นี่คือ “AstroCrete” คอนกรีตอวกาศ-ที่สร้างจากเลือดนักบินอวกาศผสมกับฝุ่นดาวอังคาร

0

หากคุณคิดจะสร้างสิ่งปลูกสร้างบนดาวอังคาร คุณต้องจ่ายเงินมากถึง 45 ล้านบาท เพื่อขนส่งอิฐเพียง 1 ก้อนเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่านี่คือข้อจำกัดสำคัญทำให้ให้การสร้างอาณานิคมของมนุษย์บนดาวอังคารมีต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นวัสดุคล้ายคอนกรีตที่สร้างมาจาก “เลือด” ของนักบินอวกาศ

แอสโทรครีต (AstroCrete)

การศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Materials Today Bio โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ระบุว่า เมื่อนำเลือดของมนุษย์มาผสมเข้ากับฝุ่นบนดวงจันทร์หรือดาวอังคาร สามารถสร้างวัสดุคล้ายคอนกรีตที่เรียกว่า “แอสโทรครีต” (AstroCrete) เนื่องจากโปรตีนที่พบในเลือดของมนุษย์นั้น มีสารคล้ายกาวที่เรียกว่า “อัลบูมีน” (Albumin) ทำให้แอสโทรครีตที่ผสมจากเลือดของมนุษย์เพียงอย่างเดียวสามารถรับแรงอัดได้สูงถึง 25 เมกะปาสคาล ซึ่งใกล้เคียงกับค่าของคอนกรีตทั่วไปที่อยู่ประมาณ 20-32 เมกะปาสคาล

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่า หากผสม “ยูเรีย” ซึ่งเป็นของเสียทางที่พบอยู่ในปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ ลงในส่วนผสมที่กล่าวไปข้างต้น จะสามารถสร้างแอสโทรครีตประสิทธิภาพสูงที่รับแรงอัดได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 300 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 40 เมกะปาสคาล ซึ่งแข็งแกร่งกว่าคอนกรีตทั่วไปอย่างชัดเจน

แอสโทรครีตเมื่อถูกบีบอัด

ดร.อาเล็ด โรเบิร์ตส์ หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า “เทคนิคใหม่นี้มีข้อได้เปรียบเหนือเทคนิคการก่อสร้างอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นบนดวงจันทร์และดาวอังคาร เราพบว่าโปรตีนในเลือดสามารถเกาะตัวกันเป็นก้อน เพื่อสร้างโครงสร้างที่ยึดวัสดุเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา ทำให้ ‘คอนกรีตแบบใหม่’ นี้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าแบบอื่นอย่างเห็นได้ชัด”

โดยนักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า ภายในระยะเวลา 2 ปีของภารกิจที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารจะสามารถสร้างแอสโทรครีตได้ประมาณ 500 กิโลกรัม ด้วยกำลังของนักบินอวกาศเพียง 6 คน ซึ่งนั่นเพียงพอที่จะขยายที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับลูกเรือเพิ่มเติม และอาจรองรับลูกเรือได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของภารกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ดร.อาเล็ดยังกล่าวเสริมอีกว่า “แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานสำหรับการใช้เลือดมนุษย์เป็นวัสดุในก่อสร้าง แต่จริง ๆ แล้วผู้คนในอดีตใช้เลือดสัตว์เป็นสารยึดเกาะกับอิฐหรือปูนมานานหลายศตวรรษแล้ว นี่จึงเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของยุคอวกาศที่เราพบวิธีแก้ปัญหาโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีของยุคกลาง (Medieval) นั่นเอง”

Fact – เมื่อปี 2020 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและการออกแบบแห่งสิงคโปร์ เสนอให้ใช้สารที่พบในเกล็ดปลาและโครงกระดูกของสัตว์จำพวกกุ้งที่เรียกว่า “ไคติน” เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยบนดาวอังคาร โดยไคตินเป็นหนึ่งในพอลิเมอร์อินทรีย์ที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก และเมื่อผสมกับดินบนดาวอังคาร ก็สามารถสร้างวัสดุที่แข็งแรงเพียงพอสำหรับสร้างเครื่องมือและอาณานิคมบนดาวอังคารได้

นักวิจัยทำสำเร็จ “เพาะตับเป็ด” หรือ “เมนูฟัวกราส์” ขึ้นในแล็บ-แถมอร่อยเท่าของจริงเลยด้วย

0

ฟัวกราส์เป็นอาหารยอดนิยมในฝรั่งเศส โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญตั้งแต่คริสต์มาสไปจนถึงวันชาติ โต๊ะอาหารจะปราศจากฟัวกราส์ไม่ได้เลยทีเดียว ซึ่งการทำเมนูนี้จะต้องใช้ตับเป็ดหรือห่านที่ได้อุดมไปด้วยไขมัน แล้วผ่านกรรมวิธีตามแต่เชฟจะรังสรรค์ แต่ประเด็นจริยธรรมอยู่ตรงที่การทำให้ตับอุดมไปด้วยไขมันนี่แหละ

 

หลายคนน่าจะเคยเห็นภาพหรือวิดีโอที่ถ่ายทำฟาร์มเลี้ยงเป็ดเพื่อทำฟัวกราส์มาบ้างแล้ว โดยเป็ดหรือห่านเหล่านั้นจะถูกเลี้ยงที่แคบ ๆ และบังคับให้รับอาหารจากท่อในปริมาณมากกว่า 7-10 เท่าของปริมาณปกติตลอดทั้งวัน เพื่อเลี้ยงให้ตับของเป็ดหรือห่านเต็มไปด้วยไขมัน (คือพูดง่าย ๆ ก็คือให้อาหารจนไขมันพอกตับ) เสร็จแล้วพวกมันก็จะถูกชำแหละแล้วนำตับไปทำฟัวกราส์

กรรมวิธีในการ “บังคับ” ให้เป็ดหรือห่านต้องกินอาหารปริมาณมาก ถึงกับมีบางตัวที่ตายลงในขณะเลี้ยงก็มี กลายเป็นประเด็นด้านจริยธรรมอันใหญ่หลวงที่ยังมีการเรียกร้องจากองค์กรพิทักษ์สัตว์จากทั่วโลก แต่อย่างที่กล่าวข้างต้น เมนูนี้มันสำคัญมากต่อชาวฝรั่งเศส แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้เราได้มีฟัวกราส์ไว้ทานกันต่อไป โดยที่ไม่ขัดต่อจริยธรรมและไม่ผิดต่อเป็ดหรือห่านตัวน้อย ๆ ด้วย

