Blog – Page 2 of 197 – FLAGFROG
วันอาทิตย์, มกราคม 24, 2021

รู้จักกับ “เมฆแมมาทัส” (mammatus clouds) ยิ่งสวยเท่าไหร่ สภาพอากาศยิ่งรุนแรงเท่านั้น

“เมฆมัมมาทัส” (Mammatus Cloud) คือกลุ่มเมฆที่มีลักษณะสุดแปลกคล้ายกับก้อนสำลีจำนวนมาก (บ้างก็ว่าเหมือนเต้านม) ราวกับอยู่ในโลกการ์ตูน แต่รู้หรือไม่ว่า ยิ่งพวกมันสวยงามเท่าไหร่ สภาพอากาศยิ่งรุนแรงและอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่แมมาทัสก่อตัว มันจะมาพร้อมกับพายุฝนฟ้าคะนองเสมอ

ซึ่งที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมฆชนิดนี้ก่อตัวขึ้นจากฐานเมฆคิวมูโลนิมบัสขนาดใหญ่ (เมฆพายุฝน) ซึ่งลักษณะที่คล้ายก้อนสำลีนี้เกิดจาก : มวลอากาศที่ไม่เสถียร – ทำให้เมฆคิวมูโลนิมบัสคลื่อนตัวต่ำลงอย่างรวดเร็ว – และเมื่อปะทะกับอากาศพื้นดินที่อยู่ใต้เมฆ – เกิดกระแสลมต้านย้อนกลับ – จึงทำให้ฐานของมันมีลักษณะนวล ๆ อย่างที่เห็น

สาเหตุที่มันอันตราย เพราะพวกมันเปรียบเสมือนผู้ส่งสารที่บอกว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา ซึ่งภายในก้อนแมมมาทัสแต่ละลูกประกอบด้วยน้ำแข็ง ของเหลว และลมต้านที่รุนแรง ส่งผลต่อการนำเครื่องบินขึ้นหรือลงจอด เพราะด้วยความแรงลมภายในแมมมาทัสที่มหาศาลจะทำให้เครื่องบินสูญเสียการควบคุมได้ โดยแต่ละลูกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-3 กิโลเมตร กระจุกรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่กระจายตัวหลายสิบกิโลเมตร อาจอยู่ได้นาน 1-4 ชั่วโมง

แล้วถ้าเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วเจอเมฆแมมมาทัสก่อตัว เราจะรับมือกับมันอย่างไร ? ตอบ : รีบกลับเข้าที่พัก ปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้สนิทและอยู่ให้ห่างหน้าต่างไว้เพราะลมพายุอาจรุนแรงจนทำให้กระจกแตกได้ เตรียมน้ำ อาหารและไฟฉายให้พร้อม ชาร์จแบตมือถือให้เต็ม เตรียมเบอร์ฉุกเฉินไว้ และติดตามฟังพยากรณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (ปรากฏการณ์เมฆแมมมาทัสอาจไม่ได้พบเจอในประเทศไทย แต่จะพบได้บ่อยในประเทศที่เกิดภัยพิบัติพายุบ่อย ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน อเมริกา ฯลฯ)

อย่างไรก็ตาม เมฆแมมมาทัสนั้นไม่ได้เป็นสัญญาณอันตรายเสมอไป เพราะมันยังสามารถเกิดขึ้นได้หลังพายุฝนฟ้าคะนองผ่านไปแล้วได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเมื่อพายุพัดผ่านไปแต่ตะกอนของไอน้ำจะยังคงอยู่ – ทำให้อากาศโดยรอบเกิดการอิ่มตัวและจับตัวกันเป็นก้อน – มีน้ำหนักมากขึ้น – จนทิ้งตัวต่ำลง – และเมื่อปะทะกับอากาศบนพื้นดิน – ทำให้เกิดกระแสลมต้านย้อนกลับ – เกิดเป็นเมฆแมมาทัสได้นั่นเอง

Fact – ปรากฏการณ์ “ท้องฟ้าสีชมพู” (Atmospheric Extinction) คือ ปรากฏการณ์การกระเจิงของแสง (Scaterring) ที่เกิดจากไอน้ำที่สะสมบนชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากและโมเลกุลของน้ำที่อัดแน่น จนทำให้แสงที่ส่องลงมาเกิดการกระเจิงจนกลายเป็น “สีชมพู” โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนพายุฮากิบิสจะเข้า 1 วัน (พายุที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2019)

นี่คือ “ลิงหัวล้านหน้าแดง” (Blad Uakaris) สุดหายากแห่งป่าแอมะซอน (ปัจจุบันใกล้สูญพันธุ์แล้ว)

รู้จัก “แบลด อูการิส” (Bald Uakaris) ชื่อวิทยาศาสตร์ Cacajao Calvus ลิงหัวล้านหน้าแดงแห่งป่าแอมะซอนสุดหายาก เป็นลิงขนาดเล็ก (สูง 35-57 เซนติเมตร หนัก 1.8-3.2 กิโลกรัม) กระจายตัวอยู่ในประเทศเปรูและบราซิล อาศัยบริเวณใกล้แม่น้ำหรือพื้นที่น้ำท่วม มีขนปุยยาวสีน้ำตาล-ส้ม มีอายุตามธรรมชาติ 15-20 ปี

โดยหน้าสีแดงแป๊ดที่นอกจากจะโดดเด่นแล้ว พวกมันยังใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดเพศเมียให้มาผสมพันธุ์ได้ด้วย (ยิ่งหน้าแดงเท่าไหร่ตัวเมียยิ่งชอบ) เพราะแสดงถึงความแข็งแรงเนื่องจากหากอ่อนแอหรือป่วย สีแดงบนหน้าจะซีดลงนั่นเอง 

ว่าแต่..สัตว์ส่วนใหญ่จะไม่สามารถแยกสีได้ แล้วลิงสายพันธุ์นี้สามารถแยกสีได้เหรอ ? ตอบ : ในปี 2016 มีงานวิจัยที่ศึกษาว่า แบลด อูอาการิส มีการมองเห็นสีที่หลากหลาย เพราะต้องใช้ในการมองหาเมล็ดพืชและอาหาร ซึ่งสีของผลไม้เมล็ดพืชจะกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างมาก ดังนั้น การที่สามารถแยกแยะสีได้จึงช่วยให้มองหาอาหารได้ดีขึ้นนั่นเอง

