“วาฬนาร์วาล” ตัวนี้หลงทางมาไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร – เลยเนียนไปอยู่กับฝูงเบลูก้าซะเลย

0

นักสำรวจพบวาฬนาร์วาลหนุ่มตัวหนึ่ง เนียนว่ายน้ำอยู่กับฝูงของวาฬเบลูก้าอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ เจ้าวาฬนาร์วาลกลับได้รับการต้อนรับอย่างดีจากครอบครัวใหม่ด้วยนี่สิ จนนักวิจัยต่างสงสัยว่าวาฬนาร์วาลตัวนี้มาอยู่กับฝูงเบลูก้าได้ไง ?

(ภาพซ้าย) วาฬนาร์วาล, (ภาพขวา) วาฬเบลูก้า

โดยในทุก ๆ ปี นักวิจัยของอนุรักษ์วาฬจาก GREMM จะมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำและปากแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ รัฐควิเบก ประเทศแคนาดาเพื่อนับจำนวนและถ่ายภาพความเปลี่ยนแปลงของฝูงวาฬเบลูก้า ทว่าในครั้งนี้ พวกเขาต้องประหลาดใจมากเมื่อสังเกตเห็นสมาชิกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งนั่นคือวาฬนาร์วาลหนุ่มที่คาดว่าหลงมาจากเขตอาร์กติกที่ห่างไปประมาณ 1,000 กิโลเมตร โดยภาพรวมทั้งหมดที่นักวิจัยเห็นนั้น บ่งชี้ว่า วาฬนาร์วาลได้รับการต้อนรับอย่างดีและสามารถว่ายร่วมกับกลุ่มใหม่ได้อย่างปกติสุข

ซึ่งการค้นพบเจ้าวาฬนาร์วาลตัวนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะในปี 2016 และ 2017 พวกเขาเคยพบเจ้านาร์วาลนักเดินทางตัวนี้มาก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกตั้งชื่อว่า “วาฬเร่ร่อน” โดยสาเหตุของการเร่ร่อนของมัน นักวิจัยคาดว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่ออุณหภูมิของน้ำในแม่น้ำและทะเล ดังนั้นในอนาคต เราอาจได้เห็นการรวมกลุ่มกันระหว่างวาฬสองสายพันธุ์นี้อีกก็เป็นได้

ทั้งนี้ แม้ว่าทั้งสองสายพันธุ์อาจดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อมองในแวบแรก แต่ที่จริงแล้วพวกมันเป็นสัตว์จากตระกูลเดียวกัน ซึ่งวาฬนาร์วาลจะพบเจอได้ยากกว่าวาฬเบลูก้า เพราะพวกมันชอบออกไปเที่ยวในน่านน้ำลึกที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนาที่ยากต่อการสำรวจและเข้าถึง

มาร์ติน นิวเอีย ผู้เชี่ยวชาญด้านนาร์วาลแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอธิบายเพิ่มเติมว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจในสังคมของพวกมัน เพราะมันสะท้อนถึงความเห็นอกเห็นใจและการเปิดกว้าง เพื่อต้อนรับสมาชิกที่มาจากสายพันธุ์อื่นเข้ามา ซึ่งถือเป็นบทเรียนที่ดีที่พวกเราได้เรียนรู้จากมัน แต่ในอีกด้าน ก็น่าสนใจว่าวาฬนาร์วาลตัวนี้จะอยู่กับฝูงเบลูก้าไปตลอดเลยหรือเปล่า”

ภาพจำลองหน้าตาของวาฬนาร์ลูกา

โรเบิร์ต มิโชด ประธานของ GREMM กล่าวว่า “หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจที่เราได้จากการค้นพบครั้งนี้คือ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เมื่อนาร์วาลตัวน้อยโตเป็นผู้ใหญ่ท่ามกลางฝูงของวาฬเบลูก้า ซึ่งเป็นไปได้ว่าการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างทั้งสองสายพันธุ์นี้อาจเกิดขึ้นในที่สุด แม้จะไม่ค่อยมีการบันทึกไว้ก็ตาม โดยเรายังหวังว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับฝูงนี้ เพราะนั่นจะกลายเป็นข้อมูลใหม่ให้พวกเราได้ศึกษากันต่อไป”

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ The Atlantic ระบุว่า ในอดีตมีการค้นพบวาฬลูกผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างวาฬเบลูก้าเพศผู้และวาฬนาร์วาลเพศเมียที่ถูกเรียกว่า “นาร์ลูกา” (Narluga) โดยในปี ค.ศ.1993 นักวิจัยได้ทำการสกัดดีเอ็นเอจากโครงกระดูกของนาร์ลูกา ซึ่งเผยให้เห็นว่า เจ้านาร์ลูกานั้นเป็นเพศผู้ที่มาจากการข้ามสายพันธุ์จริง ๆ นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานมากมายเกี่ยวกับความใกล้ชิดของวาฬทั้งสองสายพันธุ์นี้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า การผสมข้ามสายพันธุ์ของพวกมันนั้นเป็นไปได้และมีโอกาสเกิดขึ้นอีกในอนาคต

พบซาก “วิหารไบแซนไทน์” จมอยู่ใกล้ชายหาด ซึ่งอยู่ตรงนั้นมา 1,600 ปี (โดยไม่มีใครสังเกตมาก่อน)

0

เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ระหว่างการสำรวจทางอากาศของทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยบูร์ซา อูลูดัก ประเทศตุรกี จู่ ๆ พวกเขาต่างต้องตกตะลึงเมื่อได้เห็นเศษซากของวิหารโบราณโผล่ขึ้นมาเกือบเท่าระดับน้ำของทะเลสาบอิสนิก ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีใครเคยพบมันมาก่อน แม้จะอยู่ห่างจากชายฝั่งของเมืองโบราณไนเซียเพียง 20 เมตร ก่อนที่การตรวจสอบในภายหลังจะยิ่งตอกย้ำความน่าตกใจว่า ซากวิหารดังกล่าวมีอายุเกือบ 1,600 ปีเลยทีเดียว

โดยหลังจากผู้เชี่ยวชาญดำน้ำลงไปตรวจสอบประมาณ 3 ชั่วโมง พวกเขาพบว่านี่คือ “มหาวิหารยุคไบแซนไทน์” ตอนต้น (ช่วงปลายศตวรรษที่ 4 ถึงต้นศตวรรษที่ 5) ที่มีร่องรอยของสถาปัตยกรรมของคริสตจักรยุคแรก อาทิ ห้องทำพิธีกรรมและทางเดินกลางที่แยกออกเป็น 3 ส่วนหลัก อีกทั้งวิหารแห่งนี้ยังถูกสร้างทับโครงสร้างเดิมที่เป็นโบสถ์จากศตวรรษที่ 2 ซึ่งถือเป็นวิธีปฏิบัติในยุคนั้น

นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า โครงสร้างเดิมที่เป็นโบสถ์ของวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญชาวกรีกนามว่า “นีโอไฟโตส” (Neophytos) ซึ่งเป็นนักบุญที่ได้รับความเคารพอย่างมากในช่วงนั้น แต่กลับถูกทหารโรมันสังหารในปี ค.ศ.303 ด้วยวัยเพียง 16 ปี โดยการสำรวจเพิ่มเติมยังพบโครงกระดูกของเด็กเล็กและผู้ใหญ่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นผู้เลื่อมใสที่อยากฝังร่างตัวเองไว้กับนักบุญที่เคารพ

มุสตาฟา ชาฮิน ศาสตราจารย์ภาควิชาโบราณคดี กล่าวว่า “เราพบชื่อของนักบวชนีโอไฟโตสในการสำรวจ ซึ่งเป็นนักบวชคริสเตียนที่เคร่งศาสนาและต่อต้านความเชื่อของพวกนอกรีต โดย ณ ขณะนั้น คริสต์ศาสนายังไม่ได้รับการยอมรับในยุคของจักรพรรดิไดโอคลีเชียนและจักรพรรดิกาเลริอุส ด้วยเหตุนี้ นีโอไฟโตสจึงถูกจับไปทรมานจนตาย ก่อนที่ 10 ปีต่อมา พระราชกฤษฎีกาแห่งมิลานจะประกาศยอมรับศาสนาคริสต์อย่างถาวรในจักรวรรดิโรมัน”

ในส่วนของวิหารที่สร้างทับนั้น ศาสตราจารย์ซาฮิน กล่าวเสริมว่า “มีความเป็นไปได้ที่วิหารแห่งนี้อาจสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอมโมดัสแห่งโรมันเพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าอพอลโล เนื่องจากสถาปัตยกรรมมีความคล้ายคลึงกับโบสถ์ Hagia Sophia ที่มีการค้นพบก่อนหน้า นอกจากนี้ในระหว่างการขุดค้น นักวิจัยยังได้พบเหรียญและชิ้นส่วนของตะเกียงโบราณที่น่าจะเป็นส่วนประกอบภายใน “วิหารอะพอลโล” ด้วย

ทั้งนี้ จากการประเมินของนักโบราณคดี พบว่า โครงสร้างทั้งหมดที่สร้างขึ้นอาจพังทลายลงระหว่างเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคนี้เมื่อปี ค.ศ.740 โดยการค้นพบในครั้งนี้ ก็มาจากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ระดับน้ำลดลงด้วยเช่นกัน โดยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ปี 2014) มีการค้นพบสิ่งประดิษฐ์จากยุคโบราณเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของตุรกีและผู้เชี่ยวชาญหลายคนกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่จะทำให้วิหารแห่งนี้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำ” เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำภูมิภาคนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนจะได้มีโอกาสชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่าหนึ่งพันปีในอนาคตอันใกล้

ชายคนนี้ช่วยชีวิตจระเข้ใกล้ตายไว้เมื่อ 20 ปีก่อน-จนซี้กันมาก (ว่ายน้ำเล่นกันทุกวัน)

0

กิลแบร์โต เชดเดน ชาวประมงจากคอสตาริกาผู้นี้-เลี้ยง “จระเข้” ไว้เป็นเพื่อนมานานกว่า 20 ปี เขาคอยให้ทั้งอาหาร แถมยังมอบความรักแบบที่มนุษย์เราทำกัน ซึ่งนั่นก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับคนจำนวนไม่น้อยว่า จระเข้เนี่ยนะ จะเชื่องได้จริงหรือ ?

โดยมิตรภาพอันน่าอัศจรรย์ของทั้งคู่นั้นเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1989 ขณะกำลังเตรียมจะแล่นเรือบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ Reventazón จู่ ๆ เชดเดนก็เหลือบไปเห็นร่างอันร่อแร่ของจระเข้หนุ่มที่หนักประมาณ 700 กก. ยาว 5 เมตร นอนซมอยู่ ซึ่งผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า จระเข้ดังกล่าวถูก “ยิง” เข้าที่ตาข้างซ้ายผ่านสมองเข้าไป โดยฝีมือของเกษตรกรที่โกรธจัดเพราะจระเข้ตัวนี้มาแอบกินวัวของเขา

แน่นอนว่าในสถานการณ์นั้น เชดเดนไม่รอช้าที่จะพาเจ้าจระเข้เคราะห์ร้ายกลับบ้านไปด้วย โดยหวังว่าอย่างน้อยจะทำให้มันกลับมามีชีวิตปกติอีกครั้ง ซึ่งในทุก ๆ สัปดาห์เขาต้องเตรียมเนื้อไก่และปลากว่า 30 กก. เพื่อดูแลจระเข้ตัวนี้ โดยในช่วงแรกมันแทบไม่ยอมกินอาหารเลย ด้วยเหตุนี้ เชดเดนถึงขนาดจำลองวิธีการกินและเคี้ยวให้มันดู ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคอยกอด จูบ และลูบไปตามผิวหนังของจระเข้เพื่อมอบความรักให้กับมัน โดยเขากล่าวว่า “จระเข้ก็เป็นสัตว์ที่ต้องการความรักเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าผมปรารถนาให้มันมีชีวิตอยู่ ผมก็จะมอบความรักให้กับมัน”

ซึ่งหลังจากนั้น 6 เดือน เมื่อจระเข้หนุ่มกลับมามีร่างกายที่แข็งแรง เชดเดนก็พามันไปปล่อยที่แม่น้ำใกล้ ๆ เพื่อให้สัตว์ได้กลับไปใช้ชีวิตในป่า แต่ทว่า จระเข้ตัวนี้กลับโผล่มาหาเชดเดนอีกครั้งในเช้าวันถัดมา นั่นทำให้เชดเดนตัดสินใจจะเลี้ยงมันไว้พร้อมกับตั้งชื่อให้มันว่า “โปโช่” (Pocho) โดยเจ้าโปโช่จะอาศัยอยู่ในบึงใกล้บ้านของเชดเดน แถมยังมีสถานะเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วย (จนภรรยาคนแรกของเชดเดนต้องขอหย่า เพราะสามีไม่มีเวลาให้เธอเลย)