ฟัวกราส์จากห้องแล็บคือทางออก

Gourmey บริษัทสตาร์ตอัปในฝรั่งเศส ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตอาหารเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ได้ลงทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 330 ล้านบาทเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการ “สร้างอาหาร” จากเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้จริง และแน่นอนว่าบริษัท Gourmey ตั้งใจที่จะสร้างฟัวกราส์โดยไร้การเข่นฆ่า (Slaughter-free foie gras) เพื่อลดปัญหาด้านจริยธรรมในการทารุณกรรมสัตว์ และเพื่อให้ชาวโลกยังมีฟัวกราส์แสนอร่อยไว้รับประทานต่อไป

วิธีการทำคือ นักวิจัยจะเก็บสเต็มเซลล์จากเซลล์ไข่เป็ดที่ยังไม่ได้รับการปฏิสนธิ – แล้วนำมาเพราะเลี้ยงด้วยสารอาหารปริมาณมากเช่นเดียวกับการเลี้ยงเป็ดในฟาร์มดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น – กระตุ้นให้สเต็มเซลล์ค่อย ๆ เจริญเป็นตับเป็ด – เท่านี้เราก็จะได้ตับที่อุดมไปด้วยไขมัน พร้อมทำฟัวกราส์โดยไม่ต้องฆ่าหรือทารุณเป็ดตัวไหนเลย ซึ่งข้อมูลจากทีมงานของ Gourmey ที่ได้ลิ้มลองฟัวกราส์จากห้องแล็บ ต่างบอกว่ารสชาติของมันไม่แพ้ฟัวกราส์จากเป็ดตัวเป็น ๆ เลย

กระบวนการผลิต ฟัวกราส์ ของบริษัท Gourmey

นอกจากนี้ บริษัท Gourmey ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงรัฐบาลของฝรั่งเศสเองยังมีแผนให้การสนับสนุนสตาร์ตอัปสุดอัจฉริยะนี้ด้วย ซึ่งทางบริษัทเองก็มีแผนที่จะสร้างอาหารเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์จากสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร และลดภาวะขาดแคลนอาหารจากทั่วโลกได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฟัวกราส์ของ Gourmey เป็นอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องทดลอง ดังนั้น มันจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหารเสียก่อน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2023 จึงจะเริ่มมีการผลิตอย่างจริงจังพร้อมจัดจำหน่ายทั่วโลก

รู้จักกับ “ถ้ำคีตัม” หรือ “ถ้ำมรณะ” ที่เต็มไปด้วยลวดลายจากสัตว์ป่า และไวรัสจากค้างคาว

0

ในเขตชายแดนของประเทศเคนยาและยูกันดา ทวีปแอฟริกา มีพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเขาเอลกอน (Mt. Elgon) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ป่าฝนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ที่สำคัญยังซ่อนสถานที่อันน่าพิศวงอย่าง “ถ้ำคีตัม” (Kitum Cave) หรือที่รู้จักกันในนาม “ถ้ำมรณะ” นั่นเอง

อุทยานแห่งชาติภูเขาเอลกอน (Mountain Elgon national park)

ก่อกำเนิดถ้ำคีตัม

ภูเขาเอลกอนจัดเป็นภูเขาที่สูงเป็นอันดับ 8 ในทวีปแอฟริกา และจัดเป็นภูเขาไฟที่มอดไปแล้ว ความสูงใหญ่ของมันเกิดจากการทับถมของลาวาที่ปะทุขึ้นเมื่อครั้งอดีต นำพาแร่ธาตุนานาชนิดมาสู่พื้นที่อุทยาน และเป็นที่มาของการก่อเกิดถ้ำคีตัมอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ การกำเนิดของถ้ำคีตัมจึงไม่ใช่การเกิดโพรงลึกเข้าไปในภูเขาหรือเทือกเขาเหมือนถ้ำทั่วไป หากแต่เกิดจากการทับถมของลาวาในป่าฝนที่อยู่รอบภูเขาไฟ ทั้งยังพบร่องรอยคล้ายกิ่งไม้, ใบไม้ หรือแม้กระทั่งกระดูกของสัตว์โผล่ให้เห็นจากผนังภายในถ้ำด้วย ด้วยลวดลายอันแปลกตาของถ้ำคีตัม จึงกลายเป็นพื้นที่ยอดนิยมสำหรับนักสำรวจที่มาเยี่ยมชมอุทยานแห่งนี้

ถ้ำคีตัม (Kitum cave)

พฤติกรรม “เลียเกลือ” สุดแปลกของสัตว์ป่า

นอกจากที่ผนังถ้ำคีตัมจะเต็มไปด้วยลวดลายอันแปลกตาแล้ว สิ่งน่าฉงนอีกอย่างหนึ่งของถ้ำแห่งนี้ คือร่องรอยที่เหมือนถูกแซะหรือกระทุ้งบนผนัง ซึ่งตอนแรกนักสำรวจเชื่อว่ามันเกิดจากการขุดหาแร่ธาตุล้ำค่า ของผู้คนที่มาอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ ทว่า ผนังของถ้ำแห่งนี้กลับประกอบไปด้วย “เกลือ” ปริมาณมาก ก็ไม่น่าดึงดูดให้คนเข้ามากระทุ้งผนังหาแร่ล้ำค่าสินะ แล้วร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ร่องรอยการกระทุ้งในผนังถ้ำคีตัม

ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คือพฤติกรรม “เลียเกลือ” (Salt Licking) ของสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยาน ทุก ๆ คืนจะมีเหล่าสัตว์ป่าผลัดกันเข้ามาที่ถ้ำคีตัม เพื่อเลียเกลือที่ฝังแน่นอยู่บนผนังถ้ำ เพราะเกลือมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่หาได้ยากตามธรรมชาติ ดังนั้น สัตว์จึงสร้างพฤติกรรมเลียเกลือขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผนังถ้ำบางจุดอาจถูกเลียจนเกลือหายไปหมด สัตว์ป่าจึงต้องใช้กงเล็บ, เขา หรืองาในการกระทุ้งจนเกิดรอย เพื่อเลียเกลือที่ฝังอยู่ลึกลงไป โดยเฉพาะช้างที่ชอบแวะมากันเป็นฝูง งาของพวกมันจึงเป็นที่กระทุ้งหินชั้นดีเลยทีเดียว

