fbpx
วันศุกร์, เมษายน 23, 2021

ถ้ำลาวาในฮาวาย เตรียมถูกดัดแปลงให้เป็น “สนามฝึก” สำหรับมนุษย์ – ที่จะย้ายไปดาวอังคาร

เมื่อแผนการในระยะยาวของมนุษยชาติ คือการย้ายที่อยู่อาศัยไปยังดาวดวงอื่น ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงได้เตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายดังกล่าว โดยการทดลองลงไปในถ้ำลาวาในฮาวาย เพื่อจำลองสภาพการอยู่อาศัยบนดาวดวงอื่นที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดนั่นเอง

แล้วทำไมต้องใช้ถ้ำลาวาในการจำลองการใช้ชีวิตบนดาวดวงอื่นด้วยล่ะ ? นั่นก็เพราะว่า การที่นักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบภูเขาไฟขนาดใหญ่บนดาวอังคาร ซึ่งเป็นถ้ำที่เคยเก็บลาวามาก่อน ทำให้พื้นดินในบริเวณถ้ำดังกล่าวมีลักษณะเป็นเปลือกหุ้มแข็ง ซึ่งสามารถรองรับน้ำหนักและช่วยไม่ให้ถ้ำถล่มลงมา ยิ่งไปกว่านั้นถ้ำดังกล่าวยังปกป้องตัวเองจาก รังสีคอสเมติกและก้อนอุกกาบาตขนาดเล็ก ซึ่งนับเป็นสภาพแวดล้อมที่รุนแรงบนดาวอังคาร อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะค้นพบ “สิ่งมีชีวิต” อีกด้วย ดังนั้นมันจึงนับว่าเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจต่อการอาศัยของมนุษย์โลกในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ Hawaii Space Exploration Analog and Simulation (Hi-SEAS) จึงร่วมมือกับ องค์การนาซา เพื่อจัดตั้งภารกิจสำหรับนักบินอวกาศ ในการเลียนแบบการใช้ชีวิตบนดาวอังคารและดวงจันทร์โดยใช้พื้นที่บริเวณถ้ำของภูเขาไฟเมานาโลอา (Mauna Loa) รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีถ้ำลาวาที่เมื่อเย็นตัวแล้วจะมีสภาพแวดล้อมคล้ายกับถ้ำภูเขาไฟบนดาวอังคาร อีกทั้งยังเป็นภูเขาไฟที่มีปริมาตรพื้นที่เยอะที่สุดในโลก ซึ่งใกล้เคียงกับภูเขาไฟมหึมาบนดาวอังคารนั่นเอง

โดย มิคาเอลา มูซิโลวา (Michaela Musilova) ผู้อำนวยการของ Hi-SEAS เล่าว่า “ในภารกิจนี้ทีมนักวิจัยซึ่งมีสมาชิก 6 คน จะอาศัยบนโดมของลาวาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน เพื่อค้นหาเบาะแสของสิ่งมีชีวิตที่เกิดในสิ่งแวดล้อมที่ยากลำบากเช่นนี้ และนำมาศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาความเป็นไปได้ของเกิดสิ่งมีชีวิตในถ้ำลาวาของดวงจันทร์และดาวอังคารอีกด้วย”

ทั้งนี้ การจำลองการอยู่อาศัยในภารกิจดังกล่าว ทรัพยากรอย่าง อาหาร น้ำ และพลังงานมีจำนวนจำกัดมาก จึงทำให้ต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด ซึ่งเหมือนกับการใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ หรือดาวอังคารนั่นเอง โดยการสำรวจสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ภูเขาไฟนั้น จำเป็นต้องสวมชุดป้องกัน หมวกนิรภัย และติดตั้งระบบสนับสนุนชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเก็บข้อมูลในระบบนิเวศที่อันตรายเช่นนี้

มิคาเอลา กล่าวทิ้งท้ายว่า “นอกจากการศึกษาหาสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว การทำงานของนักวิจัยยังเผชิญความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากลุ่มตัวอย่างจุลชีววิทยา (คือการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) ทำให้ต้องทำงานอย่างระมัดระวังอย่างมาก ประกอบกับความลำบากจากชุดป้องกันที่สวมใส่ซึ่งจำกัดการเคลื่อนไหวและการมองเห็น ซึ่งนับเป็นความยุ่งยากที่นักวิจัยต้องเผชิญ แต่พวกเราก็หวังว่ายิ่งเรามีความพร้อมในการศึกษาบนโลกมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสามารถวางแผนเพื่อจะศึกษาสภาพแวดล้อมบนดาวดวงอื่นได้ดีขึ้นเท่านั้น”

Fact – ภูเขาไฟเมานาโลอา (Mauna Loa) มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 4,169 เมตร กว้างประมาณ 120 กิโลเมตร ซึ่งกินเนื้อที่กว่า 5271 ตารางกิโลเมตร โดยสัดส่วนเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วถ้ำให้ภูเขาไฟดังกล่าวมีปริมาตรรวมมากถึง 75,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะฮาวาย และทำให้มันเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกแบบไม่ต้องสงสัย

รู้จัก “โลมา-วากีต้า” โลมาหมีแพนด้าที่เหลือเพียง 10 ตัวทั่วโลก (เสี่ยงสูญพันธุ์ที่สุดแล้ว)

“โลมาวากีต้า” (Vaquita) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิด Porpoise ที่หายากและมีขนาดเล็กที่สุดในโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติการสูญพันธุ์ขั้นรุนแรง จากข้อมูลล่าสุดพบว่า มันมีจำนวนเหลือเพียง 10 ตัวในโลกเท่านั้น

โดยโลมาเจ้าของใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตัวนี้ ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1958 พวกมันมีขนาดตัวที่ยาวเพียง 1.2-1.5 เมตร และหนักประมาณ 45-55 กิโลกรัมเท่านั้น อาศัยบริเวณ Sea of Cortez ทางตอนเหนือของอ่าวแคลิฟอร์เนีย และชายฝั่งทะเลของเม็กซิโก โดยชื่อ Vaquita เป็นภาษาสเปน แปลว่า “วัวน้อย” นอกจากนี้มันยังมีชื่อเล่นว่า แพนด้าแห่งมหาสมุทร เนื่องจากมันมีวงแหวนสีดำบริเวณรอบดวงตา

