fbpx
วันศุกร์, เมษายน 23, 2021

สองตายายถูกจับ พร้อมกัญชามูลค่ากว่า 11 ล้าน มีแผนจะเอาไปเป็นของขวัญคริสต์มาส

คุณตา Patrick Jiron วัย 80 และ คุณยาย Barbara Jiron วัย 83 ถูกตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 19 ที่ผ่านมา ขณะกำลังขนกัญชาที่มีน้ำหนักรวมกันกว่า 27 กิโลกรัม และมีมูลค่ามากถึง $336,000 = 11 ล้านบาท

 

 

การถูกจับนั้นก็แสนง่ายดาย เพราะตำรวจสังเกตว่ารถคันที่คุณตาขับ ขับเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดสัญญาณไฟ ตำรวจจึงเรียกให้รถหยุดเพื่อที่จะสอบถามเท่านั้น แต่เมื่อคุณตาเปิดกระจกคุยกับเจ้าหน้าที่ กลิ่นกัญชาก็เตะเข้าไปในจมูกของตำรวจทันที นั่นจึงทำให้การค้นรถเริ่มขึ้น และไม่ต้องค้นกันให้ยาก เพราะท้ายรถกระบะที่คุณตาขับนั้น อัดแน่นไปด้วยกล่องกระดาษที่ด้านในบรรจุกัญชาแยกประเภทไว้เป็นอย่างดี

 

 

คุณตาได้แก้ตัวว่า พวกเขาออกเดินทางจากบ้านที่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และกำลังมุ่งหน้าไปรัฐเวอร์มอนต์ ส่วนกัญชาพวกนี้ไม่ได้มีไว้จำหน่าย เพราะจะเอาไปให้กับคนที่พวกเรารู้จัก เป็นของขวัญวันคริสมาสให้กับพวกเขาเท่านั้นเอง

ตำรวจตั้งข้อหาคุณตา – ครอบครองกัญชาด้วยเจตนาที่จะส่งมอบ และไม่มีตราประทับภาษียาเสพติด คุณยาย – ข้อหาสมรู้ร่วมคิด

ที่มา – dailymail

เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน ชายผู้ติดอยู่ในสนามบินนานถึง 18 ปีเต็ม! (1988-2006)

Mehran Karimi Nasseri (เมฮ์ราน คาริมี แนสเซรี) แต่ปัจจุบันได้รับยศแล้วจึงเป็น Sir Alfred Mehran (เซอร์ อัลเฟรด เมฮ์ราน) ชาวอิหร่านที่ต้องใช้ชีวิตในเลาจ์นของสนามบินชาร์ล เดอ โกล ณ กรุง ปารีส อยู่ 18 ปีเต็มๆ ตั้งแต่ปี 26 สิงหาคม 1988 ถึง กรกฎาคม 2006

 

 

นั่นเป็นเพราะ แนสเซรีเคยจำคุกสมัยอยู่อิหร่านและถูกเนรเทศออกนอกประเทศ แถมยังทำเอกสารขอลี้ภัยหายจนเดินทางไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปไม่ได้ พูดง่ายๆก็คือไร้สัญชาติ นั่นเอง และระหว่างที่ติดอยู่ในสนามบิน เขาก็เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของเขาจนกระทั่งเมื่อปี 2003 สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับชื่อดังมาเจอเข้าและขอนำเรื่องราวในหนังสือ The Terminal Man ไปสร้างเป็นหนังเรื่อง The Terminal ที่ Tom Hank รับบทเป็นเขา โดยการซื้อเรื่องราวของเขาเพื่อนำไปสร้างเป็นหนังในครั้งนี้ ทำให้ สปีลเบิร์ก ต้องจ่ายให้แนสเซรีมากถึง $250,000 = 8 ล้านบาท

 

 

แนสเซรีเองรู้ว่าชีวิตของเขากำลังจะถูกสร้างเป็นหนัง แถมยังมีนักแสดงระดับโลกอย่าง ทอม แฮงค์ มารับบทนำด้วย แต่ชีวิตก็ไม่ได้อนุญาตให้เขาตามอ่านข่าวโดยง่ายนัก แนสเซรีต้องตามข่าวการสร้างหนังจากวิทยุและหนังสือพิมพ์ (เท่าที่จะเอื้ออำนวย) และได้แต่หวังว่าจะได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้บ้างหากมันเข้าฉายในปารีส และคงจะดีไม่น้อยหากได้พบแฮงค์

 

 

“ผมรู้ตัวว่า ตอนนี้ผมดังแล้ว ไม่เคยมีใครสนใจผมมาก่อนกระทั่งมีหนังออกมา” – แนสเซรีให้สัมภาษณ์พลางหัวเราะ

ในระหว่างที่เขาอาศัยอยู่ใน Terminal 1 แนสเซรีพบเจอผู้คนมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนแปลกหน้าจากต่างที่ต่างถิ่น ผ่านมาแล้วผ่านไป แนสเซรีจึงแทบไม่มีเพื่อนสนิท มากที่สุดคือคนคุ้นหน้าคุ้นตาซึ่งส่วนมากเป็นพนักงานสายการบินในปารีส และบอกว่าเขาโชคดีมากที่ไม่โดนตำรวจจับ “เพราะผมเนื้อตัวสะอาดสะอ้านอยู่เสมอไงล่ะ” – แนสเซรี กล่าว

 

 

แนสเซรีใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือ เขียนบันทึกประจำวันและศึกษาหาความรู้เพิ่มโดยมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่วางไว้ข้างตัวเสมอตลอด 18 ปีเต็ม กระทั่งเมื่อที่พักประจำของเขาถูกรื้อถอนออกและตัวเขาเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในปี 2006 จนการักษาเสร็จสิ้นในเดือน มกราคม ปี 2007

 

 

หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล แนสเซรี ได้รับความช่วยเหลือจาก สภากาชาดฝรั่งเศส โดยเขาได้ย้ายไปอยู่โรงแรมใกล้ๆกับสนามบิน ซึ่งในระหว่างนี้ก็กำลังทำเรื่องขอสัญชาติให้ฝรั่งเศสให้กับตัวเองด้วย และ 6 มีนาคม จึงได้ย้ายอีกรอบไปที่บ้านพักคนไร้บ้าน จนกระทั่งในปี 2008 แนสเซรีก็ได้สัญชาติฝรั่งเศสในที่สุด และเขาก็อาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศสโดยไม่เดินทางไปไหนอีกเลย