ต่อมาพูดถึงการอยู่อาศัย – พวกมันมักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่เกือบร้อยตัว แต่จะแยกไปเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สำหรับหาอาหาร ซึ่งเมนูโปรด คือผลไม้ ใบไม้ แมลง ด้วง และรากไม้อ่อน โดยลิงชนิดนี้มีขากรรไกรสุดแข็งแกร่ง สามารถใช้แกะเปลือกของผลไม้หรือถั่วแข็งได้สบาย ๆ เช่น มันสามารถกัดมะพร้าวให้แตกได้ราวกับกัดเปลือกไข่เลยล่ะ

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ลิงชนิดนี้กลายเป็นสัตว์หายากเพราะ พวกมันเป็นสัตว์ที่มีการผสมพันธุ์ได้ยากกว่าปกติ โดยตัวเมียจะสามารถผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3 ปี ส่วนตัวผู้ต้องรออายุมากถึง 6 ปี อีกทั้งยังให้กำเนิดลูกได้เพียง 1 ตัว ในทุก ๆ 2 ปี ระยะเวลาอุ้มครรภ์ประมาณ 6 เดือน นับว่าเป็นอัตราการขยายพันธุ์ที่ต่ำมาก อีกทั้ง พวกมันยังถูกล่าโดยชนพื้นเมืองในเพื่อเอาขนและนำมาทำอาหารอีกด้วย รวมถึงถิ่นที่อยู่ที่ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากการบุกรุกป่าของมนุษย์

ทำให้ปัจจุบัน สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุให้ “ลิงแบลด อูอาการิส” อยู่ในกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งการหายไปของลิงอาจทำให้ป่าสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ เพราะลิงสามารถนำเมล็ดพืชกระจายไปยังพื้นที่ป่าห่างไกลได้มากกว่าแมลง ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ต่อไปต้นไม้ในป่าแอมะซอนจะค่อย ๆบางลง และลิงหน้าแดงที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ตามธรรมชาติ อาจกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เราสามารถเห็นมันได้จากแค่ในรูปเท่านั้นครับ..

Fact – Monkey กับ Ape ต่างกันยังไงในเมื่อมันแปลว่าลิงเหมือนกัน ? ตอบ : สามารถแยกได้ง่ายจากลักษณะภายนอกคือ Ape ไม่มีหาง ตัวใหญ่กว่า และมักเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ (เดิน 2 ขา ใช้มือ) และมีการสื่อสาร-ท่าทางที่ฉลาดกว่า ส่วน Monkey มีหาง ตัวเล็กและเคลื่อนที่ 4 ขา

พบ “กบสายพันธุ์ใหม่” (ตัวใสจนเห็นหัวใจและอวัยวะภายในทั้งหมด) ถูกพบที่ป่าแอมะซอน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกเดอกีโต (Universidad San Francisco de Quito) ในประเทศเอกวาดอ พบ “กบสายพันธุ์ใหม่” ขณะสำรวจป่าแอมะซอน มันมีขนาดเล็กจิ๋วเพียง 2 เซนติเมตรเท่านั้น ความน่าสนใจของกบชนิดนี้ คือมันตัวใสจนเห็นหัวใจและอวัยวะภายในทั้งหมดเลยล่ะ ซึ่งพวกเขาตั้งชื่อให้ว่า “กบแก้ว” (Glassfrogs) ชื่อวิทยาศาสตร์ Hyalinobatrachium yaku

จากการศึกษาพบว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ป่าแอมะซอนกระจายตัวอยู่ทั่วทวีปอเมริกากลาง ตั้งแต่ประเทศปานามา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และคอสตาริกา มักอาศัยอยู่บริเวณใกล้ลำธารและบนต้นไม้ที่มีใบเขียวชอุ่ม ออกหากินเวลากลางคืน โดยอาหารของพวกมันคือ แมลงและแมงมุมตัวเล็ก ๆ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ตัวเมียจะวางไข่เป็นกระจุกบนใบไม้ (ครั้งละ 18-30 ฟอง) โดยตัวผู้จะทำหน้าที่ปกป้องไข่ ซึ่งหากมีภัยคุกคามมันจะส่งเสียงร้องดังและแหลมเพื่อไล่นักล่าออกไป

นักวิจัยต่างสงสัยว่า เหตุใดพวกมันถึงมีร่างกายที่ใสแบบนี้ ? เพราะในความเป็นจริงสำหรับธรรมชาติ การเผยให้เห็นอวัยวะภายในเปรียบเสมือนการแสดงจุดอ่อนให้ศัตรูเห็นเสียมากกว่า ซึ่งข้อสงสัยนี้ เจมส์ บาเนตต์ (James Barnett) นักวิจัยกบจากมหาวิทยาลัย McMaster ของแคนาดา ได้ให้คำตอบไว้ว่า

“การที่ช่วงล่าง (ท้อง-แขน-ขา) ของพวกมันใสแบบนี้ ก็เพื่อเป็นการไล่ระดับสีของพื้นหลัง (ใบไม้เขียว) ตั้งแต่แขน-ขาไปจนถึงสีบนหลัง ทำให้สีของมันกลมกลืนกับพื้นหลังและพรางตัวได้แนบเนียนมากยิ่งขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้มันยังสามารถปรับโทนสีเขียวบนหลังให้สว่างหรือเข้มขึ้นตามโทนสีของใบไม้ที่มันเกาะอยู่ได้ด้วย” ซึ่งสกิลการพรางตัวแบบนี้นักวิจัยเรียกว่า “Edge Diffusion”

