Blog – Page 3 of 197 – FLAGFROG
วันอาทิตย์, มกราคม 24, 2021

ทำไมทุกครั้งที่ “เป่าลมออกจากปาก” (ฟู่ว-ถึงเย็น) แต่ (ฮ่าห์-ถึงร้อน) ? คำตอบง่ายสุด ๆ

“ถ้าใครยังไม่ได้ลอง-ลองทำตอนนี้เลย” เข้าส่วนอธิบายเลยนะครับ อ้างอิงจากเว็บไซต์ Thenakedscientists.com – สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ก็เพราะ 3 ตัวแปรคือ 1.ความดันลม 2.อุณหภูมิร่างกาย 3.ระยะของฝ่ามือ

ฮ่าห์=ลมร้อน

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า “โดยปกติทุกครั้งที่เราหายใจออกทางปาก ลมที่ออกมาจะมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับภายในร่างกายเสมอ สังเกตง่าย ๆ เมื่อใดก็ตามที่มีไข้จะรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวจนน่าประหลาดใจ” เอาล่ะ เริ่มกันเลย

ลมร้อน : เมื่อเราเป่าปากแบบ “ฮ่าห์” ลมที่ออกมาจะเคลื่อนตัวแบบช้ามาก (เพราะมีแรงดันน้อย) ทำให้ลมที่ออกมามีอุณหภูมิร้อนคงที่ อีกทั้งการที่เรานำฝ่ามือมาจ่ออยู่ใกล้ ๆ ก็ทำให้ไม่มีระยะมากพอที่ลมจากร่างกายจะลดอุณหภูมิให้เท่ากับลมภายนอก จึงไม่มีส่วนช่วย “ระบายความร้อน” จากเหงื่อบนฝ่ามือนั่นเอง (แถมระยะที่ใกล้ขนาดนี้ลมที่ออกมาก็ยังไม่มีพื้นที่มากพอ ที่จะนำพาอุณหภูมิเย็นภายนอกตามไปกระทบฝ่ามือได้ด้วย)

ฟู่ว=ลมเย็น

ลมเย็น : กลับกันเมื่อเราเป่าปากแบบ “ฟู่ว” ลมที่ออกมาจะเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วงเวลาที่กระแสลมจะรับอุณหภูมิจากร่างกายนั้นน้อยลง อีกทั้งการที่เราวางมืออยู่ไกลก็ทำให้มีระยะมากพอที่ลมร้อนจากร่างกายจะลดอุณหภูมิให้เทียบเท่ากับภายนอก จึงทำให้เรารู้สึกเย็นสบายเพราะเกิดการระบายความร้อนบนฝ่ามือนั่นเอง

(ทั้งนี้ระยะของฝ่ามือ ถือเป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะแม้เราจะเป่าลมฟู่วแบบเต็มแรง แต่ถ้าฝ่ามืออยู่ประชิดปากแบบใกล้สุด ๆ ลมที่ออกมาก็จะร้อนอยู่ดี เพราะไม่มีระยะมากพอให้ลมจากร่างกายแลกเปลี่ยนอุณหภูมิกับลมภายนอกครับ)

Fact – แล้วเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่อยู่ในพื้นที่อากาศเย็นมาก ๆ เราจึงมองเห็นลมหายใจตัวเองเป็นไอ ? ตอบ : ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำกว่า 60% หมายความว่าเมื่อเราหายใจออก-เราไม่เพียงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป แต่เรายังนำละอองน้ำจำนวนหนึ่งออกไปด้วย ทำให้เมื่อละอองน้ำอุ่น ๆ จากปอดไปสัมผัสอากาศที่เย็นกว่า พวกมันจะควบแน่นจนทำให้มีลักษณะเหมือนกับควันนั่นเอง

พบกับทากที่สามารถ “สังเคราะห์แสง” เป็นพลังงานได้ เพราะธรรมชาติติดแผงโซลาไว้ให้ที่หลัง

สิ่งมีชีวิตที่ทุกคนเห็นอยู่นี้คือ “ทากทะเลมรกต” แต่ชื่อทางการคือ “ทากทะเลพลังงานแสงอาทิตย์” (Elysia chlorotica) ขนาดโตเต็มที่ยาวถึง 5-6 ซม. กระจายพันธุ์อยู่ทั่วน่านน้ำอเมริกาและแคนาดา เป็นสัตว์ 2 เพศในตัวเดียว ซึ่งนอกจากความสวยแล้ว แต่ที่เจ๋งสุด ๆ ก็คือ นอกจากลำตัวจะมีรูปร่างคล้ายใบไม้สีเขียวขนาดใหญ่แล้ว แต่เจ้าใบไม้ตรงนั้นยังสามารถสังเคราะห์แสงแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน-ทำให้มันอดอาหารได้นานถึง 9 เดือนเลยด้วย (ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1876 ครับ)

โดยมีกระบวนการดังนี้ : (แม้การศึกษาล่าสุดจะพบว่าร่างกายของมันสามารถสร้างคลอโรฟิลด์ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็สร้างได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการอดอาหารตลอดอายุขัย เพราะหากขาดคลอโรฟิลด์ก็สังเคราะห์แสงไม่ได้นะจ๊ะ ต้นไม้ที่ใกล้ตายใบจึงมักมีสีน้ำตาลนั่นเอง)

เหตุนี้ จึงทำให้พวกมันต้องกินสาหร่ายเข้าไป – ซึ่งในสาหร่ายหลายชนิดมีสารที่เรียกว่า ‘คลอโรพลาสต์’ โดยเจ้าคลอโรพลาสต์ที่ว่านี้เป็นที่กักเก็บคลอโรฟิลล์จำนวนมากของพืช – ทำให้หลังจากย่อยสาหร่ายเรียบร้อย คลอโรพลาสต์จะถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ในเซลล์ของทากทะเล มันจึงมีคลอโรฟิลด์ที่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงเริ่มกระบวนการมากพอ – ที่จะดูดกลืนพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง – สร้างคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจนเพื่อดำรงชีพต่อไปได้นั่นเอง

