fbpx
วันเสาร์, พฤษภาคม 15, 2021

มี 6 แสนล้านก็เจ็บได้! “อีลอน มัสก์” รับหัวใจสลาย ต้องแยกทางกับสาวสวยจาก “จัสติก ลีก”

 

Elon Musk อัจฉริยะผู้ก่อตั้งบริษัท Paypal ,Tesla , Spacex โดยปัจจุบัน มัสก์ มีทรัพย์สินทั้งหมดกว่า 20,000 ล้านดอลล่าห์ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ได้บอกกับนิยสาร Rolling Stone ว่า ความผิดหวังจากความรักครั้งนี้ ทำให้เจ็บไปหลายวันและมันก็หนักมากจริงๆ “คราวนี้ผมตกหลุมรักจริงๆ และมันเจ็บสุดๆ เจ็บอย่างรุนแรงอยู่หลายสัปดาห์ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการมาทำงาน และทำให้ตัวเองดูไม่เหมือนคนที่เศร้าที่สุดในโลก แทบจะตลอดทั้งวันผมจะจมอยู่กับความเศร้า หลังจากนั้นเลยต้องพยายามเยียวยาตัวเอง กินกระทิงแดงไป 2 – 3 ขวด และพยายามใช้เวลาอยู่กับคนที่มองอะไรในแง่บวก พยายามบอกตัวเองว่า คนพวกนี้พึ่งเราอยู่นะ เอาล่ะ! ต้องทำให้ได้”

 

 

อีลอน มัสก์ และ Amber heard (แอมเบอร์ เฮิร์ด) มีข่าวด้วยกันมาตั้งแต่ปีก่อน และเพิ่งคบกันอย่างเปิดเผยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ก็ต้องจบลงในเดือน ส.ค. ปล.ก่อนหน้านี้มัสก์ เคยแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง

 

 

และหากเพื่อนๆจำแอมเบอร์ เฮิร์ด คนนี้ได้ ก็ต้องจำป๋าจอห์นนี่ เด็ปป์ ได้อย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้เธอมีข่าวดังอย่างมากเกี่ยวกับคดีที่เธอได้อ้างว่าถูก เด็ปป์ ทำร้าย จนศาลต้องสั่งฟ้องให้ เด็ปป์ จ่ายค่าเสียหายและสั่งไม่ให้เข้าใกล้เธออีก ส่วนที่เธอถูกทำร้ายนั้น จริงหรือไม่ก็ยังไม่มีคำตอบ เช่นเดียวกับเรื่องที่เธอเลิกกับ มัสก์ เช่นกัน เพราะทั้งคู่ก็ยังไม่มีใครบอกถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมต้องยุติความสัมพันธุ์ครั้งนี้ เพราะดูแล้ว มัสก์ ก็ไม่ได้อยากเลิกเลย แต่ก็อาจจะเป็นเพราะงานยุ่งทั้งคู่ก็ได้เนาะ อิอิ

ที่มา – mgronline

เผยธุรกิจลับ ของ “Apple” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ระดับแสนล้าน แต่ไม่มีใครทันสังเกต

 

Tim Cook (ทิม คุก) ซีอีโอของ Apple ได้เปิดเผยรายงานรายได้ประจำไตรมาสที่ 4 ของบริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นธุรกิจอุปกรณ์ “wearable (พวกของตกแต่งต่างๆ)” ที่อาจจะยังไม่ทำรายได้มากเท่าธุรกิจ iPhone และ iPad แต่ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทิม คุก กล่าวว่า “ธุรกิจแวร์เอเบิลของเราเติบโตขึ้น 75% ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันเมื่อปี 2016 และทำรายได้ประจำปีติด 400 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากการอันดับโดยนิตยสาร Fortune”

 

 

หากพิจารณาจากอันดับที่ 400 คือ บริษัท Calpine ของสหรัฐอเมริกา ที่ทำได้ 6.7 พันล้านเหรียญ เมื่อปี 2016 แล้วนั้น ทำให้ทราบได้ว่าธุรกิจ Apple Watch ต้องทำรายได้ต่อปีอย่างน้อย 6.7 พันล้านเหรียญ และเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า Jones Financial, JetBlue และ Activision Blizzard แต่นี่ก็เป็นการณ์คาดเดาจากการคำนวนเท่านั้น เพราะขณะนี้ Apple ยังไม่ได้เปิดเผยรายได้ของธุรกิจ Apple Watch อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