โดยสาเหตุการตายของพวกมันมักมาจากการถูกคุกคามโดยชาวประมงที่ลักลอบเข้ามาจับปลาอย่างผิดกฎหมายในบริเวณอ่าวแคลิฟอร์เนีย ซึ่งวากีต้ามักจะโชคร้ายเข้าไปติดกับอวนประมง หรือตะแกลง แล้วออกมาไม่ได้จนขาดใจตายในที่สุด ซึ่งในปี ค.ศ.1997 ยังมีโลมาวากีตาอยู่ประมาณ 567 ตัว แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพบว่าประชากรของพวกมันลดลงไปกว่า 98 เปอร์เซนต์

อย่างไรก็ตาม เดิมทีพวกมันสามารถแพร่พันธุ์ได้ต่อเนื่องทุก ๆ ปี แต่ปัจจุบัน ด้วยประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้วากีตาสามารถออกลูกได้เพียง 1 ตัวในระยะเวลาปีเว้นปีเท่านั้น ทำให้หน่วยบริการการประมงทางทะเลแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NMFS) แบนการนำเข้ากุ้งและอาหารทะเลจากเม็กซิโก ที่จับได้ภายในถิ่นที่อยู่อาศัยของวากีต้าที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อกดดันรัฐบาลเม็กซิโกให้หยุดการทำประมงเชิงพาณิชย์จากการใช้ตาข่ายและอวน อีกทั้ง เป็นการตอกย้ำการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล (MMPA) อีกด้วย

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยของอเมริกาได้จัดตั้งโครงการ VaquitaCPR  เพื่อที่จะเพาะพันธุ์โลมาวากีตาขึ้นมา โดยการเลี้ยงในระบบปิด แต่กลับต้องเผชิญปัญหาเรื่องความเครียดของโลมาที่ถูกจำกัดบริเวณการใช้ชีวิต จึงทำให้นักวิจัยจำเป็นต้องปล่อยโลมาวากีตาคืนสู่ทะเล โดยที่ยังติดแท็กดาวเทียมไว้บนร่างกายของโลมาเหล่านั้นเพื่อการวิจัยต่อไป

นอกจากนี้ องค์กร Sea Shepherd Global ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้เครื่องติดตาม เรือตรวจเวรยาม และหอสังเกตการณ์ เพื่อเฝ้าระวังในบริเวณที่มีโลมาวากีตาอาศัยอยู่และป้องกันไม่ให้วากีตาถูกรบกวนจากอวนทะเลของชาวประมง โดยปัจจุบัน โลมาวากีตาถูกจัดอยู่ใน Critically Endangered หรือกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์  อีกทั้งอยู่ถูกระบุในบัญชีแดงของไอยูซีเอ็น หรือ IUCN Red List ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ว่าเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลกอีกด้วย

เพิ่มเติม – หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ต้องอนุรักษ์โลมาวากีตา นั่นก็เพราะ พวกมันเป็น “สัตว์ชายขอบ” หรือ Edge species หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการเฉพาะตัว มีญาติน้อย อีกทั้งยังมีรูปร่างและพฤติกรรมประหลาดแตกต่างจากสัตว์สปีชีส์เดียวกัน ซึ่งถ้าหากมันสูญพันธุ์ไปก็เท่ากับว่าโลกของเราจะสูญเสียสิ่งมีชีวิตลักษณะเฉพาะเช่นนี้ไปตลอดกาลนั่นเอง

รู้จักกับ “เกาะข้ามเวลา” สถานที่ที่ห่างกันเพียง 4 กิโลเมตร – แต่เวลากลับต่างกันถึง 21 ชม.

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใช้งาน TikTok ที่ชื่อว่า Content Dropped ทำการโพสต์วีดีโอจนเกิดเป็นแกแสไวรัลกี่ยวกับ เกาะสองเกาะที่ชื่อว่า “เกาะบิ๊ก ไดออมีด” (Big Diomede) ที่มีขนาดใหญ่กว่าตั้งอยู่บริเวณเขตไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย และ “เกาะลิตเติล ไดออมีด” (Little Diomede) ที่ตั้งอยู่บริเวณรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 4 กิโลเมตร แต่กลับมีไทม์โซนต่างกันถึง 21 ชั่วโมง

โดยหมู่เกาะแห่งนี้ถูกค้นพบในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1728 โดย ไวตัส เบริง (Vitus Bering) นักเดินเรือชาวเดนมาร์ก ก่อนจะตั้งชื่อว่า “ไดออมีด” ตามชื่อของนักบุญชาวกรีก โดยทั้งสองเกาะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ -15 °c ในหน้าหนาว และสูงสุดที่ 10 °c ในหน้าร้อน ซึ่งเดิมทีบริเวณแถบนี้เป็นเพียงเขตล่าสัตว์ของชนเผ่ายูปิก (Yupik) เท่านั้น

ทั้งนี้ สาเหตุที่เกาะทั้งสองมีเวลาต่างกันนั่นก็เพราะ ถูกคั่นกลางด้วย International Date Line (IDL) ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตวันสากลด้วยเส้นลองติจูดที่ 180 จึงทำให้เกาะบิ๊กไดออมีดมีเวลาล่วงหน้าไปกว่าเกาะลิตเติลไดออมีดถึง 21 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากคำตอบถูกแชร์ลงบน TikTok ได้สร้างความตกใจให้กับผู้ใช้โซเชียลจำนวนมาก จนเข้าไปแสดงความเห็นกันมากมาย อาทิ “ลองนึกภาพการทำงานบนเกาะทั้งสองแห่งดูสิ เราสามารถทำงาน 2 กะ ๆ ละ 8 ชั่วโมงได้เลยนะเนี่ย” ขณะที่อีกคอมเมนต์กล่าวว่า “นี่ก็แสดงว่าฉันสามารถฉลองปีใหม่บนเกาะหนึ่ง และย้อนกลับไปปีเก่าในอีกเกาะได้ด้วยน่ะสิ”