ทั้งนี้ เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่มิตรภาพของทั้งคู่ยังคงแนบแน่นเรื่อยมา โดยใน 10 ปีแรก เชดเดนจะคอยว่ายน้ำในตอนกลางคืน พร้อมทั้งมอบความรักและฝึกให้เจ้าโปโช่เป็นจระเข้ที่เชื่องให้ได้ กระทั่งใน 10 ปีต่อมา เชดเดนได้นำเรื่องราวของพวกเขามาจัดแสดงโชว์ในบ้านเกิด บริเวณทะเลสาบเทียมขนาด 100 ตร.ม จนมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาชมกันอย่างต่อเนื่อง

พิธีศพของเจ้าโปโช่

โดยหลังจากที่เรื่องราวของพวกเขาถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้โรเจอร์ ฮอร์รอกส์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์จึงได้ ติดต่อขอนำเรื่องราวไปสร้างเป็นสารคดีเรื่อง “The Man Who Swims With Crocodiles” ซึ่งภายหลังโรเจอร์ได้แสดงข้อคิดเห็นว่า “เป็นไปได้ที่บาดแผลที่เจ้าจากกระสุนปืน น่าจะทำลายบางส่วนของสมองเจ้าโปโช่ จนทำให้มันขาดสัญชาตญาณนักล่าของมันเปลี่ยนไป”

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเศร้าที่เจ้าโปโช่ได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2011 ด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ ซึ่งได้มีการจัดพิธีศพให้กับมันเหมือนพิธีศพของมนุษย์ทั่วไป แถมยังมีผู้คนมาร่วมงานเป็นจำนวนมากด้วย โดยซากศพของมันยังถูกนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์เมืองซิควาเรส ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้ทำให้เชดเดนพยายามหาจระเข้ตัวใหม่ พร้อมกับตั้งชื่อให้มันว่า “โปโช่ ทู” (Pacho II) โดยหวังว่าจะทำให้มันเชื่องพอที่จะนำไปแสดงโชว์ได้ แม้ว่าหลาย ๆ คนจะเป็นกังวลว่า มิตรภาพและความรักที่เขาเคยได้รับจากจระเข้ผู้น่ารักตัวก่อน อาจไม่เกิดขึ้นอีกครั้งกับจระเข้ตัวใหม่ก็เป็นได้

พบ “ฟอสซิลกะโหลกไดโนเสาร์” สายพันธุ์ใหม่ (อายุ 70 ล้านปี) ถูกตั้งชื่อว่า “Hellboy”

0

ย้อนไปเมื่อปี 2005 ขณะที่ ปีเตอร์ ฮิวส์ นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคัลการี กำลังจะตกปลาบริเวณแม่น้ำโอลด์แมน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐอัลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา จู่ ๆ เขาก็พบเข้ากับฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตโผล่ออกมาจากหินผาชันยาวประมาณ 1 เมตร ซึ่งในภายหลังฟอสซิลดังกล่าวได้รับการตรวจสอบว่า เป็นกะโหลกศีรษะของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ และมีการตั้งชื่อเล่นให้มันว่า “เฮลล์บอย” (Hellboy)

Regaliceratops peterhewsi

โดยฟอสซิลดังกล่าวนั้น ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการในปี 2015 มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Regaliceratops peterhewsi” (อ่านว่า เร-กา-ลิ-เซอ-รา-ทอปส์ ปี-เตอร์-ฮิว-ซิ) เป็นไดโนเสาร์กินพืชที่อาศัยอยู่ในปลายยุคครีเทเชียส หรือประมาณ 68 ล้านปีก่อน มีขนาดของร่างกายยาวประมาณ 5 เมตร หนักราว 1.5 ตัน เทียบเท่ารถเอสยูวีขนาดใหญ่

ดร.คาเล็บ บราวน์ นักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์รอยัลไทร์เรล กล่าวว่า “เรกาลิเซอราทอปส์นั้นเป็นญาติใกล้ชิดกับไทรเซอราทอปส์ โดยพวกมันถูกจัดอยู่ในอนุวงศ์ Chasmosaurinae ที่มาจากตระกูล Ceratopsidae แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ตระกูลของไดโนเสาร์มีเขานั้นจะแยกเป็น 2 อนุวงศ์ด้วยกัน ซึ่งอีกประเภทคือ Centrosaurines และนั่นก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าทำไมวิวัฒนาการของเรกาลิเซอราทอปส์กลับดูคล้าย Centrosaurines ทั้งที่สูญพันธุ์ไปกว่าร้อยล้านปีก่อนที่เรกาลิเซอราทอปส์จะเกิด”

(ซ้าย) กะโหลกของไดโนเสาร์มีเขากลุ่ม Centrosaurines, (กลาง) กะโหลกของเรกาลิเซอราทอปส์, (ขวา) กะโหลกของไดโนเสาร์กลุ่ม Chasmosaurinae

โดยจุดเด่นของไดโนเสาร์ประเภท Chasmosaurinae คือ พวกมันจะมีเขาจมูกที่เล็ก – เขาขอบตาใหญ่ – กระดูกตรงแผงคอจะเป็นแฉกสั้น ๆ เรียงกัน แต่ Centrosaurines จะมีเขาจมูกใหญ่ – เขาขอบตาเล็ก – กระดูกตรงแผงคอจะเป็นแฉกแยกจากกันชัดเจน ซึ่งเมื่อพิจารณากับเรกาลิเซอราทอปส์ที่เป็น Chasmosaurinae แต่กลับมีเขาจมูกใหญ่ – เขาขอบตาเล็ก – กระดูกตรงแผงคอเป็นแฉกสั้น ๆ แต่ยาวกว่า Chasmosaurinae ทั่วไป ดังนั้น ดร.บราวน์จึงสรุปได้ว่า “นี่คือการบรรจบการทางวิวัฒนาการของไดโนเสาร์มีเขา 2 กลุ่ม ซึ่งหมายความว่าพวกมันวิวัฒนาการคล้ายคลึงกันอย่างอิสระนั่นเอง”

นอกจากนี้ ดร.บราวน์ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ในตอนแรกเราคิดว่าพวกมันมีเขาไว้สำหรับป้องกันตัวเหมือนกับไทรเซอราทอปส์ แต่เมื่อศึกษาไดโนเสาร์สายพันธุ์อื่นที่มีเขาเหมือนกันมากขึ้นจึงทำให้ทราบว่า แท้จริงแล้วพวกมันมีเขาไว้ดึงดูดเพศตรงข้ามและสื่อสารกับพรรคพวกเดียวกัน เช่นเดียวกับเกราะที่เหมือนมงกุฎบริเวณแผงคอที่แค่มีไว้เพื่อความน่าเกรงขามเท่านั้น”

(ภาพซ้าย) ฟอสซิลเรกาลิเซอราทอปส์ที่ถูกฝังอยู่ในหิน, (ภาพขวา) ฟอสซิลกะโหลกที่สมบูรณ์ของเรกาลิเซอราทอปส์