The Terminal

หนังที่เล่าเรื่องของชายที่เดินทางมาจากประเทศคราโคเซีย ด้วยภารกิจอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงสนามบินนานาชาติจอห์นเอฟเคนเนดี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเข้าประเทศไม่ได้เนื่องจากเกิดการปฎิวัติยึดอำนาจในประเทศของเขา วีซ่า, พาสปอร์ต และ ตัวตนของเขาดูเหมือนจะถูกลบไปจากความมีตัวตน

ความที่ไม่เคยมาต่างประเทศมาก่อน เขาไม่ได้เตรียมตัวที่จะพูดหรือสื่อสารภาษาอังกฤษ เขาได้ถูกให้มีชีวิตอยู่ที่จำกัดภายในสนามบิน คุณเคยนอนในสนามบินบ้างไหม? นอนบนเก้าอี้แถมด้วยอากาศที่แสนจะเย็น ลองดูแล้วจะรู้สึกว่าจะมีใครมาไล่คุณออกไปจากสนามบินบ้างหรือเปล่า ที่อาบน้ำคือห้องน้ำสาธารณะ ที่ทานข้าวก็ไม่มี อย่างดีก็แบบ วิคเตอร์ นี้แหละครับ แฮมเบอร์เกอร์!

 

 

“ผมอยากทำหนังสักเรื่องที่ทำให้เราได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ และได้รู้สึกดีกับโลกนี้ขึ้นมาบ้าง” สปีลเบิร์ก กล่าว

ซึ่ง สปีลเบิร์กและทีมงานก็จริงจังกันจนมีการสร้างแผนที่, แต่งเพลงชาติ และเดินทางไปยังสนามบินต่างๆเพื่อที่จะหาโลเคชั่นที่ดีที่สุดในการถ่ายทำ และด้วยความทุ่มเทนี้ทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการกวาดรายได้ 219.4 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 60 ล้านเหรียญฯ

 

 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ทั้งโลเคชั่น เรื่องราว การแสดงของ ทอม แฮงค์ ที่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะพี่แกเทพสุดๆ เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆว่างก็ไปหามาดูเถอะครับ หนังดีจริงๆ และอย่าลืมอุดหนุนของแท้ด้วยนะ

ที่มา – wikipedia , bbc

หากผึ้งหายไปจากโลกเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคือวันที่มนุษย์ต้องสูญพันธุ์จริง ๆ

ณ ปัจจุบันประชากรผึ้งกำลังลดจำนวนลงอย่างน่าวิตก บางครั้งติดโรคตายยกรัง หากเป็นอย่างนี้ต่อไป วันข้างหน้าโลกของเราจะเป็นอย่างไร ?

ปรากฏการณ์การค่อย ๆ สูญพันธุ์ของผึ้ง มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นาน ผึ้งจะหายสาบสูญไปจากโลก หลังพบว่าผึ้งที่เลี้ยงอยู่ในสหรัฐฯกว่าครึ่งหายสาบสูญไปจากรัง จนนางพญาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เพราะไม่มีอาหาร

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมในพืช หรืออาจมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแรงสูงก็เป็นได้

 

แต่จากหลักฐานของสหรัฐฯ นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีสาเหตุหลักมาจากไวรัสตัวหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค Colony Collapse Disorder (CCD – ปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย) เพราะจากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ปี 2006 ผึ้งกว่า 1 ใน 3 ในสหรัฐฯ มักหายไปในทุกฤดูหนาว ส่วนที่อังกฤษก็เช่นกัน สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งกล่าวว่า กว่า 30% ของผึ้ง 240,000 ตัว มักตายในช่วงหน้าหนาวและใบไม้ผลิ ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศปกติจะอยู่ระหว่าง 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงคาดการณ์ว่า หากไม่สามารถแก้ไขปรากฏการณ์ CCD นี้ได้ ผึ้งอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะสูญพันธุ์ใน 30 ปีข้างหน้า !!!

ซึ่งความจริงแล้ว ประชากรผึ้งน้ำหวานทั่วโลกมีจำนวนลดลงตั้งแต่ปี 1905 แล้วนะครับ แต่ปัญหามาโผล่เห็นเด่นชัด เมื่อกลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ทั่วโลกเผชิญกับปรากฏการณ์ผึ้งตายยกรังเป็นวงกว้าง จนสังเกตได้เป็นครั้งแรก และหากเหล่าแมลงสีเหลืองดำชนิดนี้หายไป จะส่งผลเลวร้ายต่อพืชที่มีผึ้งเป็นตัวผลิตอย่างแน่นอน

เพราะผึ้งไม่เพียงแต่ให้น้ำผึ้งเท่านั้น มันยังช่วยผสมเกสรให้กับพืชพรรณหลายชนิด รวมถึงพืชที่เป็นอาหารของมนุษย์ด้วย ผลการศึกษาชี้ว่า ในบรรดาพืชอาหาร 100 ชนิดที่เป็นอาหารเลี้ยงประชากรร้อยละ 90 ของประชากรมนุษย์ทั้งโลก มี 70 ชนิด ที่ต้องการผึ้งเป็นตัวผสมละอองเกสรให้ หากผึ้งสูญพันธุ์หายไปจากโลก มนุษย์จะประสบปัญหาใหญ่หลวง เพราะผักและผลไม้จะหายตามไปด้วย ดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดก็จะสูญพันธุ์ตามผึ้งไปเพราะผึ้งเป็นตัวผสมเกสรให้ดอกไม้นับร้อยนับพัน อย่างไรก็ตาม ผลผลิตธัญพืชจะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไร เพราะธัญพืชส่วนใหญ่ใช้ลมเป็นพาหะในการผสมละอองเกสร