ปัจจุบัน เกาะบิ๊ก ไดออมีด ถูกแปรสภาพเป็นสถานีตรวจอากาศของกองทัพรัสเซีย โดยมีการอพยพผู้ที่อาศัยบนเกาะแห่งนี้ไปยังแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่สมัยรัฐบาลโซเวียตยังไม่ล่มสลาย ส่วนเกาะลิตเติล ไดออมีด ตามการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกาในปี 2010 พบว่า มีชาวประมงชนเผ่าชุกชี (Chukchi) อาศัยอยู่ประมาณ 115 คน โดยเกาะแห่งนี้ยังประกอบไปด้วยโรงเรียน ร้านขายของเล็ก ๆ และที่ทำการไปรษณีย์อย่างละ 1 ร้าน ซึ่งคนบนเกาะจะกินอาหารพื้นบ้านและอาหารที่ส่งมาจากทางเฮลิคอปเตอร์ปีละครั้ง นอกจากนี้ หากต้องการเดินทางไปยังเกาะต้องได้รับจดหมายอนุญาตก่อนเท่านั้น

เพิ่มเติม –  เส้นแบ่งเวลาบริเวณดังกล่าว เป็นเขตพรมแดนทางทะเลของทั้งสองประเทศ ในยุคของสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต นอกจากนี้ เกาะทั้งสองแห่งยังมีชื่อเล่นว่า “Tomorrow Island” (เกาะบิ๊กไดออมีด) และ “Yesterday Island” (เกาะลิตเติล ไดออมีด) เพราะด้วยเวลาของเกาะทั้งสองที่ห่างกันเกือบ 1 วันเต็ม ส่งผลให้เมื่อเรายืนอยู่บนเกาะบิ๊กและมองข้ามไปยังเกาะลิตเติล = เรากำลังมองอดีต (เมื่อวาน) อยู่ หรือในทางกลับกัน ถ้าเรายืนอยู่เกาะลิตเติลและมองข้ามไปยังเกาะบิ๊ก = เรากำลังมองอนาคต (พรุ่งนี้) อยู่นั่นเอง

ลักษณะบ้านเรือนที่อยู่อาศัยบนเกาะลิตเติล ไดออมีด (Little Diomede) ของสหรัฐอเมริกา

Fact – เกาะคิริติมาตี (Kiritimati) ที่เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐคิริบาตี (Kiribati) นับเป็นดินแดนที่มีเวลานำหน้ากว่าใครในโลก โดยเกาะดังกล่าวเป็นเกาะเล็ก ๆ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ระหว่างประเทศออสเตรเลีย กับรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกาะแห่งนี้ยังนับเป็นพื้นที่ที่อยู่ทางตะวันออกที่สุดของโลกอีกด้วย นั่นเท่ากับว่า หากต้องเคาท์ดาวน์ปีใหม่แล้วละก็ คนบนเกาะแห่งนี้จะได้เคาท์ดาวน์ก่อนคนไทยถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ภาพพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย “ริวกู” (อายุ 4,600 ล้านปี) ที่เผยข้อมูลบางอย่างที่เราไม่คุ้นเคย

เมื่อปี 2018 ศูนย์วิจัยและสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น (JAXA) ได้ส่งยานสำรวจฮายาบูสะ 2 (Hayabusa 2) ขึ้นไปสำรวจและเก็บตัวอย่างหินบน “ดาวเคราะห์น้อย-ริวกู” (Ryugu) ที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 350 ล้านกิโลเมตร มีอายุเก่าแก่ถึง 4,600 ล้านปี ซึ่งตรวจสอบข้อมูลพบว่ามันอาจเปิดเผยถึงที่มาของสิ่งมีชีวิตบนโลกและการก่อกำเนิดจักรวาล

โดยตัวอย่างของดาวเคราะห์น้อยริวกูถูกบรรจุลงในแคปซูล ที่เก็บรวบรวมมาได้ 0.1 กรัม ถูกส่งกลับมาถึงโลกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปี 2020 ซึ่งพุ่งตกลงไปยังทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย หลังจากเก็บตัวอย่างและศึกษาพบว่ามันมีลักษณะคล้ายกับอุกกาบาตชนิดคาร์บอเนเซียสคอนไดรต์ (Carbonaceous Chondrites) เป็นหินที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เรารู้จักในระบบสุริยะที่เคยตกลงมายังโลก 

แต่อุกบาตเหล่านั้นเมื่อผ่านชั้นบรรยากาศทำให้สภาพของมันเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้ยากต่อการศึกษา แต่ว่าตัวอย่างที่เก็บมาได้จากฮายาบูสะ 2 นั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จากเมื่อ 4,600 ล้านปีก่อน นับว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่นักวิจัยไม่เคยพบและเหมาะแก่การศึกษาอย่างยิ่ง

ภาพจำลองยานสำรวจฮายาบูสะ 2 ขณะลงจอดบนดาวเคราะห์น้อยริวกู

มาโคโตะ โยชิกาวา นักวิทยาศาสตร์จาก JAXA ระบุว่า “ดาวเคราะห์อย่างโลกหรือดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะ เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบไปมากจากเมื่อครั้งก่อกำเนิด เพราะมีปัจจัยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเช่น ความร้อนหรือการควบแน่น ซึ่งทำให้องค์ประกอบของวัสดุทั้งหลายทั้งบนพื้นผิวและใต้พื้นผิวเปลี่ยนไปจากเดิมเกือบหมดตามเวลาที่ผ่านไป ตรงกันข้ามกับวัสดุบนดาวเคราะห์น้อยที่ไม่มีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและยังคงรักษาองค์ประกอบเดิมไว้ครบถ้วน”

ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เก็บได้จากดาวเคราะห์น้อยริวกู ทางศูนย์วิจัย JAXA จะแบ่งให้กับองค์การนาซา และองค์การอวกาศอีกหลายประเทศเพื่อช่วยกันศึกษาถึงที่มาของสิ่งมีชีวิตบนโลกและต้นกำเนิดจักรวาล นอกจากนั้นจะเก็บส่วนหนึ่งไว้เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ในอนาคต ทีมนักวิจัยหวังว่า “เมื่อเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ก้าวหน้าขึ้นมากกว่านี้ ตัวอย่างของดาวเคราะห์น้อยริวกูจะมีประโยชน์ในการไขความลับของจักรวาลให้พวกเราได้ทราบกัน”

ตัวอย่างของดาวเคราะห์น้อยริวกูที่เก็บได้

เพิ่มเติม – ยานสำรวจฮายาบูซะ 2 (Hayabusa 2) เป็นโครงการส่งยานอวกาศที่มีภารกิจสำรวจและเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยกลับคืนสู่โลก เป็นภารกิจที่ต่อจากภารกิจ Hayabusa ที่เก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยกลับคืนสู่โลกในปี 2010 ซึ่งประสบความสำเร็จในการสำรวจดาวเคราะห์น้อย 25143 อิโตกาวะ ไปเมื่อปี พ.ศ. 2548  สำหรับยานสำรวจ Hayabusa 2 สร้างโดยบริษัท NEC ของญี่ปุ่น