ส่วนสาเหตุที่มันถูกตั้งชื่อเล่นว่า “Hellboy” มาจากลักษณะทางร่างกายที่มีเขาสั้น ๆ อยู่เหนือขอบตา คล้ายกับตัวละครในเรื่อง Hellboy และอีกหนึ่งเหตุผลของชื่อนี้ยังมาจากความยากลำบากในการขุดฟอสซิลนี้ที่ต้องใช้เวลานานถึง 10 ปีเต็ม เนื่องจากฟอสซิลเจ้าเฮลล์บอยนั้น ถูกฝังอยู่ในหินแข็งบริเวณหน้าผาสูงชัน ซึ่งใกล้กับตำแหน่งที่สัตว์คุ้มครองอย่างปลาเทราต์ใช้วางไข่จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้คำว่า Hell จึงเปรียบเสมือนฝันร้ายและความยากลำบากในการขุดมันขึ้นมานั่นเอง

ดร.บราวน์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นฟอสซิลที่สมบูรณ์และน่าตื่นเต้นที่สุดที่เราเคยพบมา เพราะอันที่จริงแล้ว กระบวนการกลายเป็นฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตนั้นนับว่ายากมาก มีไดโนเสาร์น้อยกว่า 1 เปอร์เซนต์ ที่ถูกเก็บรักษาจนเป็นฟอสซิล แถมส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รอดจากการถูกกดทับและกัดเซาะซึ่งเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายสิบล้านปี ดังนั้นความสมบูรณ์ของเรกาลิเซอราทอปส์จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและหาได้ยากมาก ๆ”

นักวิทย์ประสบความสำเร็จ-คืนชีพสายพันธุ์กบ (ออกลูกทางปาก) ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 38 ปีก่อน

0

เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียจากโครงการ Lazarus Project ของมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ เผยว่า พวกเขาสามารถโคลนนิงกบสายพันธุ์ท้องถิ่นของออสเตรเลียอย่าง “Gastric-brooding frog” (เนื่องจากไม่มีชื่อภาษาไทยเราจึงขอเรียกมันว่า “กบฟักไข่” ครับ) ซึ่งสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1983 แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การฟื้นคืนชีพพวกมัน ก็เห็นจะเป็นความแปลกประหลาดของกบสายพันธุ์นี้ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยจริง ๆ

Gastric-brooding frog

โดย “กบฟักไข่” (ชื่อวิทยาศาสตร์ – Rheobatrachus silus) จะมีด้วยกัน 2 ชนิด อีกชนิดคือ Rheobatrachus vitellinus พวกมันเคยอาศัยอยู่ในป่าฝนของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งทั้งสองชนิดได้ถูกประกาศเป็นสัตว์สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้ว โดยความน่าทึ่งของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสายพันธุ์นี้คือ หลังจากที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว – แม่กบจะทำการกลืนไข่ทั้งหมดลงไปในกระเพาะอาหาร – และจะเลี้ยงลูกอ๊อดในท้องของมันจนกว่าจะโตเป็นลูกกบ (อย่างที่เห็นในภาพ)

ซึ่งแม้ว่ามันจะดูประหลาดจนยากที่จะเชื่อ แต่นั่นคือกลไกของกบสายพันธุ์นี้จริง ๆ ว่าแต่..ไข่ที่แม่กบกลืนลงไปไม่ถูกย่อยหมดเหรอ ? ตอบ : หลังจากแม่กบกลืนไข่ทั้งหมดลงไปในกระเพาะอาหาร ซึ่ง ณ จุดนี้ กรดไฮโดรคลอริกในท้องของแม่กบจะหยุดการหลั่งเพื่อป้องกันไม่ให้ไข่ถูกย่อย โดยที่รอบ ๆ ไข่เหล่านั้นจะมีเมือกที่มีสาร Prostaglandin E2(PGE2) ซึ่งช่วยป้องกันการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกด้วย เป็นสาเหตุที่ไข่ไม่ถูกย่อยนั่นเอง

ลูกกบที่โตเต็มที่ขณะออกกำลังออกจากปากของแม่หลังผ่านไป 6 สัปดาห์

ต่อมาเมื่อลูกอ๊อดราว 20-25 ตัวฟักในตัวแม่กบ พวกมันจะยังคงถูกเลี้ยงดูในกระเพาะอาหารต่อไป ซึ่งตลอดระยะเวลาในการเลี้ยงดู แม่กบจะไม่กินอาหารใด ๆ เลย โดยท้องของแม่กบจะพองออกเรื่อย ๆ จนปอดยุบตัว ทำให้ร่างกายต้องเปลี่ยนมาหายใจทางผิวหนังแทน กระทั่งเมื่อครบ 6 สัปดาห์ ลูกกบที่โตเต็มที่ทั้งหมดจะถูก “อาเจียน” ออกมาในที่สุด

ทั้งนี้ในส่วนของการโคลนนิง นักวิจัยได้นำเนื้อเยื่อจากกบฟักไข่ที่ถูกแช่แข็งตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 มาฝังในไข่ของกบที่มีความเกี่ยวข้องทางสายพันธุ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งผลที่ได้พบว่าเซลล์ไข่กบหลายล้านตัวเจริญเติบโตและถูกแบ่งออกเป็นเอ็มบริโอ โดยการทดสอบทางพันธุกรรมยืนยันว่าเซลล์ที่แบ่งตัวนั้นมีสารพันธุกรรมจากกบฟักไข่จริง ๆ แต่ก็น่าเสียดายที่ตัวอ่อนเหล่านั้นสามารถมีชีวิตรอดได้เพียง 2-3 วัน เท่านั้น

ตัวอย่างกบฟักไข่ที่ถูกแช่แข็งตั้งแต่ปี ค.ศ.1970

ศาสตราจารย์ ไมค์ อาร์เชอร์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “แม้จะได้เพียงตัวอ่อน แต่มันก็ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญ การวิจัยในลักษณะนี้เป็นความหวังในการฟื้นคืนชีพกบหลายร้อยสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งบางคนอาจมองว่า การสูญพันธุ์ของพวกมันอาจไม่ได้มาจากมนุษย์อย่างเดียว อาจเป็นเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม หรือจากเชื้อราไคทริดที่มุ่งโจมตีกบทั่วโลก แต่ในท้ายสุด ‘ความจำเป็นทางศีลธรรม’ ก็คือคำตอบที่เราควรนำพวกมันกลับมา”

แน่นอนว่า การฟื้นคืนชีพสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วมักตามมาด้วยการโต้แย้งทั้งทางด้านจริยธรรมและศีลธรรม ไม่เว้นแม้กระทั่งการถามหาความคุ้มค่าจากงบประมาณอันมหาศาลที่ถูกใช้ไป ซึ่งบางคนก็บอกว่า เราควรปล่อยให้สัตว์สูญพันธุ์ไปตามกลไกธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ศึกษาค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ นี่แหละ ทำให้มนุษย์ก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ไม่แน่ว่า ในอนาคตหากเทคโนโลยีก้าวหน้ามากพอ เราอาจสร้างยุค Jurassic Park ให้กลายเป็นจริงอีกครั้งก็เป็นได้

พบ “วาฬหลังค่อม” หนัก 10 ตัน โผล่ในป่าแอมะซอน-กับคำถามที่ว่า “เอ็งมาอยู่ตรงนี้ได้ไง ?”

