fbpx
วันศุกร์, เมษายน 23, 2021

ถ้าคิดว่า ฮิปโป-ปัจจุบันโหดแล้ว แต่การค้นพบล่าสุดบอกว่า “ฮิปโปเมื่อ 260 ล้านปีก่อนโหดกว่า”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ ของแอฟริกาใต้ ได้เผยข้อมูลอันน่าสนใจเกี่ยวกับ สัตว์ดึกดำบรรพ์ร่างยักษ์นามว่า แอนทีโอซอรัส (Anteosaurus) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกมันไม่ได้อืดอาดและเชื่องช้า อย่างที่เข้าใจกันมาตลอด แต่มันกลับรวดเร็วและดุร้าย จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “เครื่องจักรสังหาร” เลยทีเดียว

โดยแอนทีโอซอรัส เป็นสัตว์เลื่อยคลานที่ถูกจัดอยู่ในตระกูลไดโนเซฟาเลียน (Dinocephalians) ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคล้ายกับฮิปโปและแรด พวกมันเติบโตขึ้นในแอฟริกาเมื่อ 260 ล้านปีก่อน ด้วยขนาดตัวที่ยาว 5-6 เมตร และหนัก 500-600 กิโลกรัม อีกทั้งมีกะโหลกขนาดใหญ่ที่ยาวประมาณ 50-80 เซนติเมตร ด้วยขนาดที่มหึมาขนาดนี้ทำให้มันกลายเป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภทกินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุคเพอร์เมียนแบบไม่ต้องสงสัย

ทั้งนี้ จากการศึกษาครั้งใหม่โดยการสแกนกะโหลกด้วย micro-CT และจำลองออกมาใหม่ในรูปแบบ 3 มิติ เผยให้เห็นว่าแอนทีโอซอรัสมีหูชั้นในที่ค่อนข้างใหญ่ มีลักษณะเหมือนท่อกระดูกซึ่งช่วยในการปรับสมดุลของการเคลื่อนไหว อีกทั้งขนาดของสมองที่ใหญ่ซึ่งช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้มันยังมีก้อนเล็ก ๆ ในสมองที่เรียกว่า “ฟลอคคิวลี” (flocculi) ซึ่งตอบสนองต่อความคล่องตัวของร่างกาย ทำให้แอนทีโอซอรัสสามารถลืมตาขณะกำลังไล่ล่าเหยื่อได้

ภาพจำลองกะโหลกของ แอนทีโอซอรัส (Anteosaurus-ซ้าย) กับ มอสคอกนาทัส (Moschognathus-ขวา) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของโพรงสมอง (สีเขียว) และ หูชั้นใน (สีม่วง)

นอกจากจะมีความเร็วในการไล่ล่าเหยื่อแล้ว “ฟัน” ยังถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้นักวิจัยขนานนามพวกมันว่า “เครื่องจักรสังหาร” โดยภายในปากของพวกมันเต็มไปด้วยฟันที่เรียงรายกันอยู่มากมาย ฟันบนและเขี้ยวของมันมีขนาดที่ใหญ่และเป็นเอกลักษณ์ บวกกับกรามขนาดใหญ่อันทรงพลัง ซึ่งบ่งชี้ว่ามันสามารถบดกระดูกของเหยื่อได้อย่างสบาย ๆ

อย่างไรก็ตาม จูเลียน เบนวา (Julien Benoit) นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแรนด์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาอาจเคยมีงานวิจัยที่สรุปว่า แอนทีโอซอรัสเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เพราะขนาดตัวอันใหญ่ยักษ์ทำให้มันอาจเคลื่อนไหวร่างกายบนบกได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งความเข้าใจที่ว่า สัตว์ชนิดนี้มีอุปนิสัยการล่าเหยื่อแบบซุ่มโจมตี ซึ่งจากผลการศึกษาครั้งใหม่ได้หักล้างความเชื่อดังกล่าวไปทั้งหมด เนื่องด้วยขนาดของร่างกาย กลไกการบดเขี้ยว และความเร็ว ได้บ่งชี้ว่า มันเป็นนักล่าที่จู่โจมเหยื่ออย่างรวดเร็วและอาจเป็นคู่แข่งในการล่าเหยื่อกับสัตว์ที่อยู่สูงสุดของหัวโซ่อาหารในยุคนั้นอย่าง เทอโรเซฟาเรียน (Therocephalian) อีกด้วย”

เพิ่มเติม – ยุคเพอร์เมียน (Permian Period) นับเป็นยุคสุดท้ายของมหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งอยู่ระหว่าง 299-250 ล้านปีก่อน ยุคนี้ถือเป็นยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิศาสตร์และบรรยากาศอย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวิวัฒนาการของสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น สัตว์มีกระดูกสันหลัง ปลา และสัตว์เลื้อยคลาน โดยยุคดังกล่าวถือเป็นยุคที่มีสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอยู่มาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ไดโนเสาร์บางชนิดที่เกิดในยุคหลังอาจวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานในยุคนี้ก็เป็นได้