ความเจ๋งยังไม่หมดแค่นั้น : เพราะแม้ว่ากระบวนการข้างต้นจะทำให้มันอดอาหารได้นานเพียง 2 สัปดาห์ต่อครั้ง แต่หลังจากที่มันทำซ้ำไปเรื่อย ๆ นักวิจัยพบว่า ร่างกายของมันสามารถย่อยและกักเก็บ ‘คลอโรพลาสต์’ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นหมายความว่า การที่มันกินสาหร่ายเท่าเดิมแต่สามารถอยู่แบบไร้อาหารได้นานขึ้นนั่นเอง (นานสุดที่พบคือ ไม่กินอะไรเลยนาน 1 ปี) และแน่นอนครับว่าการที่มันดูเหมือนใบไม้แบบนี้ ทำให้มันซ่อนตัวจากนักล่าได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเจ้าทากทะเลสายพันธุ์ Costasiella kuroshimae (คอสตาเซลล่า คุโรชิเมะ) หรือแกะใบไม้ (Sea Sheep) อยู่ในน่านน้ำประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ก็ใช้กระบวนการกินสาหร่ายเพื่อสังเคราะห์แสงเหมือนกับทากทะเลมรกตด้านบนเช่นกันครับ

ทั้งนี้ ทากทะเล มีลักษณะเด่นคือ ไม่มีเปลือกห่อหุ้มลำตัว (ซึ่งอันที่จริงมันมีเปลือกนะ) แต่ถูกลดรูปจนมีขนาดเล็กคลุมตัวไม่มิดแต่บางตัวไม่มีเปลือกเลยจริง ๆ แหละ แตกต่างจากหอยทากที่จะมีเปลือกปกคลุมร่างกาย เป็นวิธีจำแนกสัตว์ 2 ชนิดนี้แบบง่าย ๆ ครับผม

รูปปั้น “กวนอู” หนัก 1,200 ตัน (ใหญ่ที่สุดในโลก) กำลังถูกรื้อออกจากเมือง-โดยไม่ให้ทำลาย

นี่คืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง “กวนอู” ขนาดความสูง 58 เมตร หนักกว่า 1,200 ตัน ทำจากแผ่นทองสัมฤทธิ์ 4,000 ชิ้น ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ในเมืองจิงโจว มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เนื่องจากเมืองแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยกวนอูเพื่อใช้เป็นที่ฝึกทหาร และยังเคยเป็นที่ตั้งของสมรภูมิรบในช่วงสามก๊กด้วย เห็นอลังการแบบนี้แต่ใช้เวลาสร้างเพียง 5 เดือนเท่านั้น !!! (เริ่มสร้าง 6 กุมภาพันธ์ 2016 – แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน 2016)

โดยรูปปั้นเทพเจ้ากวนอูยักษ์ ได้รับการออกแบบโดย ฮาน เหม่ยหลิน ศิลปินแห่งชาติวัย 80 ปี ผู้เคยออกแบบตัวการ์ตูน “ฝูหวา” มาสคอตประจำกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ซึ่งกลายเป็นแลนมาร์คสำคัญแห่งใหม่ของเมือง (ใช้งบก่อสร้างไปทั้งสิ้น 6.5 พันล้านบาท)

แต่ก็ดูเหมือนว่าความยิ่งใหญ่จะอยู่ไม่นานนัก เพราะล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2020 กระทรวงการเคหะและกรมพัฒนาเมืองจิงโจวได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านสถานีโทรทัศน์ CCTV โดยระบุว่า “ลักษณะที่สูงตระหง่านของรูปปั้นนั้นไร้ประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองภาษีแล้ว ยังบดบังทิวทัศน์ประวัติศาสตร์ของเมืองจนผู้คนเลิกให้ความสนใจ และด้วยน้ำหนักที่มากขนาดนี้ก็ทำให้ฐานดินใต้รูปปั้นเริ่มทรุดลงแล้วด้วย”

ยังไม่จบนะครับที่เด็ดสุดคือ “อนุสาวรีย์แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นอย่างผิดกฏหมาย เพราะผู้พัฒนาโครงการได้รับอนุญาตให้สร้างเพียงฐานรูปปั้นเท่านั้น และสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่แห่งนี้จะต้องมีความสูงไม่เกิน 15 เมตร แต่ทำไมจึงชิงสร้างให้มีขนาดใหญ่โต นี่คือการละเมิดต่อกฏหมายอย่างชัดเจน”

เมื่อผู้มีอำนาจในเมืองออกตัวแรงขนาดนี้มีหรือที่ผู้รับเหมาจะรอด ทำให้ในเดือนตุลาคม 2020 รัฐบาลกลางได้ออกคำสั่ง “ให้ผู้รับเหมาทำการย้ายรูปปั้นกวนอูออกจากเมืองต้นกำเนิดทันที หากไม่ดำเนินการจะมีผลทางกฏหมายขั้นเด็ดขาด”

เหตุนี้ ทางสถานีจึงขอสัมภาษณ์ผู้รับเหมาและได้ข้อมูลว่า “แท้จริงเราได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2014 แล้ว ซึ่งเราก็ทำตามที่ได้รับแบบแปลนกับงบมา แต่เราไม่ทราบจริง ๆ ว่า มันจะเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย ทั้งนี้ หากจะเคลื่อนย้ายโดยไม่ทุบทิ้งต้องใช้เงินอีกกว่า 155 ล้านหยวนในการดำเนินการครับ”

เฉพาะง้าวในมือก็ยาว 70 เมตรและหนักถึง 136 ตันแล้วครับ

บทสัมภาษณ์ดังกล่าว ถูกวิจารณ์อย่างมากในโซเชียลมีเดียของจีน มีคนนำจำนวนเงินไปเปรียบเทียบกับการสร้างประโยชน์อีกหลายด้านให้กับประเทศ อีกทั้งยังมีคนออกมาแฉด้วยว่า นี่คือการคอรัปชั่นรูปแบบหนึ่งที่เอกชนและเจ้าหน้าที่รู้เห็นกัน ใจความดังนี้