0

เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา มีผู้แจ้งว่าพบซากศพวาฬหลังค่อม (Humpback whale) ขนาดยาวประมาณ 11 เมตร หนักมากถึง 10 ตัน เกยตื้นอยู่ในป่าแอมะซอน  ซึ่งเป็นที่น่าตกใจว่า วาฬหนุ่มตัวดังกล่าวขึ้นมาเกยตื้นตรงบริเวณนี้ได้อย่างไร เนื่องจากตำแหน่งนั้นห่างจากช่ายฝั่งของเกาะมาราโจไกลถึง 15 เมตรเลยทีเดียว

วาฬหลังค่อม (Humpback whale)

ทีมนักวิจัยจากองค์กรอนุรักษ์สัตว์น้ำ (Bicho D’agua) ของบราซิลได้ทำการประเมินซากวาฬหนุ่มเบื้องต้นก่อนจะพบว่า เป็นวาฬอายุเพียง 1 ปี ซึ่งอาจเสียชีวิตมาแล้ว 2-3 วันก่อนจะถูกพบศพ โดยพวกเขารู้สึกทึ่งกับการเดินทางของมันที่ไม่น่าจะมาโผล่ในบริเวณนี้ได้ เพราะเดิมทีพวกมันมักจะอาศัยทางตอนใต้ แต่ในครั้งนี้มันกลับถูกพบอยู่ทางตอนเหนือของปากแม่น้ำแอมะซอน

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยดังกล่าวได้สันนิษฐานว่า วาฬหลังค่อมตัวนี้อาจโดนพายุพัดมาอย่างรุนแรงจนร่างของมันเกยขึ้นมาไกลจากชายฝั่งขนาดนี้ หรือไม่เช่นนั้น พวกมันอาจเสียชีวิตมาแล้วก่อนหน้านี้และค่อยโดนกระแสน้ำที่หนุนสูงในช่วงหลายวันมานี้พัดเข้ามาบริเวณดังกล่าว ซึ่งนักวิจัยยังคงไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัดของวาฬหนุ่มตัวนี้

ขนาดของมันยาวถึง 11 เมตร และหนักถึง 10 ตัน

เรเนตา เอมิน หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า “เราคิดว่ากระแสน้ำที่หนุนสูงและไหลแรงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นสาเหตุหลักที่ซัดเจ้าวาฬน่าสงสารตัวนี้มาได้ไกลยังป่าชายเลน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็นับว่าน่าตกใจที่เราพบวาฬหลังค่อมบริเวณนอกชายฝั่งทางตอนเหนือของบราซิลในช่วงกุมภาพันธ์ เพราะปกติแล้วพวกมันจะว่ายมาทางเหนือ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน เพื่อผสมพันธุ์และคลอดลูก ก่อนจะอพยพไปหาอาหารในแอนตาร์กติกช่วงปลายฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง”

โดยนักวิจัยยังสันนิษฐานอีกว่า ด้วยอายุของมันที่ยังดูเด็กมาก ๆ จึงเป็นไปได้ว่ามันอาจพลัดหลงจากครอบครัวและพยายามหาทางกลับเข้าฝูง ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุด ซึ่ง ณ ตอนนี้ เหล่านักวิจัยกำลังรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดว่าแท้จริงแล้วเจ้าวาฬผู้น่าสงสารนั้นเสียชีวิตเพราะอะไร โดยบาดแผลที่พบบนร่างกายก็ไม่ชี้ชัดว่ามันอาจเคยติดอยู่ในตาข่ายของชาวประมง หรืออาจถูกเรือชนก็เป็นได้

นักวิจัยกำลังตรวจสอบซากของวาฬหลังค่อมเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม แม้การตายของมันจะยังเป็นปริศนา แถมสาเหตุที่พบมันในป่าชายเลนของบริเวณดังกล่าวก็ยิ่งน่าตกใจ แต่หลังจากการตรวจสอบทั้งหมดแล้วเสร็จ นักวิจัยเตรียมจะนำโครงกระดูกของวาฬไปอนุรักษ์ไว้ ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมืองเบเลง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับบริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน โดยพวกเขาหวังว่าจะได้ศึกษาและเรียนรู้สาเหตุที่เกิดขึ้นกับวาฬหลังค่อมตัวนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับวาฬตัวอื่น ๆ อีก

นี่คือ “สคารับ” (แมลงปีกแข็ง) ที่ถูกใช้เป็น “เครื่องรางต้องคำสาป” สำหรับปกป้องสมบัติฟาโรห์

0

เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวอียิปต์โบราณนิยมบูชา “แมลงสคารับ” (Scarab) ที่ถือเป็นตัวแทนของ “เทพเฆปรี” (Khepri) เทพผู้สร้างและเทพแห่งดวงอาทิตย์ในยามเช้า โดยพวกเขาเชื่อว่า เครื่องรางจากแมลงชนิดนี้ สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น-ยังมีการลงคำสาปเพื่อใช้ปกป้องขุมสมบัติของฟาโรห์อีกด้วย

(ภาพซ้าย) เทพเฆปรีที่มีส่วนของหัวเป็นแมลงสคารับ

แล้วทำไมต้องเป็นแมลงสคารับ ? ตอบ : โดยปกติแล้ว-หนึ่งในพฤติกรรมที่โดดเด่นของแมลงสคารับคือ พฤติกรรมวางไข่ในมูลของสัตว์-จากนั้นจะทำการกลิ้งเป็นก้อนกลม-เพื่อหาพื้นที่เหมาะสม-ซึ่งเมื่อเจอแล้วก็จะฝังลงในดินเพื่อรอการฝัก โดยพวกมันจะทำพฤติกรรมดังกล่าวในช่วงที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น ซึ่งชาวอียิปต์เปรียบการกระทำนี้เหมือนที่เทพเจ้าเฆปรี คอยเข็นพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้านั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ แมลงสคารับถูกยกย่องให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ โดยเครื่องรางที่สร้างตามรูปร่างของมันอาจถูกสร้างมาจากทอง เงิน หรือหินสบู่ เพื่อให้คนในสมัยนั้นพกติดตัว รวมถึงยังประดับไว้ตรงกับส่วนหัวใจของมัมมี่ เพราะเชื่อว่าเมื่อทำเช่นนี้แล้ว อาจฟื้นคืนชีพจากยมโลกขึ้นมาสักวันได้จริงด้วย