Fact – รู้หรือไม่ว่า จระเข้แทบจะสู้ฮิปโปไม่ได้เลย นั่นก็เพราะฮิปโปเป็นสัตว์ที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวและดุร้ายมาก พวกมันพร้อมสู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งต่างจากจระเข้ที่จะสู้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และถึงแม้จระเข้จะมีแรงกัดที่มากกว่า แต่ผิวหนังของฮิปโปนั้นมีความหนาถึง 50 เซนติเมตร ซึ่งเปรียบเหมือนเกราะดี ๆ นี่เอง อีกทั้งฮิปโปยังมีเขี้ยวที่ยาวกว่า 60 เซนติเมตร ซึ่งสามารถกัดจระเข้ทะลุได้แบบสบาย ๆ นอกจากนี้ แม้ฮิปโปจะมีน้ำหนักตัวราว 2-4 ตัน แต่มันกลับวิ่งบนบกได้ไวถึง 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งไวกว่าจระเข้อย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจระเข้จึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับฮิปโป แม้วันพวกมันมักจะโคจรมาอยู่ใกล้กันบ่อย ๆ ก็ตาม

ชีวิตอันทรหด-อดทนของ “มาร์จัน” (Marjan) สิงโตตัวสุดท้าย แห่งอัฟกานิสถาน

นี่คือเรื่องราวของ “มาร์จัน” (Marjan) สิงโตแห่งสวนสัตว์คาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน ที่แม้จะเสียชีวิตไปนานเกือบ 20 ปี แต่ก็ยังถูกเล่าขานอย่างต่อเนื่อง ในฐานะสิงโตผู้ผ่านทั้งกระสุน-ระเบิด และมีส่วนทำให้สวนสัตว์แห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน สวนสัตว์คาบูล ซึ่งเป็นสวนสัตว์แห่งเดียวในประเทศ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของเมืองหลวง เปรียบเสมือนสวรรค์ของครอบครัว เด็กเล็ก และคนหนุ่มสาวที่มักจะจูงมือกันมาเที่ยวชมและปิกนิก เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ โดยเจ้ามาร์จัน เป็นของขวัญจากเยอรมันที่มอบให้แก่อัฟกานิสถานตั้งแต่ปี ค.ศ.1976

แต่แล้ว ค.ศ.1992-1995 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ทำให้สวนสัตว์คาบูลกลายเป็นสนามรบ ส่งผลให้สัตว์ถูกฆ่าตาย และหลบหนีออกจากสวนสัตว์เป็นจำนวนมาก โดยสัตว์หายากบางชนิดจะถูกลักลอบนำไปขายในตลาดมืด ไม่เว้นแม้แต่ แกะหรือแพะ ก็ยังถูกขโมยไปทำอาหารอีกด้วย

แน่นอนว่า มาร์จัน ก็หนีไม่พ้นภัยสงครามนี้ มีผู้ก่อการร้ายจากกลุ่มตอลีบันคนหนึ่งได้ปีนเข้าไปยังคอกของสิงโตเพื่อหวังจะเล่นสนุก และทำร้ายสัตว์ในคอก ก่อนจะโดนมาร์จันกระโจนเข้าใส่และกลายเป็นอาหารของมันในที่สุด ซึ่งนั่นทำให้พี่ชายของชายคนดังกล่าวโกรธแค้น และขว้างระเบิดเข้าไปบริเวณที่มาร์จันอาศัยอยู่ แรงระเบิดนั้นทำให้มาร์จันต้องสูญเสียดวงตา 1 ข้างไป

กว่าที่สงครามดังกล่าวจะยุติลงในปี 2001 เจ้าสิงโตมาร์จันก็ต้องเผชิญกับร่างกายที่ซูบผอม พร้อมด้วยโรคภัยต่าง ๆ จนในที่สุด หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ของอังกฤษได้ทำข่าวเกี่ยวกับมาร์จัน ซึ่งนั่นได้สร้างความสนใจให้กับคนทั่วโลก ก่อนที่จะมีแคมเปญระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเจ้ามาร์จัน ที่มียอดบริจาคสูงถึงราว 10 ล้านบาท โดยเงินดังกล่าวไม่เพียงแต่จะนำมาซื้ออาหาร ยา และวิตามินให้กับมาร์จันเท่านั้น แต่มันยังสามารถช่วยเหลือสัตว์ตัวอื่น รวมทั้งเป็นเงินเดือนก้อนแรกในรอบหลายปีให้กับเจ้าหน้าที่สวนสัตว์อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2002 หลังจากผ่านมาเกือบ 40 ปี สิงโตเฒ่า ผู้ทรดหด-อดทนที่คอยสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวของสวนสัตว์คาบูลมาตลอดหลายปี จนในที่สุด เวลาแห่งการคำรามครั้งสุดท้ายก็มาถึง โดยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เล่าว่า “สัปดาห์สุดท้ายของมาร์จัน มันได้กินอาหารอย่างสุขสบาย เหมือนเป็นการทดแทนช่วงเวลาที่ยากลำบากจากสงคราม ก่อนที่จะหยุดกินไปประมาณ 2-3 วันและสิ้นใจลงในที่สุด”

