Blog – Page 2 of 181 – FLAGFROG
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 6, 2020

ชายคนนี้รอดได้อย่างไร ? เมื่อต้องขาดอากาศหายใจ-สลบอยู่ใต้ทะเลลึก นานถึงครึ่งชั่วโมง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 กันยายน ปี 2012 คริส เลมอนส์” (Chris Lemons) นักดำน้ำมืออาชีพชาวอังกฤษ วัย 39 ปี ได้รับมอบหมายให้ลงไปซ่อมท่อส่งน้ำมันดิบที่อยู่พื้นเบื้องล่าง ระดับความลึก 100 เมตร ในทะเลเหนือ (North Sea – ห่างจากชายฝั่งเมืองอาเบอร์ดีน ประเทศสกอตแลนด์ ออกไปราว 204 กิโลเมตร)

ในการดำน้ำลึกแบบนี้ เขาต้องอาศัยเทคนิคดำน้ำแบบต่อเนื่อง (Saturation diving) เป็นเทคนิคพิเศษที่ใช้สำหรับการดำน้ำลึกโดยเฉพาะ (มีอธิบายเกี่ยวกับเทคนิคนี้ ที่ย่อหน้า Fact ครับ)

เขาดำลงไปพร้อมกับระฆังดำน้ำ (ตัวกักเก็บอากาศช่วยให้นักนักดำน้ำปฏิบัติงานใต้น้ำได้นานหลายชั่วโมง) และเพื่อนนักดำน้ำอีก 2 คน 1.เดฟ ยูอาซา (Dave Youasa)  2.ดันแคน ออลค็อก (Duncan Allcock)

โดยระหว่างปฏิบัติงาน จู่ ๆ ก็เกิดลมบนผิวน้ำที่พัดอย่างรุนแรง ทำให้เรือที่ควบคุมอยู่ด้านบนเกิดเคลื่อนที่ และได้ลากเอาสายเคเบิลที่เป็นสายส่งอากาศหายใจและช่องทางสื่อสารที่ติดนักดำน้ำไปด้วย ซึ่งโชคร้ายที่สายเคเบิลของคริสไปพันอยู่กับท่อส่งน้ำมัน จนมันทนแรงดึงของเรือไม่ไหว สุดท้ายก็ขาดออก ทำให้คริสไม่มีอากาศหายใจทันที

เขาให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “ผมพยายามตั้งสติท่ามกลางความมืดมึดใต้ก้นทะเลที่ชวนสติแตก ผมพยายามขดตัวและเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด โดยใช้อากาศสำรองที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง แต่อากาศที่เหลืออยู่เพียง 6 นาที ก็ไม่มากพอที่จะขึ้นสู่ผิวน้ำจากระดับความลึก 100 เมตรได้ ตอนนั้นความหวังเดียวของผมก็คือ การรอคนมาช่วย แต่สุดท้ายผมก็สลบไป … และมารู้ตัวอีกทีตอนอยู่บนเรือ”

เขาอยู่ในสภาพนั้นนาน 30 นาที จนกระทั่งเพื่อนนักดำน้ำทั้ง 2 คน (เดฟและดันแคน) ได้กลับมาช่วยเขาและลากเขาขึ้นมาบนเรือได้ ตอนแรกทั้งสองคิดว่าคงเสียเพื่อนร่วมงานคนนี้ไปแล้ว แต่จากการผายปอดเพียง 2 ครั้ง เขาก็กลับมาได้สติและรอดตายอย่างเหลือเชื่อ

ภาพขณะสลบ

สาเหตุที่คริสรอดจากการขาดอากาศหายใจนาน 30 นาทีได้ก็เพราะ : น้ำในทะเลบริวเวณนั้นเย็นจัด มีอุณหภูมิต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส ทำให้สมองและร่างกายเย็นลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การเผาผลาญลดลง อีกทั้งเขายังเลือกที่จะนอนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ขยับร่างกายเพื่อลดการใช้ออกซิเจน และยืดระยะเวลาการใช้ออกซิเจนที่เหลือให้นานที่สุดจนเพื่อนของเขามาช่วยไว้ได้นั่นเอง

(ไม่สติแตก – อยู่นิ่ง – หัวใจทำงานช้าลง – ร่างกายใช้ออกซิเจนน้อย – สลบ – ร่างกายใช้ออกซิเจนน้อยสุด ๆ – เพื่อนมาช่วยทันพอดี)

ดร.ไมค์ ทิปตัน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ประเทศอังกฤษ กล่าวเสริมว่า “หากอุณหภูมิของสมองลดต่ำถึง 20 องศา อาจทำให้คริสอยู่ในสภาพนั้นได้นานถึง 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว” แต่ที่สำคัญคือ คริสเป็นนักดำน้ำมืออาชีพ และการฝึกฝนทำให้เขามีสติ และควบคุมอารมณ์ได้ อีกทั้งร่างกายที่พร้อมรับมือกับสภาวะฉุกเฉินแบบนี้ได้อย่างดีเยี่ยม”

(ซ้าย – ภาพจากเหตุการณ์จริง) , (ขวา – ภาพจำลองจากภาพยนตร์ Last Breath)

โดยหลังจากพักฟื้น 3 สัปดาห์ เขาก็กลับไปดำน้ำสานต่องานที่ทำค้างไว้ ณ จุดเดิมที่เขาจม สุดท้ายเรื่องราวของคริสได้ถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีชื่อ Last Breath มีฉายบน Netflix ด้วยนะครับ

ทั้งนี้ หากสมองมนุษย์ขาดออกซิเจนเพียง 2-3 นาทีจะทำให้เสียชีวิตได้เลยเด้อ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เรื่องราวของคริสเป็นที่พูดถึง ในการโกงความตายเอาชีวิตรอดมาได้นั่นเอง

Fact – “การดำน้ำแบบต่อเนื่อง” (Saturation diving) คือ โดยปกติอากาศที่นักดำน้ำใช้หายใจจะมีไนโตรเจน 78% ซึ่งหากไนโตรเจนได้รับความดันมาก ๆ มันจะสามารถกลายเป็นก๊าซพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาทและการตัดสินใจได้ ดังนั้นหากนักดำน้ำคนใดต้องการดำลงไปที่ระดับความลึกมากกว่า 30 เมตร (ระดับที่ความดันเริ่มสูง) ก็จะต้องผสมก๊าซฮีเลียมลงไปในอากาศที่ใช้หายใจเพื่อป้องกันอาการเมาไนโตรเจนนั่นเอง

“โอซาน่า มาลายา” เรื่องจริงของเด็กสาว ที่ถูกเลี้ยงดูโดยสุนัข !!! (ตั้งแต่ 3 ขวบ)