นักวิจัยเผย สามารถใช้เกม MOBA เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดได้! (เหมือนการวัด IQ)

นักวิจัยจาก Digital Creativity Labs ของมหาวิทยาลัย York ได้ค้นพบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการเล่นเกมกับระดับความฉลาดในกลุ่มผู้เล่นเกม MOBA และสามารถใช้เกมประเภทนี้เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดแบบเดียวกับการทดสอบ IQ ได้

 

 

โดยทางทีมได้ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลจากเกม MOBA 2 เกม คือ League of Legends และ Defence of the Ancients 2 หรือ Dota 2 ซึ่งพวกเขาค้นพบว่า จากกลุ่มผู้เล่นขนาดใหญ่ที่ได้ทำการศึกษานั้น ในเกม MOBA ระดับการเล่นของผู้เล่นและระดับ IQ นั้นมีความสัมพันธ์กัน เมื่อผู้เล่นมีอายุมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ยิ่งผู้เล่นคนนั้นเล่นบ่อย และใช้เวลาอยู่กับเกมมากเท่าไหร่ สกิลในการเล่นยิ่งเก่งขึ้น

 

 

เพราะ ความสัมพันธ์ดังกล่าวที่ค้นพบในกลุ่มผู้เล่นเกม MOBA นั้นคล้ายคลึงกับสิ่งที่พบในผู้เล่นเกมวางแผนแบบดั้งเดิมอย่างเช่นหมากรุก รวมถึง จากความซับซ้อนและการต้องใช้ความปฏิสัมพันธ์และไหวพริบในการเล่นร่วมกับผู้อื่นของเกมประเภท MOBA งานวิจัยนี้จึงสามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าความสามารถในการเล่นเกมนี้ใช้เป็นเครื่องมือวัดระดับความฉลาดได้

 

 

และผลวิจัยอีกชิ้นคือ การทดสอบกับกลุ่มผู้เล่นเกม FPS โดยได้ทำการทดลองกับเกม Destiny และ Battlefield 3 โดยผลการวิจัยกลับตรงกันข้ามกับเกม MOBA อย่างสิ้นเชิง ซึ่งนักวิจัยให้ความเห็นว่าเกม FPS เน้นที่ความเร็วและความแม่นยำในการยิงเป็นอันดับแรก แต่เกม MOBA นั้นต้องอาศัยความจำและความสามารถในการตัดสินใจ เพื่อเลือกใช้กลยุทธ์ในการเล่นภายใต้ปัจจัยจำนวนมากที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ที่มา – blognone

ซาอุดีฯถูกเจ้าหน้าที่เผยหมดเปลือก ถึงการเสนอให้เจ้าชายมอบทรัพย์ 70% เพื่อแลกกับอิสระ

ที่ปรึกษาของเชื้อพระวงศ์ซาอุดีอาระเบียที่ถูกควบคุมตัวจากการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทั้ง เจ้าชาย อดีตรัฐมนตรี และนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ ที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 201 คน ต่างได้รับข้อเสนอจากรัฐบาลให้มอบทรัพย์สินของตนเอง 70% ให้แก่รัฐบาล เพื่อแลกกับอิสระ

 

นักธุรกิจรายใหญ่คนหนึ่งตกลงยินยอมมอบทรัพย์สิน 70% ให้แก่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า การส่งมอบทรัพย์สินจะเป็นไปในลักษณะใด ขณะที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

และจากการคาดการณ์ของนักการตลาดระบุว่า หากกลุ่มเจ้าชายและนักธุรกิจรายใหญ่ที่ถูกทางการซาอุดีอาระเบียควบคุมตัวยอมมอบทรัพย์สินให้แก่รัฐบาล จะส่งผลให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้รับเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอต่อการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ที่รัฐบาลเผชิญมาอย่างต่อเนื่องติดต่อการหลายปี เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง เฉพาะปี 2016 รัฐบาลซาอุดีอาระเบียขาดดุลงบประมาณถึง 79,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนี่ก็อาจเป็นเหตุผลที่รัฐบาลซาอุดิอาราเบียเห็นเป็นโอกาสที่ดีที่จะแก้ปัญหาการขาดดุลของประเทศ

