยวะจากคนภายนอกได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนหัวใจที่เรียกได้ว่าซับซ้อนสุดๆ เรียกได้ว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากพวกเขาจริงๆ ถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านี้ (ทหารและแพทย์) วิทยาการทางการแพทย์คงมาไม่ได้ขั้นนี้ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้แน่นอนครับ

source

ค้นหา MH370 แต่กลับพบซากเรือโบราณถึง 2 ลำ!

สำนักข่าว CNN ได้รายงานถึงความคืบหน้าของ ทีมงานเอกชนที่อยู่ระหว่างดำเนินการค้นหาซากเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370 ที่สูญหายไปตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2014 พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน ระบุว่าในระหว่างการค้นหาทีมงานกลับพบซากเรือ 2 ลำ 1.ลำนึงสร้างจากไม้ 2.ลำนึงสร้างจากเหล็ก

ทั้งสองลำจมอยู่ใต้ความลึกราว 3,900 เมตร ในบริเวณมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ซึ่งคาดว่าเป็นเรือขนส่งถ่านหินในช่วงศตวรรษที่ 19

ภาพที่เพื่อนๆเห็นอยู่นี้ ถูกถ่ายโดยใช้โดรนใต้น้ำมีติดตั้งกล้องคุณภาพสูงเอาไว้ จีงสามารถยืนยันได้ว่า ซากที่พบ เป็นซากเรือโบราณจริง และหลังจากได้นำภาพทั้งหมดไปให้พิพิธภัณฑ์ซากเรือโบราณของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ทำการตรวจสอบเบื้องต้น นายรอสส์ แอนเดอร์สัน นักโบราณคดีใต้น้ำระบุว่า

 

1.เรือไม้

 

 

อาจเป็นเรือ ดับเบิลยู กอร์ดอน ซึ่งสูญหายไปในขณะที่กำลังเดินทางจากเมืองกลาสโกวในสก็อตแลนด์ไปยังเมืองแอดิเลดในออสเตรเลีย หรือไม่อาจจะเป็นเรือ แม็กดาลา ซึ่งสูญหายไประหว่างเดินทางจากเมืองพีนาร์ธของเวลส์ไปยังเกาะเตอร์นาเตในอินโดนีเซีย โดยสันนิฐานว่าเศษถ่านหิน และโครงสร้างตัวเรือที่เป็นเหล็ก

 

2.เรือเหล็ก

 

 

อาจเป็นเรือ West Ridge ปี 1883 โดยพบหลักฐานบ่งชี้ว่าเรือทั้งสองล่มเพราะอุบัติเหตุการระเบิดระหว่างขนส่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยของการขนส่งถ่านหินในสมัยโบราณ ไม่น่าจะเกี่ยวกับความพิศวงของทะเลแต่อย่างใด

 

ทำให้ภารกิจค้นหา MH370 ยังต้องดำเนินต่อไป และจนถึงตอนนี้ปฏิบัติการค้นหาเครื่องบิน MH370 ยังไม่พบร่องรอยหรือมีความคืบหน้าใดๆเลยแม้แต่น้อย – MH370 ถูกเชื่อว่าน่าจะตกในมหาสมุทรอินเดีย หลังทะยานออกนอกเส้นทางอย่างเป็นปริศนา เพราะจริงๆแล้วต้องบินจาก กัวลาลัมเปอร์เพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งของประเทศจีน

source

นักอนาคตศาสตร์เชื่อ – เทคโนโลยีจะช่วยให้คนที่เกิดหลังปี 1970 มีชีวิต “อมตะ”

Dr.Ian Pearson (ด็อกเตอร์เอียน แพร์สัน) นักอนาคตศาสตร์ – Futurologist ระดับแนวหน้าของโลก ที่มักคาดคะเนสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แม่นยำมากกว่า 85% ของทั้งหมดที่เขาคาดคะเนแบบออกสื่อมา โดยบทความนี้เขาได้คาดคะเนว่า “ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีเชื่อได้ว่าคนที่มีชีวิตอยู่จนถึงปี 2050 อาจมีชีวิตที่เป็นอมตะ”

 

 

“เทคโนโลยีหลายอย่างที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งรวมถึงพันธุวิศวกรรมที่จะช่วยคืนความเป็นหนุ่มสาวให้กับเซลล์ในร่างกายและไบโอเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างอวัยวะใหม่ขึ้นมาทดแทนอวัยวะที่เสื่อมสภาพไป