“ไม่ต้องถึง 155 ล้านหรอก แค่ 40 ล้านก็เพียงพอที่จะสร้างโรงเรียนให้กับเด็กนับร้อยที่อยู่ในพื้นที่กันดารสุด ๆ ได้แล้ว” อีกคอมเมนต์ “ลองคิดดูดิว่า ถ้าเริ่มสร้างทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผิดต่อกฏหมาย-สักวันก็ต้องถูกรื้อ ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลทั้ง 2 ครั้ง นี่แหละคือวิธีที่คนพวกนี้ใช้หาเงิน”

(และจนถึงตอนนี้รูปปั้นก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม เพราะรัฐบาลยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้ทุบทิ้งเพื่อประหยัดงบ หรืออนุมัติค่าดำเนินการตามที่ผู้รับเหมาร้องขอครับ)

นี่คือ “ลิง” (2 ตัวแรกของโลก) ที่เกิดจากการโคลนนิ่ง (เพื่อการแพทย์-รักษามนุษย์ในอนาคต)

เมื่อปี 2017 ทีมนักวิจัยจากสถาบัน CAS ในนครเซียงไฮ้ ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่ง “ไพรเมต” (Primate) หรือสัตว์ประเภทลิงให้มีชีวิตยืนยาวได้เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งข่าวนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ เพราะก่อนหน้านี้มนุษย์เคยทดลองโคลนนิ่งสัตว์มาแล้วกว่า 20 ชนิด (แต่ไม่ใช่กับไพรเมต) ดังนั้นความสำเร็จในการโคลนนิ่งสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์จึงอาจหมายถึง “ในอนาคตเราอาจสามารถโคลนนิ่งมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน” แต่ทางสถาบันก็ออกมาเคลมว่า “ยังไม่มีแผนโคลนนิ่งมนุษย์นะจ๊ะ เพราะยากกว่าปกติหลายเท่าเลย”

ย้อนถึงวันที่สำเร็จ : จากข้อมูลของนิตยสาร Cell ระบุว่า นักวิจัยใช้เทคนิคเดียวกันกับการโคลนนิ่งแกะดอลลี่ (เมื่อ 25 ปีก่อน) คือวิธีที่มีชื่อว่า “การถ่ายโอนโซมาติกเซลล์” (SCNT) คือการนำเอานิวเคลียสจากเซลล์หนึ่งของลิงต้นแบบ มาฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ว่างเปล่าที่ถูกดึงเอานิวเคลียสออกแล้ว จากนั้นจึงนำเซลล์ไข่ที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวใส่เข้าไปในลิงเพศเมียเพื่อทำการอุ้มบุญ โดยนักวิจัยต้องทดลองกว่า 109 ครั้ง (กับแม่ลิง 21 ตัว) เพราะตัวอ่อนแทบทุกตัวมักมีจำนวนโครโมโซมผิดปกติ (น้อยไปบ้าง-มากไปบ้าง) เมื่อเห็นดังนั้นนักวิจัยจึงตัดสินใจจบกระบวนการเมื่อทราบถึงความผิดปกติทันที เพราะแม้จะเกิดมาได้-แต่ไม่นานก็จะเสียชีวิต …

แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จได้ลูกลิงเพศเมีย 2 ตัวที่มีจำนวนโครโมโซมปกติ ร่างกายแข็งแรงตั้งแต่สัปดาห์แรก โดยตั้งชื่อว่า “จงจง” (Zhong Zhong) และ “หัวหัว” (Hua Hua) ซึ่งมาจากคำว่า ZhongHua ที่แปลว่า “ประเทศจีน” นั่นเอง

“ความสำเร็จครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยการแพทย์ในอนาคต ทั้งการศึกษาโรคทางพันธุกรรม รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับมะเร็ง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน เพราะที่สหรัฐฯมีการนำเข้าลิงเพื่อใช้ในการทดลองกับบริษัทยากว่า 30,000-40,000 ตัวต่อปี ดังนั้นพวกคุณจึงจำเป็นต้องมีลิงจำนวนมาก โดยที่ว่ามามีประโยชน์ต่อมนุษย์มหาศาล

อีกทั้ง มนุษย์ก็อยู่ในสัตว์จำพวกไพรเมต ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า อุปสรรคทางด้านเทคนิคในการโคลนนิ่งสัตว์ประเภทนี้ถูกทลายลงแล้ว แต่ถึงอย่างไร เหตุผลที่เราทำลายอุปสรรคนี้ ก็เพื่อผลิตโมเดลสัตว์ที่เป็นประโยชน์ต่อการแพทย์ ไม่ตั้งใจที่จะนำวิธีการโคลนนิ่งนี้มาใช้กับมนุษย์แต่อย่างใด” – มัมมิ่ง พู หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

ทั้งคู่คือสายพันธุ์ ลิงแสมหางยาว (long-tailed macaques)

(ข้อมูลอัพเดตล่าสุด เดือนมกราคม 2019) ปัจจุบัน มีลิงโคลนนิ่งตัวที่ 3 กำเนิดขึ้นแล้ว โดยชื่อว่า “เมง เมง” (Meng Meng) สุขภาพแข็งแรงดีเหมือนรุ่นพี่ทั้ง 2 และทางสถาบันยังประกาศจุดมุ่งหมายต่อไปด้วยว่า จะทบทวนวิธี Nuclear transfer ที่ใช้อยู่ อีกทั้งจะต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องชีววิทยาของเซลล์ เพื่อเอาชนะข้อจำกัดที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้ได้ทั้งหมดครับ (เสียดายแหล่งข้อมูลไม่ได้พูดถึง “จงจง และ หัวหัว” เลย หวังว่าพวกเธอคงสบายดีนะ – อายุขัยของลิงแสมเฉลี่ยยาวนานถึง 27 ปี)

ชาวโลกแบน (Flat Earther) พยายามพิสูจน์ “ทฤษฎีโลกแบน” ด้วยการมุ่งหน้าสู่ “ขอบโลก”

เมื่อกลางปี 2020 คู่สามี-ภรรยาชาวอิตาลีที่เชื่อมันในทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง “โลกแบน” (Flat Earth) อย่างสูง ตั้งใจจะพิสูจน์ทฤษฎีนี้ด้วยตนเอง ด้วยการมุ่งหน้าสู่ “ขอบโลก” ซึ่งขอบโลกที่ว่านี้ ตามทฤษฎีเชื่อว่าอยู่ใกล้กับเกาะลัมเปดูซา (Lampedusa Island) ที่ตั้งอยู่ระว่างแคว้นซิซิลีทางตอนใต้ของอิตาลีและแอฟริกาเหนือ