โดยที่ศพของมาร์จันถูกฝังอยู่ภายในสวนสัตว์ และมีรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ถูกประดับไว้บริเวณทางเข้า ทำหน้าที่ทักทาย และเป็นไอคอนของสวนสัตว์ ทั้งนี้ มาร์จันยังได้รับการยกย่องให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความอดทนและการอยู่รอดของคนในประเทศ ซึ่งผ่านทั้งสงครางกลางเมืองและการถูกทำร้ายด้วยระเบิดมาได้

ปัจจุบันสวนสัตว์คาบูลได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง มีสัตว์อยู่ราว 600 ตัว ซึ่งบางส่วนเป็นของขวัญที่ได้รับจากมิตรประเทศอย่างอินเดีย และจีน โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าสวนสัตว์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมกว่า 700,000 คนต่อปี สร้างรายได้ให้กับสวนสัตว์ไปกว่า 86 ล้านบาท

Fact – แผงคอของสิงโตถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันการถูกโจมตีจากคู่ต่อสู้เนื่องจาก บริเวณคอคือจุดที่อ่อนแอที่สุดของสัตว์เกือบทุกชนิด ซึ่งสังเกตได้ว่า สัตว์ล่าเนื้อส่วนใหญ่มักจะเลือกจู่โจมเหยื่อจากบริเวณหลังคอและใต้คอ เพื่อจะได้ฝังเขี้ยวและปลิดชีวิตเหยื่อได้เร็วที่สุด

รู้จัก กิ้งก่า-อควาติคัส ที่เกิดมาพร้อมฟองบนหัว ทำให้หายใจในน้ำได้เหมือนสวมถังประดาน้ำ

สิ่งมีชีวิตที่ทุกคนเห็นอยู่นี้คือ “กิ้งก่า” ขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์สุดเท่ว่า Anolis aquaticus (อาโนลลิส-อควาติคัส) มีถิ่นอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำหลายแห่งทางตอนใต้ ในประเทศคอสตาริกา ถูกพบเมื่อปี 2015 ซึ่งนักนิเวศวิทยา ลินด์ซีย์ สเวิร์ก (ผู้ค้นพบ) เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ว่า

ฟองอากาศจะยุบขึ้นและยุบลงตามจังหวะการหายใจ

“นี่คือการค้นพบโดยบังเอิญ มันเกิดขึ้นขณะที่ฉันและทีมกำลังเฝ้าสังเกตกิ้งก่าตัวนี้อย่างระมัดระวัง ซึ่งตอนนั้นฉันยังไม่ทราบว่ามันมีความสามารถสุดพิเศษแบบนี้ และเมื่อเราเข้าไปใกล้เพื่อจะเก็บรูป เจ้ากิ้งก่าตัวนี้ก็กระโดดลงน้ำทันที ณ ตอนนั้นเราตัดสินใจไม่วุ่นวายกับมัน สิ่งที่เราทำแค่เพียงบันทึกวีดีโอขณะที่มันอยู่ใต้น้ำพร้อมกับเอาใจช่วยให้มันขึ้นบกโดยเร็ว จนกระทั่งเราได้เห็นสกิลการหายใจใต้น้ำสุดเจ๋ง เรารออยู่แบบนั้นนานถึง 16 นาทีจนมันขึ้นมาและวิ่งหนีไปไหนที่สุด”

ต่อมาอีก 4 ปี หลังการค้นพบในวันนั้น ลินด์ซีย์ ให้สัมภาษณ์กับ Herpetological Review เพิ่มเติมว่า “จนถึงปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดสามารถอธิบายการทำงาน ‘ฟองอากาศบนหัวของมัน’ ได้อย่างละเอียด แต่จากคลิปวีดีโอที่เราบันทึกไว้ จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่า

1.ฟองอากาศที่อยู่เหนือจมูกนั้น-น่าจะมีลักษณะการทำงานกักเก็บอากาศเหมือนถังดำน้ำ 2.หรือสิ่งที่อยู่ในฟองอากาศอาจมีความสามารถในการขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้วปล่อยออกช่องทางอื่น จึงเหลือเพียงออกซิเจนไว้ในการหายใจนั่นเอง”