Fact – “ดาวเคราะห์น้อย ไซคี 16” (Psyche 16 asteroid) ถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1852 โดยดาวดวงนี้ได้รับฉายาว่า “ขุมทรัพย์แห่งอวกาศ” เพราะดาวทั้งดวงเต็มไปด้วยทองคำ ซึ่งคาดว่าทั้งหมดนั้นมีมูลค่ามากถึง 10 ล้านล้านล้านดอลลาร์ (ตัวเลข 10,000 ตามด้วย เลขศูนย์ 15 ตัว) ซึ่งหากคิดเล่น ๆ ถ้านำมูลค่าของดาวดวงนี้มาเฉลี่ยเป็นเงินแล้วแจกให้ทุกคนบนโลกอย่างเท่าเทียม ทุกคนจะได้รับเงินประมาณ 93,000 ล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

การศึกษาล่าสุดเผย “เสาหน้าคนสุดสยอง” (พบที่รัสเซีย) อาจเก่าแก่กว่าพีระมิดกีซาก็เป็นได้

เจ้าประติมากรรมหน้าตาประหลาดชวนขนลุกนี้ มีชื่อว่า “ชิกีร์ ไอดอล” (Shigir Idol) ถือเป็นประติมากรรมจากไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ถูกจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ตำนานท้องถิ่น Sverdlovsk ในประเทศรัสเซีย ซึ่งเดิมทีถูกระบุว่ามีอายุถึง 9,500 ปี แต่จากการศึกษาครั้งล่าสุดพบว่า แท้จริงมันมีอายุเก่าแก่กว่าที่เคยสันนิษฐานกัน และอาจเก่ากว่าพีระมิดแห่งกีซาถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

โดย เสาแกะสลักต้นนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1890 บริเวณหนองน้ำชิกีร์ เทือกเขาอูรัล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเยคาเตรินเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากพื้นดินถึง 4 เมตร ทำให้ไม่ถูกรบกวนจากแบคทีเรีย อีกทั้งยังถูกพบในลักษณะชิ้นส่วนแยกกันเป็น 10 ชิ้น ซึ่งเมื่อนำมาประกอบต่อกันเสาแกะสลักนี้มีความสูงถึง 2.8 เมตร โดยนักโบราณคดีระบุว่า ยังมีชิ้นส่วนบางอย่างขาดหายไป หากหาครบและนำมาประกอบ เสาต้นนี้อาจสูงมากกว่า 5 เมตรก็เป็นได้

ซึ่งสาเหตุที่มีการระบุอายุผิดพลาดเป็นเพราะผิวด้านนอกของเสาแกะสลัก ถูกซ่อมแซมด้วยขี้ผึ้งและแต่งเติมเม็ดสีในช่วง 120 ปีที่ผ่านมา นั่นทำให้มันดังกล่าวดูอ่อนกว่าอายุที่ควรจะเป็น โดยในปี 2014 ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกิททิงเงิน ประเทศเยอรมัน ได้ใช้เทคนิค “เรดิโอคาร์บอน” (Radiocarbon Dating หรือ Carbon-14) เพื่อตรวจสอบอายุที่แท้จริงด้วยการวิเคราะห์จากแกนกลางเสา ทำให้เผยข้อมูลสำคัญว่า “ชีกีร์ ไอดอล ถูกแกะสลักจากต้นสนที่มีอายุเก่าแก่กว่า 11,500 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่า ประติมากรรมรูปแกะสลักนี้อาจถือกำเนิดมาตั้งแต่ปลายยุคน้ำแข็งกันเลยทีเดียว”

อีกทั้ง โทมัส เทอร์แบร์เกอร์ (Thomas Terberger) นักโบราณคดีชาวเยอรมัน กล่าวเสริมว่า “งานแกะสลักนี้อาจเป็นฝีมือของนักล่าสัตว์ในยุคโบราณซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ซับซ้อน ซึ่งอาจถูกใช้เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่นักล่าสัตว์ด้วยกันเอง โดยมีสัญลักษณ์รูปเรขาคณิตซึ่งเป็นเครื่องหมายต้องห้ามที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์”

ทั้งนี้ จากการศึกษาในช่วงแรกพบว่า ชิกีร์ ไอดอล มีส่วนของใบหน้าทั้งหมด 7 หน้า และมีร่างกายที่ปกคลุมด้วยสัญลักษณ์เรขาคณิตที่แกะสลักทั้งบนใบหน้าและตามร่างกาย โดยนักโบราณคดีในอดีตเชื่อกันว่า “สัญลักษณ์เรขาคณิตเหล่านี้ อาจหมายถึงสิ่งมีชีวิตอย่าง ผู้ชาย ผู้หญิง พืช และสัตว์ รวมถึงเป็นตัวแทนของเทวรูปที่มีความหมายเกี่ยวกับการสร้างโลก” แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้มีการชี้ชัดถึงความหมายของรูปแกะสลักนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม มิคาอิล ชิลิน นักโบราณคดีชาวรัสเซีย ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้จะยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ชิกีร์ ไอดอล ถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร แต่การค้นพบรูปแกะสลักจากต้นไม้นี้ บ่งบอกว่ามนุษย์ในยุคโบราณไม่ได้ใช้หินในการสร้างงานศิลปะ หรืออนุสรณ์สถานเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขารู้วิธีการแกะสลักไม้อย่างมีฝีมือ แต่ก็ยังนับว่าน่าแปลกใจที่งานศิลปะจากไม้สามารถอยู่รอดได้ถึงปัจจุบัน”

Fact – รู้หรือไม่ ? ปริศนาการสร้างพีรมิดอียิปถูกไขคำตอบได้นานแล้ว โดยกลุ่มนักวิจัยชาวดัตช์ที่ระบุว่า แรงงานทาสจำนวนมากในสมัยนั้น ใช้วิธียกหินวางบนรถเลื่อน และใช้วิธีเทน้ำลงบนทรายเพื่อลากมันได้ง่ายขึ้น หรืออีกทฤษฎีก็คือการขนย้ายหินโดยการขุดคลอง และใช้น้ำเพื่อลดภาระในการขนย้ายหิน และใช้การทำอุโมงค์ผันน้ำ เพื่อนำหินขึ้นไปสู่แต่ละชั้นของพีระมิด

หนุ่มทดลองให้ “เต่าอัลลิเกเตอร์-กัด” เพื่อทดสอบความเจ็บปวด และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ?