เมื่อปี 1994 เจ้าหน้าที่ยูเครนพร้อมนักสังคมสงเคราะห์ได้เข้าช่วยเหลือเด็กหญิง อายุ 8 ขวบคนหนึ่ง เพราะได้รับแจ้งว่าเธอถูกพ่อแม่ละเลยและไม่ได้รับการศึกษา โดยเด็กคนนี้มีชื่อว่า “โอซาน่า มาลายา” (Oxana Malaya) ซึ่งสภาพที่เจ้าหน้าที่พบเธอนั้น ทุกคนก็ต้องประหลาดใจ เพราะเธอไม่ดูเหมือนมนุษย์แต่ดูเหมือนสุนัขยังไงยังงั้น …

ภาพขณะอยู่ในศูนย์รักษาจิตเวศ

ซึ่งหลังจากใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี (เพราะตอนนั้นเธอไม่ยอมพูดคุยกับใครเลย หรือเธออาจพูดไม่เป็น) จึงทำให้ทราบว่า เธอถูกเลี้ยงดูโดยสุนัขมานานกว่า 5 ปี เพราะพ่อแม่ติดแอลกอฮอล์อย่างหนัก โดยทั้งสองมีหน้าที่เพียงหาข้าวหาน้ำแล้วโยนให้ลูกกับหมาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เธอมีพฤติกรรมเหมือนกับสุนัขแทบทุกประการ นั่นเอง

ตามข้อมูลจาก BBC ที่อ้างอิงถึงรายงานของตำรวจ เผยว่า ในคืนวันที่เธอได้อยู่กับสุนัขวันแรก ณ ตอนนั้นเธออายุเพียง 3 ขวบ มันเป็นคืนที่หนาวเหน็บและพ่อแม่เธอก็ไม่สนใจ เธอจึงเดินไปนอนกอดกับฝูงสุนัขในละแวกบ้าน ซึ่งพวกมันก็คุ้นเคยกับเธอดี จึงไม่ถูกทำร้ายและนับแต่นั้นเธอก็อยู่สุนัขฝูงนี้มาโดยตลอด เธอสังเกตและทำตามทุกพฤติกรรมของสุนัขจรจัด ทั้งการทำความสะอาดด้วยการเลียตัวเอง, เดิน 4 ขา, กินอาหารเหลือ-อาหารดิบ, ดมหาอาหาร รวมถึงการเห่า-หอนด้วย

จนกระทั่งเธอได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ และพาไปรักษาที่สถาบันจิตเวชในเมือง โอเดสซ่า (Odessa) ประเทศยูเครน โดยเรื่องราวของเธอได้รับความสนใจจากทั่วโลก รวมถึง Animal Planet ก็เดินทางมาถ่ายทำสารคดีของเธอด้วย

จนปี 2006 จิตแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ ดร.ลิน ฟราย (Dr.Lyn Fry) สนใจเรื่องราวและอาสาที่จะรักษาเธอให้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ การรักษาจากผู้เชี่ยวชาญดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี เธอก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้อีกครั้ง สามารถสื่อสารได้ และสภาพจิตใจกลับมาเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปครับ

ดร.ฟราย เล่าว่า “ณ ตอนนั้น เธอไม่สามารถสื่อสารภาษามนุษย์ได้เลย เธอตอบได้แต่เพียง ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ ซึ่งจากการทดสอบระดับสติปัญญา (IQ) พบว่า เทียบเท่าเด็กอายุ 6 ขวบ (ตอนนั้นเธออายุ 20 ปี) และแม้จะถูกฝึกให้ยืนและเดิน 2 ขาจนคล่อง แต่บางครั้งก็เผลอเดิน 4 ขา (อาจเพราะความเคยชิน) และเธอมักจะนำอาหารไปซ่อนและแอบกินใต้โต๊ะ ข้อดีของเธอที่ทำให้การบำบัดง่ายขึ้น คือ เธอจิตใจดี ขี้เล่น และปฏิบัติตามทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด จึงทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ทุกคนเห็นในปัจจุบัน”

ภาพซ้าย – คือการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2013 โดยเธอสามารถพูดคุยได้ปกติ แต่ยังมีอาการเขินอายบ้าง ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ได้เจอพ่อครั้งแรก เธอไม่ได้รู้สึกโกรธ และได้พูดคุยกับเขาเป็นอย่างดี แต่เธอก็ยังอยากเจอแม่อีกครั้ง เพราะตอนนี้ไม่ทราบว่าแม่หายไปไหน

ปัจจุบัน เธออายุ 34 ปี ยังอาศัยอยู่ในยูเครน โดยทำงานเป็นผู้ช่วยในโรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง และตอนนี้เธอก็มีความสุขมาก เพราะนอกจากจะได้พบกับพ่อที่เลิกเหล้าแล้ว ยังได้พบกับพี่ชายที่พลัดพลาก และมีแฟนหนุ่มที่อายุไล่เรี่ยกันคอยดูแลเธอในทุก ๆ วันครับ

Fact – มนุษย์จะเริ่มเข้าใจและจดจำความคิดของตัวเองได้เมื่ออายุประมาณ 4 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) เติบโตเต็มที่ จึงเป็นเหตุผลที่เราเริ่มเข้าเรียนกันในช่วงวัยนี้นั่นเอง (และการเปิดเผยเบื้องหลังของเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นการสารภาพผิดจากผู้เป็นพ่อ ที่ได้ยอมรับว่าตัวเขาและภรรยาเลี้ยงดูลูกสาวแบบทิ้งขว้างจริง ส่วนลูกชายก็ย้ายออกจากบ้านเพราะทนกับพฤติกรรมของพ่อและแม่ไม่ไหวครับผม)

จากภารกิจสำรวจใต้ทะเลล่าสุด ทำให้เราได้พบกับ “แมลงสาบทะเลยักษ์” ณ อินโดนีเซีย

สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ พวกมันไม่ใช่สัตว์ตระกูลเดียวกับแมลงสาบแต่อย่างใด (Cockroach) แต่มันคือสัตว์น้ำเปลือกแข็งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ กุ้ง กั้ง ปู ซึ่งมีชื่อจำเพาะเจาะจงว่า ไอโซพอดยักษ์ (Giant Isopod) แต่เนื่องจากทั้งลักษณะภายนอก และหน้าตาของมันที่มีความคล้ายคลึงกับแมลงสาบมาก มันจึงถูกตั้งชื่อเล่นว่า “แมลงสาบทะเลยักษ์ – Sea Cockroach” นั่นเอง