เพื่อให้แน่ใจว่าเทคนิคการพรางตัวของกบสายพันธุ์ใหม่ที่พบเจ๋งกว่ากบชนิดอื่น นักวิจัยได้ทดสอบโดยการสร้างกบปลอมที่มีสีเขียวทั่วไปจำนวน 150 ตัว และกบปลอมที่ใช้เทคนิคการพรางตัวแบบ “Edge Diffusion” จำนวน 150 ตัว ไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ในป่าแอมะซอน ผลปรากฏว่า “กบที่มีสีเขียวทั่วไปมีอัตราการถูกโจมตีโดยนกมากกว่ากบที่พรางตัวแบบ ‘Edge Diffusion’ ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสกิลการพรางตัวที่สุดยอด แต่ปัจจุบันพวกมันตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ เนื่องจากต้องเผชิญกับมลพิษที่ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยจนจำนวนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งจากการประเมินคาดว่า มีจำนวนกบแก้วเหลืออยู่ตามธรรมชาติเพียง 5,000 ตัวเท่านั้นครับ

Fact – เมื่อกลางปี 2020 นักวิจัยประสบความสำเร็จในการทำให้อวัยวะของมนุษย์ใสราวกับ “ล่องหน” ได้ โดยใช้เทคนิคการพรางตัวแบบเดียวกันกับที่หมึกกล้วยใช้ ซึ่งจุดประสงค์หลักของการทดลองนี้ก็เพื่อใช้ในการรักษาและส่องดูอวัยวะภายในที่บาดเจ็บหรือกระดูกหักได้โดยไม่ต้องใช้รังสีเอ็กซเรย์ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งนั่นเอง ปล.เรื่องนี้ Flagfrog เคยนำเสนอไปแล้วแปะลิ้งค์ไว้ให้ที่คอมเมนต์ใต้โพสต์นะครับ

รู้จัก “Coco de mer” (เมล็ดพืช-ใหญ่ที่สุดของโลก) อดีตสมบัติหายาก-เคยมูลค่าเท่า “ทองคำ”

นี่คือเมล็ดของต้น “โคโค เดอ แมร์” (Coco de mer) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lodoicea Callipyge เนื่องจากมันมีลักษณะเหมือน ”ก้น” ในภาษากรีก Callipyge แปลว่าก้นที่งดงามเป็นเมล็ดพืชใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักประมาณ 13-25 กิโลกรัม มีถิ่นกำเนิดที่หมู่เกาะเซเชลส์ นอกชายฝั่งทิศตะวันออกของแอฟริกา ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งสามารถพบได้ที่เกาะพราสลินและกูรียูสเท่านั้น

โดยที่มาของชื่อ “โคโค เดอ แมร์” นั้นแปลว่า “มะพร้าวแห่งท้องทะเล” เนื่องจากในศตวรรษที่ 18 มีความเชื่อว่าต้นไม้ชนิดนี้เติบโตที่ใต้ทะเล กะลาสีเรือจะพบมันลอยโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำขณะแล่นเรืออยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ ผลของโคโค เดอ แมร์ มีน้ำหนักและความหนาแน่นมากทำให้ไม่สามารถลอยน้ำได้ – แต่เมื่อเวลาผ่านไป – แกรบหรือเปลือกของมะพร้าวจะค่อย ๆ หลุดออกและเหลือเพียงกะลา (เมล็ด) – ซึ่งมีอากาศสะสมอยู่ภายใน – ทำให้ลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำได้นั่นเอง

ในสมัยนั้น ก่อนที่หมู่เกาะเซเชลส์จะถูกพบ ผลโคโค เดอ แมร์ มีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากความหายากที่จะพบได้โดยความบังเอิญเท่านั้น + หน้าตาที่แปลกประหลาด + ความเชื่อว่าเป็นผลไม้จากเทพเจ้าแห่งท้องทะเล ทำให้มันกลายเป็นของขวัญล้ำค่าเทียบเท่าทองคำ ที่มักถูกมอบให้กับพระมหากษัตริย์และเจ้าชายในประเทศต่าง ๆ

แล้วทำไมมันถึงต้องมีเมล็ดขนาดใหญ่เท่านี้ด้วยล่ะ ? ตอบ : นักวิจัยคาดว่า เป็นเพราะการแยกตัวของเกาะ ทำให้สารอาหารบนเกาะมีปริมาณจำกัด จึงต้องแก่งแย่งกับพืชชนิดอื่น ทำให้มันดูดซับสารอาหารมากเกินไปจนทำให้เมล็ดมีขนาดใหญ่อย่างที่เห็น

ทั้งนี้ นอกจากขนาดและรูปร่างที่แปลกตา มันยีงมีความน่าสนใจอีก 1 อย่างนั้นคือ “วิธีการผสมเกสร” โดยนักวิจัยพบว่า ต้นโคโค เดอ แมร์ มีต้นเพศผู้และเพศเมียแยกกัน โดยต้นเพศผู้จะมีดอกที่ยื่นยาวออกมามีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชายของมนุษย์ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ นักวิจัยยังไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้ว่าพวกมันผสมเกสรกันได้อย่างไร เพราะต้นเพศเมียนั้นไม่มีดอก นั่นจึงทำให้เกิดความเชื่อใหม่อีกว่า เมื่อถึงเวลากลางคืน ต้นโคโค เดอ แมร์ เพศผู้จะถอนตัวเองออกจากพื้นดินและไปผสมเกสรกับเพศเมีย เมื่อเสร็จภารกิจก็จะกลับมาฝังตัวอยู่ที่เดิม

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้มากที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานคือ ดอกเพศเมียอาจฝังตัวอยู่ที่โคนของกิ่งไม้ และเมื่อกระแสลมหรือแมลงพัดพาเอาเกสรเพศผู้มาสัมผัส ก็จะเกิดการปฏิสนธิกัน  แต่มันก็ยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้นครับ

Fact – รู้จักต้นเบาบับ (Baobab) หรือต้นขนมปังลิง พบได้มากที่ทวีปแอฟริกา สามารถมีอายุได้ถึง 800 ปีเลยทีเดียว มีขนาดสูงราว 30 เมตร ลำต้นอวบใหญ่ ความสามารถพิเศษของมันคือสามารถกักเก็บน้ำไว้ที่ลำต้นได้มากถึง 120,000 ลิตร ใบของมันอุดมด้วยฟลาโวนอยด์ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และผลิตสารสกัดที่ช่วยปกป้องอันตรายของรังสี UV 