“ไคโยตี พีเตอร์สัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าและยูทูปเบอร์ช่อง Brave Wilderness ได้ทำการทดลองให้เต่าอัลลิเกเตอร์ยักษ์ ขนาดตัวหนัก 20 กิโลกรัม กัดเข้าที่แขนเพื่อทดสอบความเจ็บปวดและความรู้สึกหากโดนมันกัดเข้าจริง ๆ และนี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น **ห้ามทำตาม**

โดยขั้นแรก พีเตอร์สันได้ทดสอบแรงกัดของมันด้วยการใช้น่องไก่งวงสดที่มีขนาดใกล้เคียงกับแขนของเขา ยัดเข้าปากของเต่าอัลลิเกเตอร์ เพื่อจะดูว่าหากแขนของเขาถูกมันกัดเข้าโดยตรงจะเป็นยังไง ผลคือเนื้อน่องไก่หลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ นั่นหมายความว่าหากเขายื่นแขนให้มันกัดตรง ๆ เนื้อบริเวณแขนที่ถูกกัดจะต้องหลุดออกมาไม่ต่างจากเนื้อของน่องไก่งวงที่หลุดออกมาแน่ ๆ

ซึ่งสาเหตุที่มันสามารถฉีกเนื้อของน่องไก่ให้หลุดออกมาได้ขนาดนั้น เป็นเพราะแรงกัดของเต่าอัลลิเกเตอร์มีค่าอยู่ที่ 1,200 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นรองจากจระเข้น้ำเค็ม (ที่มีแรงกัด 1,700 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) และมากกว่าแรงกัดของสุนัขพิทบูลถึง 3 เท่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมมันถึงสามารถฉีกเนื้อน่องไก่ได้อย่างง่ายดายแบบนั้น อีกทั้งด้วยแรงกัดมหาศาลนี้ มันจึงได้รับฉายา สายพันธุ์เต่าที่โหดที่สุดในโลก

กลับมาที่การทดลองพีเตอร์สันยังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะทดสอบความเจ็บปวดหากโดนเต่าอัลลิเกเตอร์กัด โดยเขาได้สร้างปลอกแขนเป็นเครื่องป้องกันด้วยการใช้ผ้าพันยึดกล้ามเนื้อ + เฝือกไม้ + ผ้าพันแผลอย่างหนา จากนั้น ก็เริ่มทดลองให้มันกัดเข้าแขนเต็ม ๆ

ผลที่ได้คือ แรงกัดของมันหักเฝือกไม้ที่หุ้มแขนไว้แตกละเอียด เขี้ยวเจาะทะลุผ้าพันแผลไปถึงแขน พีเตอร์สันกล่าวว่า “แม้ว่าผมจะมีเครื่องป้องกัน แต่ก็ไม่สามารถป้องกันแรงกัดของมันได้เลย ซึ่งความเจ็บปวดนั้นผมรู้สึกว่าถูกมีดปักเข้ากลางแขน นั่นทำให้ผมไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า หากไม่มีเครื่องป้องกันเหล่านี้และถูกกัดตรง ๆ มันจะเจ็บปวดขนาดไหนกัน”

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเต่าอัลลิเกเตอร์ไม่ใช่สัตว์ที่จะเข้าจู่โจมมนุษย์ เว้นเสียแต่ถูกยุยงหรือกระตุ้นให้หงุดหงิด มันก็พร้อมต่อสู้เช่นกัน ทั้งนี้ จุดประสงค์ที่เขาได้ทำการทดลองนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความอันตรายของสัตว์ป่า และถึงแสดงวิธีการเอาตัวรอดหรือหลีกเลี่ยงจากสัตว์ป่าดุร้ายเหล่านี้

เพิ่มเติม – สุดท้ายมารู้จักกับ ไคโยตี พีเตอร์สัน (Coyote Peterson) กันอีกสักนิด – พีเตอร์สันมีความหลงใหลสัตว์ป่ามาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าเขาไม่ได้จบทางด้านสัตว์หรือชีววิทยามาแต่อย่างใด พีเตอร์สันศึกษาและทำความเข้าใจกับสัตว์ป่าทุกชนิดทั่วโลกด้วยตนเอง  จนในปี 2014 เขาเริ่มทำยูทูปที่ปัจจุบันมีติดตามมากถึง 18.5 ล้านคน ซึ่งเขาทำการทดลองให้สัตว์อันตรายหลายชนิดกัด เพื่อทดสอบความเจ็บปวดแบบนี้มาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น งู จระเข้ แมงป่อง กิ้งก่าพิษ เป็นต้น

Fact – เต่าแอลลิเกเตอร์ (Alligator Snapping Turtle) ชื่อวิทยาศาสตร์ Macrochelys temminckii เป็นเต่าน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา สามารถหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัม กระดองยาวตั้งแต่ 35 ถึง 81 เซนติเมตร มีอายุขัย 20 ถึง 70 ปี สามารถกินได้ทุกสิ่งที่ขวางหน้าแม้กระทั่งอัลลิเกเตอร์ขนาดเล็ก

การสำรวจป่าลึกในคอสตาริกา ทำให้พบ “สถาปัตยกรรม-จากกองทัพมด” (สูงถึง 50 เซนติเมตร)

หลายคนอาจไม่รู้ว่า สัตว์ที่เราคุ้นตากันเป็นประจำอย่าง “มด” จะมีสกิลการเป็นสถาปนิกในตัวเองอยู่สูงมาก พวกมันมักรวมกลุ่มกันเป็นกองทัพสถาปนิกจิ๋วเพื่อรังสรรค์สถาปัตยกรรมสุดแหวกแนวอยู่เป็นประจำ เช่นเดียวกับภาพที่เราเห็นอยู่ด้านล่างของ แดเนียล โครนาวเออร์ (Daniel Kronauer) ที่ทั้งสวยงามและแปลกตาจนทำให้ภาพนี้สามารถคว้ารางวัลจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในลอนดอนได้สำเร็จ

