fbpx
วันศุกร์, เมษายน 23, 2021

เกาหลีใต้เพิ่มวิชา “การเดท” ในมหาวิทยาลัย เพื่อแก้ปัญหาการ “นก” ของประชาชนในประเทศ

ศาสตราจารย์จางแจซุก ผู้กำหนดหลักสูตรวิชา ‘การแต่งงานและครอบครัว’ ระบุว่าคนรุ่นใหม่ที่มีอายุประมาณ 20-40 ปีในเกาหลีใต้ ถูกเรียกว่า ‘Sampo Generation’ ซึ่งหมายถึงยุคที่คนแต่งงานกันน้อยลง เพราะคนในยุคนี้ต้องเผชิญกับความกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน ราคาอสังหาริมทรัพย์ และค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่นิยมสร้างครอบครัวหรือแต่งงานมีคู่เพราะคิดว่าเป็นภาระ ส่งผลให้อัตราการเกิดลดต่ำลง และเกาหลีใต้กลายเป็นสังคมสูงวัยที่กำลังจะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน

 

 

ซึ่งปี 2017 เป็นปีที่อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ตกต่ำหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะผลสำรวจทั้งปีที่ผ่านมา พบว่ามีทารกเกิดใหม่เพียง 360,000 คนเท่านั้น แม้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้จะทุ่มงบประมาณในการส่งเสริมและกระตุ้นอัตราการเกิดเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่สามารถจูงใจให้ชาวเกาหลีใต้หันมาสนใจเรื่องของการสร้างครอบครัวมากขึ้นได้ จึงต้องลองหาทางใหม่ๆขึ้นมานั่นเอง

มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งจึง ต้องการกระตุ้นให้นักศึกษาที่เป็นคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างครอบครัว ส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งจะต้องอยู่บนรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีและมีสุขภาวะที่เหมาะสม และให้นักศึกษาได้ตระหนักและเรียนรู้ว่าใครคือคนที่เหมาะสมที่พวกเขาจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

 

 

และหลักสูตรนี้ก็ไม่ได้เน้นเพียงแค่ให้นักศึกษามีแฟน แต่งงาน แล้วก็ปั๊มลูกอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเนื้อหาภายในหลักสูตร ยังสอนให้ป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างเช่น คนที่แต่งงานกันมานานเป็นสิบๆปีเลิกกันได้ และสาเหตุของความรุนแรงในครอบครัว โดยศาสตราจารย์ได้เกลิ่นเกี่ยวกับส่วนนี้ไว้สั้นๆว่า “ปัญหาหลักๆในครอบครัว ทั้งเรื่องของเงิน ความรุนแรง การทะเลาะเบาะแว้ง และการหย่าร้างกัน เกิดจาก คนจำนวนมากรู้ไม่เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมของตัวเอง ผมจึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมสะท้อนความคิดเห็นและถกเถียงกันในสถานการณ์จำลองต่างๆ เช่น กรณีทะเลาะหรือมีการหึงหวงกัน ผู้ที่เข้าเรียนจะมีโอกาสได้ทำความเข้าใจวิธีคิดของผู้ที่ตนเองคบหา โดยหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือการคลี่คลายความขัดแย้งร่วมกันโดยไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรง”

ที่มา – ndependent

สามีดูแลภรรยา ที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรานานกว่า 2,000 วัน จนสุดท้ายเธอก็ฟื้นขึ้นมาจริงๆ

 

“คุณไม่รู้หรอกว่า ผมต้องนอนร้องไห้มานานกี่วันแล้ว” นายหยวนวัย 61 ปี พูดทั้งน้ำตาพลางบีบมือนางจูหง ภรรยาที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังนอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทราไปนานถึง 6 ปี หรือกว่า 2,190 วัน!!! เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้หลายคนจะบอกให้เขาทำใจแต่หยวนไม่เคยสิ้นหวัง