รู้จักกับ White Peacock (นกยูงขาว) ที่สวยงามราวกับ หลุดออกมาจากยุทธภพจีนยังไงยังงั้น

“นกยูงขาว” (White Peacock) มีลักษณะทุกอย่างเหมือนนกยูงทั่วไป ต่างแค่มันเป็น “สีขาว” ซึ่งสีขาวที่เห็นนั้นเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติที่ทำให้เสียเม็ดสีไป ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเมลานินได้ (ภาวะเผือก) เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่น ในอดีตมันเคยครองตำแหน่งนกที่สวยที่สุดในโลกด้วยนะ

โดยนกยูงมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย แต่ปัจจุบันแพร่กระจายไปทั่วยุโรป อเมริกาและเอเชีย เป็นผลมาจากเมื่อศตวรรษที่ 17 จักรวรรดิอังกฤษได้เข้ายึดครองอินเดียและเห็นความสวยงามของนกยูง พวกเขาจึงนำมันไปเพาะพันธุ์ต่อที่ยุโรป และกระจายไปยังทวีปอื่น ๆ โดยนกยูงขาวตัวแรกถูกพบในช่วงปี 1830 ซึ่งในยุคนั้น นกยูงถือเป็นอาหารชั้นเลิศที่มักถูกเสิร์ฟให้กับพวกชนชั้นสูง แม้เนื้อของนกยูงจะอร่อยสู้ไก่ธรรมดาทั่วไปไม่ได้เลยก็ตาม

ซึ่งนักวิจัยคาดว่านกยูงสีขาวเกิดขึ้นจากการที่พวกมันถูกกักขังในที่มืดเป็นเวลานานจนเกิดการวิวัฒนาการให้ร่างกายไม่ผลิตเม็ดสีออกมา โดยมีหลักการเดียวกันกับการที่เราไม่โดนแสงเป็นเวลานาน ร่างกายจะปรับตัวให้ผลิตเมลานินน้อยลงเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเม็ดสีออกมาปกป้องผิว จึงทำให้เราขาวขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลพื้นฐาน – นกยูงถูกจัดอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้า อาศัยอยู่ในป่าเขตอบอุ่น และแม้จะชื่อว่านกแต่มันไม่สามารถบินได้ไกลมากนัก เพราะน้ำหนักตัวที่มาก (4-6 กิโลกรัม) รวมถึงโครงสร้างที่ไม่เหมาะกับการบินระยะไกล ทำได้เพียงบินในระยะสั้น ๆ เท่านั้น (เหมือนไก่) ในการผสมพันธุ์แต่ละครั้งจะให้ไข่ 3-6 ฟอง ใช้เวลาฝักตัวประมาณ 1 เดือน

ลักษณะที่เด่นที่สุดของนกยูงก็คือ “หาง” ที่หลายคนทราบดีว่าจะมีแต่ตัวผู้เท่านั้นที่สามารถลำแพนหางได้ ซึ่งมันจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่อต้องการผสมพันธุ์เท่านั้น เพื่อเป็นการโชว์ให้ตัวเมียประทับใจและยอมผสมพันธุ์ด้วย โดยขนหางที่สวยงามของตัวผู้จะงอกออกมาเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์และเมื่อสิ้นสุดฤดู พวกมันก็จะพลัดขนเหล่านี้ออกไป

ปกตินกยูงธรรมชาติจะมีอายุไขเฉลี่ย 15-20 ปี แต่นกยูงเลี้ยงสามารถมีอายุยืนยาวได้นานถึง 40 ปีเลยทีเดียว ปัจจุบัน ผู้คนนิยมเลี้ยงนกยูงเพราะความสวยงาม หรือบ้างก็เลี้ยงไว้เพื่อเก็บขนหางไปขายเป็นธุรกิจ ทำให้สถานะของพวกมันยังไม่ถูกจัดว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ครับ

Fact – “ไก่ฟ้าสีทอง” (Golden Pheasant) ถูกจัดให้เป็นนกที่ “สวยงามที่สุดในโลก” เป็นสัตว์ประเภทไก่ฟ้า มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบนภูเขาสูง พบมากทางภาคกลางและภาคตะวันตกของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีหงอนสีทอง อกสีแดง ส่วนหลังมีสีเหลืองและปีกสีน้ำเงิน นัยน์ตาจะเป็นวงแหวนนสีน้ำเงิน

เรื่องจริงของ “เพอร์ซี่ ฟอว์เซตต์” (นักล่าสมบัติตัวจริง) ที่หายสาบสูญไปในป่าแอมะซอน

“เพอร์ซี่ แฮร์ริสัน ฟอว์เซตต์” (Percy Harrison Fawcett) นักผจญภัยและนักสำรวจชาวอังกฤษ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาเริ่มออกเดินทางสำรวจป่าแอมะซอนตั้งแต่ปี 1906 ในยุคที่ผู้คนต่างมองว่าป่าแอมะซอนเป็นดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยอันตราย ทั้งสัตว์มีพิษ แม่น้ำที่เต็มไปด้วยจระเข้และปลาปิรันยา ไหนจะยังมีชนเผ่ากินคนอาศัยอยู่อีก นี่จึงเป็นเหตุให้ไม่มีนักสำรวจคนใดกล้าย่างเท้าเข้าไปสำรวจแม้แต่ก้าวเดียว

ซึ่งความบ้าบิ่นของฟอว์เซตต์ทำให้เขามีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้วยการเข้า-ออกป่าแอมะซอนเป็นว่าเล่น (7 ครั้ง) โดยจุดประสงค์หลักในการสำรวจนี้คือการตามหา “The Lost City of Z” เมืองโบราณที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ที่เขาเชื่อว่ามันตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่าแอมะซอน..กระทั่งในปี ค.ศ.1925 เขาตัดสินใจออกสำรวจอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขามั่นใจมากกว่า “เมือง Z” ที่เขาตามหาจะต้องซ่อนอยู่ในภูมิภาคมาโต-กรอซโซ ประเทศบราซิลอย่างแน่นอน