จุดเริ่มต้นของภาพถ่ายดังกล่าว เกิดขึ้นจากการติดตามกองทัพมดเร่ร่อนไปกว่า 400 เมตร ผ่านป่าฝนใกล้สถานีชีววิทยา ลา เซลวา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศคอสตาริกา ทำให้แดเนียลได้พบกับการรวมทีมกันของเหล่าสถาปนิกจิ๋วเพื่อเตรียมสร้างแคมป์พักแรมชั่วคราวให้กับมดราชินีและตัวอ่อน ก่อนจะเริ่มเดินทางอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น

โดยพฤติกรรมการสร้างที่พักพิงของเหล่ามดงานนั้น พวกมันจะเริ่มจาการใช้อุ้งเท้าล็อคกันเสมือนเป็นนั่งร้าน เพื่อที่จะสร้างอุโมงค์และห้องใต้ดิน ก่อนจะแตกแขนงเป็นห้องอื่น ๆ โดยห้องแต่ละห้องที่สร้างขึ้นจะได้รับการรจัดสรรอย่างลงตัวเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ซึ่งจะมีทั้งห้องเก็บอาหาร ห้องที่เก็บของเหลือจากการกิน ห้องพักของมดราชินี ห้องสำหรับมดตัวอ่อน และการที่มีห้องมากมายเช่นนี้ยังสามารถถ่ายเทอากาศ ช่วยให้มหาวิหารของพวกมันไม่อับชื้นจนเกินไป

ทั้งนี้ หลังจากผ่านไป 17 วัน กองทัพมดได้ย้ายที่พักพิงชั่วคราวไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ลำต้นของต้นไม้ที่มีลักษณะกลวง และอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นหลายวันเพื่อให้ราชินีสามารถวางไข่ได้มากขึ้น ก่อนจะเริ่มเดินทางกันต่อ โดยแคมป์ชั่วคราวของพวกมันมักจะมีลักษณะเป็นรูปกรวย หรือม่าน และมักจะอาศัยใบไม้เป็นตัวช่วยในการสร้างที่พักพิงด้วย

โดยพวกมันใช้ใบไม้ขนาดใหญ่สองใบที่มีขนาดใกล้เคียงกันมาทำเป็นโครงสร้างฐาน ก่อนจะรวมตัวกันสร้างห้องหับสำหรับเป็นที่พักอาศัย ดูคล้ายกับมหาวิหารที่มีเสาสามต้นเรียงต่อกัน ซึ่งมีขนาดสูงถึง 50 เซนติเมตร แดเนียลเล่าว่า “ทันทีที่เห็นสถาปัตยกรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ ผมค่อย ๆ วางกล้องลงบนพื้นอย่างเบามือที่สุด ในระยะห่างไม่กี่เซนติเมตรจากรังของพวกมัน และเลือกใช้เลนส์กว้างเพื่อถ่ายให้เห็นสภาพแวดล้อมได้อย่างชัดเจน สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่พยายามหายใจไปโดน หรือเอาร่างกายไปสัมผัสกับรังของพวกมัน เพราะจะทำให้พวกมันอารมณ์เสียได้”

แดเนียล โครนาวเออร์ (Daniel Kronauer) ขณะกำลังบรรยายเกี่ยวกับการลงภาคสนามจนค้นพบรังมดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า “The architectural army” ซึ่งแดเนียลได้ถ่ายไว้ขณะลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางสังคมและพฤติกรรมของสัตว์ โดยภาพนี้ยังได้รับรางวัลชนะเลิศประเภท “พฤติกรรมของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง” จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในลอนดอน ประจำปี 2019 อีกด้วย

Fact – รู้หรือไม่ว่า อาณานิคมของมดที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นทีความยาวถึง 6,000 กิโลเมตร เริ่มต้นจากทางตอนเหนือของอิตาลี-พาดผ่านทางตอนใต้ของฝรั่งเศส-ไปยังชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของสเปน ซึ่งเป็นผลงานของมดจากอาร์เจนติน่าสายพันธุ์ Linepithema humile ที่ถูกนำเข้ามาในยุโรปเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

ค้นพบ “กระท่อม” อายุ 25,000 ปี ที่ถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนของ “แมมมอธ” ทั้งหลัง

เมื่อปี ค.ศ.1965 นักวิจัยจากยูเครนและรัสเซียร่วมกันออกสำรวจเมืองเมิสเซริช (Mezhyrich) แหล่งโบราณคดี ที่ตั้งอยู่ห่างออกไป 15 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกของประเทศยูเครน พบ “กระท่อมโบราณ – ที่ถูกสร้างจากชิ้นส่วนของแมมมอธ” ฝังลึกลงไปใต้ดินประมาณ 2-3 เมตร เป็นกระท่อมรูปทรงไข่ มีพื้นที่ประมาณ 12-24 ตารางเมตร ซึ่งไม่ได้มีแค่หลังเดียว แต่พบถึง 4 หลังเลยล่ะ

“กระท่อมแมมมอธ” ที่แสดงในงาน Frozen Woolly Mammoth Yuka Exhibit ที่เมืองโยโกยามะ ประเทศญี่ปุ่น ปี 2013

นักวิจัยคาดว่ากระท่อมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 15,000-14,000 ปีก่อน โดยโครงสร้างประกอบไปด้วยโครงกระดูกแมมมอธที่เรียงซ้อนกัน ประกอบไปด้วยกะโหลก กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา กระดูกเชิงกราน และกระดูกสะบัก และนำหนังของแมมมอธมาคลุมกระท่อมเป็นหลังคาอีกที

นอกจากกระท่อมทั้ง 4 หลัง นักวิจัยยังพบหลุมขยะแมมมอธ ลึก 1 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตร จำนวน 10 หลุม ที่รวบรวมซากกระดูกแมมมอธไว้มากถึง 149 ตัว และกองเพลิงที่ใช้ไขมัน-กระดูกแมมมอธมาเป็นเชื้อเพลิงอีกจำนวนมาก อีกทั้งยังพบ อุปกรณ์ล่าสัตว์ เครื่องมือหินต่าง ๆ เช่น เข็มสวานใช้สำหรับเจาะรู เครื่องขัด รวมไปถึง เครื่องประดับและงานศิลปะหลายชิ้น อย่างเช่น เปลือกหอย สร้อยลูกปัดงาช้าง หรือ รูปปั้นงาช้างแกะสลัก เป็นต้น ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ บ่งบอกว่าในอดีตเมืองเมิสเซริชเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคน้ำแข็ง