เขาลาออกจากงานเพื่อมาดูแลภรรยาทุกวันเป็นเวลานาน 5 ปี โดยทุกๆ 3 ชั่วโมง จะพลิกตัวให้เธอหนึ่งครั้งเพื่อไม่ให้เธอมีแผลกดทับ ซื้อเครื่องบดอาหารมาเพื่อที่จะสามารถป้อนอาหารให้ภรรยาผ่านทางท่อส่งอาหารได้ จนแพทย์เองยังกล่าวว่าคนที่อดทนยอมเสียสละเพื่อภรรยาได้เช่นนี้นับว่าหายาก

แต่วันนี้ภรรยาของเขาตื่นขึ้นมาแล้วแถมยังสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ ในที่สุดความพยายามตลอดหลายปีของเขาก็กลายเป็นความจริง เรื่องนี้ทำเอาชาวเน็ตจีนต่างน้ำตาคลอไปตามๆกัน หลายคนคอมเมนท์ว่านี่แหละปาฏิหาริย์ที่เกิดจากรักแท้ บ้างก็บอกว่าการได้แต่งงานกับคนที่รักเราจริงๆ มันน่าซึ้งใจแบบนี้นี่เอง

 

ดูไบเจ๋ง! ตั้งกระทรวง AI เป็นที่แรกของโลก หวังยกระดับคุณภาพมนุษย์แบบก้าวกระโดด

 

ปลายเดือนที่แล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกด้วยการประกาศตั้งกระทรวงปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นครั้งแรกในโลกรวมถึงแต่งตั้งหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอายุเพียง 27 ปีให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของโลก ความเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงข้อดีข้อเสียของ AI ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่า AI ซึ่งมีความสามารถในการ “เก็บข้อมูล” ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ในอนาคตได้

แต่ก็มีบางส่วนตั้งคำถามว่า AI จะช่วยให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้นหรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้จริงหรือ แล้วจะมีความเสี่ยงอะไรบ้างหรือเปล่า?

 

 

ศาสตราจารย์ Luciano Floridi ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาและจริยธรรมข้อมูลข่าวสารมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ไม่คิดว่า “AI จะเป็น ภัยคุกความที่มีตัวตนจริง” เหมือนที่หลายคนคิดว่าจะเกิดขึ้นแบบในภาพยนตร์เรื่อง “คนเหล็ก” เพราะไม่ว่าจะพัฒนา AI ให้ก้าวหน้าแค่ไหน “ถึงยังไง AI ก็ไม่มีวันมีความเข้าใจ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และสัญชาติญาณแบบมนุษย์ได้”

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองต่างออกไป Jaron Lanier นักเขียนด้านปรัชญาคอมพิวเตอร์ชาวสหรัฐ มอง AI ว่าเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติเพราะ AI จะทำลดคุณค่าของสติปัญญาและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ “การเปิดทางให้ AI เปลี่ยนรูปแบบความคิดของคนเราก็คือการปล่อยตัวเราเองให้มองคนอื่นว่าเป็นแค่คอมพิวเตอร์ เหมือนอย่างที่เราเริ่มคิดว่าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ต่างจากคนที่เราคุยด้วยผ่านโซเชียลมีเดีย”

 

 

ด้านศาสตราจารย์ Kamiel Gabriel จากมหาวิทยาลัยออนตาริโอในแคนาดาเชื่อว่ารัฐบาล UAE สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ระดับแนวหน้าด้านการพัฒนาเทคโนโลยี AI ได้ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงบริการของรัฐรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งระบบคมนาคม การศึกษา และบริการสุขภาพอย่างที่คาดหวังได้ แต่ก็เตือนว่ารัฐบาล UAE จะต้องระวังไม่ปล่อยให้ผู้ไม่หวังดีเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ผิด หรือเอาไปพัฒนาเป็นโปรแกรมที่เป็นอันตราย “รัฐมนตรีกระทรวง AI จะต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้านเพื่อประเมินการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีด้านนี้โดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดและจิตสำนึกของมนุษย์”

ที่มา – workpointnews

นอกจากเอาไว้ร้องไห้ เวลาโดนเทแล้ว “น้ำตา” มีไว้เพื่ออะไรกันนะ?