พืชไม่สามารถเปลี่ยนวิธีหรือแมลงผสมเกสรได้อย่างปุบปับ ดังนั้น ในระยะสั้นการสูญพันธุ์ของผึ้งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของป่าหลายชนิดลดลงแน่นอน ส่วนในระยะยาว ผลกระทบบางส่วนจะบรรเทาลงเนื่องจากแมลงอื่น ๆ ในระบบนิเวศธรรมชาติจะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนผึ้ง แมลงหลายชนิดทำหน้าที่ผสมเกสรได้เหมือนผึ้ง

แต่พวกมันไม่มีทางขนส่งเกสรเป็นระยะไกลและครอบคลุมพื้นที่ และชนิดของพืชพรรณได้เท่ากับผึ้ง ดังนั้น พืชที่เคย ใช้ผึ้งเป็นตัวผสมเกสรก็จะต้องอาศัยมนุษย์ในการช่วยผสมเกสรให้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าผักและผลไม้ในตลาดก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

อาจจะดูเหมือนเรื่องไร้สาระสำหรับเรา เพราะดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่มันโคตรใกล้ตัวเลยนะ เพราะ Greenpeach องค์การสาธารณประโยชน์ (NGO) นานาชาติ จึงออกแคมเปญ Save the Bees เพื่อให้ชาวโลกรับรู้ถึงอันตรายการของการใช้สารเคมีในการเกษตรที่มีต่อผึ้ง โดยรณรงค์ผ่านสื่อโทรทัศน์และออนไลน์ ด้วยการนำเหล่าผึ้งน้อยมารณรงค์ต่อต้านด้วยตนเอง วลีเด็ดของผึ้งคือ Pesticide = Suicide หรือ ยาฆ่าแมลง = ฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่ใช่ผึ้งเท่านั้นที่จะตายไปจากโลกนี้ แต่คือมนุษย์โลกต่างหากที่จะตายดับจากโลกนี้เพราะไม่มีผึ้ง

“หากผึ้งหายไปเมื่อใด หลังจากนั้น 4 ปี เผ่าพันธุ์มนุษย์จะหายไปด้วย” – อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ไม่มีผึ้ง > ไม่มีพืช > ไม่มีอาหาร > ไม่มีสัตว์ >ไม่มีมนุษย์

“เอาผึ้งออกไปจากโลก พืชอย่างน้อยแสนชนิดจะไม่เหลืออยู่ในโลกนี้” – จากหนังสือ Canadian Bee Journal หนังสือเมื่อปี 1941

“ตะขาบยักษ์อเมซอน” สัตว์เลี้ยงยอดนิยม ของนักสะสมสัตว์แปลก! (ดุร้าย รวดเร็ว มีพิษ)

 

ตะขาบยักษ์ขาเหลืองเปรู (Peruvian giant yellow-leg centipede) หรือ ตะขาบยักษ์อเมซอน (Amazonian giant centipede) ชื่อวิทยาศาสตร์: Scolopendra gigantea เป็นตะขาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุล Scolopendra มีถิ่นกำเนิดอยู่ตอนเหนือและตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ตามเกาะตรินิแดดและโตเบโก และในจาไมกา เป็นสัตว์กินเนื้อ โดยกินสัตว์เล็กเป็นอาหาร เช่น หนู กบ หรือค้างคาว ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย

 

 

เมื่อโตเต็มที่จะยาว 26 เซนติเมตร แต่บางครั้งก็สามารถโตได้ถึง 30 เซนติเมตร ร่างกายประกอบด้วย ปล้องจำนวน 21-23 ปล้อง มีสีทองแดงหรือสีแดงอมม่วง แต่ละปล้องมีขาสีเหลืองอ่อน 1 คู่ ทำให้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและสามารถจับเหยื่อได้แน่นก่อนที่จะฆ่า

พวกมันมีเขี้ยวที่เรียกว่า Forcipule เรียงเป็นแนวโค้งอยู่รอบหัว ซึ่งสามารถปล่อยพิษเข้าไปในตัวเหยื่อได้ พิษประกอบด้วยสารอะเซทิลคอลีน ฮิสตามีน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดแผลเหมือนถูกตัวต่อต่อย แผลจะบวมอย่างรุนแรงและตามด้วยอาการไข้สูง เพราะฉะนั้นหากพบเห็นไม่ควรสัมผัศมันโดยไม่มีเครื่องป้องกันเด็ดขาด

โดยทั่วไปพิษตะขาบไม่รุนแรงถึงกับทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามมีรายงานการเสียชีวิตในเด็กหญิงฟิลิปปินส์อายุ 7 ปี 1 ราย ที่ถูกตะขาบพันธุ์ Scolopendra subspinipes ความยาวลำตัวประมาณ 75-100 มม. กัดที่บริเวณศีรษะ

 

 

ถึงแม้จะมีพิษร้ายแค่ไหน แต่พวกมันก็ยังถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมสำหรับผู้ชื่นชอบสัตว์แปลกอยู่ดี ราคาของพวกมันไม่แน่ชัดนัก แต่เคยมีตัวหนึ่งที่มีราคาสูงถึง $300 ประมาณ 10,000 บาท ทั้งนี้การตีราคาน่าจะขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่มีราคาตายตัว

คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน – เรื่องจริงสุดสยอง! ในปี คศ. 1284 ที่ถูกเล่าผ่านนิทานฟรุ้งฟริ้ง

The Pied Piper of Hamelin

 

 

คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน ปรากฏในนิทานพื้นบ้านของเยอรมันที่เล่าโดยสองพี่น้องกริมม์ เรื่องมีอยู่ว่ากาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองฮาเมลินในภาคกลางของเยอรมัน ปี คศ.1248 ได้ถูกกองทัพหนูเข้าก่อกวนโดยเดือดร้อนไปทุกบ้าน พวกมันแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมาก แล้วกัดแทะเสบียงอาหาร อีกทั้งพวกมันยังเป็นพาหะนำโรคร้ายมาอีกด้วย บรรดาชาวเมืองรับไม่ได้กับเหตุการณ์เหล่านี้ ต่างหาทางกันกำจัดพวกหนู โดยพากันออกเงินจนได้ก้อนหนึ่งเพื่อให้เป็นรางวัลแก่ผู้ที่จะมาปราบหนูเหล่านี้ได้ จากนั้นก็มีคนต่างเมืองเดินทางมาที่นี่และรับอาสากำจัดหนูให้ แต่จนบัดนี้ก็ไม่มีใครอาสามาปราบฝูงหนูเหล่านี้เลย