 

 

และหนึ่งในเชื้อพระวงศ์พระองค์สำคัญของซาอุดีอาระเบียที่ถูกควบคุมตัวจากการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งนี้ คือ เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล ซึ่งเป็นประธานบริษัทคิงดอม โฮลดิง บริษัทด้านการลงทุนชื่อดังของซาอุดีอาระเบีย และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเครือบริษัทชั้นนำของโลก เช่น โฟร์ซีซัน, ซิตี กรุ๊ป, ทวิตเตอร์ และแอปเปิล นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอันดับ 34 ของโลก อีกด้วย

และนี่ก็คือ สภาพคุก 5 ดาว ของ “11 เจ้าชายซาอุฯ” ที่ถูกจับในข้อหาคอรัปชั่น สามารถเข้าไปดูได้ที่ – moshmace

ที่มา – ft.com , cnbc

เจค จิลเลนฮาล พระเอกหุ่นฟิตหน้าหล่อจาก “Southpaw” อาจได้เป็น “Batman” คนต่อไป!

 

อ้างอิงจาก Movieweb ถึงคำบอกเล่าของ John Campea ผู้กำกับและพิธีกรชื่อดังรายการ AMC Movie Talk ออกมาว่า Matt Reeves ผู้กำกับ The Batman ได้เล็งตัวนักแสดงหนุ่มว่าที่ แบทแมน คนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

ตนได้พูดคุยกับโปรดิวเซอร์ของทางฮอลลีวูดเมื่อวานนี้ และโปรดิวเซอร์ก็ได้บอกเขาว่า แม็ตต์ รีฟส์ อยากได้ตัวนักแสดงหนุ่ม Jake Gyllenhaal มารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แบทแมน คนใหม่แทนที่ผู้รับบทคนเดิมอย่าง เบน แอปเฟล็ค ใน The Batman ซึ่งข่าวใหม่ล่าสุดนี้ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวที่สนิทกับทีมงานในโปรเจคท์ The Batman แล้ว

 

 

เพราะ ตั้งแต่ที่มีข่าวลือว่า Ben Affleck ถึงการถอนตัวจากบทซุปเปอร์ฮีโร่ Batman มาตั้งแต่ต้นปี จนกระทั่งปัจจุบันในระหว่างการให้สัมภาษณ์โปรโมทภาพยนตร์ Justice League เจ้าตัวก็ยังไม่เอ่ยปากยอมรับอย่างจริงๆ จังๆ สักทีว่าจะยังคงรับบท ฺBatman อีกหรือไม่ แต่แฟนๆ ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจกันไป เพราะเราคงต้องรอการประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการถึงข่าวลือข้างต้นจาก Warner Bros. หรือผู้กำกับตัวจริงอย่าง แม็ตต์ รีฟส์ ผู้ถูกอ้างชื่อเสียก่อน

เกาหลีใต้เพิ่มวิชา “การเดท” ในมหาวิทยาลัย เพื่อแก้ปัญหาการ “นก” ของประชาชนในประเทศ

ศาสตราจารย์จางแจซุก ผู้กำหนดหลักสูตรวิชา ‘การแต่งงานและครอบครัว’ ระบุว่าคนรุ่นใหม่ที่มีอายุประมาณ 20-40 ปีในเกาหลีใต้ ถูกเรียกว่า ‘Sampo Generation’ ซึ่งหมายถึงยุคที่คนแต่งงานกันน้อยลง เพราะคนในยุคนี้ต้องเผชิญกับความกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน ราคาอสังหาริมทรัพย์ และค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่นิยมสร้างครอบครัวหรือแต่งงานมีคู่เพราะคิดว่าเป็นภาระ ส่งผลให้อัตราการเกิดลดต่ำลง และเกาหลีใต้กลายเป็นสังคมสูงวัยที่กำลังจะขาดแคลนประชากรวัยทำงาน

 

 