เกาะลัมเปดูซาที่ทั้งคู่เชื่อว่าขอบโลกอยู่ใกล้ ๆ กับที่แห่งนี้

โดยทั้งคู่ตัดสินใจขายรถ – เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ – และออกเดินทางทันที โดยเริ่มต้นจากเมืองเวเนโต แต่หลังออกเดินทางไปได้ไม่นาน ก็ต้องหลงอยู่กลางทะเล เนื่องจากพวกเขาปิดการทำงานของเข็มทิศนำทางบนเรือ เพราะเข็มทิศเป็นเครื่องมือที่ทำงานโดยอาศัยหลักการโลกกลม (ขัดกับทฤษฎีโลกแบน) ซึ่งพวกเขาเคว้งคว้างอยู่นานจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ไปพบเข้าและได้ช่วยเหลือก่อนนำตัวไปยังเกาะอุสติกา (เกาะเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของภูมิภาคซิซิลี)

และเนื่องด้วยเวลานั้นโควิด-19 กำลังระบาดอย่างหนัก ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องกักตัวพวกเขาไว้เพื่อรอดูอาการ แต่ทั้งคู่ยังไม่ลดละความพยายาม ได้ทำการหลบหนีการกักตัวและมุ่งหน้าสู่ขอบโลกอีกครั้ง แต่ก็ไม่รอดถูกตำรวจจับภายใน 3 ชั่วโมงหลังออกเรือ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาพยายามหลบหนีออกจากพื้นที่กักตัว แต่ก็ถูกจับกลับมาทุกครั้ง จนเจ้าหน้าที่ทนไม่ไหว ตัดสินใจส่งพวกเขากลับไปยังเมืองเวเนโต (เมืองที่พวกเขาเริ่มออกเดินทางในตอนแรก) และออกคำสั่งศาลกักบริเวณนาน 2 สัปดาห์ ทำให้การเดินทางพิสูจน์ขอบโลกของทั้งคู่ต้องจบลงอย่างน่าเสียดาย

ถ่ายเห็นชัดขนาดนี้ ยังไม่เชื่ออีกหรอว่ากลม

ซัลวาโตเร่ ซิชิชิ (Salvatore Zichichi) เจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือทั้งคู่กล่าวว่า “พวกเขาผิดหวังที่ไม่ได้ไปดูขอบโลกด้วยตาตัวเอง ซึ่งผมแนะนำพวกเขาว่ามันมีวิธีพิสูจน์ที่ง่ายอยู่นะ ๆ โดยลองไปที่ทะเลสักแห่งและมองดูเรือที่แล่นออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาและถ้าขอบโลกมีจริงเรือลำนั้นต้องตกขอบโลกอย่างแน่นอน หรือง่ายกว่านั้นคือขอให้นักบินอวกาศถ่ายรูปมาให้สิ น่าจะเป็นอะไรที่ง่ายกว่าจะมาทำอะไรแบบนี้นะ”

เพิ่มเติม : มารู้จักกับ “ทฤษฎีโลกแบน” ทฤษฎีสมคบคิดสุดโต่งที่มีผู้คนเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ – จุดเริ่มต้นของทฤษฎีนี้มีมาตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 16 นักบวชในยุคนั้นเชื่อว่า “โลกแบน” เพราะมันเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นเมื่อยืนอยู่บนพื้นโลก ซึ่งความเชื่อนี้อยู่มานานจนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 กาลิเลโอ ได้ออกมาประกาศว่า “โลกกลม” เป็นคนแรก

โดยสิ่งที่ทำให้เขามั่นใจว่าโลกนี้กลม เพราะเขามีกล้องดูดาวยังไงล่ะ แต่แม้จะผ่านมานานหลายร้อยปีจนปัจจุบันในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกล ก็ยังคงมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกนี้แบนจริง ๆ เป็นเพราะพวกเขายึดหลักคำสอนของศาสนาคริสต์คาทอลิกแบบสุดโต่ง เลือกที่จะเชื่อศาสนามากกว่าวิทยาศาสตร์นั่นเอง ซึ่งคนกลุ่มนี้เชื่อว่าโลกกลมคือทฤษฎีหลอกลวงที่นาซาสร้างขึ้นมา

Fact – จะเกิดไรขึ้นหากโลกแบนจริง ๆ ตอบ : เดวิด สตีเวนสัน นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะจากแคลิฟอเนียร์ ระบุว่า “สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น คือแรงดึงดูดจะดึงเราเข้าสู่ขั้วโลกเหนือไม่ดึงเราลงสู่พื้นล่าง ต้นไม้จะเอียงเข้าสู่ขั้วโลกเหนือไม่ตั้งตรงอีกต่อไป ระบบการนำทางทุกอย่างจะหยุดทำงาน เนื่องจาก ระบบเหล่านี้ทำงานขึ้นกับแม่เหล็กโลก ดาวเทียมจะไม่สามารถโคจรบนฟ้าได้ นอกจากนี้เราจะมองได้ไกลมาก (อาจไกลพอจะมองข้ามประเทศได้เลยล่ะ) อีกทั้ง ฤดูกาลต่าง ๆ จะหายไป เพราะฤดูเกิดจากโลกกลมและเอียง สุดท้ายวัตถุอวกาศดวงดาวต่าง ๆ จะพุ่งตกลงมายังพื้โลก ไม่เกิดการโคจรใด ๆ ทั้งสิ้น” สุดท้ายเขากล่าวแบบติดตลกว่า “เวลาขับถ่าย อึของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือด้วยนะ”

บังเอิญพบ “ยีราฟแคระ” (Dwarf Giraffes) เตี้ยสุดเท่าที่โลกเคยเจอ (เล็กกว่าปกติ 2 เท่า)