และการสำรวจในครั้งนี้ เป็นการเข้าป่าแอมะซอนครั้งที่ 8 ของฟอว์เซตต์ โดยเขาได้นำ ”แจ๊ค” ลูกชายนักผจญภัยวัย 22 ปี พร้อมกับ “ราลี ริมเมลล์” เพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งทั้งสามหวังว่าจะได้พบเมือง Z ตามที่ฟอว์เซตต์เชื่อว่ามีอยู่จริง เขากล่าวกับสำนักข่าวในนิวเจอร์ซีย์ว่า “เราจะกลับมาและนำสิ่งที่เราแสวงหากลับมาด้วย”

ภาพของ เพอร์ซี ฟอว์เซตต์ และ ราลี ริมเมล์ กำลังคุยกับไกด์ในแอมะซอน

เริ่มต้นออกเดินทาง – ในวันที่ 20 เมษายน ปี ค.ศ.1925 ฟอว์เซตต์ได้เดินทางไปยังเขตป่าแอมะซอนที่ห่างไกลของเมืองกูยาบา และนับตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีใครทราบหรือพบร่องรอยใด ๆ ถึงการมีอยู่ของพวกเขาอีกเลย จะมีเพียงก็แต่คำบอกเล่าจากสมาชิกชนพื้นเมืองกาลาปาโลที่ตั้งอยู่ในป่าลึกซึ่งเคยนำทางพวกเขา โดย 1 ในสมาชิกของชนเผ่าเล่าว่า

“ร่างกายพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยุงกัดและแมลงกัดต่อย ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงหมู่บ้าน ฟอว์เวตต์เล่าให้ฟังว่า ‘ต้องเผชิญหน้ากับงูพิษมากมาย รวมถึงโดนชนเผ่าที่ไม่รู้จักมาก่อนโจมตี แต่โชคดีที่พวกเขามีอาวุธปืนจึงช่วยให้หลบหนีมาได้’ ซึ่งทั้งสามคนมาพักอยู่ที่หมู่บ้านของฉัน 2-3 วัน ก่อนจะขอให้นำทางไปจนสุดเขตเท่าที่จะพาไปได้ และก่อนที่พวกเขาจะหายเข้าไปในป่าอีกครั้ง ฉันได้เตือนถึง “ชนเผ่ากินคน” ที่ชอบทำสงครามกับเผ่าอื่น แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้พวกเขากังวลและลดทอนความมุ่งมั่นที่มีอยู่เลยแม้แต่น้อย”

เพอร์ซี ฟอว์เซตต์ เป็นต้นแบบคาแลกเตอร์ของตัวเอกในอินเดียน่าโจนส์

ผ่านไป 2 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ.1927 ไม่มีการติดต่อกลับจากฟอว์เซตต์หรือคนอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลบราซิลจะช่วยกันออกตามหา แต่ก็ไม่มีวี่แววของพวกเขาอยู่เลย ไม่มีแม้กระทั่งศพ เศษเสื้อผ้าหรือสัมภาระใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งการหายไปอย่างปริศนาแบบนี้ ทำให้ไม่สามารถฟันธงได้ว่าทั้งสามเสียชีวิตไปแล้วจริง ๆ

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงพากันตั้งข้อสันนิษฐานไปต่าง ๆ นา ๆ ว่า ถูกเสือกิน , ผลัดตกน้ำแล้วถูกฝูงปิรันยากิน , ถูกเผ่ากินคนจับบูชายัณ หรือแม้แต่เข้าร่วมกับชนเผ่าสักแห่งในป่าไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครทราบเรื่องราวที่แท้จริงว่าตลอดการเดินทางของพวกเขาทั้งสามต้องเผชิญกับอะไรบ้าง และเจอเมืองโบราณที่พวกเขาตั้งใจจะตามหาหรือไม่  จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวการหายไปของพวกเขาก็ยังคงเป็นปริศนาครับ

Fact – เรื่องราวการผจญภัยของ เพอร์ซี ฟอว์เซตต์ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนวนิยายเรื่อง Indiana Jones และในปี 2017 เคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Lost City of Z

ในวันที่ “ไอน์สไตน์” ถูกเสนอให้เป็น “ปธน.ของประเทศ” แต่เขาปฏิเสธ-โดยให้เหตุผลดังนี้

หลังประธานาธิบดีคนแรกของประเทศอิสราเอล ไคม์ ไวซมานน์ (Chaim Weizmann) เสียชีวิตลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1952 ไอน์สไตน์ได้รับเชิญให้รับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป “แต่เขาปฏิเสธ” โดยในจดหมายมีใจความว่า – เขาขาดซึ่งคุณสมบัติและประสบการณ์ ควรให้บุคคลอื่นที่มีความเหมาะสมมาบริหารประเทศจะดีกว่า รวมทั้งเขายังแก่เกินไปแล้วด้วย (ขณะนั้นไอน์สไตน์อายุ 73 ปี)

จดหมายจากรัฐบาลอิสราเอล ที่จ่าหน้าซองถึงไอน์สไตน์

ว่าแต่ทำไมรัฐบาลถึงตัดสินใจเลือกบุคคลที่ไม่มีสัญชาติอิสราเอลเป็นปธน.คนต่อไปด้วยล่ะ ? นั่นก็เพราะ : แม้ไอน์สไตน์จะเกิดที่เยอรมันแต่เมื่อเขาโตพอก็ตัดสินใจได้ว่า “จะไม่ขอเป็นพลเมืองของประเทศชาตินิยมทุกรูปแบบ” จึงทำให้เขาเลือกที่จะเป็นบุคคลไร้สัญชาติเสียดีกว่า แต่ไม่นานก็ได้รับสัญชาติสวิสหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยซูริค ในปี ค.ศ.1901

ต่อมาปี ค.ศ.1909 หลังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต (ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นบุคคลดังระดับโลกแล้ว เพราะก่อนจะได้รับปริญญาเอก เขาได้ตีพิมพ์ผลงานสะท้านวงการ 3 ชิ้น 1.ทฤษฎีโฟตอน 2.ทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษ 3.กลศาสตร์เชิงสถิติ) ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ต้องเดินทางไปบรรยายยังประเทศต่าง ๆ ผ่านการเชิญชวนของผู้ทรงอำนาจทั่วโลก