ซึ่งปี 2017 เป็นปีที่อัตราการเกิดในเกาหลีใต้ตกต่ำหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพราะผลสำรวจทั้งปีที่ผ่านมา พบว่ามีทารกเกิดใหม่เพียง 360,000 คนเท่านั้น แม้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้จะทุ่มงบประมาณในการส่งเสริมและกระตุ้นอัตราการเกิดเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่สามารถจูงใจให้ชาวเกาหลีใต้หันมาสนใจเรื่องของการสร้างครอบครัวมากขึ้นได้ จึงต้องลองหาทางใหม่ๆขึ้นมานั่นเอง

มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งจึง ต้องการกระตุ้นให้นักศึกษาที่เป็นคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างครอบครัว ส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งจะต้องอยู่บนรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีและมีสุขภาวะที่เหมาะสม และให้นักศึกษาได้ตระหนักและเรียนรู้ว่าใครคือคนที่เหมาะสมที่พวกเขาจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

 

 

และหลักสูตรนี้ก็ไม่ได้เน้นเพียงแค่ให้นักศึกษามีแฟน แต่งงาน แล้วก็ปั๊มลูกอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเนื้อหาภายในหลักสูตร ยังสอนให้ป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างเช่น คนที่แต่งงานกันมานานเป็นสิบๆปีเลิกกันได้ และสาเหตุของความรุนแรงในครอบครัว โดยศาสตราจารย์ได้เกลิ่นเกี่ยวกับส่วนนี้ไว้สั้นๆว่า “ปัญหาหลักๆในครอบครัว ทั้งเรื่องของเงิน ความรุนแรง การทะเลาะเบาะแว้ง และการหย่าร้างกัน เกิดจาก คนจำนวนมากรู้ไม่เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมของตัวเอง ผมจึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาร่วมสะท้อนความคิดเห็นและถกเถียงกันในสถานการณ์จำลองต่างๆ เช่น กรณีทะเลาะหรือมีการหึงหวงกัน ผู้ที่เข้าเรียนจะมีโอกาสได้ทำความเข้าใจวิธีคิดของผู้ที่ตนเองคบหา โดยหวังว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือการคลี่คลายความขัดแย้งร่วมกันโดยไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรง”

ที่มา – ndependent

สามีดูแลภรรยา ที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรานานกว่า 2,000 วัน จนสุดท้ายเธอก็ฟื้นขึ้นมาจริงๆ

 

“คุณไม่รู้หรอกว่า ผมต้องนอนร้องไห้มานานกี่วันแล้ว” นายหยวนวัย 61 ปี พูดทั้งน้ำตาพลางบีบมือนางจูหง ภรรยาที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังนอนหลับเป็นเจ้าหญิงนิทราไปนานถึง 6 ปี หรือกว่า 2,190 วัน!!! เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้หลายคนจะบอกให้เขาทำใจแต่หยวนไม่เคยสิ้นหวัง

เขาลาออกจากงานเพื่อมาดูแลภรรยาทุกวันเป็นเวลานาน 5 ปี โดยทุกๆ 3 ชั่วโมง จะพลิกตัวให้เธอหนึ่งครั้งเพื่อไม่ให้เธอมีแผลกดทับ ซื้อเครื่องบดอาหารมาเพื่อที่จะสามารถป้อนอาหารให้ภรรยาผ่านทางท่อส่งอาหารได้ จนแพทย์เองยังกล่าวว่าคนที่อดทนยอมเสียสละเพื่อภรรยาได้เช่นนี้นับว่าหายาก

แต่วันนี้ภรรยาของเขาตื่นขึ้นมาแล้วแถมยังสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ ในที่สุดความพยายามตลอดหลายปีของเขาก็กลายเป็นความจริง เรื่องนี้ทำเอาชาวเน็ตจีนต่างน้ำตาคลอไปตามๆกัน หลายคนคอมเมนท์ว่านี่แหละปาฏิหาริย์ที่เกิดจากรักแท้ บ้างก็บอกว่าการได้แต่งงานกับคนที่รักเราจริงๆ มันน่าซึ้งใจแบบนี้นี่เอง

 

ดูไบเจ๋ง! ตั้งกระทรวง AI เป็นที่แรกของโลก หวังยกระดับคุณภาพมนุษย์แบบก้าวกระโดด

 

ปลายเดือนที่แล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกด้วยการประกาศตั้งกระทรวงปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นครั้งแรกในโลกรวมถึงแต่งตั้งหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอายุเพียง 27 ปีให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ โดยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของโลก ความเคลื่อนไหวนี้กระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามถึงข้อดีข้อเสียของ AI ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่า AI ซึ่งมีความสามารถในการ “เก็บข้อมูล” ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ในอนาคตได้

แต่ก็มีบางส่วนตั้งคำถามว่า AI จะช่วยให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้นหรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้จริงหรือ แล้วจะมีความเสี่ยงอะไรบ้างหรือเปล่า?