ถ้ำที่มาพร้อมไวรัสแสนอันตราย

ก่อนหน้านี้หลายคนน่าจะเคยได้ยินข่าวการระบาดของไวรัสมาร์เบิร์ก (Marburg Virus) ที่ประเทศกินีมาแล้ว ไวรัสตัวร้ายนี้อยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสอีโบลา (Ebola Virus) ก่อให้เกิดอาการเลือดออกรุนแรง และยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน

เรื่องราวการติดเชื้อไวรัสมาร์เบิร์กเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1980 นักสำรวจชาวฝรั่งเศษที่พำนักอยู่ในประเทศเคนยา ได้เข้าไปสำรวจในถ้ำคีตัมก่อนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ จากนั้นเพียงสัปดาห์เดียว เขาเริ่มมีอาการปวดศีรษะ, มีไข้, อาเจียน, ตัวเหลือง และเลือดกำเดาไหลไม่หยุด

ชาวบ้านจึงพาชายชาวฝรั่งเศสไปส่งโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เขาเสียชีวิตโดยมีเลือดออกจากทุกรูขุมขนของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าแพทย์ที่สัมผัสร่างกายของชายผู้นี้ ยังเสียชีวิตด้วยอาการคล้ายกัน

เหตุการณ์เสียชีวิตนี้จึงเชื่อว่าน่าจะมาจากการติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก โดยมีค้างคาวผลไม้ที่อาศัยอยู่ในถ้ำคีตัมเป็นแหล่งรังโรค และนี่จึงเป็นที่มาของอีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่า “ถ้ำมรณะ”

สำหรับพื้นที่อุทยานเอลกอนนั้นมีทัศนียภาพอันสวยงามน่าหลงไหล เหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงสำรวจธรรมชาติเป็นอย่างมาก แต่หากใครอยากเข้าไปสำรวจในถ้ำคีตันก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะอาจมีมูลค้างคาวเกลื่อนอยู่ในถ้ำ ถ้าโชคร้ายสัมผัสโดนคุณอาจติดไวรัสมาร์เบิร์กก็เป็นได้

Fact: ซาฟารีบางแห่งจะแขวนเกลือไว้ตามที่ต่าง ๆ ในตอนกลางคืน เพื่อให้สัตว์ป่าออกมาเลียเกลือ นักท่องเที่ยวจะได้ชมสัตว์ในตอนกลางคืนง่ายขึ้น

รู้จักกับ “โบอาร์-ครอก” จระเข้โบราณ-ที่สามารถวิ่งล่าเหยื่อได้เร็วพอ ๆ กับ “ยูเซน โบลต์”

0

เชิญพบกับ “Boar Croc” (ชื่อวิทยาศาสตร์ – Kaprosuchus) เป็นจระเข้ดึกดำบรรพ์จากตระกูล Mahajangasuchidae ซึ่งเคยอาศัยอยู่ร่วมกับไดโนเสาร์ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส หรือเมื่อประมาณ 95 ล้านปีก่อน โดยความโหดของจระเข้สายพันธุ์นี้คือ พวกมันถูกจัดอยู่ในกลุ่มของจระเข้ที่กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร เนื่องจากความเจ๋งของร่างกายพวกมันที่ทั้งไว – แข็งแกร่ง – และดุดันนั่นเอง

Boar Croc หรือ จระเข้หมูป่า

โดย Boar Croc หรือแปลตรงตัวว่า “จระเข้หมูป่า” เป็นจระเข้ขนาดใหญ่ที่ยาวประมาณ 6 เมตร หนักประมาณ 900 กก. ถือเป็นสัตว์นักล่าที่มีจุดเด่นอยู่ที่ “ฟันเขี้ยว” (Caniniform Teeth) อันแหลมคมเหมือนกริชเรียงกันอยู่ 3 คู่ ทั้งบริเวณขากรรไกรบน (2 คู่) และล่าง (1 คู่) ทำให้มองผิวเผินอาจดูเหมือนเขี้ยวของหมูป่า ซึ่งเป็นที่มาของชื่อมัน โดยฟันลักษณะนี้ไม่สามารถพบได้ในจระเข้สายพันธุ์ไหนเลย เพราะเป็นลักษณะเฉพาะของสายพันธุ์นี้เท่านั้น

ต่อมาในส่วนของจมูก จระเข้หมูป่ายังมีจมูกขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเชื่อมกันของกะโหลกศีรษะ ทำให้จมูกของมันราวกับว่าถูกหุ้มไปด้วยเกราะอย่างแน่นหนา โดยจมูกอันแข็งแกร่งนี้มีไว้สำหรับเปิดฉากกระแทกใส่คู่ต่อสู้อย่างรุนแรง ก่อนจะที่มันจะใช้เขี้ยวอันแหลมคมฉีกเหยื่อเป็นชิ้น ๆ นั่นเอง

ภาพ CT Scan โครงกระดูกของจระเข้หมูป่า

อีกทั้งในส่วนของตา ที่อยู่บนศีรษะและอยู่ในตำแหน่งที่ชี้ไปด้านหน้า ทำให้พวกมันมีการมองเห็นแบบ “Stereo Vision” เป็นระดับการรับรู้เชิงลึก ซึ่งภาพที่มองเห็นในมุมมองของพวกมันจะทำให้รู้ได้ถึงความใกล้ไกลของวัตถุ โดยกลไกดังกล่าวยังสะท้อนว่าพวกมันมีวิสัยทัศน์ที่ดีเยี่ยมในที่มืด และนั่นอาจหมายความว่า มันสามารถล่าเหยื่อในตอนกลางคืนได้ด้วย