ข้อความตอนหนึ่งในจดหมาย ที่ตอบโดยไอน์สไตน์เอง

กระทั่ง ค.ศ.1925 ไอน์สไตน์ได้เดินทางไปยังประเทศปาเลสไตน์ และได้รู้จักกับ ไคม์ ไวซมานน์ ประธานองค์การไซออนนิส (กลุ่มเรียกร้องแผ่นดินบ้านเกิดให้กับชาวยิว-โดยมีเป้าหมายคือการจัดตั้งประเทศอิสราเอล) และเหมือนโชคชะตาที่ทั้ง 2 เป็นศาสตราจารย์และชาวยิวเหมือนกัน ไอน์สไตน์จึงตั้งใจที่จะช่วยให้องค์กรนี้ก่อตั้งประเทศอิสราเอลให้ได้ (โดยใช้ชื่อเสียงของไอน์สไตน์ เป็นตั๋วชั้นยอดในการเดินสายระดมทุนและพบปะผู้มีอำนาจ)

และสุดท้ายพวกเขาก็ทำสำเร็จ – ค.ศ.1948 อังกฤษได้ประกาศก่อตั้งประเทศอิสราเอล โดยมี ไวซมานน์ เป็นประธานาธิบดีคนแรก และเมื่อไวซมานน์จากไป ทางรัฐบาลจึงได้เชิญไอน์สไตน์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 2 นั่นเอง (ไม่ต้องห่วงเรื่องสัญชาติเลยครับ เพราะขณะนั้นเขาถือสองสัญชาติร่วมอยู่แล้ว ‘สวิส-อเมริกัน’ ถ้าเพิ่มเข้าไปอีกสักหนึ่งจะเป็นไรไป)

Fact – ไอน์สไตน์เคยกล่าวว่า สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดเกี่ยวกับประเทศอิตาลีก็คือสปาเก็ตตี้ และอย่างที่เรารู้กัน การกินแป้งมากเกินไปนั้นไม่ดี แต่ไอน์สไตน์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเขาเป็นนักคิด ทำให้การบริโภคแป้งจำนวนมากเป็นสิ่งที่ดี

เพราะสมองต้องใช้พลังงานกว่า 20% จากแหล่งพลังงานทั้งหมดในร่างกาย ทั้งเซลล์ประสาทยังไม่สามารถสะสมพลังงานไว้ได้เอง ทำให้การป้อนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอย่างต่อเนื่องสำคัญต่อการทำงานของสมองมาก การอดแป้งจึงทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ ความจำแย่ และมีปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงด้วย

นี่คือ “Crystal Lobster” การกลายพันธุ์สุดหายาก ที่เกิดขึ้น 1 ใน 100 ล้านตัวเท่านั้น

“กุ้งล็อบสเตอร์คริสตัล” (Crystal Lobster) คือกุ้งล็อบสเตอร์เผือก (Albino Lobster) ที่เปลือกมีสีขาวเกือบโปร่งแสง เป็นล็อบสเตอร์ชนิดที่หายากที่สุดเพราะมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 100 ล้านตัวเท่านั้น เรียกได้ว่า “เรามีโอกาสถูกฟ้าผ่ามากกว่าเจอกุ้งชนิดนี้เสียอีก”

ซึ่งล็อบสเตอร์คริสตัลนั้นเกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ไม่สามารถผลิตเม็ดสีได้ เรียกว่า “ภาวะด่าง” (Leucism) ดังนั้นทำให้เมื่อนำกุ้งเผือกไปต้มหรือทำให้สุก เปลือกของมันจะไม่เปลี่ยนเป็นสีส้มแต่จะกลายเป็นสีขาวขุ่นแทน

ทั้งนี้ ด้วยความหายากทำให้มีรายงานการพบล็อบสเตอร์คริสตัลไม่บ่อยนัก ซึ่งล่าสุดคือเมื่อปี 2018 อัลเบิร์ต เลอาห์ จับมันได้ที่นอกชายฝั่งหลุยส์บูร์ก ประเทศแคนาดา โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่นของแคนาดาว่า “ผมทำงานตกกุ้งล็อบสเตอร์มานานกว่า 30 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่พบมัน ในตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นของปลอมด้วยซ้ำ ซึ่งการพบล็อบสเตอร์คริสตัลนั้นเปรียบเสมือนการประสบความสำเร็จในอาชีพการค้าล็อบสเตอร์เลยล่ะ แล้วก็ไม่ต้องห่วงผมปล่อยมันไปแล้ว เพราะมันสวยงามเกินกว่าจะถูกเสิร์ฟบนภัตตาคาร”

สุดท้าย มาดูความหายากของล็อบสเตอร์แต่ละสีกันดีกว่า เริ่มจาก ล็อบสเตอร์สีน้ำเงิน : โอกาสเกิด 1 ใน 2 ล้านตัว , ล็อบสเตอร์สีแดง : โอกาสเกิด 1 ใน 10 ล้านตัว , ล็อบสเตอร์ด่าง (มีจุดดำ ๆ คลายเสือดาว) : โอกาสเกิด 1 ใน 30 ล้านตัว , ล็อบเตอร์สีทูโทนส้ม-ดำ : โอกาสเกิด 1 ใน 50 ล้านตัว ซึ่งปกติแล้วล็อบสเตอร์จะมีสีเขียวอมน้ำตาล

คำถาม : ทำไมกุ้งที่ถูกทำให้สุกถึงเปลี่ยนเป็นสีแดง-ส้มด้วยล่ะ ? ตอบ : เดิมทีในเปลือกกุ้งจะมีสารเม็ดแอสตาแซนทิน (Astaxanthin – สารสีแดงส้ม) อยู่แล้ว แต่ทว่าเปลือกของพวกมันยังมีโปรตีนชื่อ ครัสตาไซยานิน (Crustacyanin) ที่ปกคลุมเปลือกไว้อย่างแน่นหนา ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสารสีแดง-ส้มดังกล่าวได้ แต่ว่าครัสตาไซยานินนั้นแพ้ความร้อน ทำให้เมื่อกุ้งถูกโยนลงหม้อต้มหรือเตาย่าง ความร้อนจะทำลายโปรตีนครัสตาไซยานิน และปรากฎสารเม็ดสีแอสตาแซนธินออกมาทำให้มันกลายเป็นสีส้ม-แดงเมื่อสุกนั่นเอง