เครื่องรางรูปแมลงสคารับ

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องรางดังกล่าวจะทำหน้าที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กับชาวอียิปต์ แต่ในอีกด้าน มันก็ถูกใช้สำหรับปกป้องขุมสมบัติของฟาโรห์แต่ละพระองค์ด้วยเช่นกัน โดยเครื่องรางแต่ละชิ้นจะมีการสลักคำสาปแช่ง เพื่อป้องกันผู้ที่คิดจะขโมยออกไปจากสุสาน เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1922 ที่ทีมนักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งได้ค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน พร้อมกับทรัพย์สมบัติมากมายหลายพันชิ้น โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำสาปที่น่าขนลุก เนื้อหาต่อไปนี้โปรดใช้วิจารณญาณ

เซอร์ บรูซ อิงแฮม คือหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมเกี่ยวกับขุมทรัพย์ดังกล่าว ซึางแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ได้เข้าร่วมสำรวจ แต่ก็ดันได้รับของขวัญจากทีมสำรวจ เป็นที่ทับกระดาษและกำไรข้อมือรูปแมลงสคารับ ซึ่งว่ากันว่า เป็นกำไรข้อมือที่ถูกลงคำสาปเป็นอักษรเฮียโรกลิฟฟิคว่า “ขอสาปแช่งผู้ที่เคลื่อนย้ายร่างกายและทรัพย์สมบัติของข้า ไฟ น้ำ และโรคระบาดจะไปสู่เจ้า”

(ภาพซ้าย) ภาพการค้นพบของทีมสำรวจเมื่อปี ค.ศ.1922, (ภาพขวา) กำไรข้อมือรูปแมลงสคารับที่ เซอร์ บรูซ อิงแฮม ได้รับ

ซึ่งหลังจากได้รับของขวัญแล้ว บ้านของเซอร์บรูซ ก็เกิดไฟไหม้ขึ้นดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น แต่ก็โชคยังดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยข้อมูลจาก Smithsonian Journeys ระบุว่า บ้านของเขาถูกไฟไหม้ถึง 2 ครั้งเลยทีเดียว มิหนำซ้ำพอจะปรับปรุงบ้านครั้งที่ 3 ก็ดันมีปัญหาเรื่องระบบน้ำซะงั้น ซึ่งในท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมสำรวจก็ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ซึ่งหากใครอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการสำรวจในครั้งนั้นบ้าง

สามารถติดตามต่อได้ในเรื่อง ‘ความจริงของ “คำสาปตุตันคามุน” ที่ทำให้ทีมนักสำรวจชุดแรกที่ค้นพบ ป่วยไล่เรียงตายยกทีม’ เผยแพร่ในหนังสือ “Flagfrog Damn สาระ-แม่งต้องเดือดงี้ดิวะ !” ที่จะเปิดขายในวันที่ 3 กันยายน 2021 ได้เลยครับ (เนื้อหาน่าสนใจแบบนี้ทั้งหมด 41 เรื่อง มีรูปการ์ตูนทุกเรื่องด้วยนะ ราคาเล่มละ 279 บาทเท่านั้นนนนน)

Fact แมลงสคารับ (Scarab) หรือด้วงมูลสัตว์ ที่คนไทยในภาคอีสานเรียกกันว่า “แมงกุดจี่” เป็นจำพวกของแมลงปีกแข็งที่มีอยู่หลายพันชนิดทั่วโลก พบได้ในทุกทวีปยกเว้นอาร์กติก โดยทั่วไปมีขนาดยาวตั้งแต่ 6 มม. ถึง 40 มม. มีส่วนหัวที่แบน กว้าง และมีจุดเด่นตรงส่วนของกรงเล็บเท้าไว้ใช้สำหรับขุดเดินและกลิ้งก้อนมูล

เรื่องราวของชายแขนพิการกับชายตาบอด-ที่ช่วยกันปลูกต้นไม้นาน 13 ปี (ปลูกไปกว่า 10,000 ต้น)

0

เมื่อมองดูพืชพันธุ์อันเขียวชอุ่มทางตอนเหนือของหมู่บ้าน Yeli มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน มันคงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า ในช่วงสิบกว่าปีก่อนหน้าที่ราบบริเวณนี้มีแต่วัชพืชและก้อนหินเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นฝีมือของชายพิการ 2 คน โดยคนหนึ่งตาบอดกับอีกคนแขนด้วน ที่ช่วยกันปลูกต้นไม้ได้ราวกว่า 10,000 ต้น โดยคนหนึ่งเป็นแขน-อีกคนเป็นตาให้กันและกัน เป็นเวลายาวนานกว่า 13 ปีมาแล้ว

(ภาพขวา) ชายทางด้านซ้ายที่พิการไร้แขนคือ เจีย เหวินฉี ส่วนชายคนด้านขวาที่พิการทางสายตาคือ เจีย ไห่เชีย

โดยชายผู้พิการทางสายตานามว่า “เจีย ไห่เชีย” (Jia Haixia) และเพื่อนของเขาที่เป็นผู้พิการแขนทั้ง 2 ข้าง “เจีย เหวินฉี” (Jia Wenqi) มิตรภาพของชายทั้งสองเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่พวกเขายังเด็ก โดยไห่เชียเกิดมาพร้อมกับตาซ้ายที่บอดจากต้อกระจก ต่อมาในปี 2000 ตาขวาของเขาก็บอดตามไปด้วยจากอุบัติเหตุในการทำงาน ส่วนเหวินฉีพิการแขนทั้ง 2 ข้างจากการถูกไฟฟาแรงสูงช็อต จากจุดนั้นเองทำให้ทั้งคู่สนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนและเคียงข้างช่วยเหลือกันมาตลอด

แน่นอนว่าจากความพิการดังกล่าวทำให้ชายทั้งคู่ต้องพบเจอความลำบากในการหางานทำ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเช่าพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ จากรัฐบาลท้องถิ่นโดยมีเป้าหมายคือ ปลูกต้นไม้ให้เต็มพื้นที่เพื่อเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ซึ่งแม้ในช่วงแรกพวกเขาจะถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะและไม่เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะเป็นไปได้ แต่หลังจากเริ่มลงมือเพียงไม่กี่ปี ชายทั้งคู่ก็เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งนั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้รอดพ้นจาน้ำท่วม จนพวกเขาได้รับการยอมรับจากชาวบ้านในที่สุด