 

 

ศาสตราจารย์ Luciano Floridi ผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาและจริยธรรมข้อมูลข่าวสารมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ไม่คิดว่า “AI จะเป็น ภัยคุกความที่มีตัวตนจริง” เหมือนที่หลายคนคิดว่าจะเกิดขึ้นแบบในภาพยนตร์เรื่อง “คนเหล็ก” เพราะไม่ว่าจะพัฒนา AI ให้ก้าวหน้าแค่ไหน “ถึงยังไง AI ก็ไม่มีวันมีความเข้าใจ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และสัญชาติญาณแบบมนุษย์ได้”

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองต่างออกไป Jaron Lanier นักเขียนด้านปรัชญาคอมพิวเตอร์ชาวสหรัฐ มอง AI ว่าเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติเพราะ AI จะทำลดคุณค่าของสติปัญญาและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ “การเปิดทางให้ AI เปลี่ยนรูปแบบความคิดของคนเราก็คือการปล่อยตัวเราเองให้มองคนอื่นว่าเป็นแค่คอมพิวเตอร์ เหมือนอย่างที่เราเริ่มคิดว่าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ต่างจากคนที่เราคุยด้วยผ่านโซเชียลมีเดีย”

 

 

ด้านศาสตราจารย์ Kamiel Gabriel จากมหาวิทยาลัยออนตาริโอในแคนาดาเชื่อว่ารัฐบาล UAE สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ระดับแนวหน้าด้านการพัฒนาเทคโนโลยี AI ได้ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงบริการของรัฐรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งระบบคมนาคม การศึกษา และบริการสุขภาพอย่างที่คาดหวังได้ แต่ก็เตือนว่ารัฐบาล UAE จะต้องระวังไม่ปล่อยให้ผู้ไม่หวังดีเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ผิด หรือเอาไปพัฒนาเป็นโปรแกรมที่เป็นอันตราย “รัฐมนตรีกระทรวง AI จะต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้านเพื่อประเมินการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีด้านนี้โดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิดและจิตสำนึกของมนุษย์”

ที่มา – workpointnews

นอกจากเอาไว้ร้องไห้ เวลาโดนเทแล้ว “น้ำตา” มีไว้เพื่ออะไรกันนะ?

ในเวลาปกติดวงตาของเราจะมีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยดวงตาของคนปกติจะผลิตน้ำตาออกมาราว 5-10 ออนซ์ต่อวัน ไม่ว่าวันนั้นคุณจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงหรือไม่ได้ร้องไห้เลยก็ตาม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าบางครั้งคุณรู้สึกอยากร้องไห้อีก แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้วนั่นเอง

 

 

ซึ่งน้ำตานั้นไม่ใช่น้ำเปล่าแต่อย่างใด เพราะมันเป็นสารคัดหลั่งชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายฟิล์ม หรือที่เรียกว่า “แผ่นน้ำตา” หรือ “ฟิล์มน้ำตา” ในน้ำตาประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น ไขมัน เกลือแร่ โปรตีน รวมไปถึงสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และเอนไซม์ต่างๆ ที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่จะทำอันตรายแก่ดวงตา ดูจากส่วนประกอบทางด้านเคมี น้ำตาก็จะคล้ายคลึงกับน้ำลายเป็นอย่างมาก ฮ่าๆๆ

น้ำตาที่ไหลออกมาจากตานั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน

1.น้ำตาหล่อลื่น (Basal Tears)

ทำให้ดวงตาชุ่มชื่น ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น

2.น้ำตากำจัดสิ่งระคายเคือง (Reflex Tears)