ในปี 2015 ขณะที่นักวิจัยกำลังทำการสำรวจประชากรยีราฟในอุทยานแห่งชาติเมอร์ชิสันฟอลส์ (Murchison Falls National Park) ในประเทศอูกันด้า พวกเขาพบยีราฟป่าตัวหนึ่งมีขาสั้นผิดปกติ ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นลูกยีราฟ แต่เมื่อสังเกตจากลักษณะและโครงสร้างแล้วพบว่านี่มันคือยีราฟที่โตเต็มวัยแล้วจริง ๆ โดยมันมีความสูง 2.7 เมตรเท่านั้น (ยีราฟโตเต็มวัยจะสูงราว 4.6-6.1 เมตร)

และนั่นไม่ใช่ตัวเดียวที่มีลักษณะแบบนี้ เพราะต่อมาในปี 2018 นักวิจัยพบยีราฟที่มีขาสั้นแบบเดียวกันอีก 1 ตัว (สูง 2.5 เมตร) ที่ประเทศนามิเบีย ซึ่งปกติแล้วลูกยีราฟจะใช้เวลาประมาณ 3-6 ปี ในการเติบโตเต็มที่ โดยนักวิจัยคาดว่ายีราฟแคระทั้งสองมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 ปี นั่นหมายความว่า พวกมันทั้งคู่เป็นยีราฟที่โตเต็มวัยแล้วนั่นเอง (ไม่สูงมากกว่านี้แล้ว)

การค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร BMC Research Notes โดยนักวิจัยให้ข้อสรุปว่าเกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมทำให้เกิดภาวะแคระแกร็น (Dwarfism) หรือภาวะโครงกระดูกเติบโตผิดปกติ (Skeletal Dysplasia) ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจของเหล่านักวิจัย เพราะภาวะแคระแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับยีราฟตัวใดในโลกมาก่อน

มิเชล บราวน์ หนึ่งในทีมผู้ค้นพบ กล่าวว่า “เนื่องจากสภาพแวดล้อมและแหล่งอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ต้นไม้ที่เคยสูงก็เตี้ยลง ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการวิวัฒนาการของสัตว์ที่สูงที่สุดในโลกอย่างยีราฟ ให้มีขนาดที่เหมาะสมเพื่อความอยู่และดำรงสายพันธุ์ต่อไป อีกทั้งพวกมันยังมีขนาดที่เล็กลงเมื่อเทียบกับเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา”

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเคยเป็นห่วงว่า เจ้ายีราฟแคระคู่นี้อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก เนื่องจาก สัตว์ที่มีลักษณะผิดปกติจะมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง และไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในฝูง รวมถึงหาคู่ผสมพันธุ์ไม่ได้เนื่องจากตัวเล็กเกินไป แต่จากการสำรวจล่าสุดในปี 2020 พบว่า ยีราฟจิ๋วทั้งสองมีสุขภาพที่แข็งแรงดี แถมยังอยู่ร่วมกับสมชิกในฝูงได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับเรื่องการผสมพันธุ์นั้นยังคงเป็นปัญหาอยู่ดี

เพิ่มเติม : เคยสงสัยมั้ยว่านักวิจัยจะวัดความสูงยีราฟได้อย่างไร ? ตอบ : ใช้เครื่องมือ Photogrammetry เป็นเครื่องมือที่ใช้เลเซอร์วัดความสูงจากภาพถ่าย โดยเครื่องจะทำการเปรียบเทียบขนาดพิเซลในรูปถ่ายกับขนาดจริง อารมณ์เหมือนใช้แอพ Measure ของไอโฟนในการวัดสิ่งของต่าง ๆ จากขนาดจริง

Fact – ปัจจุบัน ยีราฟถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable: VU) โดยตลอดช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา จำนวนยีราฟตามธรรมชาติในแอฟริกามีจำนวนลดลงกว่า 40% ซึ่งพบว่ามียีราฟเหลือตามธรรมชาติราว 110,000 ตัวเท่านั้น

นี่คือหิน คัมมาคิวิ (Kummakivi) ณ ป่ารูโกลาห์ติ ทรงตัวแบบนี้มานานกว่า 12,000 ปีแล้ว

นี่คือ “ก้อนหินคัมมาคิวิ” (Kummakivi Rock – แปลว่าหินประหลาด) ตั้งอยู่ที่ป่ารูโกลาห์ติ (Ruokolahti) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฟินแลนด์ มีขนาดใหญ่สูง 7 เมตร ซึ่งความน่าสนใจก็คือ มันทรงตัวอยู่บนก้อนหินอีกก้อนอย่างหมิ่นเหม่ ราวกับขอแค่มีใครสักคนไปสะกิดมันก็พร้อมจะล้มทันที แต่เชื่อหรือไม่ว่า..ต่อให้ใช้แรงพลักมันมากแค่ไหนหินก้อนนี้ก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งมันยังตั้งอยู่ในสภาพนี้มานานถึง 12,000 ปีแล้ว

โดยตามตำนานของชาวพื้นเมืองฟินแลนด์เชื่อว่า หินก้อนนี้ถูกนำมาตั้งโดยยักษ์โทรลล์ เพื่อทำเป็นสัญลักษณ์ถึงการมีอยู่ของพวกมัน เนื่องจากหินใหญ่ขนาดนี้ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ได้อย่างแน่นอน บ้างก็ว่ายักษ์โทรลล์ชอบสะสมหินและหินก้อนนี้ก็คือ 1 ในคอลเลคชั่นที่สะสมไว้

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่าหินคัมมาคิวินี้ถูกธารน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งช่วงสุดท้ายพัดมา ซึ่งในตอนแรกมันถูกประคองไว้ด้วยดินโคลนและน้ำแข็ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปน้ำแข็งค่อย ๆ ละลายและดินโคลนถูกกระแสน้ำพัดไหลออกไป เหลือทิ้งไว้แต่หิน 2 ก้อนที่ตั้งตระหง่านอย่างที่เห็น แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการสันนิษฐาน นักวิจัยยังไม่สามารถหาคำตอบความบังเอิญทางธรรมชาตินี้ได้

ซึ่งความสมดุลทางธรรมชาติแบบนี้มีอีกมากมายหลายแห่งทั่วโลก ตัวอย่างเช่น หินพินนาเคิล (Pinnacle Rock) ก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่ปลายหน้าผาของเทือกเขาชิริกาฮัว (Chiricahua Mountains) ในรัฐแอริโซนา ถูกพบเมื่อช่วงปลายทตวรรษที่ 1800 โดยชาวอาปาเช่ ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า “ดินแดนหินตั้ง” (The Land of Standing-Up Rocks)