ในเวลาปกติดวงตาของเราจะมีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยดวงตาของคนปกติจะผลิตน้ำตาออกมาราว 5-10 ออนซ์ต่อวัน ไม่ว่าวันนั้นคุณจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงหรือไม่ได้ร้องไห้เลยก็ตาม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าบางครั้งคุณรู้สึกอยากร้องไห้อีก แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้วนั่นเอง

 

 

ซึ่งน้ำตานั้นไม่ใช่น้ำเปล่าแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสารคัดหลั่งชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายฟิล์ม หรือที่เรียกว่า “แผ่นน้ำตา” หรือ “ฟิล์มน้ำตา” ในน้ำตาประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไขมัน เกลือแร่ โปรตีน รวมไปถึงสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่จะทำอันตรายแก่ดวงตา ดูจากส่วนประกอบทางด้านเคมี น้ำตาก็จะคล้ายคลึงกับน้ำลายเป็นอย่างมาก ฮ่าๆๆ

น้ำตาที่ไหลออกมาจากตานั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน

1.น้ำตาหล่อลื่น (Basal Tears)

ทำให้ดวงตาชุ่มชื่น ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น

2.น้ำตากำจัดสิ่งระคายเคือง (Reflex Tears)

ฝุ่นละอองหรือควันปลิวเข้าตา ถูกลมเป่า ถูกจิ้มตา รวมไปถึงการจามและการหาว ก็ทำให้น้ำไหลออกมาได้ เช่นเดียวกับการหั่นหัวหอมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ดวงตาก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อบรรเทาอาการและชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา

3.น้ำตาจากอารมณ์ (Emotional Tears)

จากงานวิจัยพบว่า น้ำตาที่มาจากความทุกข์นั้นประกอบด้วยสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกตึงเครียดมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงรู้สึกดีขึ้นหลังจากร้องไห้ เพราะร่างกายได้ขับความตึงเครียดออกมากับน้ำตาแล้วนั่นเอง

 

 

มีน้ำตาว่าเศร้าแล้ว แต่ไม่มีน้ำตานี่สิ เศร้ากว่ากันเยอะ!

หากคนเราไม่มีน้ำตา ดวงตาจะแห้งผาก แสบระคาย การมองเห็นเสื่อมถอยลง ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงตอนถูกลมแรงเป่าใส่ตาจนตาแห้ง หรือวันหฤโหดอันแสนยาวนานที่ต้องจ้องหน้าคอมอยู่ทั้งวันดู ทั้งปวดตา เมื่อยตา ตาล้า และแสบตา เพราะเพื่อนๆคงไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้ชีวิตด้วยการที่ต้องใช้น้ำยาหยอดตาวันละหลายๆครั้งหรอกเนาะครับเนาะ

อ้างอิง – sanook

Bill Gates เอาจริง! ทุ่มงบ 2,600 ล้าน เพื่อสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ที่อยู่ในสมองของตนเอง

 

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ประกาศทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2,600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาชุมชนในย่านชานเมืองฟีนิกซ์ ในมลรัฐแอริโซนา ให้กลายเป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ประกอบด้วยเครือข่ายระบบคมนาคมความเร็วสูง รถยนต์ไร้คนขับ เครือข่ายดิจิทัลความเร็วสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

โดยสมาร์ทซิตีแห่งนี้ จะมีขนาดใกล้เคียงกับเมืองเทปเป ในมลรัฐแอริโซนา ซึ่งมีประชากรอาศัยประมาณ 182,000 คน ปล.ปัจจุบัน มลรัฐแอริโซนาถูกขนานนามว่าเป็นมลรัฐที่เป็นมิตรต่อบริษัทด้านเทคโนโลยี โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไร้คนขับชั้นนำอย่างเวย์โม อูเบอร์ และอินเทล ต่างกำลังทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ ในมลรัฐแอริโซนา

 

 

โครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทคาสเคด อินเวสเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือเบลท์มองต์ของบิล เกตต์ กับบริษัทหุ้นส่วนทางธุรกิจในมลรัฐแอริโซนา โดยโฆษกของโครงการสมาร์ทซิตีแห่งนี้เปิดเผยว่า การสร้างสมาร์ทซิตีขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ง่ายและคุ้มค่ามากกว่าการพัฒนาจากโครงสร้างที่มีอยู่เดิม

 

 

ทั้งนี้  “เมืองอัจฉริยะ”  ที่อยู่ในมันสมองของบิล เกตส์ จะใช้พื้นที่แถบชานเมืองรัฐแอริโซนา มีเนื้อที่ราว 25,000 เอเคอร์ ซึ่งสามารถรองรับการอาศัยของประชากรได้มากกว่า 8 หมื่นหลังคาเรือน และจะใช้ชื่อเมืองดังกล่าวนี้ว่า เบลมอนท์ (Belmont)

โดยก่อนหน้านี้ ประเทศาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 16 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างสมาร์ทซิตีที่จะเป็นศูนย์กลางการเดินทางของโลก และเป็นต้นแบบอารยธรรมของมนุษย์ในอนาคต ส่งผลให้สตาร์ทอัพจำนวนมากหันมาพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่งและการเดินทางในเมือง อย่างรถยนต์ไร้คนขับ หรือบริการแชร์ยานพาหนะ เป็นต้น

ที่มา – dailymail

ภาพวาดพระเยซูของ “ดาวินชี” ถูกประมูลไป 15,000 ล้าน กลายเป็นศิลปะที่แพงสุดที่ในโลก!

 

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ว่าบริษัทคริสตีส์ จัดการประมูลภาพเขียนสีน้ำมันวอลนัตชื่อ “ซัลวาทอร์ มุนดี” (Salvator Mundi) ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งชื่อของภาพเขียนเป็นภาษาอิตาเลียนหมายถึง “พระผู้เป็นเจ้าแห่งโลก” โดยเป็นภาพวาดของพระเยซูตามจินตนาการของเลโอนาร์โด ดา วินชี อัจฉริยะบุคคลชาวอิตาเลียนซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคเรอเนซองส์

 

 

การประมูลเริ่มต้นที่ราคา 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3,300 ล้านบาท และผ่านหลัก 200 ล้าน และ 300 ล้านดอลลาร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจบที่ราคา 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อรวมค่าธรรมเนียมแล้วทำให้ราคาประมูลจริงอยู่ที่ 450 ล้าน 3 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 15,000 ล้านบาท สร้างสถิติเป็นงานศิลปะที่ประมูลได้ราคาสูงที่สุดในโลก แซงหน้าภาพเขียนสีน้ำมันบนผืนผ้าใบชื่อ “อินเตอร์เชนจ์” ( Interchange ) ของวิลเลียม เดอ คูนิง ศิลปินชาวดัตช์  ที่มูลนิธิเดวิด เจฟเฟน ในนครนิวยอร์ก จัดการประมูลเมื่อเดือนก.ย. 2558

สำหรับภาพวาดดังกล่าว เชื่อกันว่า ลีโอนาร์โด ดา วินชี วาดขึ้นในช่วงปี 1500 หรือเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ตัวเขาวาดภาพ “โมนา ลิซา” โดยภาพวาดนี้ยังเป็น 1 ในผลงานไม่ถึง 20 ชิ้น ของดาวินชี ที่หลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้ นับตั้งแต่ดา วินชี เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2062

 

 

อย่างไรก็ตาม เจนนี ซอลท์ นักวิจารณ์งานศิลป์ วิจารณ์ว่าภาพดังกล่าวซึ่งผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาแล้ว อาจถูกขัดถูและแต่งเติม จนทำให้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นผลงานที่ถูกสร้างเมื่อ 500 ปีที่แล้วจริงหรือไม่ แต่ก่อนหน้านี้ เคยมีการประมูลขายมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2501 ด้วยราคาเพียง 126 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4,158 บาท ) เพราะตอนแรกผู้ประมูลหลายท่านยังไม่เชื่อว่านี่คือภาพวาดจาก ดาวินชี จริงๆ แต่เมื่อได้ให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบแล้วว่าคือของจริง ราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของคนก่อนในการประมูลครั้งนี้ แต่ที่รู้แน่ๆเลยก็คือ งานนี้รวยเละครับ จาก 4,000 พันล้าน กลายเป็น 15,000 พันล้าน !!!