ข้อมูลพื้นฐานของล็อบสเตอร์ (Lobster) – ชื่อวิทยาศาสตร์ Homarus Americanus เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งนักวิจัยไม่สามารถระบุอายุ และขนาดโตเต็มที่ของพวกมันได้เนื่องจาก พวกมันโตได้อย่างไม่มีจำกัด เพราะเพื่อพวกมันยิ่งโต ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ พวกมันยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น และไม่เคยมีใครเลี้ยงล็อบสเตอร์ตั้งแต่เกิดจนแก่ตายได้ (อายุมากสุดที่เคยพบคือ 50 ปี) ซึ่งสกิลการป้องกันตัวของพวกมันนอกจากกล้ามคู่ที่ทรงพลังแล้ว มันยังสามารถสลัดกล้ามทิ้งเพื่อหนีเอาตัวรอดได้ด้วย และสามารถงอกใหม่ได้ด้วยการลอกคราบ

Fact – หากใครเคยซื้อกุ้งล็อบสเตอร์มาทำอาหารเองที่บ้าน อาจจะเคยได้ยินเสียง “กรีดร้อง” ของล็อบสเตอร์ แต่ความจริงมันไม่ได้ร้องแต่เกิดจากความร้องทำให้อากาศที่อยู่ในเปลือกถูกรีดออกจากช่องว่างเล็ก ๆ และเกิดเป็นเสียงคล้ายเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดชวนหลอน นอกจากนี้ในอดีตเมื่อศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ล็อบสเตอร์จัดว่าเป็นอาหารชั้นต่ำที่จะถูกเสิร์ฟให้เหล่านักโทษและมีแต่ยากจนเท่านั้นที่จะกินมัน

ชีวิตจริงของ “ชิมแปนซี-กล้ามโต” วัย 22 ปี (ที่แม้จะโคตรเท่-แต่เรื่องจริงไม่เหมือนไวรัล)

นี่คือเรื่องราวชีวิตจริงของ Mongo (มอนโก) ชิมแปนซีวัย 22 ปี ที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์ Twycross Zoo ประเทศอังกฤษ ซึ่งครั้งหนึ่งภาพของมันเคยถูกแชร์ส่งต่อจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก เพราะทุกคนต่างประหลาดใจในกล้ามเนื้อแน่นเปรี๊ยะของมัน แต่ความจริงแล้วมันคือตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตสุดอดทนที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดตั้งแต่กำเนิด เนื่องจากมันป่วยเป็นโรค Alopecia (หรือภาวะขนร่วงขั้นรุนแรง-ซึ่งโรคนี้ก็เกิดกับมนุษย์ได้เช่นกัน)

แท้จริงแล้วกล้ามเนื้อของมันมีเท่ากับลิงตัวอื่น แต่เนื่องจากการที่เส้นขนร่วงทั้งหมด จึงทำให้เห็นกล้ามเนื้อเด่นชัดขึ้นนั่นเอง

โดยข้อมูลจากทางสวนสัตว์ ระบุว่า มอนโกได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เกิด เพราะทุกคนต่างประหลาดใจที่ลิงตัวนี้เกิดมาแล้วแก่เลย และนอกจากจะไร้ขนปกคลุมร่างกายแล้ว ตัวของมันยังป่วยบ่อยมากอีกด้วย  (ภายหลังพบว่ามันยังป่วยเป็นโรคถุงลมและโรคหัวใจร่วมด้วย) เหตุนี้ จึงทำให้ทีมสัตว์แพทย์ต้องตรวจร่างกายของมันเป็นประจำทุกปี และต้องได้รับทั้งยากินและยาฉีดมากกว่าตัวอื่น ๆ ในฝูง

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องร้ายเกิดขึ้นกับมันเสมอไป เพราะด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของมอนโกที่เป็นลิงนิสัยดี ไม่หาเรื่องใครก่อนและชอบอยู่ติดกับพ่อที่ชื่อว่า Jambo (แจมโบ้) จึงทำให้ลิงตัวอื่นในฝูงไม่รังแกแม้มอนโกจะมีรูปร่างไม่เหมือนชิมแปนซีทั่วไปก็ตาม อีกทั้งมันยังเป็นที่นิยมของลิงสาว ๆ ในฝูงด้วยนะ โดยเจ้าหน้าที่เล่าว่าบ่อยครั้งตัวเมียก็แสดงอาการหึงหวง เมื่อมอนโกอยู่ใกล้กับเพื่อนสนิทที่ชื่อ Tuli (ทูลี่) มากเกินไปอีกด้วย

(อัพเดตล่าสุดปี 2016) แต่สุดท้าย ทางสวนสัตว์ก็ต้องแจ้งข่าวร้ายให้กับผู้ติดตามเรื่องราวชีวิตของมอนโกบน Youtube-SloggerVlogger ว่า “ขณะนี้มอนโกได้จากเราไปแล้ว สาเหตุจากมันไม่ฟื้นขึ้นหลังได้รับยาสลบในการตรวจสุขภาพเกี่ยวกับถุงลมบริเวณต้นคอ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า มันมีอาการติดเชื้อภายในอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากไม่แสดงอาการเราจึงไม่ทราบว่าร่างกายของมันอ่อนแอเกินกว่าจะเข้ารับการตรวจโดยใช้ยาสลบ ขอให้มอนโกนอนหลับอย่างสงบ เราทุกคนจะคิดถึงเธอตลอดไป 1994-2016 Rip Mongo” (อายุขัยเฉลี่ยของชิมแปนซีคือ 37 ปี)

(ต่อมาในปีเดียวกัน) เรื่องราวของมอนโกช่วยจุดประกายให้ทางสวนสัตว์ Twycross Zoo เริ่มโครงการศึกษาโรคหัวใจในลิงอย่างจริงจัง เนื่องจากก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2003-2014 สวนสัตว์หลายแห่งในยุโรป มีลิงแข็งแรงจำนวนมากที่เสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (แบบไม่แสดงอาการ-โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด-และเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับอาหารด้วย) ซึ่งแม้ปัจจุบันปี 2021 ทางสวนสัตว์จะยังวิจัยไม่สำเร็จและยังต้องการเวลาอีกมาก แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อลิงทุกสายพันธุ์ทั่วโลกครับ