จำลองกระท่อมที่ทำจากชิ้นส่วนแมมมอธ

เพิ่มเติม – การล่าแมมมอธนั้นมีมากมายหลายวิธี และถือเป็นวิถีชีวิตการเอาชีวิตรอดคนมนุษย์ในยุคนั้นด้วยเช่นกัน โดยหลักฐานซากกระดูกแมมมอธพบว่า มีร่องรอยถูกแทงด้วยหอกหลายจุด นักวิจัยจึงสันนิษฐานว่า มนุษย์จะออกล่าแมมมอธกันเป็นกลุ่มใหญ่ ตั้งแต่ 5-10 คนขึ้นไป โดยจะพุ่งหอกที่ผูกเชือกไว้ที่ด้าม เมื่อหอกแทงเข้าตัวหลาย ๆ เล่ม จนแมมมอธอ่อนแรง จากนั้นจะใช้เชือกดึงรั้งจนแมมมอธล้มลงและปลิดชีพมัน 

หรืออีกหนึ่งวิธีคือ “หลุมดักช้างแมมมอธ” เป็นหลักฐานการล่ารูปแบบใหม่ถูกพบที่เมืองตุลตีเปก (Tultepec) ทางตอนเหนือของกรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก มีอายุเก่าแก่ราว 15,000 ปี โดยในหลุมที่พบ 2 แห่ง มีชิ้นส่วนกระดูกหลงเหลืออยู่ 824 ชิ้น ซึ่งคาดว่าเป็นของช้างแมมมอธจำนวน 14 ตัวด้วยกัน โดยนักวิจัยจากสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งชาติเม็กซิโก (INAH) ระบุว่า “มนุษย์จะทำการใช้คบเพลิงไล่ต้อนแมมมอธให้ตกลงไปในหลุมที่มีความลึกประมาณ 1.7 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 เมตร จากนั้นเมื่อมันติดอยู่ในหลุมไปไหนไม่ได้ ก็ง่ายต่อการลงมือปลิดชีพพวกมัน”

“หลุมดักช้างแมมมอธ”

Fact – วิธีการตรวจสอบอายุของวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตโบราณ ในทางวิทยาศาสตร์จะใช้เทคนิคการตรวจสอบ เรดิโอคาร์บอน (Radiocarbon Dating) หรือ คาร์บอน-14  ซึ่งเป็นธาตุที่กระจายตัวอยู่ในบรรยากาศของโลก มันจะรวมตัวกับออกซิเจน (O2) กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ดังนั้น เมื่อพืชดูดซับ CO2 ในการหายใจก็จะรับเอาคาร์บอน-14 เข้าไปด้วย  และซึมเข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืช  สัตว์ที่กินพืชก็จะรับเอาปริมาณของคาร์บอน-14 เข้าไปเช่นกัน ส่วนมนุษย์ซึ่งกินทั้งสัตว์และพืชก็จะรับเอาปริมาณของคาร์บอน-14 จากการกินสิ่งเหล่านั้นอีกที 

ดังนั้นไม่ว่าพืช สัตว์ และมนุษย์จะมีคาร์บอน-14 สะสมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทั้งสิ้น และจะเริ่มสะสมไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตนั้นตายลงก็จะหยุดรับคาร์บอน-14 ซึ่งนักวิจัยจะวัดจากวันที่วัตถุหรือสิ่งมีชีวิตนั้นเริ่มต้นรับและหยุดรับคาร์บอน-14 จากนั้นก็จะออกมาเป็นอายุของมันนั่นเอง

“เต่ายักษ์-ถูกเรือชน” แต่ได้รับช่วยเหลือโดย ใส่ขากรรไกรไทเทเนียม จนกลายเป็น “เต่าเหล็ก”

เมื่อปี 2015 ที่ผ่าน มีผู้พบเต่าเคราะห์ร้ายตัวหนึ่งชื่อว่า “AKUT3” ประสบอุบัติเหตุถูกชนเข้ากับใบพัดเรือ ขณะกำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แรงหมุนของใบพัดดังกล่าวได้ตัดปากของมันออกไปเกือบครึ่ง จนเผยให้เห็นรอยแหว่งบริเวณขากรรไกรทั้งบนและล่าง ก่อนจะได้รับการดูแลจากหน่วยกู้ภัยที่ศูนย์วิจัยช่วยเหลือและฟื้นฟูเต่าทะเลของมหาวิทยาลัยปามุคคาเล ประเทศตุรกี ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาในบริเวณดังกล่าว เจ้าเต่าตัวนี้ก็จะไม่สามารถกินอาหารเองได้เลยตลอดชีวิตและตายลงในที่สุด

แน่นอนว่า ด้วยแผลที่มีขนาดใหญ่และเกิดในบริเวณที่สำคัญของร่างกาย ย่อมเกิดคำถามตามมาว่า วิธีใดที่จะช่วยรักษาเจ้าเต่า AKUT3 ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ? คำถามนี้ถูกตอบโดย BTech Innovations บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์สัญชาติตุรกี ที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างและติดตั้งอวัยวะเทียม ได้ก้าวเข้ามาช่วยเหลือโดยการออกแบบขากรรไกรไทเทเนียมให้กับเต่าเป็นครั้งแรกของโลก

โดย ทีมของ BTech เริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยี CT scans เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างกะโหลกและกรามของเต่าอย่างละเอียด ก่อนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาจำลองในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อสร้างขากรรไกรและจงอยปากให้กับเจ้าเต่า AKUT3 โดยใช้ไทเทเนียมเพราะมีน้ำหนักเบาและทนทานต่อการกัดกร่อนของน้ำเค็มได้

ทั้งนี้ จากภาพด้านบนเราจะเห็นว่า ในตำแหน่งที่ 1.ขากรรไกรด้านซ้ายของเต่าได้รับความเสียหายอย่างมาก เหลือเพียงโครงสร้างของกระดูกเล็กน้อย เพื่อใช้สำหรับติดตั้งอวัยวะเทียม โดยในตำแหน่งที่ 2.จะเห็นว่าขากรรไกรที่ออกแบบมานั้นโค้งมนสอดรับเข้ากับขากรรไกรของเต่า และในตำแหน่งที่ 3-4 ได้เผยให้เห็นถึงสลักเกลียวไททีเนียม 18 ชุด ซึ่งเชื่อมต่ออวัยวะเทียมเข้ากับโครงสร้างกระดูกที่เหลือของเต่า