พบเมื่อปี 2018 แต่ทำการศึกษาจนยืนยันว่า มันคือสายพันธุ์ใหม่

เข้าเรื่องภารกิจสำรวจ : จากการร่วมมือกันของทีมนักสำรวจ 2 ประเทศ สิงคโปร์ + อินโดนีเซีย ทำให้ภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึกอินโดนีเซีย-เพื่ออัพเดตตัวเลขของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ทำให้คณะสำรวจ 31 ชีวิต ที่อยู่กลางทะเลนานกว่า 14 วัน ได้พบกับสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ถึง 12 สายพันธุ์ แต่สิ่งน่าสนใจที่สุดก็คือ “เจ้าแมลงสาบทะเลยักษ์ตัวนี้” เพราะมันเพิ่งได้รับการยืนยันว่านี่คือ “สายพันธุ์ใหม่” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ 20 ในกลุ่ม Giant isopod

โดยได้รับการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Bathynomus raksasa” (พบที่ความลึก 300 เมตร) แถมยังเป็นไอโซพอดตัวแรกที่พบในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งเจ้า raksasa นี้มีความคล้ายคลึงกับ “Bathynomus lowryi” (พบที่เม็กซิโก ความลึก 690 เมตร) ตรงที่ “มันก็เป็นเพียงไอโซพอดยักษ์ตัวเดียวของสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบเหมือนกัน” ซึ่งตอนนี้เจ้า lowryi ถูกแช่เก็บรักษาไว้ในขวดโหล ซึ่งชะตากรรมของเจ้า raksasa หลังจากถูกวิจัย+ศึกษาแล้ว ก็คงจะไม่ต่างกัน

มีทั้งหมด 14 ขา

กลับมาที่ Giant isopod อีกหน่อย : สำหรับแมลงสาบทะเลยักษ์ สกุล Bathynomus ถือเป็นไอโซพอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หลายสายพันธุ์ของพวกมันมีลักษณะไม่แตกต่างกันนัก แต่สามารถจำแนกได้โดย ‘รูปทรงส่วนเว้าของหาง’ เราสามารถบริโภคพวกมันได้ และพวกมันก็สามารถกินเราได้ด้วยเช่นกัน (ตอดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ เท่านั้น) ทังนี้พวกมันก็ไม่ดุร้ายนะครับ อายุยืน 5-10 ปี ขนาดเฉลี่ย 19-36 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.7 กิโลกรัม

และสำหรับชื่อเล่น “แมลงสาบใต้ทะเล” มาจาก 3 เหตุผลหลัก 1.มาจากพฤติกรรมชอบกินเศษซากเหมือนกับแมลงสาบ 2.มาจากการขี้เกียจอธิบายว่าไอโซพอดคืออะไร ? เลยเรียกว่า “แมลงสาบใต้ทะเล” จึงน่าจะง่ายกว่า 3.จากการเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์อยู่มาตั้งแต่ยุคคาร์บอนิเฟอรัส 354 – 295 ล้านปีก่อน ซึ่งทุกเหตุผลนี้ทำให้มันมีความคล้ายคลึงกับแมลงสาบแบบสุด ๆ นั่นเองครับ

นี่คือเจ้า “ไซคี-16” ดาวที่มีค่ามากพอจะทำให้ทุกคนบนโลก กลายเป็น “มหาเศรษฐี” ได้เลย

“ดาวเคราะห์น้อย ไซคี 16” (Psyche 16 asteroid) ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1852 โดยนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี อันนิบาเร่ เด กัสปาริส (Annibale de Gasparis) โดยดาวดวงนี้ได้รับฉายาว่า “ขุมทรัพย์แห่งอวกาศ” (Treasure in space) เพราะดาวทั้งดวงเต็มไปด้วยทองคำ ซึ่งคาดว่าทั้งหมดนั้นมีมูลค่ามากถึง 10 ล้านล้านล้านดอลลาร์ (ตัวเลข 10,000 ตามด้วย เลขศูนย์ 15 ตัว) ซึ่งตัวเลขมหาศาลจำนวนนี้มากพอที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนบนโลกกลายเป็นมหาเศรษฐีได้เลย

(ภาพจำลองภารกิจของนาซา) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 500 – 700 ล้าน กม. เปรียบได้กับโลกที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์ 150 ล้านกม. แสดงว่าดาวนี้อยู่ห่างไปอีก 4 – 5 เท่าจากดวงอาทิตย์

โดยดาวเคราะห์น้อย “ไซคี 16” มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 225 กิโลเมตร พื้นที่รอบดาว 641,800 ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่ารัฐเท็กซัสนิดหน่อย) และใช่ครับทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยแร่มีค่าทั้งหมด “แร่แพทลินัม (ทองคำขาว) + ทองคำ + นิกเกิล”

ซึ่งด้วยความที่น่าสนใจขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่นาซาจะอยู่เฉย โดยองค์กรได้ทำจัดตั้งภารกิจใหม่ ชื่อว่า “Psyche mission” (ภารกิจไซคี) ภารกิจที่จะส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ภายในเดือนสิงหาคม ปี 2022 ซึ่งคาดว่าจะเดินทางถึงไซคี 16 ในปี 2026 และใช้เวลาสำรวจอยู่บนดาวเคราะห์น้อยดวงนั้นอีก 21 เดือน (ซึ่งภารกิจนี้ อีลอน มัสก์ ก็ร่วมลงทุนโดยใช้ทีมของ SpaceX ช่วยวิจัยด้วยครับ)

จุดประสงค์ของภารกิจ : เพื่อศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับดาวโลกเพิ่มเติม เนื่องจากดาวทองคำดวงนี้ มีองค์ประกอบคล้ายกับแกนกลางของโลก อาจนำไปสู่ทฤษฎีที่ว่า “ไซคี 16 อาจเป็นเศษซากของดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกในอดีต…ก็เป็นได้ ?” อีกทั้งยังต้องศึกษาวงโคจรของมันเพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการขุดเจาะและทำเหมืองบนอวกาศ เพื่อสร้างยานและอาณานิคมบนดาวอังคารในอนาคตครับผม

ซึ่งหากคิดเล่น ๆ ถ้านำมูลค่าของดาวดวงนี้มาเฉลี่ยเป็นเงินแล้วแจกให้ทุกคนบนโลกอย่างเท่าเทียม ทุกคนจะได้รับเงินประมาณ 93,000 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทเลยทีเดียวครับ (จบ)

Fact – ดาวเคราะห์น้อย (asteroid) คือชื่อของดวงดาวที่เกิดจากการชนกันของดาวเคราะห์โบราณในอดีตจนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งชิ้นส่วนที่แตกออกและมีขนาดใหญ่จะถูกเรียกว่า-ดาวเคราะห์น้อย แต่หากชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กจะถูกเรียกว่า-สะเก็ดดาว ครับผม

“ลีนา เมดินา” เด็กหญิงที่มีลูกตั้งแต่ 5 ขวบ (แม่-ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์)

(ปี 1939) นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ สาวน้อยชาวเปรู นามว่า ลีนา เมดินา (Lina Medina) ที่ขณะเกิดอาการท้องป่องจนผิดสังเกต ด้วยความกลัวว่ามันจะเป็นก้อนมะเร็งในช่องท้อง พ่อและแม่จึงพาเธอไปพบแพทย์ในเมืองลิม่าที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลฯ และสิ่งที่สร้างความประหลาดใจ (จะเรียกว่าสะพรึงเลยก็ได้) คือภาพเอ็กซ์เรย์ช่องท้อง ที่เผยให้เห็นร่างของเด็กทารกอยู่กำลังขดตัวอยู่ภายใน !!!

ลีนา เมดินา (Lina Medina) ขณะนอนพักฟื้นอยู่โรงพยาบาล ส่วนคุณพยาบาลกำลังอุ้มลูกชายของเธออยู่

โดยแพทย์บอกว่าลีนากำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนแล้ว (ยืนยันอีกครั้งด้วยผลตรวจฮอร์โมนการตั้งครรภ์ในเลือด) จากนั้นราว 6 สัปดาห์ให้หลัง ลีนาได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า เกราร์โด (Gerardo Medina) ตั้งชื่อตามแพทย์คนแรกที่ตรวจร่างกายให้ลีนาครับ

เรื่องราวของลีนาดังกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ เธอถูกบันทึกว่าเป็นคุณแม่อายุน้อยที่สุดในโลกด้วยวัยเพียง 5 ขวบ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ลีนาไม่เคยพูดถึงเรื่องพ่อที่แท้จริงของเกราร์โด อีกทั้งครอบครัวของเธอยังปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับนักข่าวแม้จะมีการเสนอเงินให้เป็นจำนวนมากก็ตาม

ลีนาโอบกอดลูกชายหลังคลอด

ในเมื่อเราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัด ทีนี้เรามาดูเหตุผลทางการแพทย์กันบ้างว่าเหตุใดเด็กหญิง ที่มีอายุเพียง 5 ขวบจึงสามารถตั้งครรภ์ได้ ? ซึ่งคำอธิบายที่ดีที่สุดของประเด็นนี้คือ ภาวะที่เรียกว่า Precocious puberty หรือการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนกำหนดนั่นเอง

Precocious puberty คือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้ยากมาก (โอกาส 1 ใน 10,000 คน และส่วนใหญ่จะพบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชายถึง 10 เท่า) โดยจะส่งผลให้เด็กเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่ากำหนด เช่น ในเด็กชายจะเสียงแตกหนุ่ม, อวัยวะเพศใหญ่ขึ้น, มีขนหัวเหน่า, มีหนวดเครา ส่วนในเด็กหญิงจะมีประจำเดือนตั้งแต่เล็ก, มีเต้านม และเสียงทุ้มขึ้น เป็นต้น

ภาพซ้ายคือลีนาและแพทย์ผู้ทำคลอดให้เธอ ส่วนภาพซ้ายเป็นภาพลีนาตอนตั้งครรภ์ ซึ่งobp,นำไปใช้ประกอบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับภาวะ Precocious puberty

ข้อมูลจากสูติแพทย์ เอ็ดมุนโด เอสโคเมล (Edmundo Escomel – ผู้ดูแลและผู้ผ่าคลอดลีนา) ระบุว่า เมื่อตอนที่ลีนาอายุได้เพียง 8 เดือน พ่อแม่สังเกตเห็นว่าเธอมีประจำเดือนครั้งแรกออกมาทางช่องคลอด และเริ่มมีรอบประจำเดือนปกติเหมือนเด็กวัยรุ่นเมื่ออายุ 3 ขวบ อีกทั้งจากเอกสารการตรวจร่างกายเมื่อครั้งที่เธอไปพบแพทย์จากอาการท้องโตจนสุดท้ายพบว่าตั้งครรภ์ เผยว่า รูปร่างของเธอมีลักษณะเหมือนกับคนวัยเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นการมีเต้านม, มีขนบริเวณหัวเหน่า, สะโพกผาย, แขนขายาวเก้งก้างกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอบนะครับว่า “เพราะเธอมีภาวะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนกำหนดจริง ๆ นั่นเอง”

แต่ประเด็นที่หลายคนอยากรู้ที่สุดคือ ใครเป็นพ่อที่แท้จริงของเกราร์โดกันแน่ ? เนื่องจากครอบครัวเมดินาแทบไม่เคยให้สัมภาษณ์ใด ๆ รวมถึงตัวลีนาเองเธอยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ จึงเป็นการยากที่จะตามหาพ่อที่แท้จริงในการตั้งครรภ์ครั้งนี้ แน่นอนว่าหลายคนเพ่งเล็งไปที่พ่อแท้ ๆ ของลีนา โดยกล่าวหาว่าเขาทำการข่มขืนลูกสาวตนเอง แต่เขาตอบปฏิเสธและถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา เพราะไม่มีหลักฐานใด ๆ บ่งชี้ว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศลูกสาว

ลีนาและเกราร์โดกำลังนั่งเล่นด้วยกันในสวน ตอนนั้นลูกชายคิดว่าเธอคือ “พี่สาว”

อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่า ในช่วงเวลานั้น เขตชนบทของประเทสเปรูมักมีการเฉลิมฉลองศาสนาท้องถิ่น และมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า การจัดเซ็กส์หมู่และการล่วงละเมิดทางเพศไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ถึงกระนั้น โดยปกติแล้วกิจกรรมดังกล่าวจะไม่มีเด็กเข้าไปเพ่นพ่าน หรืออย่างน้อยลีนาไม่น่าจะเข้าไปในพื้นที่จัดกิจกรรมดังกล่าว ข้อสันนิษฐานนี้จึงตกไป สุดท้ายจึงยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัดว่าเธอตั้งครรภ์ได้อย่างไรครับ (เป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้เลยนะ)

ครอบครัวของลีนาช่วยกันเลี้ยงดูเกราร์โดจนเติบโตแข็งแรง แต่ระหว่างนั้นก็บอกเกราร์โดว่า เขาคือ “น้องชาย” ของลีนาเพราะแม้ลีนาจะมีร่างกายคล้ายสาววัยรุ่นแล้ว แต่สติปัญญาของเธอยังเป็นเด็ก 5 ขวบทั่วไปจริง ๆ