ฝุ่นละอองหรือควันปลิวเข้าตา ถูกลมเป่า ถูกจิ้มตา รวมไปถึงการจามและการหาว ก็ทำให้น้ำไหลออกมาได้ เช่นเดียวกับการหั่นหัวหอมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ดวงตาก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเพื่อบรรเทาอาการและชะล้างสิ่งสกปรกออกจากดวงตา

3.น้ำตาจากอารมณ์ (Emotional Tears)

จากงานวิจัยพบว่า น้ำตาที่มาจากความทุกข์นั้นประกอบด้วยสารเคมีในสมองที่ทำให้รู้สึกตึงเครียดมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงรู้สึกดีขึ้นหลังจากร้องไห้ เพราะร่างกายได้ขับความตึงเครียดออกมากับน้ำตาแล้วนั่นเอง

 

 

มีน้ำตาว่าเศร้าแล้ว แต่ไม่มีน้ำตานี่สิ เศร้ากว่ากันเยอะ!

หากคนเราไม่มีน้ำตา ดวงตาจะแห้งผาก แสบระคาย การมองเห็นเสื่อมถอยลง ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงตอนถูกลมแรงเป่าใส่ตาจนตาแห้ง หรือวันหฤโหดอันแสนยาวนานที่ต้องจ้องหน้าคอมอยู่ทั้งวันดู ทั้งปวดตา เมื่อยตา ตาล้า และแสบตา เพราะเพื่อนๆคงไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้ชีวิตด้วยการที่ต้องใช้น้ำยาหยอดตาวันละหลายๆครั้งหรอกเนาะครับเนาะ

อ้างอิง – sanook

Bill Gates เอาจริง! ทุ่มงบ 2,600 ล้าน เพื่อสร้าง “เมืองอัจฉริยะ” ที่อยู่ในสมองของตนเอง

 

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ประกาศทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2,600 ล้านบาท เพื่อพัฒนาชุมชนในย่านชานเมืองฟีนิกซ์ ในมลรัฐแอริโซนา ให้กลายเป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ประกอบด้วยเครือข่ายระบบคมนาคมความเร็วสูง รถยนต์ไร้คนขับ เครือข่ายดิจิทัลความเร็วสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

โดยสมาร์ทซิตีแห่งนี้ จะมีขนาดใกล้เคียงกับเมืองเทปเป ในมลรัฐแอริโซนา ซึ่งมีประชากรอาศัยประมาณ 182,000 คน ปล.ปัจจุบัน มลรัฐแอริโซนาถูกขนานนามว่าเป็นมลรัฐที่เป็นมิตรต่อบริษัทด้านเทคโนโลยี โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไร้คนขับชั้นนำอย่างเวย์โม อูเบอร์ และอินเทล ต่างกำลังทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ ในมลรัฐแอริโซนา

 

 

โครงการนี้เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทคาสเคด อินเวสเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือเบลท์มองต์ของบิล เกตต์ กับบริษัทหุ้นส่วนทางธุรกิจในมลรัฐแอริโซนา โดยโฆษกของโครงการสมาร์ทซิตีแห่งนี้เปิดเผยว่า การสร้างสมาร์ทซิตีขึ้นมาใหม่ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ง่ายและคุ้มค่ามากกว่าการพัฒนาจากโครงสร้างที่มีอยู่เดิม

 

 

ทั้งนี้  “เมืองอัจฉริยะ”  ที่อยู่ในมันสมองของบิล เกตส์ จะใช้พื้นที่แถบชานเมืองรัฐแอริโซนา มีเนื้อที่ราว 25,000 เอเคอร์ ซึ่งสามารถรองรับการอาศัยของประชากรได้มากกว่า 8 หมื่นหลังคาเรือน และจะใช้ชื่อเมืองดังกล่าวนี้ว่า เบลมอนท์ (Belmont)

โดยก่อนหน้านี้ ประเทศาอุดีอาระเบีย ได้ประกาศลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 16 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างสมาร์ทซิตีที่จะเป็นศูนย์กลางการเดินทางของโลก และเป็นต้นแบบอารยธรรมของมนุษย์ในอนาคต ส่งผลให้สตาร์ทอัพจำนวนมากหันมาพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่งและการเดินทางในเมือง อย่างรถยนต์ไร้คนขับ หรือบริการแชร์ยานพาหนะ เป็นต้น

ที่มา – dailymail