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับจระเข้ในปัจจุบันที่มีขายืดออกทางด้านข้าง แต่จระเข้สายพันธุ์นี้จะมีขายืดตรงออกมาซึ่งยาวกว่าขาของจระเข้ยุคปัจจุบัน ทำให้มันเป็นจระเข้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนบกเป็นหลัก โดยอาศัยการเดินเพื่อประหยัดพลังงานมากกว่าการว่ายน้ำ ด้วยเหตุนี้มันจึงถือเป็นหนึ่งในนักล่าที่วิ่งได้เร็วกว่า 40 กม./ชม. (พอ ๆ กับ ยูเซน โบลต์ ที่ทำสถิตินักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 45 กม./ชม.) แถมยังล่าเหยื่อได้ทั้งบนบกและในน้ำอีกด้วย

ด้วยกลไกของร่างกายที่สุดยอด ทำให้จระเข้หมู่ป่าถือเป็นหนึ่งในนักล่าที่ครบเครื่องที่สุดชนิดหนึ่งในยุคของมัน โดยมันอาศัยทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่งของร่างกาย ความเฉียบคมของฟันในการล่าเหยื่อ ซึ่งส่วนใหญ่พวกมันมักจะล่าอย่างโดดเดี่ยว ดังนั้น จึงไม่แปลกนักหากจะบอกว่า ไดโนเสาร์ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กต่างตกเป็นเหยื่ออันโอชะของจระเข้สายพันธุ์นี้ทั้งนั้น กระทั่งในท้ายสุด ยุคน้ำแข็งอันหฤโหดจะบังคับให้มันต้องสูญพันธุ์ไปตลอดกาลนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การค้นพบกระดูกของจระเข้หมูป่านั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 แถมยังเป็นการค้นพบพร้อมกับจระเข้ดึกดำบรรพ์อีก 4 ชนิดด้วยกัน โดยศาสตราจารย์พอล เซเรโน แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกและทีมงานค้นพบพวกมันบริเวณทะเลทรายซาฮารา หรือที่เมื่อ 100 ล้านปีก่อนคือพื้นที่ของมหาทวีปกอนด์วานา

ไขปริศนา – ประติมากรรมรูป “เสา” ที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อ 7 แสนปีก่อน

0

ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1941 ระหว่างการสำรวจพื้นที่เพื่อจะสร้างอ่างเก็บบริเวณทะเลสาบโครว์ลีย์ (Crowley Lake) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นักสำรวจได้พบกับเสารูปทรงเกลียวเรียงตัวกันอยู่ทั่วชายฝั่งของทะเลสาบราวกับเป็นประติมากรรมที่สร้างขึ้นในวัดโบราณ แต่แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของธรรมชาติล้วน ๆ แถมยังมาพร้อมกับความสงสัยว่า เสาเหล่านี้นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน ?

โดยเสาเหล่านี้ว่ากันว่าอาจมีมากถึง 5,000 ต้น บนเนื้อที่กว่า 4,000 ไร่ เรียงตัวกันเป็นกระจุกที่มีรูปร่างและขนาดต่างกัน เสาบางต้นตั้งตรงยาว ในขณะที่บางต้นโค้งงอเอียง อีกทั้งยังมีสีสันที่ต่างกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นสีเทาและบางส่วนเป็นสีส้มอมแดง มีขนาดสูงตั้งแต่ 4.5-6 เมตร บริเวณลำต้นจะมีลักษณะเป็นปล้อง ส่วนบนของเสาเชื่อมติดกันเหมือนพังผืด แถมเสาส่วนใหญ่ยังเรียงตัวห่างกันอย่างสมมาตรอีกด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดถึงการก่อตัวของเสาเหล่านี้ โดยมีบางทฤษฎีที่เชื่อว่า เสาทั้งหมดเป็นหินที่ถูกกัดเซาะจนกลายเป็นเกลียวโค้งที่เรียงกันอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่อีกทฤษฎีก็เชื่อว่า เสาดังกล่าวอาจเป็นผลจากภูเขาไฟที่เคยปะทุในพื้นที่แถบนี้ ดังนั้น เพื่อให้ได้คำตอบนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียจึงได้เริ่มทำการตรวจสอบ โดยการวิเคราะห์ด้วยรังสีเอกซ์และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กทรอนิกส์

ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า เสาเหล่านี้เกิดขึ้นจากหิมะที่ละลายกลายเป็นน้ำเย็นจัดไหลลงสู่หินเถ้าภูเขาไฟ (Tuff) ทำให้เกิดรูเล็ก ๆ ในเถ้าร้อน จากนั้นน้ำร้อนและไอน้ำจะพุ่งออกจากรูดังกล่าว จนเมื่อทั้งหมดเย็นตัวลงจึงเผยให้เห็นรอยแยกเล็ก ๆ บนเสา ซึ่งถูกเชื่อมกันด้วยแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติต้านทานการกัดเซาะของคลื่นได้ โดยนักวิจัยเรียกกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ว่า “เซลล์พาความร้อนที่มีระยะห่างเท่ากัน” คล้ายกับการพาความร้อนในท่อความร้อน (Heat pipe) นั่นเอง

ทั้งนี้ ในพื้นที่ดังกล่าวเคยเกิดการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่เมื่อ 760,000 ปีก่อน โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการระเบิดครั้งนี้มีขนาดใหญ่มากกว่า 2,000 เท่า เมื่อเทียบกับการระเบิดของภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์เมื่อปี 1980 ซึ่งผลพลอยได้คือ เกิดเป็นแอ่งภูเขาไฟ Long Valley ที่กลายมาเป็นอ่างเก็บน้ำโครว์ลีย์ในปัจจุบัน

โนอาห์ แรนดอล์ฟ-แฟลกก์ หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “เสาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นผลงานที่น่าทึ่ง จากการทดลองทางฟิสิกส์ด้วยธรรมชาติ โดยอาศัยการพาความร้อนแบบ ‘ไฮโดรเทอร์มอล’ ซึ่งไม่เพียงแต่การค้นพบที่มาของเสาเท่านั้น การศึกษาครั้งนี้ยังทำให้เราได้ข้อมูลมากมายว่า ภูมิภาคนี้เป็นอย่างไรในช่วงก่อนและหลังแอ่งภูเขาไฟระเบิด อีกทั้งผลที่เกิดขึ้นจากภูเขาไฟนั้นสามารถเปลี่ยนภูมิประเทศโดยรอบได้อย่างไรบ้าง”