ในยามนี้เองก็มีชายลึกลับผู้หนึ่งพร้อมกับปี่ที่เครื่องดนตรีคู่กายของเขาปรากฏตัว เขาอาสาจะปราบหนูให้ชาวเมืองแห่งนี้ และ ชาวเมืองก็ให้คำสัญญาว่าจะให้สิ่งตอบแทนใดๆ ก็ได้ตามที่เขาต้องการ

เมื่อตกลงกับชาวเมืองเรียบร้อย ชายประหลาดก็หยิบปี่ถุงออกมาและเป่าเพลงที่แปลกประหลาด พร้อมกับออกเดินไป ท่ามกลางสายตาสงสัยของชาวเมืองนั้นเอง กองทัพหนูทั้งหลายก็ออกมาจากที่ซ่อนจากบ้าน จากโบสถ์ ทุกหนทุกแห่งจนกลายเป็นขบวนแถวยาวเมื่อได้ฟังเพลงจากปี่ของเขาอย่างหลงใหล แล้วคนประหลาดคนนั้นก็เริ่มเดินตรงออกจากหมู่บ้านพร้อมกับกองทัพหนูที่วิ่งตามหลังเขา จนไปถึงแม่น้ำเวเซอร์ที่ไหลผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ ชาย นักเป่าปี่ก็หยุดยืนอยู่ริมแม่น้ำ ในขณะที่ฝูงหนูพากันกระโจนลงน้ำไปเรื่อยๆ จนในไม่ช้าก็ไม่มีหนูเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว และทั้งหมดก็จมน้ำตายในแม่น้ำนั้นเอง ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ปลอดจากการรบกวนของหนูเป็นที่เรียบร้อย

 

 

หลังจากนั้นชายประหลาดก็มาทวงรางวัลจากชาวบ้าน แต่ชาวบ้านทั้งหลายเกิดความเสียดายเงินขึ้นมา จึงไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนให้ พร้อมกล่าวว่า “นายไม่ได้ ทำอะไรเสียหน่อย พวกหนูกระโดดลงน้ำไปเองต่างหาก” และยังขู่จะจับขังนักเป่าปี่อีกด้วยถ้าเขายังมัวตื๊อจะเอาเงินอยู่

ชายประหลาดโกรธมากเขากล่าวทิ้งท้ายว่า “พวกคุณต้องรักษาสัญญา ฉันจะเอาสิ่งสำคัญที่สุดของพวกคุณไป” แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ยังกลับหัวเราะเยาะเขาเสียอีก เขาหายตัวไปจากหมู่บ้านแห่งนั้น

และในวันที่ 26 มิถุนายน 1284 ชายประหลาดพร้อมปี่กลับมายังเมืองฮาเมลินอีกครั้ง เขาเริ่มเป่าปี่บทเพลงแปลกประหลาดบทใหม่บนถนน ซึ่งคราวนี้ผู้ติดตามเสียงปี่ของเขาที่ออกจากบ้านทุกหลัง กลับกลายเป็นเด็กๆ ที่ได้มารวมตัวกันและเดินตามเขาไปจนในไม่ช้าเด็กชายหญิงกว่า 130 คนต่างก็เต้นรำร้องเพลงตามทำนองของเสียงปี่ออกไปนอกเมือง และจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครพบเห็นชายประหลาดและเหล่าเด็กๆอีกเลย

ความจริงบางตำนานมีเหตุการณ์ต่อนิดหน่อยตรงที่เมื่อชายประหลาดเป่าปี่พา เด็กๆ ออกนอกเมืองแล้ว เขาก็พาเด็กไปถึงถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อเด็กทุกคนเข้าไปในถ้ำหมดแล้ว ชายประหลาดก็ปิดปากถ้ำขังเด็กทั้งหมดไว้ข้างในจนตายอยู่ในถ้ำ บางแห่งกล่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีเด็กรอดตายเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น

 

โดยนิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อกว่า 700 ปีก่อน ต้นแบบของมันคือเรื่องราวประหลาดในกระจกสีของโบถส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นประมาณปี 1300 เป็นที่น่าเสียดายที่กระจกสีนี้ปัจจุบันถูกทำลายไปแล้ว กระจกสีอันปัจจุบันเป็นบานใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นตามบันทึกที่เหลือไว้เท่านั้นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

 

 

ว่ากันว่าเรื่องเด็กตายยกหมู่บ้านนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อราวๆ ศตวรรษที่ 13 หรือ 14 เนื่องจากมีภาพเด็กๆ ตายเป็นจำนวนมากประดับเป็นกระจกสีไว้อยู่ชนโบสถ์ของเมืองฮาเมลิน “วันที่ 26 มิถุนายน 1284 เมืองฮาเมลิน ประเทศเยอรมันเกิดคดีเด็กจำนวนกว่า 130 คนหายสาบสูญไปอย่างกะทันหัน”

นี่แหละคือต้นกำเนิดของตำนานที่บันทึกปี 1440 ซึ่งเป็นบันทึกเก่าที่สุดเท่าที่เหลืออยู่ (เรื่องของหนูถูกเพิ่มเข้ามาราวศตวรรษที่ 16) ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร และเด็กๆ หายไปได้อย่างไร หากด้วยเหตุนี้เมืองฮาเมลินจึงมีการตั้งกฎว่าห้ามร้องเพลงเต้นรำบนถนนที่ถูกกำหนดไว้อยู่เป็นเวลานานทีเดียว

จะอย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1606 โดยริชาร์ด โลรัน เวลส์เทกัน เวลาของคดีก็กลายเป็น 22 กรกฎาคม 1376 และเมื่อพี่น้องตระกูลกริมม์ทำการเรียบเรียงเรื่องนี้ในปี 1816 ก็ได้มีการเพิ่มเรื่องของเด็กขาแพลงกับเด็กตาบอดซึ่งไม่ได้หายตัวไปลงไปด้วย

แล้วเด็กๆ หายไปไหน…?