เพิ่มเติม : รู้จักกับศาสตร์แห่งสมดุลหิน” (Rock Balance) – ไมเคิล แกรบ ศิลปินหนุ่มชาวแคนาดา วัย 31 ปี ผู้ค้นพบศาสตร์นี้โดยบังเอิญจากการเดินสำรวจลำธารโบลเดอร์จนกระทั่งพบกับก้อนหินที่ทรงตัวบาลานซ์อยู่บนก้อนหินอีกก้อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เขาเริ่มฝึกวางสมดุลหินตั้งแต่นั้นมา ซึ่งการสร้างสมดุลหินแต่ละครั้งใช้เวลานานหลายชั่วโมง “มันเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิและจิตใจที่สงบ เพราะหากจิตใจคุณไม่นิ่งพอ ยังไงคุณก็ทำมันไม่ได้” ไมเคิลกล่าว

โดยเทคนิคมี 3 ขั้นตอน คือ 1.ให้ใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักพอสมควร (เพื่อป้องกันแรงลมและแรงดึงดูดของโลกจะช่วยให้ตั้งหินง่ายขึ้น) 2.อาศัยจุดสัมผัสอย่างน้อย 3 จุด เปรียบเสมือนเป็นขาตั้ง ซึ่งจุดสัมผัสทั้งสามอาจเล็กมากจนมองไม่เห็น 3.มีสมาธิ สงบนิ่ง ค่อย ๆ ขยับและหามันจนเจอ

Fact – อูลูรู (Uluru) คือก้อนหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในประเทศออสเตรเลีย หากมองผ่านอาจดูเหมือนเนินดินหรือภูเขาทั่วไป แต่หากเข้าไปสัมผัสจะพบว่ามันเป็นหินเนื้อเดียวกันทั้งก้อน มีสีแดงเข้ม มีความสูงถึง 348 เมตร เส้นรอบวงที่ฐานวัดได้กว่า 9.4 กิโลเมตร มีอายุกว่า 550 ล้านปี เดิมทีมันเป็นพื้นของมหาสมุทรต่อมาน้ำในมหาสมุทรลดลง เปลือกโลกก็เคลื่อนตัวดันให้โขดหินโผล่ขึ้นมานั่นเอง

ทดลองจนค้นพบ วิธีทำให้ “แม้อุณหภูมิจะติดลบ -260” (แต่น้ำก็ยังไม่เปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง)

เมื่อปี 2019 ทีมนักวิจัยจากสถาบัน ETH แห่งเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการทำให้น้ำยังคงสถานะเป็นของเหลวได้ แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิติดลบกว่า -263 องศาเซลเซียสก็ตาม โดยพวกเขาศึกษาลึกลงไปถึงระดับโมเลกุลและคิดค้นสารชนิดหนึ่งเพื่อแฮกมัน

ภาพ 3 มิติ ของโมเลกุลไขมัน Lipidic mesophase และภาพแสดงการดักเก็บโมเลกุลของน้ำไว้ในโพรงของมัน

จากรายงานของวารสาร Nature Nanotechnology ระบุว่า – หากจะอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดคือ ขั้นแรกนักวิจัยต้องทำให้โมเลกุลของน้ำอยู่ในภาวะสสารที่ไม่มีแบบแผนการจัดเรียงตัวก่อน หรือก็คือภาวะอสัณฐาน (Amorphous) ซึ่งการทำให้น้ำอยู่ในภาวะนี้ ช่วยให้แม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบเท่าไหร่ น้ำจะไม่สามารถเกิดการจับตัวเป็นผลึกน้ำแข็งได้

แต่ก่อนจะทำให้น้ำอยู่ในภาวะดังกล่าวได้นั้น ก็ยากเอาเรื่องเหมือนกัน แต่สุดท้ายนักวิจัยก็ค้นพบวิธีการแฮก นั่นคือพวกเขาทำการสังเคราะห์โมเลกุลไขมันชนิดหนึ่ง ชื่อว่า Lipidic mesophase โดยโครงสร้างของโมเลกุลไขมันนี้จะมีลักษณะเป็นโพรงขนาดเล็กระดับนาโนเมตร ซึ่งแต่ละโพรงจะทำหน้าที่คอยกักเก็บโมเลกุลน้ำไว้ในนั้น อีกทั้งโครงสร้างของไขมันสังเคราะห์ก็ไม่สามารถแข็งตัวในพื้นที่อุณหภูมิต่ำได้ เหตุนี้จึงทำให้ทั้งน้ำและไขมันที่ผสมลงไปไม่สามารถเกิดกระบวนการ Crystallization หรือเกิดการจับตัวเป็นผลึกแข็งได้นั่นเอง

การค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้มีประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะเจ้าโมเลกุลไขมันสังเคราะห์ เพราะด้วยคุณสมบัติของมันที่ช่วยให้น้ำไม่กลายเป็นน้ำแข็ง อาจนำมาประยุกต์ใช้ในการเก็บรักษาสารชีวภาพอื่น ๆ ไม่ให้เสื่อมสภาพในภาวะอุณหภูมิต่ำได้ หรืออาจนำเทคนิคนี้ไปใช้ศึกษาทดลองเกี่ยวกับโครงสร้างระดับโมเลกุลของสารต่าง ๆ ในภาวะอุณหภูมิต่ำได้เช่นกันครับ

น้ำที่อยู่ในจุดเยือกแข็ง แต่ยังไม่เปลี่ยนสถานะเพราะไม่มีอะไรมากระทบ แต่พอเทน้ำลงถาด โมเลกุลของน้ำก็เกิดการกระทบและเกิดการจับตัวกันเป็นผลึกทันที

แถม – ทุกคนคงเคยเห็นคลิปโชว์ “เทน้ำเปล่าจากขวด-แล้วน้ำที่ไหลออกมาก็กลายเป็นน้ำแข็งทันที” ซึ่งความจริงเหล่ายูทูปเบอร์ใช้หลักการเดียวกันกับงานวิจัยด้านบน นั่นคือ การเล่นกับโมเลกุลของน้ำนั่นเอง

โดยปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Supercooling (น้ำเย็นยิ่งยวด) เกิดจากการที่น้ำเปล่าบริสุทธิ์ (ไม่มีสิ่งใดเจือปน) ไม่จับตัวเป็นสถานะของแข็งแม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำกว่าจุดเยือกแข็งแล้วก็ตาม นั่นเพราะอัตราการเปลี่ยนอุณหภูมิไปสู่การติดลบของน้ำขวดนั้นเป็นไปอย่างช้า ๆ และเพราะความสะอาดแบบสุด ๆ จึงทำให้ไม่มีสิ่งใดมากระทบ โมเลกุลของน้ำจึงไม่วิ่งไปจับตัวเป็นของแข็งนั่นเอง

ซึ่งปรากฏการณ์นี้ จะเกิดได้ดีที่สุดกับน้ำสะอาดที่ผ่านการกรองมาอย่างดีเท่านั้น คือเป็นน้ำที่ไม่มีตะกอนเจือปนอยู่เลย (เหตุนี้-หากใครอยากทดลองแนะนำให้ใช้น้ำกลั่นจะชัวร์ที่สุดครับผม)

รู้จัก “แตนมรณะ” (Murder Hornet) เพียงตัวเดียว แต่บุกทลายรังผึ้งได้ทั้งรวง (โหดมาก)

รู้จักกับ “แตนมรณะ” (Murder Hornet) หรือ “แตนยักษ์เอเชีย” (Asian Giant Hornet) ชื่อวิทยาศาสตร์ Vespa Mandarinia มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เอเชียตะวันออก สามารถพบได้ในภูมิประเทศเขตร้อนทั่วโลก แต่พบมากสุดที่ประเทศอินเดียและเนปาล เป็นสายพันธุ์แตนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดยาว 4.5 เซนติเมตร ปีกกว้าง 7.5 เซนติเมตร และเหล็กในยาว 6 มิลลิเมตร

โดยชื่อ “แตนมรณะ” นั้นได้มาจากพฤติกรรมการล่าอาหารสุดโหด เนื่องจากพวกมันกินแมลงด้วยกันเอง สามารถออกหาอาหารได้ไกลถึง 1 กิโลเมตรจากรัง ซึ่งอาหารโปรดของแตนชนิดนี้ก็คือ “ผึ้งน้ำหวาน” 

คริส ลูนีย์ นักกีฏวิทยา จากรัฐวอชิงตัน อธิบายการล่าของแตนมรณะไว้ว่า “แตน 1 ตัว สามารถบุกทลายรังผึ้งได้แบบสบาย ๆ โดยมันจะใช้ปากที่มีเขี้ยวเปรียบเสมือนใบมีด (mandibles) กัดหัวผึ้งให้ขาด ซึ่งจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 90 นาทีในการพิชิตรังผึ้ง 1 รัง จากนั้นจะเข้ายึดรังเหยื่อเป็นเวลา 1 สัปดาห์ สำหรับการกินซากผึ้งที่ตายทั้งหมด รวมถึงกินตัวอ่อนและไข่ผึ้งด้วย เมื่ออิ่มก็จะทยอยขนอาหารกลับไปเลี้ยงนางพญาและตัวอ่อนที่รังตนเอง”

นอกจากผึ้งน้ำหวานจะเป็นอาหารอันโอชะแล้ว มนุษย์เองก็สามารถถูกมันฆ่าได้เช่นกัน โดยสำนักข่าวญี่ปุ่นรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกแตนสายพันธุ์นี้ต่อยเป็นจำนวน 30-50 คนต่อปีเลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่จะถูกพวกมันทำร้ายเพราะเผลอเข้าไปใกล้หรือรบกวนรังของพวกมันนั่นเอง (ไม่ใช่พวกมันมาล่ามนุษย์นะ)

ชูนิจิ มากิโนะ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยตัวต่อและผึ้งของญี่ปุ่น กล่าวว่า การถูกแตนชนิดนี้ต่อยให้ความรู้สึกเหมือนโดนเข็มร้อนทิ่มเข้าที่ร่างกาย มันจะปวดมากอย่างรุนแรง พิษของเหล็กในจะทำให้เกิดเป็นแผลหลุมลึก หากมีอาการแพ้โอกาสรอดชีวิตนับว่าน้อยมาก”

ในปี 1986 นักวิจัยได้กำหนดค่าความเจ็บปวดโดยมีหน่วยวัดคือ “ค่าชมิดต์เพน” (Schmidt Pain) ซึ่งทดลองกับหนูทดลอง ด้วยการฉีดพิษของแตนเข้าไปจนกว่าหนูทดลองตัวนั้นจะตาย โดยค่าความเจ็บปวดของแตนมรณะอยู่ที่ 4.1 มิลลิกรัม (ค่ายิ่งน้อยเท่ากับพิษยิ่งรุนแรง) ค่าความรุนแรงนี้นับว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับผึ้ง (ผึ้งมีค่าชมิดต์เพนอยู่ที่ 2.8 มิลลิกรัม) แต่สาเหตุที่แตนมรณะมีความอันตรายมากกว่าเพราะ ผึ้ง 1 ตัวสามารถต่อยได้ 1 ครั้งเท่านั้น แต่แตนมรณะสามารถต่อยเหยื่อได้ซ้ำ ๆ แบบไม่มีจำกัด นักวิทยาศาสตร์คาดว่า แตน 1 ตัวสามารถฆ่าหนูได้มากถึง 10 ตัวเลยทีเดียว

สุดท้าย การเพิ่มขึ้นของพวกมันส่งผลกระทบทางอ้อมอย่างรุนแรงต่อมนุษย์ เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าอาหารโปรดของพวกมันคือผึ้งน้ำหวาน ซึ่งผึ้งน้ำหวานคือแมลงที่ช่วยผสมเกสรพืชผลที่มนุษย์กว่า 2 ใน 3 ของประชากรโลกใช้บริโภค นั้นหมายความว่าหากแตนมรณะนี้บุกทลายรังผึ้งไปเรื่อย ๆ จนผึ้งลดน้อยลง เท่ากับว่าอาหารของมนุษย์ก็จะลดน้อยลงไปด้วย และหากถึงจุดที่ผึ้งสูญพันธุ์เมื่อไหร่ มนุษย์เองก็จะขาดแคลนอาหารจนอาจสูญพันธุ์ตามไปด้วยเช่นกันครับ