วิถีคุก…พ่อปีศาจฆ่าลูกทารกของตัวเอง ติดคุกได้ไม่ทันไร ถูกเพื่อนนักโทษฆ่าตายคาห้องขัง!

 

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แจ้งต่อศาลของเมืองลีดส์ ว่าพบศพของนายเลียม ดีน วัย 22 ปี ผู้ต้องขังคดีสังหารลูกสาวตัวเองที่พึ่งลืมตาดูโลกได้เพียง 2 วัน โดยนายดีน ได้บันดาลโทสะใส่ลูกสาวในไส้ของตนเองเพียงเพราะเธอร้องไห้ไม่ยอมหยุด หลังจากนั้นนายดีนถูกตำรวจจับ และปล่อยโฮออกมาด้วยความสำนึกผิดระหว่างการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนถูกศาลตัดสินจำคุกขั้นต่ำเป็นเวลา 10 ปี โดยถูกจองจำตั้งแต่เดือนตุลาคมก่อนเสียชีวิตอย่างน่าอนาถดังกล่าว

 

ภายไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

ต่อมาเจ้าหน้าที่นำตัวนายจอห์น เวสต์แลนด์ อายุ 28 ปี เพื่อนร่วมห้องขังของผู้ตายฟังคำฟ้องที่ศาลฐานเป็นผู้ต้องหาฆ่านายดีน แต่เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยเหตุจูงใจการฆ่าแต่อย่างใด

นายดีนก่อเหตุวันที่ 10 ก.ค. ทำร้ายด.ญ.ลูนา ลูกสาวอายุแค่ 2 วัน ด้วยการต่อยเข้าที่ใบหน้า ใช้มือบีบร่างกาย แขนและขาของทารก รวมไปถึงเขย่าลูกสาว ส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บสาหัส ส่วนแม่ของเด็กได้แยกตัวไปนอนพักก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้น เด็กไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในวันที่ 14 ก.ค. ด้วยอาการบาดเจ็บที่สมอง ร่างกายและใบหน้า

ที่มา – thesun

ญี่ปุ่นประกาศสร้าง “สถานีเรดาร์” ให้ฟิลิปปินส์ เพื่อใช้ต่อกรกับ “โจรสลัด” แห่งทะเลซูลูฯ

 

นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น และ ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต แห่งงฟิลิปปินส์  จะร่วมลงนามข้อตกลงในการช่วยเหลือด้านทุนค่าก่อสร้าง และการฝึกกองกำลังเจ้าหน้าที่ยามฝั่งฟิลิปปินส์  การลงนามเกิดขึ้นในกรุงมะนิลา โดยญี่ปุ่นจะสร้างสถานีเรดาร์สำหรับหน่วยงานยามฝั่งให้กับฟิลิปปินส์ไว้จัดการกับกลุ่มโจรสลัดมุสลิมติดอาวุธ จุดที่สร้างสถานีทั้ง 4 แห่งจะอยู่บนหมู่เกาะกลางทะเลซูลูเซเลบีส

 

 

จากสถิติของการปล้นสะดมทางทะเลจำนวนทั้งหมด 30 ครั้งที่เกิดขึ้นแค่ในช่วงครึ่งปึแรกของปี 2017 พบว่ามีเหตุการณ์ปล้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนถึง 6 ครั้ง ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นการลักพาตัวลูกเรือถึง 3 ครั้ง อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง Captain Phillips ที่แสดงนำโดย Tom Hank เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โจรสลัดจริง กัปตัน ถูกลักพาตัวจริง ลองดูครับ สนุกมาก

 