 

 

ในเทพนิยาย พี่น้องกริมม์เขียนถึงการกำจัดฝูงหนูไว้อย่างละเอียด และเชื่อว่าคนเป่าปี่กลับมาลักพาตัวเด็กๆ เพื่อการแก้แค้น ทว่านักประวัติศาสตร์ไม่อาจค้นพบหลักฐานในเรื่องนี้ได้ กระจกสีที่หลงเหลืออยู่ ก็มีเพียงเรื่องการหายตัวไปของเด็กๆ ไม่ได้พูดถึงฝูงหนูแต่อย่างใด จึงมีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมอีกหลายๆ อย่างว่า การสังหารหมู่นี้ อาจไม่ใช่การแก้แค้น… แต่อาจจะเป็นเรื่องของโรคระบาด เพราะในยุคนั้น “กาฬโรค” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากหนู ถือว่าเป็นอันตรายมาก นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า เด็กที่หายไปอาจจะติดเชื้อกาฬโรค และคนเป่าปี่ทำหน้าที่พาพวกเขาออกจากหมู่บ้าน เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านที่เหลือ แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็มีคำค้านเช่นกัน เพราะกาฬโรคเริ่มระบาดในยุโรประหว่างช่วงปี ค.ศ. 1348-1350 แต่เหตุการณ์เด็กหายจากฮาเมลินเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1284

อีกหนึ่งทฤษฎีที่ถูกสันนิษฐาน ไปพ้องกับเทพนิยาย ฮันเซลกับเกรเทล นั่นคือชาวบ้านน่าจะมีฐานะยากจนมาก จนเลี้ยงเด็กๆ ไม่ไหว พวกเขาเลยส่งเด็กๆ ออกจากหมู่บ้าน เพื่อลดปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทฤษฎีที่น่ากลัวไม่แพ้กัน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงของสงครามครูเสด นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า เด็กๆ อาจถูกส่งไปร่วมรบในสงครามนี้ ยังมีอีกทฤษฎีที่บอกว่า คนเป่าปี่อาจเป็นพวกชอบล่วงละเมิดทางเพศ ก็เลยลักพาตัวเด็กๆ ไปทำมิดีมิร้ายทีละคนจนหมดเมือง

เมืองฮาเมลินวันนี้

 

 

ปัจจุบัน สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของเมืองฮาเมลิน กลายเป็นถนนสายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก ถนนนั้นชื่อว่า Bungelosenstrasse (ถนนที่ไม่มีเสียงกลอง) ทางเมืองได้ตั้งกฎห้ามเล่นดนตรี ร้องเพลงและเต้นรำที่เมืองนี้เป็นอันขาด เพื่อเป็นเกียรติให้กับเด็กๆ ที่หายตัวไป ใกล้กันยังมีตึกชื่อว่า Rattenfängerhaus (บ้านคนจับหนู) ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602-1603 ร้านอาหารหลายร้านในเมืองก็จัดในธีมคนเป่าปี่ และมีสินค้าเกี่ยวกับคนเป่าปี่ขายอยู่เป็นจำนวนมาก

ทุกวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ยังเป็นวัน “คนจับหนู” อีกด้วย

อย่างที่เห็นข้างต้น นิทานเรื่องนี้นำมาจากเรื่องจริงของเมืองฮาเมลิน (Hamelin หรือ Hameln ในภาษาเยอรมัน) ซึ่งเมืองนี้มีจริงในประวัติศาสตร์และยังอยู่จนถึงปัจจุบัน

เมืองฮาเมลินเป็นเมืองในแคว้นเนียเดอร์แซสเซน ประเทศเยอรมันนี ปัจจุบันมีประชาการประมาณ 60,000 คน เมืองนี้อยู่เลียบแม่น้ำเวเซอร์ ใกล้กับถนนเมลเพนอันมีชื่อเสียง มีเป็นอาคารเก่าแก่ของเมือง นอกจากนั้นยังมีการจัดงานแสดงละครและคอนเสริ์ตทุกๆ ปีที่ Hochzeitshause ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์เมือมีงานสำคัญๆ ของชาวเมือง และที่น่าสนใจคือเมนูอาหารประจำเมืองและสถานที่ของเมืองมีความเกี่ยวข้องกับนิทานเรื่องนี้ด้วย เช่น ซ็อตโกแล็ตรูปหนู ห้องรับประทานอาหารรูหนู เป็นต้น ซึ่ง เมืองนี้มีชื่ออยู่ในความทรงจำของคนส่วนใหญ่นี้เป็นเพราะนิทานเรื่องข้างต้นนี้เอง

NASA มีแผนสร้าง “บาเรียรอบดาวอังคาร” เพื่อสร้างชั้นบรรยากาศ ให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้

ผลสำรวจดาวอังคารล่าสุดพบว่าดาวอังคารเมื่อราว 4,500 ล้านปีก่อน ไม่ได้มีชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มอยู่เบาบางเหมือนในทุกวันนี้ แต่มีชั้นบรรยากาศที่ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ปกคลุมอยู่หนาเท่ากับชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งในเวลาต่อมาถูกลมสุริยะพัดออกสู่ห้วงอวกาศไปจนเกือบหมด

 

การค้นพบครั้งนี้ ช่วยยืนยันแนวคิดที่ว่าดาวอังคารเคยมีน้ำในสถานะของเหลวอยู่บนพื้นผิว และมีสภาพเอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตมาก่อน เนื่องจากชั้นบรรยากาศที่หนาจะช่วยรักษาระดับความดันโดยไม่ทำให้น้ำบนพื้นผิวดาวเดือดจนระเหยหายไปเช่นทุกวันนี้ ส่วนชั้นบรรยากาศที่เป็นคาร์บอนไดอ็อกไซด์น่าจะทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกจนมีอุณหภูมิอบอุ่นพอสำหรับการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ด้วย แต่วิธีล่าสุดที่ NASA เสนอมาอาจจะทำให้มนุษย์เราย้ายไปอยู่บนดาวอังคารได้เร็วยิ่งขึ้น

องค์การนาซาได้วางแผนปรับสภาพแวดล้อมบนดาวอังคาร เพื่อเตรียมความพร้อมให้มนุษย์สามารถสร้างอาณานิคมและตั้งรกรากอยู่บนดาวอังคารได้ในอนาคต ด้วยการกางบาเรียแม่เหล็กขนาดใหญ่เหนือดาวอังคาร ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการสร้างชั้นบรรยากาศขึ้น