โดยในทุก 7 โมงเช้า พวกเขาจะทำงานร่วมกันด้วยวิธี “2 รวมเป็น 1” โดยเหวินฉีจะทำหน้าที่เป็นตานำทาง ซึ่งจะมีไห่เชียจะคอยจับชายเสื้อของเข้าไว้ เมื่อพวกเขาถึงแม่น้ำไห่เชียจะปีนขึ้นขี่หลังเหวินฉีเพื่อไม่ให้ตัวเขาถูกกระแสน้ำที่มองไม่เห็นพัดหายไป กระทั่งเมื่อเจอต้นไม้ที่เหมาะสม ไห่เชียจะเหยียบหลังเหวินฉีเพื่อปีนขึ้นต้นไม้และตัดกิ่งไม้ที่แข็งแรงลงมา ซึ่งวิธีการเหล่านี้ต้องอาศัยความสามัคคีที่พวกเขาสั่งสมด้วยกันมาตลอดชีวิต

ทั้งนี้ หลังจากได้กิ่งไม้ที่เหมาะสม พวกเขาจะนำมันไปฝั่งลงดินและคอยรดน้ำให้มันโตขึ้นเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง ด้วยวิธีการเหล่านี้ทำให้ได้รับเงินทุนสนับสนุนเล็กน้อยจากรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งพวกเขาก็จะแบ่งเงินเหล่านั้นบางส่วนไปซื้อกล้าไม้มาปลูกใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาต้นไม้ที่เติบโตแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ทั้งคู่สามารถปลูกต้นไม้ไปกว่า 10,000 ต้น เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้เต็มไปด้วยต้นไม้ที่เขียวชอุ่มแถมยังสามารถดึงดูดเหล่าสัตว์เข้ามาอาศัยจนเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์

ซึ่งหลังจากข่าวความพยายามอย่างกล้าหาญของทั้งคู่แพร่กระจายไปทั่วประเทศ พวกเขาได้รับเสียงชื่นชมและการสนับสนุนอย่างล้นหลาม ผู้คนที่อยากให้เขาทั้งคู่เดินตามเป้าหมายเจตนารมณ์ต่อไปได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อเป็นเงินบำนาญให้แก่พวกเขา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวีรบุรุษทั้ง 2 จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอาหารเพียงพอ

นอกจากนี้ สำนักข่าว Xinhua News Agency ยังเผยเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นว่า สำหรับไห่เชีย แพทย์ได้ทำการตรวจสุขภาพดวงตาของเขาและประเมินว่า อาจสามารถฟื้นฟูตาซ้ายของเขาให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้เขาอยู่ในรายชื่อของผู้รอรับบริจาคอวัยวะสำหรับการปลูกถ่ายกระจกตา แถมยังเป็นการรักษาที่ฟรีอีกด้วย โดยไห่เชียยืนยันว่า “แม้ว่าผมจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง แต่ผมยังจะทำงานเหล่านี้ต่อไปตราบสิ้นลมหายใจสุดท้ายของผม”

นี่คือวิธีรักษา แผลไฟไหม้อย่างรุนแรงแบบใหม่ โดยใช้ “หนังของปลานิล” เป็นพระเอกสำคัญ

0

เมื่อมีผู้ป่วยจากกรณีไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แพทย์ในเมืองฟอร์ตาเลซา ประเทศบราซิล มักจะใช้หนังหมูหรือเนื้อเยื่อของมนุษย์ในการรักษา เพราะช่วยสมดุลความชุ่มชื้นแถมยังอุดมไปด้วยคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยฟื้นฟูผิวหนังเหล่านั้น แต่ทว่า ปัจจุบันทั้งหนังหมูและเนื้อเยื่อมนุษย์กลับเป็นสิ่งที่ขาดแคลน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้ทำการทดลองใช้ “หนังปลานิล” เพื่อรักษาผิวหนังของผู้ป่วย ยิ่งไปกว่านั้นหนังปลานิลยังใช้กับสัตว์ได้ด้วยครับ

หนังปลานิล

โดยทั่วไปแล้ว หากผู้ป่วยเกิดแผลไฟไหม้ระดับ 2 หรือ 3 ความเจ็บปวดนั้นจะมีมากและอาจทำให้ช็อกตายได้ ซึ่งการใช้เนื้อเยื่อมนุษย์ร่วมกับการทาครีมซัลฟาไดอะซีนจะช่วยฟื้นฟูแผลเหล่านั้น แต่ด้วยข้อจำกัดที่กล่าวไปนั้นทำให้นักวิจัยจากสถาบัน José Frota ได้ทำการศึกษาหนังปลานิลก่อนจะพบว่า มีปริมาณของคอลลาเจนชนิด 1 และ 3 มากกว่าในเนื้อเยื่อของมนุษย์ ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่สำคัญต่อการรักษาผิวหนังของสิ่งมีชีวิต

อีกทั้ง ปลานิลยังเป็นปลาที่พบได้ง่ายในแหล่งน้ำทั่วไปและในฟาร์มปลาของบราซิล ดังนั้น มันจึงนับว่าเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย โดยหนังปลานิลจะถูกฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อไวรัส ก่อนจะนำไปทำทรีตเมนต์เพื่อกำจัดกลิ่นปลา จากนั้นจึงบรรจุหีบห่อและแช่เย็นไว้ ซึ่งสามารถเก็บได้นานถึง 2 ปี

ภาพผิวหนังของผู้ป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้หนังปลานิลในการรักษา

โอโดริโก เดอ โมเรส ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเซอารา เผยว่า “การใช้หนังปลานิลในการรักษาแผลไหม้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เราพบว่ามันมีคอลลาเจนที่สูง ซึ่งสามารถต้านทานการติดเชื้อโรคได้เทียบเท่ากับผิวหนังมนุษย์ แถมยังให้ความชุ่มชื้นได้นานกว่าการใช้ผ้าก๊อซปิดแผล โดยผ้าก๊อซยังต้องเปลี่ยนเป็นประจำ ซึ่งนั่นจะสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย ต่างกับหนังปลานิลที่สามารถปิดแผลไว้นานหลายวันได้”

นอกจากนี้ หนังปลานิลยังช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากแผลดังกล่าวได้ด้วย โดยอันโตนิโอ จัญโญ่ ช่างซ่อมรถยนต์ที่ได้รับอุบัติเหตุไฟไหม้ผิวหนังจากถังแก๊สรั่ว กล่าวว่า “หนังปลานิลมันยอดเยี่ยมมาก มันช่วยบรรเทาความเจ็บปวด นี่ผมไม่ต้องกินยาแก้ปวดเลยนะ”