หลังจากการวางแผนอย่างรอบคอบ 2 เดือนเต็ม การผ่าตัดเพื่อติดตั้งขากรรไกรเทียมให้กับเจ้าเต่าตัวนี้ ก็ผ่านไปได้ด้วยดีในระยะเวลา 2 ชั่วโมง เจ้าเต่าดังกล่าวไม่แสดงท่าทีอึดอัด หรือปฏิเสธอวัยวะใหม่ของมันแต่อย่างใด อีกทั้งยังฟื้นตัวได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่าตัด ซึ่งทีมแพทย์หวังว่าในอนาคตจะสามารถปล่อยให้มันกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยยังบอกอีกว่า “สัตว์ทะเลหลายชนิดมักมีจุดจบอันน่าเศร้า ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์ที่อาศัยบริเวณชายหาด พวกมันมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทำร้ายและรบกวนจากวงจรการหาปลาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้ช่วยเหลือเต่าตัวนี้ให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”

Fact – เจ้าของสัตว์เลี้ยงในเกาหลีใต้เริ่มนำสัตว์เลี้ยงของตนเองไปศัลยกรรมในส่วนต่าง ๆ อาทิ ตัดหางให้สั้นลง ตัดขอบใบหู ทำหน้าให้เล็กลง ทำตาสองชั้น หรือแม้กระทั่งฉีดโบทอกซ์ โดยสัตวแพทย์ชาวเกาหลีใต้ท่านหนึ่งเผยว่า “เดิมทีการศัลยกรรมในสัตว์มักจะทำต่อเมื่อสัตว์ตัวนั้นมีปัญหา แต่ปัจจุบันการศัลยกรรมสัตว์เลี้ยงเพื่อความสวยงามนั้นเป็นสิทธิ์ที่เจ้าของสามารถทำได้ และยังเป็นเรื่องที่ปลอดภัยอีกด้วย”

การค้นพบล่าสุดเผยว่า ต้นกาบหอยแครง-จะสร้างสนามแม่เหล็กขณะงับเหยื่อ (เหตุผลนั้นเจ๋งสุด ๆ)

นักวิจัยเคยสงสัยว่าพืชกินเนื้ออย่างต้นกาบหอยแครงสามารถงับเหยื่อได้อย่างไรในเมื่อมันไม่มีกระแสประสาทเหมือนสัตว์หรือมนุษย์ ? ซึ่งล่าสุด (เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2021) นักวิจัยพบว่า “ต้นกาบหอยแครง” (Flytrap Venus) สามารถสร้างสนามแม่เหล็กเพื่อส่งสัญญาณไฟฟ้าให้ปิดกลีบใบ ขณะที่มีแมลงมาติดกับได้ (คล้ายกับคลื่นไฟฟ้าที่สัตว์ใช้ส่งกระแสประสาทเลยล่ะ)

การค้นพบนี้ถูกตีพิมพ์ลงวารสาร Scientific Reports นำทีมโดย แอนน์ แฟบริแคนท์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโจฮันเนสกูเตนเบิร์ก ประเทศเยอรมันนี ระบุว่า “สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ นักวิจัยไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าต้นกาบหอยแครงสามารถงับเหยื่อได้อย่างไร เป็นเพราะสนามแม่เหล็กที่พืชชนิดนี้สร้างขึ้นมานั่น มีค่าอ่อนกว่าสนามแม่เหล็กโลกนับล้านเท่าจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะตรวจวัดได้

แต่เมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนา ทีมวิจัยจึงใช้เครื่องวัดค่า ‘อะตอมมิกแมกนีโต’ (Atomic magnetometers) ที่สามารถจับค่าของสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นได้ในระดับอะตอม มีกระบวนการทำงานคล้ายกับการสแกน MRI ของมนุษย์ ซึ่งพบว่ามันมีค่าอยู่ที่ 0.5 พิโคเทสลา หรือเทียบเท่ากับที่สัตว์ใช้ในการส่งกระแสประสาทนั่นเอง”

ภาพขวา คือเครื่องอะตอมมิกแมกนีโต (Atomic magnetometers) , ภาพซ้าย คือภาพสแกนให้เห็นว่ากระแสไฟฟ้าถูกส่งผ่านไปยังกลีบใบตามท่อลำเลียง

สิ่งที่น่าทึ่งคือ อย่างที่กล่าวไปว่าต้นไม้ไม่มีระบบประสาท แต่การทำงานของต้นกาบหอยแครงนั้นมีกระบวนการทำงานราวกับว่าพวกมันมีสมองคอยสั่งการระบบประสาทยังไงยังงั้น โดยมีกระบวนการทำงานคือ เมื่อมีแมลงมาติดกับ – ต้นกาบหอยแครงจะสร้างสนามแม่เหล็กอ่อน ๆ – และส่งสัญญาณไฟฟ้า – ให้ปิดกลีบใบเพื่องับเหยื่อที่มาติดกับ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหวังว่าในอนาคตการค้นพบและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านี้จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมเกษตร เช่น สามารถตรวจสอบการตอบสนองของพืชต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนไปผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่พืชสร้างขึ้น หรือการตอบสนองต่อศัตรูพืช สารเคมี โดยที่ไม่ต้องฝังอุปกรณ์ตรวจวัดแบบปัจจุบันที่จะส่งผลให้พืชเฉาตาย

เพิ่มเติม – ทำไมต้นไม้ถึงต้องกินแมลง ? คำตอบ : เป็นเพราะในอดีตการวิวัฒนาการของพืชประเภทกินเนื้อ (Carnivorous Plant) เติบโตในพื้นที่ที่สารอาหารจากสภาพแวดล้อมไม่เพียงพอ ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ พวกมันจึงต้องหาสารอาหารจากแหล่งอื่น นั่นก็คือ “แมลง” ดังนั้น พวกมันจึงวิวัฒนาการร่างกายให้มีอวัยวะที่สามารถดักจับแมลงได้ เช่น ต้นกาบหอยแครง ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น

Fact – เมื่อพืชถูกตัด เด็ดใบ หรือหักกิ่ง พวกมันเจ็บไหม ? ตอบ : ไม่เจ็บครับ เพราะพืชไม่มีอวัยวะรับความรู้สึก ไม่มีระบบประสาท แต่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยเมื่อเราหักหรือตัดต้นไม้แล้วเห็นยางไม้ไหลออกมา นั่นไม่ใช่ความเจ็บปวดเพียงแต่เป็นกลไกทางเคมีและการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้น