รู้จักเจ้า “คุกกี้คัตเตอร์” สายพันธุ์ฉลามน้ำลึก (ตัวเล็ก-แต่โคตรดุ) พร้อมบวกทุกตัวในทะเล

0

“ฉลามคุกกี้คัตเตอร์” (Cookiecutter sharks) แม้ชื่อจะฟังดูน่ารัก แต่มันถูกตั้งมาจากนิสัยสุดเถื่อนที่ชอบงับและฉีกเนื้อของสัตว์ชนิดอื่นออกมาเป็นชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ลักษณะเหมือนคุกกี้ โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมาระบุว่า เจ้าฉลามชนิดนี้เป็นสัตว์ก้าวร้าวและสามารถโจมตีสัตว์ในทะเลได้ทุกตัว ! (ฉลามขาวที่ว่าโหดมันก็เคยบวกมาแล้ว)

ฉลามคุกกี้คัตเตอร์ (Cookiecutter sharks)

โดยเจ้าฉลามนัยน์ตาสีเขียวหน้าตาประหลาดนี้ เป็นสายพันธ์ุฉลามจิ๋วที่มีขนาดยาวเพียง 50 ซม. มีจุดเด่นอยู่ที่ฟัน โดยจะใช้ฟันบนเป็นตัวล็อกเหยื่อก่อนจะใช้ฟันล่างที่คมราวกับมีดกัดที่ร่างกายของเหยื่อให้เป็นรอยแหว่งกลม ๆ นอกจากนี้ฉลามคุกกี้คัตเตอร์ยังจัดเป็นสัตว์ปรสิตเพราะมักจะกัดเหยื่อที่มีขนาดใหญ่มากกว่าตัวมันเองถึง 10 เท่า

ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์มักพบรอยกัดที่บ่งบอกว่าเป็นฝีมือของฉลามคุกกี้คัตเตอร์ อยู่บนร่างกายของสัตว์หลายชนิด อาทิ ฉลามขาว ทูน่าครีบน้ำเงิน และโลมากระโดด ซึ่งมันไม่ได้เลือกโจมตีเฉพาะสัตว์ใหญ่เท่านั้น เพราะงานวิจัยเผยว่า เจ้าฉลามจิ๋วชนิดนี้ก็กินสัตว์เล็กด้วยเช่นกัน

วีรกรรมของฉลามคุกกี้คัตเตอร์ที่บ่งบอกว่าพวกมันสู้ได้ทุกไซซ์จริง ๆ

โดยทั่วไปแล้วฉลามคุกกี้คัตเตอร์ มักอาศัยอยู่ในน่านน้ำเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน อาศัยอยู่ในความลึกประมาณ 1,000–3,000 เมตร แต่จะว่ายขึ้นมาใกล้ระดับพื้นผิวน้ำในตอนกลางคืน ซึ่งนี่เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ส่วนใหญ่มักพบเจอพวกมันได้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของฉลามคุกกี้คัตเตอร์มากนัก ดังนั้น เพื่อการศึกษา นักวิจัยจึงได้เก็บตัวอย่างจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมอนเทอเรย์เบย์มา 14 ตัว ซึ่งในตอนแรกพวกเขาพบว่า กระเพาะอาหารของสัตว์ตัวอย่างไม่มีอาหารอยู่เลย ทำให้นักวิจัยต้องตรวจดูจากองค์ประกอบทางเคมีในเนื้อเยื่อของพวกมันว่ากินอะไรไปบ้าง ประกอบกับการศึกษาผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “ดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม” (eDNA) ด้วย

ศาสตราจารย์แอรอน คาร์ไลเซิล ผู้เขียนงานวิจัยนี้อธิบายว่า “สัตว์น้ำทุกชนิดที่ว่ายอยู่ในมหาสมุทรจะหลั่งสารดีเอ็นเอ-ออกมาในน้ำ ดังนั้น หากเก็บตัวอย่างของน้ำในบริเวณดังกล่าว เราจะสามารถสกัดดีเอ็นเอของทุกสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในมวลน้ำนั้นออกมาได้ ซึ่งเราได้เก็บตัวอย่างดังกล่าวมาจากท้องของฉลามคุกกี้คัตเตอร์ด้วยนั่นเอง”

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทางกับความเข้าใจเดิมของนักวิจัย โดยพวกเขาพบว่า อาหารส่วนใหญ่ของฉลามชนิดนี้เป็นสัตว์ขนาดเล็กกว่าที่มักอาศัยอยู่ในระดับลึกกว่าปกติ อาทิ กุ้ง ปลาหมึก ครัสเตเชียน และปลาขนาดเล็ก มิหนำซ้ำ การแทะเล็มสัตว์ใหญ่ที่เข้าใจกันว่าเป็นอาหารหลัก กลับเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่พวกมันกิน แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ชัดเจนว่าฉลามคุกกี้คัตเตอร์ในบริเวณอื่นของโลกจะกินอาหารในลักษณะเดียวกันหรือไม่ เพราะการทดลองครั้งนี้เกิดขึ้นจากการเก็บตัวอย่างในพื้นที่จำกัดนั่นเอง

พบหลักฐาน “นักรบไวกิ้ง” โด๊ปยาก่อนออกรบ-ทำให้บ้าคลั่งและไร้ความรู้สึกเจ็บปวด

0

นักรบไวกิ้งหรือที่เรียกกันว่า “เบอร์เซิร์กเกอร์” (Berserkers) ขึ้นชื่อเรื่องความโหด-ดิบ-เถื่อน-และเก่งกาจในการออกรบ ซึ่งงานวิจัยล่าสุดพบความลับที่เหล่าเบอร์เซิร์กเกอร์เป็นนักรบที่น่าเกรงขามที่สุดในยุโรปยุคกลาง นั่นเป็นเพราะก่อนออกรบพวกเขาจะ ”เสพยา” ที่มีฤทธิ์ทำให้บ้าคลั่ง ขาดสติและไร้ความเจ็บปวด