การใช้หนังปลานิลในการรักษาผิวหนังของสัตว์อย่างหมีและสุนัข

อย่างไรก็ตาม หนังปลานิลยังถือเป็นวัสดุที่ต้นทุนต่ำ เนื่องจากเป็นของเหลือทิ้งที่ชาวประมงไม่ต้องการ โดยหากนำมาเทียบกับผ้าก๊อซแล้ว หนังปลานิลมีราคาถูกว่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยล่าสุด วิธีการรักษาดังกล่าวถูกใช้เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยอย่างน้อย 56 ราย ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีนี้ได้แพร่กระจายไปในหลาย ๆ ประเทศแล้วด้วย

โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา แพทย์ได้ทดลองนำเอาหนังของปลานิลมาใช้ในการรักษาแผลไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในสัตว์ โดยสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ได้ใช้หนังปลานิลปิดแผลหมีตัวหนึ่งเป็นเวลา 14 วัน ก่อนจะพบว่าร่างกายของสัตว์ซ่อมแซมแผลไฟไหม้ได้เพียงพอ ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาขนานนามวัสดุชิ้นนี้ว่า “ผ้าพันแผลชีวภาพ” ด้วยนั่นเอง

รู้จักกับ “นกพิโทฮิววี่” เจ้าของฉายา “ปักษา-อาบยาพิษ” (Toxic Birds) นกมีพิษหนึ่งเดียวในโลก

0

ย้อนไปในปี ค.ศ.1990 ขณะที่ แจ็ก ดัมแบเชอร์ (Jack Dumbacher) นักชีววิทยากำลังลงพื้นที่สำรวจนกในป่าแถบปาปัวนิวกินี เขาจับนกได้ตัวหนึ่งและบังเอิญถูกมันข่วนที่นิ้ว ซึ่งตอนแรกดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่น่าแปลกที่แผลนั้นเริ่มเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงดูดแผลเพื่อบรรเทาอาการปวด แต่กว่าจะรู้ตัวว่านกที่จับได้นั้นมีพิษ ปากของเขาก็บวมและชาไปเรียบร้อยแล้ว

นกพิโทฮิววี่ (Hooded pitohui)

โดยนกตัวดังกล่าวคือ “นกพิโทฮิววี่” (Hooded pitohui) หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกกันว่า “นกขยะ” เพราะว่ามันเป็นนกมีพิษและไม่ควรที่จะนำมาบริโภค นั่นจึงทำให้แจ็กเกิดสงสัยและได้นำขนบางส่วนของนกพิโทฮิววี่ไปตรวจสอบ ซึ่งเขาศึกษาเรื่องนี้อยู่นานถึง 2 ปี จนทราบว่า..

นกพิโทฮิววี่สายพันธุ์นี้มีสารพิษที่เรียกว่า “โฮโมบาทราโคท็อกซิน” (Homobatrachotoxin) เป็นสารประเภทสเตียรอยด์อัลคาลอยด์ในกลุ่มบาทราโคท็อกซิน (Batrachotoxin -BTXs) โดยฤทธิ์ของสาร BTXs รุนแรงกว่ายาเบื่อถึง 250 เท่า ซึ่งจะส่งผลต่อเซลล์ประสาทและเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้มีอาการชา คลื่นไส้ แต่หากได้รับในปริมาณมากอาจนำไปสู่อาการอัมพาต หัวใจหยุดเต้นและตายได้ในทันที

ด้วงปีกแข็ง ชนิด Choresine spp.

แล้วนกพิโทฮิววี่วิสายพันธุ์นี้สร้างพิษได้เองหรือเปล่า ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” ครับ เพราะอันที่จริงแล้วนกชนิดนี้โตมาโดยไม่มีพิษใด ๆ แต่พิษที่ว่าได้รับจากอาหารของมันนั่นคือ ด้วงปีกแข็ง ชนิด Choresine spp. ซึ่งหลังจากการวิเคราะห์แบบ Radioligand binding assay ยังพบอีกว่า พิษดังกล่าวพบมากบริเวณ ผิวหนัง ขนหน้าอก ท้อง และขาของนกพิโทฮิววี่ แถมพิษเหล่านี้ยังไม่เป็นอันตรายต่อตัวมันเองอีกด้วย

ทั้งนี้ การเรียนรู้ที่จะปรับใช้สารพิษ BTXs นั้นเป็นประโยชน์ต่อตัวของนกพิโทฮิววี่เอง เพราะพิษดังกล่าวจะส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวอย่างรุนแรง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือนต่อสัตว์นักล่าทั้งหลาย อาทิ งู เหยี่ยว หมีโคอาลา และมนุษย์ว่าตัวมันเองเป็นสัตว์มีพิษ นอกจากนี้ สารพิษดังกล่าวที่พบอยู่ในบริเวณผิวหนังของนกพิโทฮิววิยังช่วยขับไล่แมลงปรสิตอย่าง เหา หมัด เห็บ ไม่ให้มากัดกินผิวหนังของมันได้ด้วย

เพิ่มเติม – นกพิโทฮิววี่ (ชื่อวิทยาศาสตร์ – Pitohui dichrous) เป็นสายพันธุ์ของนกในสกุล Pitohui มีลักษณะเด่นตรงที่บริเวณหัว คอ คาง ปีกบน อกบน และหางเป็นสีดำ ส่วนที่เหลือจะเป็นสีส้ม มีนัยน์ตาสีแดง หรือน้ำตาลเข้ม ลำตัวยาวประมาณ 22-23 ซม. หนักราว 65-76 กรัม อาศัยอยู่ในป่าฝนและป่าชายเลนบนเกาะนิวกินีและเกาะใกล้เคียง ซึ่งนอกจากเรื่องของพิษแล้ว พวกมันยังมีจุดเด่นตรงที่สามารถส่งเสียงร้องได้หลากหลายเสียงอีกด้วย

Fact – ในอดีต “นกแก้วแคโรไลนา” (Carolina parakeet) สามารถพบได้ในทวีปอเมริกา เป็นนกอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีพิษ ซึ่งพิษของมันมาจากหอยแครงที่มีสารพิษ ‘Carboxyatractyloside’ ซึ่งนกแก้วมีการปรับตัว และสะสมสารพิษนี้ไว้ในร่างกาย ซึ่งปัจจุบันมันสูญพันธุ์ไปแล้วเรียบร้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.1918 ทำให้นกพิโทฮิววี่เป็นนกมีพิษชนิดเดียวบนโลกที่ยังมีชีวิตอยู่