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศที่ดูแลทุนที่ใช้สร้างสถานีเรดาห์ทั้ง 4 แห่งได้เผยว่า “ญี่ปุ่นตระหนักถึงความจำเป็นในการต่อต้านการปล้นสะดมทางทะเลในภูมิภาค และมีความมุ่งมั่นที่จะให้การช่วยเหลือ แต่ในขณะนี้ทางเรายังไม่สามารถเปิดเผยถึงรายละเอียดถึงโปรเจกต์ที่จะเกิดขึ้นได้”

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น เป ฟิลิปปินส์หนักขนาดนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยให้ทุนสำหรับการพัฒนา รางรถไฟ และการสร้างเมืองมาราวีขึ้นใหม่ รวมถึงชิ้นส่วนเฮลิคอปเตอร์ที่ให้ไปเลยฟรีๆสำหรับกองทัพฟิลิปปินส์ ซึ่งสาเหตุหลักที่ญี่ปุ่นต้องเปหนักขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะว่า หวังจะกระชับความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งที่จริงแล้วทั้งสองประเทศนี้เค้าซี้ปึ๊กกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละครับ เปขนาดนี้ญี่ปุ่นคงต้องหวังอะไรสักอย่างแน่นอน

ที่มา – reuters

มนุษย์ป้าสุดแสบ! แอบเนียนวาด “ที่จอดรถคนพิการ” ไว้หน้าบ้าน เพื่อใช้จอดรถชิวๆคนเดียว

 

อีเลน เบคอน หญิงวัย 55 ปี ถูกตำรวจทางหลวงปรับเหตุเพราะรุกล้ำ ทำให้พื้นที่สาธารณะเสียหาย จากการใช้สี ทำเครื่องหมายที่ “ที่จอดรถคนพิการ” แบบส่วนตัว บนพื้นถนนบริเวณหน้าบ้านของเธอเอง (ถนนลอรี เมืองน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ)

โดยเธอได้ให้เหตุผลกับทางตำรวจทางหลวงว่า “เธอเคยประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2551 อุบัติเหตุนั้นทำให้กระดูกสันหลังเธอมีปัญหา เธอไม่สามารถเดินไปไหนไกลๆ ได้ และต้องใช้รถเข็นอยู่ตลอด และเพราะเหตุนี้ สามีของเธอจึงทำเครื่องหมายที่จอดรถคนพิการให้เธอหน้าบ้าน จะได้ไม่ต้องเดินไกล”

“ฉันเดินไปไหนไกลไม่ได้ ถ้าไกลกว่า 18 เมตรฉันก็ต้องคลานแล้ว ฉันก็บอกทางการไปแบบนี้แล้ว แต่ในเมื่อพวกเขาจะปรับให้ได้ ไม่มีเห็นใจกัน ฉันก็ต้องจ่าย ทำยังไงได้ล่ะ”

 

 

โฆษกของเทศบาลกล่าวว่า “เรามีกฎหมายทางหลวงอยู่ ซึ่งไม่อนุญาตให้ประชาชนสัญลักษณ์ครอบครองพื้นที่เช่นนี้ ออกทั้งการจอดรถล้ำออกมาบถนนที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ถนนยิ่งแคบลงไปอีก ซึ่งเป็นความไม่ปลอดภัยแก่การใช้รถใช้ถนนของผู้อื่น” การวาดสัญลักษณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตบนพื้นถนน อีกทั้งการจับจองพื้นที่สาธารณะเป็นของตัวเอง จึงทำให้สองสามีภรรยา อีเลนและสามีทำผิดกฎหมายเต็มๆ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอีเลนจะมีใบอนุญาตสำหรับจอดรถในพื้นที่ของผู้พิการ แต่ใบอนุญาตนั้นครอบคลุมเฉพาะที่จอดรถที่เป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่กรณีเช่นนี้ ด้วยความผิดดังกล่าว เธอจึงถูกปรับเป็นเงิน 75 ปอนด์ ประมาณ 3,325 บาท

ที่มา – metro

รู้จัก “ดาวผีดิบ” (iPTF14hls) ที่แม้หมดอายุขัยแล้ว แต่ไม่ยอมตาย-ยังระเบิดพลีชีพอยู่อย่างนั้น