ภาพจากซีรีส์ Vikings ซีซั่น 5

งานวิจัยล่าสุดเมื่อปี 2019 ที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสาร Ethnopharmacology เผยว่านักรบไวกิ้งจะดื่มชาที่ทำจากพืชเฮนเบน (Henbane) เป็นพืชมีพิษที่มีฤทธิ์หลอนประสาท มีกลิ่นเหม็น เป็นพืชชนิดเดียวกันกับที่หมอผีวูดูใช้สาปคนให้กลายเป็นซอมบี้ใช้แรงงานทาสสุดอึด หรือที่เรียกกันว่า Devil’s Breath (มีอธิบายเพิ่มเติมในย่อหน้า Fact นะครับ)

โดยพืชเฮนเบน มีสารพิษ 2 ชนิดคือ ไฮโอไซยามีน (Hyoscyamine) และ สโคโปลามีน (Scopolamine) มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายชา ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด มีพละกำลังมากกว่าปกติ อึดทน ก้าวร้าว หัวรุนแรง ขาดสติ ไม่กลัวตาย สามารถฆ่าและทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าได้อย่างไม่ลังเล ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้หลังจากการสู้รบเสร็จสิ้น เหล่าเบอร์เซิร์กเกอร์จะหมดแรง อ่อนเพลีย และต้องนอนพักฟื้นหลายวัน

เรือของชาวไวกิ้ง ขนาดความยาว 19 เมตร กว้าง 5 เมตร

คาร์สเทน ฟาเตอร์ นักพฤกษศาสตร์กล่าวกับ The Times ว่า “หลังจากดื่มชาเฮนเบน เริ่มแรกจะมีอาการมึนงงสับสน หนาวสั่น ใบหน้าแดงก่ำ จากนั่นก็จะปะทุความโกรธและบ้าคลั่งออกมา ซึ่งนอกจากการดื่มชาเฮนเบน พวกเขายังมีวิธีอื่น ๆ อีกเช่น เอาดอกเบนเฮนไปหมักกับเหล้าและดื่มก่อนออกรบในกรณีฉุกเฉิน หรือใช้ไขมันห่านมาทาตัวเพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวดระหว่างออกรบ”

เอาจริง ๆ นี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่นัก เพราะในประวัติศาสตร์สงครามหลายครั้งที่ผ่านมา ก็มีการใช้สารเสพติดกระตุ้นในเหล่าทหารแนวหน้าเช่นกัน อย่างเช่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพนาซีและฝ่ายพันธมิตรเองก็มีการใช้สารเสพติดอย่าง เพอร์วิติน (Pervitin) และเบนซิดรีน (Benzedrine) ที่มีฤทธิ์ช่วยให้ตื่นตัว ไม่ง่วง ไม่เหนื่อย และไม่หิวตลอดระยะเวลาที่ออกรบ

ชิ้นส่วนอาวุธและเครื่องแต่งกายของชาวไวกิ้ง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ British Museum

เพิ่มเติม – อย่างที่ทราบกันว่านักรบไวกิ้งนั่นแข็งแกร่งมาก แล้วอะไรที่มาโค่นล้มทำให้พวกเขาหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ? ตอบ : ไม่มีใครมาโค่นล้มพวกเขาครับ เพียงแต่ว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้การล่องเรือปล้นสะดมเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ผู้คนเริ่มลงหลักปักฐานกันมากขึ้น จนค่อย ๆ กลืนไปกับชนพื้นเมือง ซึ่งปัจจุบันผู้คนในประเทศแถบสแกดิเนเวียส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานที่มีเชื้อสายของชาวไวกิ้งกันทั้งนั้น

Fact – “แตงกวาซอมบี้” (Zombie Cucumber) ป็นพืชที่มีพิษร้ายแรง มีฤทธิ์ทำให้มึนงง เพ้อ เกิดภาพหลอน สูญเสียประสาทสัมผัสจนยากที่จะควบคุมตนเอง ออกฤทธิ์ 1-2 วัน หรืออาจหลอนได้ยาวถึง 2 อาทิตย์ โดยมีเคสของชายคนหนึ่งที่ถูกหมอผีวางยาและใช้เป็นทาสทำงานในไร่นานถึง 16 ปี ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมา ซึ่งตลอดระยะเวลานั้นเขาจำอะไรไม่ได้เลย

พบกับ “ปลาดึกดำบรรพ์” ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ 66 ล้านปีก่อน (กำลังจะสูญพันธุ์จริง ๆ แล้ว)

0

นี่คือปลา “ซีลอาแคนท์” (Coelacanth – ชื่อวิทยาศาสตร์ : Latimeria chalumnae) จัดอยู่ในกลุ่มปลาโบราณ พวกมันมีชีวิตอยู่เมื่อ 420 ล้านปีก่อน หรือช่วงยุคพาลีโอโซอิก โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปลาซีลอาแคนท์สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ 66 ล้านปีที่แล้วพร้อมกับไดโนเสาร์ แต่ทว่ามันกลับถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1938 ทำให้ผู้คนเรียกกันว่า “ฟอสซิลที่ยังมีชีวิต” อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนักวิจัยกังวลว่ามันอาจกำลังเสี่ยงจะสูญพันธุ์จริง ๆ แล้ว

ตัวโคตรใหญ่

โดยปลาซีลอาแคนท์เป็นปลาที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่ม “ปลาที่มีครีบเป็นพู่” (Sarcopterygii) ซึ่งครีบดังกล่าวจะขึ้นอยู่บริเวณอกและด้านข้างลำตัว เสมือนเป็นขาที่ใช้เคลื่อนไหวในน้ำ นอกจากนี้ มันยังมีลายจุดสีขาวตามร่างกายที่เป็นเอกลักษณ์ มีน้ำหนักประมาณ 90 กก. ยาวได้ถึง 2 เมตร อีกทั้งยังมีเกล็ดอยู่ทั่วร่างกาย สามารถพบได้บริเวณหุบเขาใต้ทะเลที่ระดับความลึกประมาณ 100-500 เมตร

ซึ่งหลังจากการค้นพบเมื่อปี 1938 บริเวณนอกชายฝั่งแอฟริกาใต้ นับตั้งแต่นั้น ปลาชนิดนี้ก็ถูกพบว่าติดมากับอวนหาปลาในหลายพื้นที่ของมหาสมุทรอินเดียทั้งแทนซาเนีย และหมู่เกาะคอโมโรส อีกทั้งยังพบปลาซีลอาแคนท์สายพันธุ์  Latimeria menadoensis ในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเคนย่า กำลังจัดแสดงปลาซีอาแคนท์ที่จับได้เมื่อปี 2001