ชีวิตที่ไม่มีวันตายอาจไม่ได้หมายถึงการยึดติดกับร่างกายเดิม ถ้าอุปสรรคของชีวิตอมตะคือร่างกายที่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ต่อไปอาจมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถอัปโหลดจิตสำนึกไปเก็บไว้ใน Clound จากนั้นก็ดาวน์โหลดใส่แอนดรอยด์หรือหุ่นยนต์เหมือนคนแบบไหนที่ไหนก็ได้ทั่วโลก หมายความว่าแม้สังขารจะร่วงโรยไปแต่จิตสำนึกของเราจะยังคงอยู่ตลอดไป ถึงตอนนั้นคุณอาจเลือกหุ่นยนต์ที่ดูอายุเท่าไหร่ก็ได้ เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้

เทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวงเพื่อชีวิตที่เป็นอมตะนี้เกิดได้ภายในปี 30 ปี คนที่ตอนนี้ยังอายุไม่ถึง 40 คุณได้รับโอกาสนั้นแน่นอน” ในช่วงแรกค่าใช้จ่ายจะต้องสูงมากแน่ ๆ ซึ่งจะมีเพียงมหาเศรษฐีเท่านั้นที่เอื้อมถึง แต่ให้หลังประมาณ 10 ปี ชนชั้นกลางทั่วไปก็น่าจะเข้าถึงได้” – Dr.Ian Pearson

 

ผลงานอื่นๆ

การเซลฟี่จะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง และเป็นแหล่งความคิดสำคัญที่อุตสาหกรรมต่างๆ จะหยิบเอาไปใช้งาน เชื่อว่าภายใน 2-3 ปีนี้ เราจะได้เห็นธุรกิจต่างๆ ที่นำเอาการถ่ายเซลฟี่มาใช้ในรูปแบบที่แปลกใหม่อย่างแน่นอน ในอนาคตการใช้กล้องจากสมาร์ทโฟน จะถูกนำมาใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์, การช้อปปิ้งออนไลน์, การดูแลสุขภาพ (Healthcare) รวมถึงเรื่อง การออกเดทด้วย

 

 

ภายในปี 2045 เราอาจได้ใช้ชีวิตแบบหนัง The Matrix เพราะ เทคโนโลยีการเชื่อมโยงเส้นประสาท (Neural Lace) จะมีความก้าวล้ำจนทำให้สามารถเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์และใช้ชีวิตอยู่ในโลกจำลองนั้นได้

ภายในปี ค.ศ.2050 มนุษย์จะเลือกมีเซ็กส์กับ หุ่นยนต์ มากกว่ามนุษย์ด้วยกัน มนุษย์จะเลือกใช้อุปกรณ์เทียมหุ่นยนต์ ในการบำบัดความไคร่ให้ตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังเลือกที่จะมีเซ็กส์เสมือนจริง หรือเซ็กส์ออนไลน์มากขึ้น แม้จะมีคนที่รู้สึกฝืนๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ไม่นานทุกคนก็จะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะวิวัฒนาการ การผลิตหุ่นยนต์ จะดีขึ้น เสมือนมนุษย์มากขึ้น ทั้งรูปลักษณ์ การเคลื่อนไหว นิสัยและความรู้สึก

Source

CIA เตรียมยกเครื่ององค์กร เปลี่ยนใช้สายลับ AI แทนที่มนุษย์

 

Dawn Meyerriecks รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีของ CIA ประกาศในที่ประชุม งาน GEOINT Symposium ว่า CIA เตรียมนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในฐานะสายลับแทนที่มนุษย์แล้ว

การเติบโตของโลกดิจิทัล ทำให้สภาพแวดล้อมทุกวันนี้ ไม่เอื้ออำนวยต่อสายลับมนุษย์อีกต่อไป ชาติต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศ ได้พัฒนา AI ให้สามารถ ตรวจจับใบหน้าสายลับด้วยระบบ Face Recognition(ระบบจดจำใบหน้า) มาหลายปีแล้ว การใช้เอกสารปลอม หรือวิธีการปลอมแปลงอื่นๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ของ CIA ในต่างแดนทำงานได้ยากขึ้น มิสามารถทำงานได้ง่ายเฉกเช่นในอดีต

CIA จึงจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่แนวทางใหม่ โดยจะปรับลดจำนวนสายลับที่เป็นมนุษย์ และ เปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นแทน ซึ่งที่ผ่านมามากกว่า 30 ปีนี้ทาง CIA ก็ได้สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน AI มาโดยตลอด

“เราได้ศึกษางานที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่า 140 ชิ้น ส่วนรวมถึง กล้องวงจรปิด , AI และ Machine Learning เราไม่ได้มีแผนที่จะสร้างสายลับแบบ Terminator แต่เราหมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความสามารถเทียบเท่าหรือยิ่งกว่ามนุษย์ในการสืบค้นหาข้อมูลและพยานหลักฐาน”

Source