ข้อมูลตอนลีนาโต…ที่เราพอจะหามาได้ : ลีนาถือเป็นเด็กหัวดีระดับหนึ่ง เมื่ออายุครบ 18 ปี เธอได้เข้าทำงานเป็นเลขานุการให้กับสูติแพทย์ผู้ผ่าคลอดให้เธอ จากนั้นไม่นานลีนาก็แต่งงานและย้ายไปอยู่ในเขตยากจนของเมืองลีมา พร้อมให้กำเนิดบุตรคนที่ 2 เมื่ออายุ 39 ปี

ส่วนชีวิตของเกราร์โด เขามีความฝันอยากทำงานเป็นแพทย์ แต่น่าเศร้าที่เกราร์โดมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกตั้งแต่เกิด สุดท้ายเขาก็เสียชีวิตในวัยเพียง 40 ปี ซึ่งเขายังคงอาศัยอยู่กับตาและยายจนถึงวาระสุดท้าย (โดยคิดว่าเป็นพ่อและแม่แท้ ๆ) โดยไม่มีโอกาสได้ทราบว่า แม่แท้ ๆ ของเขาก็คือคนที่เขาเรียกว่า “พี่สาว” มาโดยตลอดครับ

มันมีอยู่จริง..พบกับ “พลานาเรีย” หนอนที่ “เพิ่มเป็นตัวใหม่ได้” (ตามจำนวนครั้งที่ถูกตัด)

ทั้งถูกตัด-ถูกหั่น-ถูกเฉือน แต่ทำไมจำนวนของพวกมันกลับมีมากขึ้นล่ะ ? เราคงเคยเห็นแต่ในหนังใช่มั้ยครับ แต่เดี๋ยวก่อน เพราะสิ่งมีชีวิตสุดแปลกแบบนี้มีอยู่จริง ชื่อว่า “พลานาเรีย” (Planarian – ชื่อวิทยาศาสตร์ schmidtea mediterranea)  เป็นสัตว์จำพวกหนอนตัวแบน อาศัยอยู่ในน้ำ ความยาวเพียง 1 ซม. มี 2 เพศในร่างเดียว แต่ที่น่าสนใจสุด ๆ ก็คือ “มันเป็นอมตะ” เพราะตายไม่เป็นนั่นเอง

หลังจากตัดออกเป็น 4 ส่วน ภายใน 3 สัปดาห์ ก็ทำให้ได้พลานาเรียเพิ่มอีก 3 ตัว

เนลสัน ฮอล (Nelson Hall) นักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมชีวภาพ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองตัดแบ่งเจ้าพลานาเรีย ออกเป็น 4 ส่วน เพื่อแสดงให้เห็นขั้นตอนการงอกใหม่ โดยชิ้นส่วนที่ถูกตัดจะงอกออกเป็นพลานาเรียตัวใหม่ได้ภายใน 3 สัปดาห์

ขั้นตอนการงอกเริ่มจาก ใน 1 สัปดาห์แรก ส่วนที่ถูกตัดจะเริ่มสร้างดวงตาขึ้นใหม่ พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 จะเริ่มสร้างหัวและหาง สุดท้ายสัปดาห์ที่ 3 มันก็ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตอีกตัวที่สมบูรณ์แข็งแรง 100% และที่เจ๋งกว่านั้นคือ เมื่อนำมาตรวจโครงสร้างพบว่า ความยาว สี หรือแม้กระทั่งอายุ ก็ยังเหมือนกับตัวต้นแบบทุกประการ !!

ดวงตา 2 ดวง ที่ดูแล้วเหมือนตัวการ์ตูนยังไงยังงั้น

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มันมีความสามารถพิเศษแบบนี้ มาจากสิ่งที่เรียกว่า “สเต็มเซลล์” (Stem-cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด ที่สามารถเติบโตไปเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับเจ้าของร่างจะต้องการให้มันกลายเป็นอะไรนั่นเอง

โดยเจ้าเซลล์สุดเจ๋งที่เราพูดถึงได้กระจายอยู่ทั่วร่างของพลานาเรีย ซึ่งคอยทำหน้าที่สร้างอวัยวะต่าง ๆ และจะไม่หายไปแม้จะมีร่างกายที่สมบูรณ์แล้วก็ตาม (วิ่งวนอยู่ทั่วร่างและทำงานตลอดเวลา) หรือจะบอกว่าพวกมันมี “Healing Factor” ก็ได้ครับ โดยคาดว่าหากพลานาเรียไม่ทำการแบ่งตัวเลย พวกมันสามารถมีชีวิตยืนยาวได้ถึง 200 ปีเลยทีเดียว

ทั้งนี้ มนุษย์เองก็เคยมีสเต็มเซลล์ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างเช่นกัน แต่นั่นมันตอนที่เราอยู่ในท้องแม่ พอคลอดออกมาปุ๊บความสามารถพิเศษแบบนี้ก็หายไป แต่ก็หลงเหลืออยู่ตามผิวหนังของเราบ้าง ซึ่งตอนนี้นักวิจัยก็พยายามนำมันเซลล์สุดวิเศษนี้มาใช้อีกครั้ง อย่างเช่นเรื่องนี้ นักวิจัยสร้างตับจิ๋วของมนุษย์สำเร็จแล้ว แต่สำหรับเรื่องด้านล่างคือการสกัดจากสัตว์ครับผม

ดร.สตีเฟ่น เบดี้แล็ค (Dr. Stephen Badylak) รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แห่งมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก ได้ทำการรักษาคนไข้ที่ส่วนปลายของนิ้วก้อยแหว่ง ด้วยผงยาที่ทำจากคอลลาเจนสัตว์ ที่มีสารกระตุ้นเซลล์ให้เกิดการเจริญเติบโตจนกล้ามเนื้อนิ้วก้อยและกระดูกส่วนปลายงอกกลับขึ้นมาใหม่ได้

ดร.สตีเฟ่น ระบุว่า หลังจากที่เห็นเจ้าพลานาเรีย เขาก็ได้รับแรงบันดาลใจอย่างเต็มเปี่ยม และเชื่อว่าการศึกษาความสามารถของสัตว์ชนิดนี้จะเป็นหนทางที่ถูกต้องในการรักษาผู้ป่วยที่อวัยวะภายใน หรือภายนอกเสียหายได้อย่างแน่นอน

แม่ผู้เปลี่ยน “ลูกชายออทิสติก” ของตัวเอง ให้กลายเป็น “ครึ่งมนุษย์-ครึ่งหุ่นยนต์”