ทั้งนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน South African Journal of Science เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2021 ระบุว่า การมาถึงของ “อวนจารีฟา” (Jarifa Gillnets) บวกกับแรงหนุนจากประเทศจีนเกี่ยวกับความต้องการครีบและน้ำมันของฉลามตั้งแต่ช่วงปลายปี 1980 เป็นต้นมา ทำให้พบปลาซีลอาแคนท์ถูกจับติดไปกับอวนเป็นจำนวนมาก (โดยไม่ตั้งใจ) ทั้งในมาดากัสการ์และแถบตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งที่น่าตกใจคือ ส่วนใหญ่เป็นปลาซีลอาแคนท์ที่กำลังตั้งท้องด้วย

แอนดรูว์ คุก หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “อวนจารีฟานั้นถือเป็นนวัตกรรมที่ค่อนข้างใหม่และอันตรายมากในการดักจับฉลาม เนื่องจากมีขนาดใหญ่และสามารถจมลงได้ลึก โดยปัจจุบันยังถือเป็นภัยคุกคามสูงสุดต่อประชากรของปลาซีลอาแคนท์ด้วย เพราะโดยทั่วไปอวนดังกล่าวจะอยู่ในน้ำลึกประมาณ 100-300 เมตร แถมยังมักอยู่ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ขรุขระ ซึ่งเป็นบริเวณเดียวกันกับที่ปลาซีลอาแคนท์ชอบอาศัยอยู่”

เพาเบิร์ต มาหาตันเต นักวิจัยจาก IHSM กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เคยมีชาวประมงมาที่สถาบันเพื่อขายปลาซีลอาแคนท์ในราคาสูงให้กับพวกเรา แม้เราจะรับซื้อไว้ในช่วงแรกเพื่อนำไปศึกษาต่อ แต่ก็ไม่รับซื้อเพิ่มเพราะมันจะสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาล่าปลาชนิดนี้ ดังนั้น นอกจากการจับเพื่อนำไปวิจัย สะสม หรือตั้งโชว์ เราไม่พบความจำเป็นที่ชาวประมงจะตั้งใจจับปลาชนิดนี้เลย เนื่องจากพวกมันไม่เหมาะแก่การบริโภค เพราะมีเนื้อที่เหนียวและเหม็นนั่นเอง”

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยังเสนอแนะว่า “การห้ามใช้อวนจารีฟาสำหรับดักจับปลาอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ยากสำหรับชาวประมง ดังนั้น ควรมีการโซนนิงพื้นที่ทางทะเลที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด กับพื้นที่ที่สามารถหาปลาได้ และอวนจับปลาดังกล่าวควรจำกัดการใช้เฉพาะบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วย ไม่เช่นนั้น แม้จะรอดพ้นจากยุคไดโนเสาร์มาได้ แต่เผ่าพันธุ์ของพวกมันอาจต้องจบลงเพราะมนุษย์ในที่สุด”

“บิ๊ก จอห์น” ฟอสซิลไทรเซราทอปส์ อายุ 66 ล้านปี (สมบูรณ์ที่สุดในโลก) กำลังจะถูกเปิดประมูล

0

“บิ๊กจอห์น” (Big John) ฟอสซิลไดโนเสาร์ไทรเซราทอปส์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา มีอายุมากกว่า 66 ล้านปี กำลังจะถูกเปิดประมูลที่สถาบันประมูลในฝรั่งเศส โดยงานประมูลจะเริ่มขึ้นวันที่ 21 ตุลาคม ณ สถาบันประมูลดรูโอต์ (Drouot) กรุงปารีส

บิ๊กจอห์น (Big John)

โดยโครงกระดูกของเจ้าบิ๊กจอห์นนั้นถูกค้นพบและประกอบไปแล้วประมาณ 200 ชิ้น หรือคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกะโหลกและกระดูกคอยาวประมาณ 2.62 เมตร ขนาดลำตัวยาวประมาณ 8 เมตร กว้าง 2 เมตร หนักกว่า 700 กิโลกรัม อีกทั้งยังมีส่วนของเขาที่ยาวข้างละ 1 เมตร แถมยังรับน้ำหนักได้มากถึง 16 ตันเลยทีเดียว

ฟอสซิลบิ๊กจอห์นถูกค้นพบในรัฐเซาท์ดาโคตาของอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2014 ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ในช่วงยุคครีเทเชียส หรือประมาณ 145.5 ล้าน – 65.5 ล้านปีก่อน คือทวีปเกาะที่เรียกว่า “ลารามิเดีย” (Laramidia) โดยในบริเวณนี้เคยถูกน้ำท่วม หรือที่รู้จักกันว่า “การก่อตัวทางธรณีวิทยาของเฮลครีก” จนทำให้พื้นที่ในแถบรัฐมอนแทนา, นอร์ทดาโคตา, เซาท์ดาโคตา และไวโอมิง เต็มไปด้วยซากของไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์นั่นเอง

ทั้งนี้ นักบรรพชีวินยังสันนิษฐานว่า เมื่อหลายล้านปีก่อนเจ้าบิ๊กจอห์นน่าจะเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มในเหตุการณ์ข้างต้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเก็บรักษากระดูกจนกลายเป็นฟอสซิลที่สมบูรณ์ โดยการตรวจสอบฟอสซิลทั้งหมดอย่างละเอียดยังพบรอยบากบริเวณกระดูกไหปลาร้า ซึ่งคาดว่าได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ที่รุนแรง

โดยหลังจากขุดพบเพียง 1 ปี ฟอสซิลทั้งหมดก็ได้เดินทางไปยังเมืองตรีเยสเต ประเทศอิตาลี เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญฟื้นฟูและประกอบมันจนสำเร็จ ซึ่งฟอสซิลของบิ๊กจอหน์มีขนาดใหญ่กว่าไทรเซราทอปส์อื่น ๆ ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ แถมยังถือเป็นหนึ่งในฟอสซิลไทเซราทอปส์ที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกอีกด้วย