รู้จัก “น้ำตกเมอริเชียส” ที่ตั้งอยู่ใต้ทะเล ณ หุบเหวลึกกว่า 4,000 เมตร (แบบนี้มีอยู่จริง)

เข้าเรื่องเลยนะครับ : ที่ทุกคนเห็นราวกับเป็นน้ำตกใต้ทะเลนั้น แท้จริงเป็นตะกอนทรายที่ถูกกระแสน้ำพัดไหลลงสู่หุบเหวลึกใต้ทะเลต่างหาก มีชื่อเรียกว่า “น้ำตกมอริเชียส” (Mauritius Underwater Waterfall) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ประเทศมอริเชียส ณ คาบสมุทรเลอเมอร์น ในมหาสมุทรอินเดีย

โดยเกาะแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 8 ล้านปีก่อน จากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลและด้วยแรงระเบิดจึงทำให้แผ่นทวีปยกตัวสูงขึ้นเกิดเป็นไหล่ทวีป (Continental Shelf) กลายเป็นเหวลึกอย่างที่เห็น ซึ่งมันมีความลึกถึง 4,000 เมตร จะสามารถมองเห็นได้จากภาพมุมสูงเท่านั้น ซึ่งแม้บางคนอาจจะมองว่าสถานที่แห่งนี้ดูพิศวง แต่ความจริงคือมันไม่ได้มีอันตรายใด ๆ แถมยังเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และเป็นอีก 1 จุดหมายปลายทางของนักดำน้ำลึกทั่วโลกอีกด้วย

คำถาม : แล้วน้ำตกที่เป็นน้ำตกจริง ๆ สามารถเกิดขึ้นใต้น้ำได้ไหม ? ตอบ : เกิดขึ้นได้ครับ ตัวอย่างเช่น น้ำตกในช่องแคบเดนมาร์ก ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะกรีนแลนด์กับไอซ์แลนด์ มีความกว้าง 160 กิโลเมตร ลึก 3,505 เมตร มีประมาณน้ำกว่า 5 ล้านลูกบาศก์เมตรที่ไหลลงสู่เหวลึกใต้มหาสมุทรทุก ๆ 1 วินาที เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำกว่า 1,000 เมตร ทำให้ไม่สามารถมองจากมุมสูงได้

ภาพมุมสูงของน้ำตกใต้น้ำเมอริเชียส

โดยสาเหตุการเกิดน้ำตกใต้น้ำได้เกิดจาก : น้ำทะเล 2 ชั้นที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน โดยน้ำอุ่นที่ระดับความลึก 0-1,000 เมตร เป็นจุดที่แสงอาทิตย์ส่องถึง จะมีคความหนาแน่นต่ำ+มวลน้อย จึงลอยตัวสูง ส่วนน้ำที่ระดับความลึก 1,000 เมตรขึ้นไป จะมีความหนาแน่นสูง+มีมวลมาก ทำให้มักจมลงสู่ที่ต่ำ เมื่อความต่างนี้เจอกับร่องลึกของเหวใต้มหาสมุทรจึงเกิดเป็นน้ำตกใต้ทะเลนั่นเอง ปรากฎการณ์แบบนี้เรียกว่า “เทอร์โมไคลน์” (Thermocline)

สุดท้าย ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของเกาะมอริเชียสนี้กันอีกสักนิด มันถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ.975 โดยชาวอาหรับ ต่อมาถูกชาวโปรตุเกสเข้ายึดครองในปี ค.ศ.1507-1513ก่อนจะได้รับเอกราชในปี ค.ศ.1968 และกลายเป็นสาธารณรัฐในปี 1992 ซึ่งก่อนจะได้รับเอกราช (ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19) ชนเผ่ามารูนส์ ถูกประเทศล่าอาณานิคมอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสจับขายเป็นทาสมากมาย ซึ่งสถานที่ที่ช่วยพวกเขาไว้ คือ “ภูเขาเลอมอร์น” ภูเขาที่ตั้งสูงตระหง่านใกล้กับน้ำตกใต้ทะเลมอริเชียส ซึ่งมีเพียงชนพื้นเมืองเท่านั้นที่สามารถปีนขึ้นไปถึงยอดเขานี้ได้ ทำให้พวกนักค้าทาสไม่สามารถขึ้นไปจับพวกเขาได้

นกโดโดที่สูญพันธุ์ไป (ภาพเล็ก) และภูเขาเลอมอร์นที่เหล่าทาสใช้หลบนี้

นอกจากนี้ เกาะมอริเชียสยังเคยเป็นที่อยู่อาศัยของนกโดโด (Raphus Cucullatus) นกสายพันธุ์โบราณขนาดใหญ่และบินไม่ได้ (สูง 1 เมตร หนักสูงสุด 17 กิโลกรัม) ที่วิวัฒนาการขึ้นมาบนโลกพร้อม ๆ กับเกาะแห่งนี้ (8 ล้านปีก่อน) ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1598 โดยกาลาสีเรือชาวดัตช์ นับแต่นั้นมาพวกมันก็ถูกล่าอย่างหนัก จนกระทั่งในปี ค.ศ.1660 ที่มีการายงานพบนกโดโดเป็นครั้งสุดท้ายและมันก็สูญพันธุ์ไปตลอดกาล

Fact – รู้จักกับ “น้ำตกไฟหางม้า” (Horsetail Firefall) ณ อุทยานโยเซมิตี ประเทศอเมริกา เป็นน้ำตกที่ลงมาจากหน้าผาด้วยความสูง 480 เมตร สาเหตุที่เห็นเป็นน้ำตกไฟเพราะแสงแดดก่อนพระอาทิตย์ตกส่องกระทบน้ำตกจนเห็นเป็นสีส้มอร่ามราวกับน้ำตกไฟยังไงยังงั้น