 

 

นายจิม กรีน หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซา ได้เปิดเผยว่าในการประชุมวิสัยทัศน์ 2050 ขององค์การนาซา มีการเสนอให้องค์การนาซาติดตั้งบาเรียแม่เหล็กขนาดใหญ่ ที่จะโคจรรอบดาวอังคาร โดยบาเรียนี้จะคอยปกป้องดาวอังคารจากลมสุริยะ ดาวหาง อุกกาบาต รวมไปถึงขยะอวกาศต่างๆ

 

 

นักวิทยาศาสตร์ของนาซาเชื่อว่าบาเรียแม่เหล็กจะทำหน้าที่เสมือนสนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างชั้นบรรยากาศ และทำให้น้ำบาดาลไหลขึ้นมาบนพื้นผิวของดาวอังคารได้

ก่อนหน้านี้ นายอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทสเปซเอกซ์ (SpaceX) เคยเสนอให้นาซาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่บริเวณขั้วโลกอันหนาวเย็นของดาวอังคาร ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนมหาศาล ทำให้น้ำแข็งบนดาวอังคารละลาย จนอุณหภูมิสูงขึ้น และเกิดการสร้างชั้นบรรยากาศ อันเป็นกระบวนการเดียวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกที่เกิดขึ้นบนโลก

ที่มา – futurism

ครั้งหนึ่ง ซีซาร์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยถูกลักพาตัว! และรอดมาได้ด้วยอาวุธที่ดีที่สุดคือ ปัญญา

อ้างอิงจากการบันทึกของพลูทาร์ก ย้อนไปเมื่อสมัย 75 ปีก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซ่าร์ได้ล่องเรือไปในทะเลเอเจี้ยน และได้ถูกลักพาตัวโดยกลุ่มโจรสลัดซิลิเชี่ยน โจรสลัดได้เรียกค่าไถ่จากซีซาร์เป็นแร่เงิน 20 ทาเล้นต์ หรือคิดเป็นมีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท

 

 

เมื่อซีซาร์ได้ยินก็หัวเราะเยาะใส่หน้าพวกโจรสลัดทันที เพราะพวกโจรสลัดไม่รู้เลยว่าได้ลักพาตัวใครมา ซีซาร์แนะนำว่าให้โจรสลัดเรียกค่าไถ่ที่ 50 ท้าเล้นต์ (50 ล้านบาท) ไปเลย เพราะว่าค่าไถ่ตัวของเขา แค่ 20 ทาเล้นต์ มันไม่สมกับชื่อเสียงของตัวเขาเอาสะเลย

กลุ่มโจรสลัดซิลิเชี่ยนตกลงรับข้อเสนอของซีซาร์ พระองค์รับสั่งให้ข้ารับใช้ติดตามล่องเรือกกลับไปขนเอาแร่เงินมามอบให้กับโจรสลัดเพื่อเป็นค่าไถ่ โดยใช้เวลาประมาณ 38 วัน ในตอนนั้นพระองค์มีข้ารับใช้เพียง 2 คน และสหายอีก 1 คน เท่านั้น แต่ซีซ่าร์ก็มิได้ทรงตื่นตระหนกพระทัยใดๆ เลย ซ้ำยังดูแลโจรสลัดเหล่านั้นราวกับเป็นพรรคพวกของพระองค์เสียอีก พระองค์สามารถเสด็จไปไกลที่ได้ก็ได้ตามพระประสงค์ และพวกโจรสลัดจะงดการพูดคุยทันทีที่พระองค์ต้องการบรรทมเมื่อไม่ให้เป็นการรบกวน

 

 

ระหว่างที่รอข้ารับใช้ไปนำแร่เงินมาไถ่ตัวพระองค์ พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่กับพวกโจรสลัดในการประพันธ์บทกลอน และการเขียนสุนทรพจน์ และยังทรงอ่านให้พวกโจรสลัดได้สดับรับฟังอีกด้วย ซีซาร์ยังทรงเล่นเกมต่างๆ มากมายร่วมกับพวกโจรสลัดและได้ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของพวกโจรสลัดด้วยเช่นกัน เหมือนกับว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นนักโทษ แต่หากเป็นหัวหน้าของโจรสลัดไปเสียเอง พวกโจรสลัดเคารพยำเกรงในตัวพระองค์อย่างรวดเร็ว และอนุญาตให้อิสระแด่พระองค์ในการกระทำการใดๆ ก็ได้ทั้งบนเกาะและบนเรือของพวกเขาตามพระราชประสงค์

ในขณะที่ซีซาร์ได้ทรงสร้างไมตรีกับพวกโจรสลัดซีลิเชี่ยนอยู่นั้น ลึกลงไปภายในใจชายผู้มีอำนาจเหนือโรมก็ไม่พอใจที่ถูกคุมขังเช่นนี้ และพระองค์ได้ตรัสกับพวกโจรสลัดว่า หลังจากที่แร่เงินถูกนำมามอบให้แล้ว พระองค์จะทรงประหารโจรสลัดทั้งหมดด้วยการตรึงกางเขน ซึ่งจะทำทันทีหลังจากได้รับอิสรภาพ แน่นอนว่าเหล่าโจรสลัดก็คงคิดว่าชายผู้นี้เพ้อเจ้อมโนไปงั้นเอง แต่ท้ายที่สุดมหาบุรุษผู้กุมอำนาจแห่งโรมันก็สนองวาจานั้นอย่างสาสม

 

 

ในช่วงของการไถ่ตัว พระองค์รับสั่งให้พวกโจรสลัดจัดกองเรือขนาดเล็กเพื่อส่งเสด็จกลับเกาะที่พระองค์ถูกลักพาตัวมา พวกโจรสลัดเองก็ประมาทและไม่เกรงกลัวชายผู้มากด้วยอำนาจในโรมันเท่าใด เพราะคิดว่าที่พูดมาคงแค่อำ แต่ทันทีที่ส่งตัวเสร็จสิ้นพระองค์ได้มีรับสั่งให้พลทหารจับกุมตัวโจรสลัดทั้งหมดและริบแร่เงินกลับคืนทั้งหมดทันที