การแสดงออกทางสีหน้า (Facial expression) เป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่มนุษย์ปกติทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกเศร้า โกรธ หรือดีใจ คนรอบข้างจะสามารถอ่านอารมณ์ผ่านสีหน้าของคุณได้ทันที แต่สำหรับเด็กออทิสติกพวกเขาไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้ และยังไม่สามารถเข้าใจสีหน้าของคนรอบข้างที่แสดงออกมาด้วย นั่นจึงส่งผลต่อความสามารถในการเข้าสังคมของเด็กออทิสติก ซึ่ง วิเวียน มิงก์ (Vivienne Ming) คุณแม่ผู้เป็นทั้งนักประดิษฐ์และนักประสาทวิทยา ไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกชายของเธอ

วิเวียน มิงก์ (Vivienne Ming)

วิเวียน มิงก์ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับความต้องที่จะเปลี่ยนลูกของตนเองให้เป็น “ครึ่งมนุษย์-ครึ่งหุ่นยนต์” เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Quartz ชื่อบทความว่า Why I’m turning my son into a cyborg และเนื้อหาต่อจากนี้คือการสรุปใจความสำคัญทั้งหมดครับ (ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนทดลอง เพราะลูกยังเด็กมากอยู่)

หลังจากลูกชายของเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสติก เธอก็ตั้งใจคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ “ช่วยอ่านสีหน้า + ช่วยแสดงออกถึงอารมณ์) เพื่อช่วยให้เขาอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ โดยใช้ Google Glass เป็นต้นแบบ แต่เพิ่มระบบจดจำใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้าแบบเรียลไทม์เข้าไป

วิเวียนดัดแปลงแว่นตา Google Glass ให้กลายเป็นเครื่องตรวจจับการแสดงสีหน้าของบุคคลอื่น และแปลผลรูปแบบอารมณ์เป็นข้อความ ให้แสดงบนจอภาพของแว่นตา

โดยเธอเลือกใช้ AI เข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ซึ่งได้นำข้อมูลการแสดงออกทางสีหน้าของเครื่องจับเท็จมาประยุกต์ใช้ จากนั้นจึงสอนให้ AI ที่ฝังอยู่ในแว่นตา Google Glass เรียนรู้ข้อมูลเหล่านั้น โดยหลักการของอุปกรณ์ก็ง่ายมาก

เมื่อลูกชายของเธอกำลังพูดคุยกับใครสักคน แล้วคนนั้นกำลังแสดงสีหน้า “โกรธ” กล้องจะตรวจจับการแสดงออกนั้น แล้วส่งข้อมูลขึ้นจอแสดงผลเป้นข้อความขึ้นมาว่า “โกรธ” หรือ “กำลังโกรธ” ซึ่งมันจะช่วยให้ลูกชายของเธอรับรู้ถึงอารมณ์ของคน ๆ นั้นได้ทันที

โดยเธอยังกล่าวอีกว่า สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้อาจมีส่วนช่วยให้ลูกชายของเธอเรียนรู้ที่จะพัฒนาการแสดงออกทางสีหน้าได้แบบไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์นี้ไปตลอดชีวิต เป็นต้นว่า ยิ่งลูกชายของเธอเข้าใจรูปแบบการแสดงออกในอารมณ์ต่าง ๆ มากเท่าไหร่ จะช่วยให้เขาปรับตัวและเข้าใจว่าเมื่อมีอารมณ์โกรธ ดีใจ หรือเสียใจ จะต้องแสดงสีหน้าออกมาอย่างไร นี่คือหลักการของ Machine learning – การปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้จากข้อมูลมหาศาลที่ได้รับนั่นเอง

ประสาทหูเทียม (Cochlear implant) มีการฝังแท่งอิเล็กโทรดเข้าไปในหูชั้นใน เพื่อช่วยรับโทนเสียงต่าง ๆ แก่ผู้บกพร่องทางการได้ยิน

ทั้งนี้ มันก็เกิดคำถามขึ้นว่า สิ่งที่คุณแม่ท่านนี้กำลังทำนั้น จะทำให้ลูกของเธอเป็นมนุษย์ “มากขึ้น” หรือ “น้อยลง” ? ซึ่งเธอให้คำตอบว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนหูหนวกที่ฝังประสาทหูเทียม (Cochlear implant) ช่วยเสริมการได้ยิน, คนตาบอดที่ฝังดวงตาเทียม (Bionic eyes) ช่วยในการมองเห็น กระทั่งแขน-ขากล ที่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง

เธอเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขามากขึ้นหรือน้อยลง แต่มันยิ่งทำให้ผู้ที่ได้รับใกล้เคียงคำว่า “มนุษย์ปกติ” มากที่สุด…ต่างหาก

Batman เฉลยวิธีจัดการสมาชิก “Justice League” แต่ละคน (รวมถึงตัวเองด้วย)

จัสติก ลีก (Justice League) ทีมซุปเปอร์ฮีโร่จาก DC Comic ที่ประกอบด้วยฮีโร่หลักที่เรารู้จักกันดี แบทแมน, ซุปเปอร์แมน, วันเดอร์ วูแมน, เดอะแฟรช และอควาแมน พวกเขาทำหน้าที่ปกป้องโลก แต่หากฮีโร่เหล่านี้หันมาโจมตีโลก และตั้งตัวเป็นศัตรูกับมนุษย์ล่ะ เราจะต่อกรกับพวกเขาอย่างไร ? คำถามนี้ตอบโดยหัวหน้ากลุ่ม Batman นั่นเอง

ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยในหนังสือคอมมิค ฉบับชื่อ JLA : Tower of Babel โดยตอนหนึ่ง แบทแมน ได้บอกถึงจุดอ่อนพร้อมวิธีจัดการฮีโร่แต่ละคนในกลุ่มจัสติสลีกรวมถึงตัวเขาเอง เผื่อกรณีที่เกิดเหตุเลวร้าย “ฮีโร่คนใดในทีมถูกสะกดจิตหรือแปรพักตร์เป็นภัยต่อโลกขึ้นมา” ดังนี้

ซุปเปอร์แมน (Superman) – อย่างที่ทราบกันดีว่าบุรุษเหล็กแพ้ “แร่คริปโตไนท์” (Kryptonite) ทำให้แบทแมนใช้แร่ชนิดนี้ในการสร้างอาวุธที่ชื่อ “เรด คริปโตไนท์” (Red Kryptonite) เป็นอาวุธที่ใช้แผ่รังสี โดยมันจะทำให้อ่อนแรง ไร้ความแข็งแกร่งและเจ็บปวดอย่างมาก ซึ่งหากซุปเปอร์แมนถูกรังสีที่ว่าเป็นเวลานานอาจทำให้ตายได้เลยทีเดียว