วัตถุชื่อ iPTF14hls หรืออีกชื่อเรียกง่าย Zombie Star (ดาวฤกษ์ผีดิบ) คือซูเปอร์โนวาที่ประหลาดอย่างมากเพราะนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1954 มันปะทุไปแล้วแบบนับไม่ถ้วน ซึ่งตามทฤษฎีดาราศาสตร์ปัจจุบัน : เมื่อดาวฤกษ์ดวงใดหมดอายุขัย มันจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาปิดฉากชีวิตในการระเบิดแค่ครั้งเดียว แต่สำหรับดาวฤกษ์ดวงนี้ นอกจากระเบิดแล้วหลายหน แต่ละครั้งยังปลดปล่อยพลังงานกินเวลานานกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปถึง 6 เท่า

ภาพถ่ายเมื่อปี 2017 โดย Nordic Optical Telescope

โดยมันถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 2014 ซึ่งปกติความสว่างของซุปเปอร์โนวาจะลดลงเรื่อย ๆ หลังผ่านการระเบิดไปประมาณ 4 เดือนก่อนจะดับลงในที่สุด แต่กลับกันเพราะภายในไม่กี่เดือน เจ้าดาวซอมบี้มันกลับสว่างขึ้นอีกครั้ง และยังมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงแตกต่างกันถึง 5 ครั้ง (นั่นหมายความว่า “ระเบิดแล้วระเบิดอีก”)

เหตุนี้ จึงทีมนักดาราศาสตร์ตัดสินใจกลับไปค้นหาข้อมูลและภาพที่เคยบันทึกไว้ จนได้พบว่าในปี ค.ศ.1954 ณ ตำแหน่งเดียวกัน เคยเกิดระเบิดและปรากฏความสว่างเพิ่มขึ้น-ลดลงรูปแบบนี้มาตลอดอีกด้วย

ภาพจำลองการปลดปล่อยพลังงาน

ซึ่งจากการวิเคราะห์ แม้จะไม่สามารถยืนยันคำตอบถึงปรากฏการณ์ประหลาดนี้ได้แบบ 100% แต่ก็ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่า ก่อนการระเบิดครั้งแรก-ดาวดวงนี้อาจเคยมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง 50 เท่า (หรือมากกว่า) เพราะพลังงานที่ปล่อยออกมาสูงกว่าที่คาดเอาไว้ในทางทฤษฎี นอกจากนี้ไฮโดรเจนทั้งหมดควรจะสูญหายไปในระหว่างการระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อ 1954 แต่กลับพบว่ายังคงมีไฮโดรเจนปริมาณมากเกิดขึ้นหลังจากการระเบิดเมื่อปี 2014 นั่นเอง

แดเนียล เคเซน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เสนอคำอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “อาจเป็นผลจากความไม่สเถียรแกนกลางของดาว – แกนกลางของดาวฤกษ์ดังกล่าวอาจมีอุณหภูมิสูงจัด จนกระทั่งสามารถแปลงพลังงานให้อยู่ในรูปของสสารและปฏิสสาร ซึ่งเมื่อ 2 สิ่งนี้อยู่ด้วยกันจึงทำให้เกิดความไม่เสถียรอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การระเบิดซ้ำได้” และแม้จะยังไม่มีคำตอบที่สามารถยืนยัน แต่เราก็สามารถบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้ว่า “นี่คือการระเบิดที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เราเคยค้นพบเลยครับ”

ภาพจำลองหลังการระเบิด

“ซูเปอร์โนวาดวงนี้หักล้างทุกกฏและทุกสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้ ถือเป็นปริศนาข้อใหญ่สุดที่เคยเจอ นับตั้งแต่เริ่มศึกษาการระเบิดในจักรวาลมานานกว่า 100 ปี” แอร์ อาร์คาวี นักศึกษาหลังปริญญาเอก ที่หอสังเกตการณ์ลาคัมเบอร์บอกในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร nature