 

 

ต่อมา พระองค์ได้ทรงมีรับสั่งให้นำตัวโจรสลัดทั้งหมดไปที่คุกเพอร์กาม่อน (Pergamon Prison) และทรงไปพบมาร์คัส จูเลียต ข้าหลวงใหญ่แห่งเอเชีย เพื่อให้มีการสำเร็จโทษบรรดาโจรสลัดที่บังอาจลักพาตัวพระองค์ไป แต่แล้วซีซาร์ก็เปลี่ยนใจและสั่งให้ขายคนเหล่านี้เป็นทาสแทน ซึ่งพวกโจรสลัดก็โล่งอกที่อย่างน้อยไม่ต้องตาย อย่างไรก็ตามซีซาร์ก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหันอีกครั้ง และรุดกลับไปยังคุกแห่งนั้น ก่อนออกคำสั่งให้จับโจรสลัดเหล่านี้ไปตรึงกางเขนอย่างโหดร้าย

ภายหลังชายผู้กุมชะตาของจักรวรรดิโรมันก็ขี้เกียจทนดูความอดสู ใบหน้าอันเจ็บปวดจากการถูกตรึงกางเขนอีก พระองค์จึงประทานความเมตตาให้ด้วยการใช้มีดปาดคอหอยเหล่าโจรสลัดด้วยน้ำมือพระองค์เอง

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถในศึกสงคราม แต่ “ซีซาร์” ก็มีความทะเยอทะยานและกระหายอำนาจ จนขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายทารุณ สุดท้ายแล้ว ในช่วงสายวันที่ 15 มีนาคม 44 ปีก่อนคริสต์ศักราช ขณะที่กำลังยืนอ่านรายงานประชุมสภาเซเนท “ซีซาร์” ถูกลูกเลี้ยงทรพี “มาร์คุส จูนิอุส บรูตุส” ปลิดชีพอย่างไม่ทันตั้งตัว ด้วยคมดาบที่ปักทะลุลำคอ ส่งผลให้ล้มลงขาดใจตาย ขณะอายุได้ 55 ปี

น่ากลัวสุดๆ! เด็กหญิง ‘บีบสิวเสี้ยน’ ไม่ล้างมือถึงขั้นต้อง ‘ผ่าสมอง’

 

เรื่องนี้เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์กวางโจว เดลี่ ที่ระบุว่า เด็กหญิงเสี่ยวเหมยวัย 10 ขวบ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพเกือบหมดสติเมื่อวันจันทร์ และต้องเข้ารับการผ่าตัดเปิดกระโหลกศีรษะ เพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา “MRSA”

ตอนแรกครอบครัวของเด็กคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา หลังมีอาการเวียนศีรษะและเซื่องซึม เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่อาการทรุดหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน และไม่อยากอาหารถึง 3 วัน

 

 

เซียง ยงชิ่ง ศัลยแพทย์ระบบประสาทแห่ง โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจินานระบุว่า สาเหตุมาจากแม่ของเธอบีบสิวเสี้ยนที่จมูก โดยไม่ล้างมือให้สะอาดเสียก่อน ทำให้เด็กติดเชื้อในกระแสเลือดและลุกลามไปถึงสมอง ซึ่งได้แพทย์ใช้เวลาการผ่าตัดนาน 5 ชั่วโมง เพื่อเอาฝีที่เกิดจากเนื้อเยื้ออักเสบขนาด 4.5×3.5 ซ.ม.และหนา 3 ซ.ม.ออกไปพร้อมกับหนองอีก 8 มิลลิลิตร ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อการทำงานของตา หูและจมูก

 

 

และแพทย์หลายๆคนก็ได้ออกมาพูดเรื่อง Danger triangle of the face หรือสามเหลี่ยมที่เพื่อนๆเห็นในรูป พื้นที่สามเหลี่ยมนี้จะครอบคลุมในส่วนของจมูกและปากส่วนบน รวมถึงมุมปากทั้งสองข้าง เพราะเส้นเลือดบริเวณนี้จะเชื่อมต่อไปยังด้านหลังของศรีษะ บริเวณสมมองส่วนท้าย นั่นหมายความว่าถ้าเกิดอาการติดเชื้อบริเวณนี้ มีโอกาสอย่างมากเลยล่ะที่มันจะลุกลามเข้าสุ่สมองของคุณโดยตรง

 

ภาพ x-ray แสดงส่วนที่สมองมีการติดเชื้อ ของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ

 

และการกดหรือแกะสิวเองอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามตามหลอดเลือดดำบนใบหน้า เข้าไปสู่หลอดเลือดดำใต้สมอง จนเกิดการอักเสบของหลอดเลือดดำที่ใต้สมอง เรียกว่า Cavernous sinus thrombosis ทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวหรือตาบอด ปวดศีรษะ ดวงตาโปนเหมือนจะถลน ใบหน้าบวมเป่ง ใบหน้าเป็นอัมพาต

สิวที่่สามารถกดออกได้คือ สิวหัวดำที่ยังไม่มีการอักเสบเกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือกดและกดโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การกดหรือบีบสิวระยะอื่นๆ ทำให้อาการแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นถาวร

โดยก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องของชายคนหนึ่ง ที่บีบสิวจนเกือบที่จะต้องสูญเสียดวงตา ซึ่งอาการก็คล้ายๆกับเคสของสาวชาวจีนคนนี้

ที่มา – dailymail

ซีอีโอ Boeing ท้าชน Elon Musk: เราจะเป็นผู้ส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารเป็นคนแรก!