วันเดอร์ วูแมน (Wonder Woman) – วิธีที่จะทำให้ฮีโร่หญิงสุดแกร่งยอมจำนนได้ คือการฉีดสารที่ชื่อ “นาไนท์” (Nanite) เป็นสารกล่อมประสาททำให้จิตหลอนและตกอยู่ในโลกเสมือนจริง โดยเธอจะต้องต่อสู้กับศัตรูที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าตัวเธอเองอย่างไม่มีวันจบสิ้น วิธีนี้จะทำให้เธอเหนื่อยและหมดแรงไปเอง

กรีนแลนเทิร์น (Green Lantern) – ขีดจำกัดพลังของแหวนขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ถือแหวน โดยการที่ชาวพลังเขียวจะสร้างอาวุธขึ้นมาได้นั้น ต้องอาศัยการมองเห็นและจินตนาการ ดังนั้นการทำให้เขาตาบอดจึงเป็นวิธีรับมือที่เรียบง่ายที่สุด แต่เนื่องจากการโจมตีทางกายภาพโดยเน้นไปที่ลูกตาโอกาสสำเร็จอาจน้อย เพราะพวกเขาสามารถสร้างบาเรียได้

ดังนั้น การจะทำให้ตาบอดนั้นต้องใช้วิธีสะกดจิตขณะหลับแบบ REM หรือทำให้เขาอยู่ในภวังแห่งความฝันและเข้าใจว่าตัวเองตาบอด อีกทั้งแบทแมนยังได้เก็บสารพิษของวายร้ายหุ่นไล่กา (Scarecrow) เป็นสารพิษแห่งความกลัวที่จะทำให้กรีนแลนเทิร์นรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง และเกิดความกลัวในจิตใจ เนื่องจากแหวนจะทรงพลังมากหากผู้ใช้มีความมุ่งมั่นและไร้ซึ่งความกลัว

แฟรช (The flash) – แบทแมนออกแบบกระสุน “Vibra-bullet” เป็นกระสุนความเร็วแสงที่จะยิงเข้าที่ท้ายทอยของแฟรช ซึ่งมันจะช็อตและทำให้เป็นอัมพาตชั่วขณะ (เคลื่อนไหวไม่ได้)

อควาแมน (Aquaman) – อควาแมนจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีน้ำ ดังนั้นลองจินตนาการดูว่าจะเป็นยังไงถ้าอควาแมนกลัวน้ำ ซึ่งแบทแมนจะจัดการกับเขาโดยใช้สารพิษแห่งความกลัว Scarecrow เช่นกัน โดยมุ่งเน้นทำให้อควาแมนเกิดโรค Hydrophobia หรือ “โรคกลัวน้ำ” นั่นเอง

สุดท้ายวิธีจัดการกับตัวเอง แบทแมน (Batman) – ในหมู่ฮีโร่ทุกคน เขาคือคนเดียวที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่กลับมีความสามารถในการวางกลยุทธ์เป็นเลิศ แบทแมนได้บอกถึงวิธีจัดการกับตัวเองว่า “เพียงแค่ทำให้เขาเสียสมาธิ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ทั้งการจับตัวประกัน หรือใช้จุดอ่อนเรื่องการตายของพ่อแม่ก็ย่อมได้” (ทั้ง 2 สิ่งนี้ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของแบทแมนครับ)

ทั้งนี้ อ้างอิงจากหนังสือคอมมิค Batman เล่มที่ 40 ระบุว่า เขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่ถูกจัดอยู่ใน Meta-human ผู้มีความสามารถพิเศษ อึดกว่า สามารถอดน้ำได้เป็นอาทิตย์ นอนวันละ 3 ชั่วโมง ฉลาดกว่าคนทั่วไป มีประสาทสัมผัศเป็นเลิศกว่าคนธรรมดา นั่นเอง

Fact – หนังสือการ์ตูนที่แพงที่สุดในโลก คือ การปรากฏตัวครั้งแรกของซุปเปอร์แมน “Action Comics 1” ฉบับตีพิมพ์ในปี 1938 มีมูลค่าประมูลอยู่ที่ 3,207,852 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 100 ล้านบาท (แต่ตอนจำหน่ายเมื่อ 90 ปีที่แล้ว วางขายเพียงเล่มละ 3 บาทเท่านั้น)

รอยสักโบราณ บนร่างของ “มัมมี่เจ้าหญิงไซบีเรีย” (อายุ 2,500 ปี) ณ เพอร์มาฟรอส

เมื่อปี 1993 นักวิจัยได้สำรวจพบ “มัมมี่หญิง” อายุ 2,500 ปี  ณ ชั้นน้ำแข็งเพอร์มาฟรอส บนที่ราบสูงของเทือกเขาอัลไต ประเทศรัสเซีย จากการตรวจสอบเชื่อว่า เธอคือ “เจ้าหญิงแห่งไซบีเรีย” นามว่า Ukok และที่น่าสนใจสุด ๆ ก็คือ “รอยสัก” บนหัวไหล่ทั้งสองข้างของเธอ ที่ยังคงสภาพอย่างเด่นชัด แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองพันปีแล้วก็ตาม

(ร่างมัมมี่เจ้าหญิง) , (รอยสัก “พาซีริก” ฉบับปัจจุบัน)

ทำไมถึงทราบว่าร่างที่พบคือเจ้าหญิง ? ตอบ : เนื่องจากบริเวณเดียวกัน ยังพบโครงกระดูกของชายร่างใหญ่ 2 ร่างพร้อมชุดเกราะ (คาดว่าเป็นองครักษ์) อีกทั้งยังพบซากม้า 6 ตัว ถูกฝังอยู่ใกล้กัน เพราะชาวไซบีเรียเชื่อว่า ต้องมียานพาหนะสำหรับเดินทางสู่โลกหลังความตาย และเธอยังสวมเสื้อผ้าไหมจีน ซึ่งในสมัยนั้น ผ้าชนิดนี้มีราคาแพงยิ่งกว่าทองและยังเป็นเครื่องแต่งกายที่จำกัดไว้เฉพาะราชวงศ์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับและกระจกถูกฝังอยู่ใกล้กันด้วย