อเล็กซานเดร กิเกลโล ผู้ควบคุมการประมูลกล่าวว่า “ความคลั่งไคล้ในโครงกระดูกไดโนเสาร์นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่พวกเขามักเป็นแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park สิ่งเหล่านี้เองเป็นตัวผลักดันเพดานราคาให้สูงขึ้น ทำให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิจัยต่าง ๆ ไม่สามารถระดมทุนได้มากพอ จนต้องตกไปอยู่ในมือของนักสะสมในที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2020 ฟอสซิลของหนึ่งในไดโนเสาร์ที่หายากอย่างอัลโลซอรัส ซึ่งเป็นปู่ของทีเร็กซ์ถูกประมูลไปในราคา 115 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า 2 เท่าของราคาที่ถูกประเมินไว้ โดยในการประมูลที่กำลังจะถึงนี้ บิ๊กจอห์นได้ถูกประเมินว่าอาจทำราคาได้สูงประมาณ 40-60 ล้านบาทเลยทีเดียว

นี่ไม่ใช่ต้นไม้ที่ถูกทาสี-แต่มันคือ “ต้นไม้สีรุ้ง” ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

0

อย่าเพิ่งตกใจและคิดว่าใครเอาสีมาละเลงใส่ต้นไม้พวกนี้นะครับ เพราะจริง ๆ แล้วนี่คือสีที่แท้จริงของ “ยูคาลิปตัสสีรุ้ง” (ชื่อวิทยาศาสตร์ – Eucalyptus deglupta) หรืออีกชื่อคือ “ต้นหมากฝรั่งสีรุ้ง” จัดว่าเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่สวยที่สุดในโลก และถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าสีเหล่านี้มาได้ยังไง แต่ก็มีทฤษฎีที่อธิบายไว้อย่างน่าสนใจเช่นกันครับ

ต้นยูคาลิปตัสสีรุ้ง

โดยต้นหมากฝรั่งสีรุ้งเป็นยูคาลิปตัสเพียงชนิดเดียวที่อาศัยในป่าดิบชื้น มีถิ่นกำเนิดในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปาปัวนิวกินี รวมถึงสามารถพบได้ในพื้นที่ประเทศเขตร้อนอื่น ๆ แถมยังเป็นหนึ่งในสี่สายพันธุ์ยูคาลิปตัสจากทั้งหมด 700 กว่าชนิดที่ไม่มีในออสเตรเลีย นอกจากนี้ พวกมันยังถือเป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว เพราะสามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้น 1 เมตรในทุกฤดูกาล โดยสามารถสูงได้มากถึง 60-75 เมตรเลยทีเดียว

แน่นอนว่าจุดเด่นของต้นยูคาลิปตัสสีรุ้งอยู่ที่สีสันของลำต้น โดยในช่วงแรกเปลือกของลำต้นจะเป็นสีน้ำตาลส้ม ก่อนจะหลุดออกจนเผยให้เห็นเปลือกบางสีเขียวสดใสด้านใน กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป เปลือกเหล่านี้ก็จะมีสีสันที่เปลี่ยนไปในระยะเวลาที่ต่างกัน อาทิ สีน้ำเงิน สีม่วง สีส้ม และสีน้ำตาลแดง ซึ่งในบางครั้งเฉดสีที่ได้อาจเป็นโทนสีพาสเทล โดยสีทั้งหมดก็จะไม่ได้โผล่ให้เห็นพร้อมกันในครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ โผล่มาเมื่อเปลือกแต่ละชั้นหลุดไป

สีของเปลือกไม้

ว่าแต่สีของต้นไม้มันมาจากไหนกัน ? : เดวิด ลี ศาสตราจารย์ด้านพฤกษศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา ได้ศึกษาทดลองเบื้องต้นและสามารถอนุมานได้ว่า “เซลล์โปร่งใสที่อยู่ในเปลือกไม้ชั้นนอกสุดจะเต็มไปด้วยเม็ดสีที่เรียกว่า ‘แทนนิน’ (Tannin) โดยแทนนินดังกล่าวอาจมีสีเหลือง สีน้ำตาล สีแดง และสีม่วง ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวกำหนดสีเหล่านี้มาจากปริมาณและชนิดของแทนนินที่แตกต่างกัน ประกอบกับปริมาณที่ลดลงของคลอโรฟิลล์ก็เป็นตัวกำหนดสีได้ด้วยเช่นกัน”

ทั้งนี้ นอกจากความโดดเด่นในเรื่องของสีแล้ว ปัจจุบันต้นยูคาลิปตัสสีรุ้งมักถูกนำไปปลูกเพื่อใช้สำหรับสร้างเยื่อไม้ โดยเยื่อไม้ยูคาลิปตัสถือเป็นส่วนประกอบหลักในการสร้างกระดาษสีขาว และสำหรับเนื้อไม้ยังถูกนำไปใช้เป็นไม้ก่อสร้างหรือไม้อัดในการทำเฟอร์นิเจอร์

อีกทั้ง ใบของต้นยูคาลิปตัสสีรุ้งยังมีต่อมผลิตน้ำมันหอมจากธรรมชาติแถมติดทนนาน แต่ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถผลิตได้มากเท่ากับต้นยูคาลิปตัสสายพันธุ์อื่น แต่ด้วยจุดเด่นทั้งหมดที่ว่ามาก็เพียงพอจะทำให้มันเป็นหนึ่งในต้นไม้ที่มีมูลค่าทางการค้าสูงชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

Fact – นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียค้นพบอนุภาคทองคำซ่อนอยู่ในใบและเปลือกไม้ของ “ต้นยูคาลิปตัส” ที่ขึ้นในเขตคัลกูร์ลี ณ พื้นที่ห่างไกลในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งตื่นทองสำคัญในช่วงปลายทศวรรษปี 1800 ซึ่งนักวิจัยวางแผนว่าอาจใช้พืชชนิดนี้ในการระบุตำแหน่งทองคำใต้ดิน ส่วนสาเหตุที่ต้นยูคาลิปตัสสามารถดูดซับอนุภาคทองคำขึ้นมาได้นั้น เป็นเพราะมันมีรากยาวลึกถึง 40 เมตร โดยอนุภาคทองคำมักอยู่ลึกจากพื้นดินลงไปราว 30 เมตร