 

หลังจากที่ Elon Musk (อีลอน มัสก์) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ตั้งใจจะนำยาน 2 ลำลงจอดบนดาวอังคารในปี 2022 ในปี 2024 จะมีการส่งทั้งยานขนสิ่งของและคนกลุ่มแรกจะเดินทางไปยังดาวอังคารจำนวน 4 ลำ ประกอบไปด้วยยานขนส่งสิ่งของจำนวน 2 ลำ และยานสำหรับขนส่งคนอีก 2 ลำ พวกเขาจะเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับภารกิจในอนาคต และสร้างฐานต่างๆ

แต่ล่าสุด Dennis Muilenburg ซีอีโอของ Boeing (โบอิง) ได้ประกาศว่าบริษัทของเขาต่างหากที่จะเป็นผู้ส่งมนุษย์คนแรกไปเหยียบดาวอังคาร

 

ภาพของพนักงานโบอิง ทำงานที่ NASA

 

โบอิง กล่าวว่าพวกเขากำลังพัฒนาจรวดยุคถัดไปร่วมกับ NASA ภายใต้ชื่อ Space Launch System โดยจรวดรุ่นใหม่นี้มีความสูง 36 ชั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการประกอบขั้นสุดท้ายใกล้ๆ เมือง New Orleans และจะทดลองยิงครั้งแรกในปี 2019 โดยการบินวนรอบดวงจันทร์

ส่วนจรวดที่ อีลอน มัสก์ จะใช้ก็คือจรวด BFR ของ SpaceX  เพราะ SpaceX เพิ่งจะยกเลิกโครงการ Red Dragon หรือการส่งยาน Dragon ไปยังดาวอังคารในปี 2018 ด้วยจรวด Falcon Heavy แต่ Elon Musk ก็บอกว่าในปี 2022 นั้น ยาน BFR รุ่นแรก ๆ จะต้องลงไปแตะยังพื้นผิวของดาวอังคารแน่นอน

ก่อนหน้านี้ Muilenburg เคยคุยทับ Elon Musk ในประเด็นนี้เมื่อปีที่แล้ว โดยระบุว่ามนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบดาวอังคารจะบินไปด้วยจรวดของ Boeing ซึ่งหลังจากที่ อีลอน มัสก์ เห็นคำประกาศนี้ก็ได้ตอบออกมาเพียงสั้นๆว่า “Do it”

ที่มา – blognone

เพนตากอน เผยเครื่องบินขับไล่กองทัพ f-18 เคยบินไล่ตาม UFO จริง! ในปี 2004

 

อินดีเพนเดนซ์เผยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือ เพนตากอน ได้เผยคลิปวิดิโอบันทึกภาพจากห้องนักบินของเครื่องบินขับไล่เอฟ/เอ 18 ฮอร์เน็ต ขณะกำลังบินไล่ตามวัตถุปริศนาเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากชายฝั่งเมื่อซานดิอาโก้ รัฐแคลิฟอร์เนียไปตะวันตกราว 100 ไมล์

 

 

โดยภาพดังกล่าวบันทึกโดยนักบินเครื่องบินขับไล่ เอฟ/เอ18 นาวาโทเดวิด ฟราเวอร์ และ นาวาตรีจิม สไลดจ์ ขณะบินปฏิบัตภารกิจจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส นิมิตส์ จากบันทึกแสดงให้เห็นถึงบทสนทนาของนักบินทั้งสอง พูดถึงการพบวัตถุปริศนาในปี 2004 ซึ่งมีขนาดคล้ายเครื่องบินโดยสาร แต่สามารถบินได้เร็วและคล่องตัวกว่า เครื่องบินโดยสารทั่วไป

 

 

พวกเขาพบวัตถุดังกล่าวที่ระดับความสูง 80,000 ฟิต ก่อนจะลดระดับลงมาอยู่ที่ 20,000 ฟิตแล้วนักบินทั้งสองจึงบินติดตาม เพื่อบันทึกภาพดังกล่าว ก่อนวัตถุลึกลับจะบินกลับขึ้นไปบนระดับความสูงที่นักบินทั้งสองไม่สามารถติดตามไปได้

อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่าจากวิดีโอดังกล่าว อาจนำมาซึ่งโครงการวิจัยเพื่อตรวจจับวัตถุนอกโลกอย่างลับๆของเพนตากอน โดยนำเงินประมาณ 22 ล้านเหรียณมาวิจัยอย่างลับๆเพื่อพิสูจน์ทราบภัยคุกคามที่อาจจะมาจากยานลำยุคนอกโลก

 

โปรเจคค้นหา UFO ของเพนตากอน

และเมื่อ 17 ธ.ค. 2017 นิวยอร์กไทมส์ สื่อทรงอิทธิพลสหรัฐ รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือ เพนตากอน ดำเนินโครงการลับในการตรวจสอบยูเอฟโอ หรือ วัตถุบินที่ระบุเอกลักษณ์ไม่ได้ โดยตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ไว้ 22 ล้านดอลลาร์ หรือราว 725 ล้านบาทต่อปี จากงบประมาณประจำปีรวม 6 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 19.8 ล้านล้านบาท

โครงการดังกล่าวไม่เป็นที่เปิดเผยมาก่อน หลังจากเริ่มตั้งแต่ปี 2550 และปิดตัวไปในปี 2555 เมื่อเพนตากอนยุติการให้งบประมาณ อย่างไรก็ตามในช่วง 5 ปีมานี้ โครงการยังอยู่ และมีการตรวจสอบอยู่ โดยทีมงานของแผนกอื่น

 

 

สำหรับต้นตอของโครงการที่อยู่ในเงามืดนี้ เป็นไปตามคำขอจากแฮร์รี รีด สมาชิกพรรคเดโมแครต รัฐเนวาดา สมัยเป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งส่วนตัวมีความสนใจเรื่องปรากฏการณ์ในอวกาศ

ช่วงที่โครงการดำเนินงานอยู่ งบประมาณส่วนใหญ่ลงไปที่บริษัทวิจัยการบินอวกาศของมหาเศรษฐีโรเบิร์ต บิเกโลว ซึ่งทำงานร่วมกับองค์การนาซา เรื่องการผลิตยานสำหรับมนุษย์ที่ใช้ในอวกาศ

นายบิเกโลวเคยให้สัมภาษณ์รายการ 60 นาทีของสถานีซีบีเอส ว่าตนเองมั่นใจอย่างยิ่งว่ามีสิ่งมีชีวิตต่างดาวอยู่ในอวกาศและในยูเอฟโอที่เดินทางมาถึงโลก

สำหรับคลิปภาพที่ปรากฏในข่าวนี้ เป็นนาทีที่เครื่องบินรบเอฟ-18 ของสหรัฐบินไปเจอยูเอฟโอ เหนือท้องฟ้าเมืองซานดิเอโก เมื่อปี 2547