Fact – แม้ลิงชิมแปนซี (Chimpanzee) จะมี DNA เหมือนมนุษย์มากกว่า 90% แถมยังฉลาดและมีความคิดเป็นของตนเอง (จำตัวเองได้ในกระจกเงา, หากฝูงใหญ่พอจะมีพิธีกรรมประจำฝูง) แต่มันก็ยากมากที่จะรอดพ้นจากน้ำมือมนุษย์ ทำให้ในปัจจุบันการอนุรักษ์ชิมแปนซีไว้ในสวนสัตว์จึงถือเป็นตัวเลือกดีที่สุด เพราะตอนนี้หลงเหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 3,000 ตัวเท่านั้น

รู้จักกับ “นกกระสาปากพลั่ว” (นกขนาดใหญ่สุดหลอน) ที่เหมือนกับคนสวมชุดนกยังไงยังงั้น

สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ทุกคนเห็นอยู่นี้คือ นกกระสาปากพลั่ว (The Shoebill) ชื่อวิทยาศาสตร์ Balaeniceps rex ขนาดเมื่อโตเต็มวัยสามารถสูงได้ถึง 150 ซม. และหากกางปีกออกจนสุดกว้างได้ถึง 260 ซม. หนักประมาณ 4-7 กิโลกรัม

สำหรับรูปซ้ายมือ เคยมีคนเถียงกันว่า “นี่คือรูปของคนที่ใส่คอสตูมเป็นนกตัวนี้” จนสุดท้าย ทางสวนสัตว์ต้องออกมาบอกว่า “นี่ไม่ใช่คนแต่คือนกจริง ๆ” ฮ่า ๆ ๆ

อาศัยอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันออกประเทศซูดานและแซมเบีย แต่ชาวอาหรับมักเรียกมันว่า “abu markub” หมายถึง “ผู้ซึ่งมากับรองเท้า” เพราะมาจากจะงอยปากที่มีลักษณะเหมือนรองเท้านั่นเอง

กินได้แทบทุกอย่าง แต่เหยื่อโอชะที่สุดได้แก่ ปลา กบ ลูกจระเข้ รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กด้วย จัดเป็นนกที่มีอายุขัยยืนยาวมาก 35 ปี ทำรังบนพื้นดิน ออกไข่ครั้งละ 2 ฟอง ซึ่งจะใช้เวลาฟักเป็นตัวราว 30 วัน ก่อนจะเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงเวลาเพียง 6 เดือน (ระหว่างเติบโตลูกนกจะต้องได้รับการป้อนวันละ 5-6 ครั้ง มิเช่นนั้นอาจอดตาย เพราะสารอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกายขนาดใหญ่ของมัน)

สีเทาคือโตเต็มวัย , สีน้ำตาลกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น

ตามบันทึกถูกพบครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1840 โดยชาวอังกฤษที่เดินทางไปยังแอฟริกา ซึ่งนับแต่นั้นความต้องการครอบครองนกชนิดนี้ก็เป็นที่นิยมสำหรับชนชั้นสูงในยุโรปทันที เพราะด้วยขนาดตัวที่ใหญ่และด้วยความแปลกของหน้าตา ส่งผลให้ในตลาดมืดมันมีราคาสูงถึงตัวละ 300,000 บาท

และก็นั่นแหละครับ ปัจจุบันเหลือนกชนิดนี้บนโลกเพียง 3,300-5,300 ตัว จนถูกจัดอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์- (IUCN Red Data List) รวมถึงประเทศไทยการนำเข้าหรือส่งออกนกชนิดนี้ก็ผิดกฏหมายประเทศเราเหมือนกัน

จะงอยสุดคม ความยาว 7-19 ซม. // ภาพขณะกำลังกินปลาไหล

อีกทั้ง มันยังถูกยกให้เป็น The Most Terrifying Bird in the World หรือนกที่น่าเกรงขามที่สุดในโลก เนื่องจากวิธีล่าเหยื่อที่โหดสุด ๆ ดังนี้

มันเป็นนกที่สามารถล่าเหยื่อได้ด้วยการบินโฉบลงในน้ำ หรือยืนอยู่บนน้ำเพื่อรอจังหว่ะที่จะจับเหยื่อได้นานหลายชั่วโมง และเมื่อใช้ปากจับเหยื่อขึ้นมาได้ มันจะใช้จะงอยปากตัดหัวเพื่อปลิดชีพเหยื่อทันที (แม้แต่ลูกจระเข้ที่ว่าหนังหนา หรือเต่าที่ว่ากระดองแข็ง ก็ไม่พ้นจะงอยปากของมัน) ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้มันสามารถกลืนเหยื่อลงคอได้แบบสบาย ๆ โดยที่เหยื่อจะไม่ทำร้ายอวัยวะภายในเหมือนนกขนาดใหญ่ชนิดอื่นครับ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Vultur gryphus

Fact – นกกินเนื้อบินได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ “แร้งแอนเดียน” (Andean Condor) หนักมากถึง 15 กิโลกรัม สูง 130 เซนติเมตร เมื่อสยายปีกกว้างสูงสุด 3 เมตร ตัวสีดำสนิทแต่มีแผงคอสีขาวสุดโดดเด่นและหัวล้าน พวกมันจะมองหาอาหารจากที่สูง (สัตว์ที่ตายแล้ว) โดยมีสายตาดีเยี่ยมไม่แพ้เหยี่ยว ซึ่งจะเลือกติดตามนักล่าบนพื้นดิน เช่น สิงโตหรือฝูงหมาป่า เพื่อคอยกินซากที่เหลือจากนักล่าเหล่านั้นอีกที และสาเหตุที่แร้งต้องคอยกินซากเหยื่อก็เพราะ แร้งทุกชนิดไม่มีกรงเล็บ แถมไม่มีความเร็วมากพอที่จะสามารถไล่ล่าเหยื่อได้นั่นเอง