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ “โนโวซีบีสค์” ของรัสเซีย ระบุว่า เจ้าหญิง Ukok คือสมาชิกของชนเผ่า “Pazyryk” (พาซีริก) ชนเผ่าเร่ร่อนในไซบีเรียที่มีตัวตนอยู่จริงเมื่อ 50 ปีก่อนคริสตกาล นั่นเป็นเพราะรอยสักที่อยู่บนหัวไหล่ของเธอนั้นเป็นสัญลักษณ์ของชาว “Pazyryk” (ตรงตามบันทึกของ “ฮอนดูรัส” นักโบราณคดีชาวกรีก)

เขากวางที่ถูกประดับด้วยหัวนกแร้งยาวทั่วลำตัว

นาตาเรีย โพโลสมาร์ก หนึ่งในผู้ร่วมนักวิจัย ระบุว่า รอยสักของชาวพาซีริกนั้นเป็นรอยสักโบราณที่มีความซับซ้อนและสวยงามที่สุดในโลก อีกทั้งจำนวนรอยสักยังช่วยให้เราพอจะคาดเดาอายุของผู้ถูกสักแบบหยาบ ๆ ได้อีกด้วย (ยิ่งมีรอยสักมากก็ยิ่งมีอายุมาก)

เช่น เจ้าหญิง Ukok ที่มีรอยสักอยู่บนหัวไหล่ทั้งสองข้าง นั่นพอจะเดาได้ว่าเธอเสียชีวิตด้วยอายุประมาณ 25 ปี หรืออย่างร่างของนักรบชาย 2 คน ก็มีรอยสักรูปแบบเดียวกันแต่มากกว่า ซึ่งคาดว่าตอนเสียชีวิตน่าจะมีอายุมากกว่าเจ้าหญิง (แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยอายุของนักรบทั้ง 2 ท่านนะครับ)

ตามความเชื่อโบราณของชาวพาซีริก  เชื่อว่า รอยสักนั้นเปรียบเสมือนตราประจำตระกูล ที่เมื่อตายไปแล้วจะช่วยให้คนที่อยู่ครอบครัวเดียวกันสามารถจำกันได้ในโลกหลังความตาย

ปัจจุบันร่างของเจ้าหญิง Ukok ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Republican National Museum ในสาธารณรัฐอัลไต ประเทศรัสเซีย ครับผม

พบกับนกที่ออกไข่เป็น “สีนีออน” แต่อย่าคิดครอบครอง เพราะนี่คือกรงเล็บของมัน

นกแคสโซแวรี (Cassowary) ชื่อวิทยาศาสตร์ Casuarius casuarius นกที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก (รองจาก-นกกระจอกเทศ-นกอีมู) และแม้จะบินไม่ได้ แต่ก็สามารถวิ่งได้เร็วถึง 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทน

ที่เห็นคือเกราะเหล็ก โดยการทดสอบ พบว่า เกราะเป็นรอยแต่ไม่ทะลุ และเล็บของมันยังอยู่ดีไม่ได้รับบาดเจ็บ ถูกจัดให้เป็น “นกอันตรายที่สุดในโลก” ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว (2019) เจ้าของฟาร์มนกแคสโซแวรี ที่ฟลอริดา วัย 75 ปี ก็เพิ่งเสียชีวิตจากท่านี้เช่นกัน ตัวก่อเหตุเป็นตัวเมีย สูง 1.8 เมตร หนัก 70 กิโลกรัม

โดยสิ่งที่ทำให้มันอันตรายสุด ๆ คือ กรงเล็บทั้ง 6 นิ้ว จากขาทั้ง 2 ข้าง โดยทุกนิ้วนั้นคมเหมือนมีด ความยาวประมาณ 10 ซม. (นิ้วกลางยาวสุด-แต่นิ้วชี้คมสุด) แถมยังมีท่าไม้ตาย “วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแล้วใช้นิ้วชี้กระโดดถีบ”

และด้วยนิสัยใจร้อน + กรงเล็บสุดแหลมคม ทำให้บางคนเรียกนกชนิดนี้ว่า “ไดโนเสาร์ที่มีชีวิต” เพราะโครงสร้างที่ไม่ต่างจากนกในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากนัก ซึ่งสิ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ “กรงเล็บมหาโหด” ของมันนั่นเอง (แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้เรายังไม่รู้ว่า ไดโนเสาร์ตัวใดคือบรรพบุรษที่แท้จริงของนกที่หากินบนพื้นครับ)

น้ำหนักฟองละ 584 กรัม

บรรยายความโหดของมันไปเยอะ ทีนี้มาพูดถึง “ไข่สีเขียวนีออน” ของมันบ้างดีกว่า : นกชนิดนี้จะออกไข่ชุดละ 3-6 ฟอง ตัวผู้จะเป็นผู้ฟักไข่ เพราะตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าและถนัดในการหาอาหารมากกว่า (กินทั้งพิชและสัตว์) ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 49-56 วัน (ลูกนกที่เพิ่งฟักจะมีสีน้ำตาล และจะค่อย ๆ ผลัดขนจนเป็นสีดำ)

แล้วทำไมไข่ของพวกมันจึงเป็นสีเขียวได้ล่ะ ? ตอบ : สำหรับเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่หนักแน่น และไม่มีผลวิจัยที่สำเร็จแล้วช่วยยืนยัน แต่จากสมมุติฐานที่มีความเป็นไปได้ที่สุดคือ พวกมันรอดพ้นจากเหตุไดโนเสาร์สูญพันธุ์มาได้ ทำให้สิ่งมีชีวิตที่เหลือรอด ต่างพากันวิวัฒนาการเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของตัวเองให้มีจำนวนมากที่สุด

กรงเล็บ ที่ดูเหมือนไดโนเสาร์ยุคดึกดำบรรพ์ยังไงยังงั้น

ซึ่งเหล่านกแคสโซแวรีก็ทำแบบนั้นเช่นกัน เนื่องจากไข่ของพวกมันมีขนาดใหญ่มาก จึงต้องทำการอำพรางไข่ให้มีสีกลมกลืนไปกับป่ารก พวกมันจึงจำเป็นต้องวิวัฒนาการเม็ดสี (Pigment) ของเปลือกไข่ให้มีสีเขียวเฉดที่ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด โดยความเข้มของสีเขียว-แต่ละการออกไข่จะต่างกัน-ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ในขณะนั้นครับผม

Fact – ความจริงแล้ว นกชนิดนี้สามารถมีอายุขัยได้นานถึง 50 ปี แต่อายุพบว่า พวกมันมีอายุเฉลี่ยในป่าเพียง 12-19 ปีเท่านั้น นั่นก็เพราะ นิสัยหงุดหงิดง่ายและชอบท้าไฟต์กับทุกตัวที่รุกล้ำอาณาเขตเกิน 7 กิโลเมตรนั่นเอง