ปัจจุบันปี 2021 ลินด์ซีย์ สเวิร์ก และทีมงานได้รับทุนวิจัยเกี่ยวกับกิ้งก่าชนิดนี้โดยเฉพาะ จากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) และความคืบหน้าต่าง ๆ ก็ยังถูกอัพเดตอย่างต่อเนื่องลงในวารสาร Herpetological Review (สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกวิทยา) แทบทุกปีอีกด้วย นั่นหมายความว่า ปริศนาเกี่ยวกับสกิลของเจ้ากิ้งก่าชนิดนี้ได้รับความสนใจจากนักวิจัยอย่างมากเลยทีเดียว

ลักษณะปกติตอนอยู่บนบก จะยังไม่โชว์สกิลฟองน้ำออกมา

Fact – การที่กิ้งก่าสามารถเปลี่ยนสีได้เป็นเพราะพวกมันมีเซลล์สะท้อนแสงพิเศษบนผิวหนัง โดยเซลล์ดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “นาโนคริสตัล” ซึ่งพวกมันสามารถจัดเรียงแก้วคริสตัลเหล่านี้ให้สะท้อนคลื่นแสงได้ ทำให้สำหรับบทความนี้ที่เป็นกิ้งก่าตัวเดียวกัน แต่ทำไมบางรูปจึงดูเหมือนมันถูกชุบโครเมียมแต่บางรูปก็มีผิวหนังธรรมดา นั่นก็เพราะ “การจัดเรียงนาโนคริสตัลที่กระทบกับคลื่นแสงที่แตกต่างกันนั่นเอง”

พบกับเหล่า “ไครนอยด์” (Crinoid) สิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว ที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 280 ล้านปีก่อน

นี่คือภาพฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์นามว่า “ไครนอยด์” (Crinoid) ที่ถูกฝังอยู่ในหินปูนยุคเพอร์เมียน อายุกว่า 280 ล้านปี และถึงแม้มันจะมีหน้าตาเหมือนเอเลี่ยน แต่ความจริงแล้วมันเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับดาวทะเลและเม่นทะเล

โดย ไครนอยด์ เป็นสัตว์ทะเลจากยุค ยุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic era) ที่มีหน้าตาคล้ายพืช พวกมันถูกจัดอยู่ในตระกูล เอคไคโนเดอมาตา (Echinodermata) มีขนาดทั่วไปยาว 10.5 เซนติเมตร โดยจุดเด่นของไครนอยด์อยู่ที่ ส่วนหัวที่มีลักษณะเหมือนต้นไม้ หรือพุ่มดอกไม้ มีช่วงตัวที่คล้ายลำต้นเป็นข้อ ๆ มีรูตรงกลางซ้อนต่อกัน และส่วนล่างสุดที่เหมือนรากของต้นไม้แผ่กระจายออกไป ซึ่งทำหน้าที่ยึดเกาะพื้นทะเล

ทั้งนี้ บางข้อมูลระบุว่า ไครนอยด์ปรากฎตัวขึ้นตั้งแต่ ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) หรือประมาณ 485 ปีก่อน และแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วในยุคพาลีโอโซอิก ก่อนจะมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ จากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่และเหลือรอดมาถึงปัจจุบันเพียง 600 สปีชีส์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่ทำให้ไครนอยด์ต่างจากสัตว์ในตระกูลเดียวกันคือ ขาที่มีลักษณะเป็นหลอดเล็ก ๆ ซึ่งในบางตัวยาวได้ถึง 1 เมตร โดยมันจะเคลื่อนตัวไปเกาะบนหินปูน หรือปะการังเพื่อเพิ่มโอกาสในการหาอาหาร ก่อนจะใช้ส่วนที่ยาวที่สุดของขาที่มีพู่ห้อยติดอยู่ยื่นออกไปเสมือนเป็นตะข่ายใช้สำหรับดักจับแพลงก์ตอนหรืออาหารอื่น ๆ ที่ลอยมากับน้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน ฟอสซิลไครนอยด์นับเป็นสิ่งที่หายามาก แม้จะมีโอกาสพบได้ทั่วโลก แต่จากข้อมูลระบุว่าสามารถพบได้บ่อยสุดแถบตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นของที่มีมูลค่าอย่างมากในสายตานักสะสม โดยฟอสซิลของไครนอยด์มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 26,000 บาท ไปจนถึง 750,000 บาท เลยทีเดียว

หน้าตาของเจ้าไครนอยด์ (Crinoid) ที่ถูกฝังอยู่ในหินปูน ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 750,000 บาท

Fact – เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา มีชาวบ้านค้นพบ ไครนอยด์  บริเวณสวนปาล์ม  ต.พระเพลิง อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ซึ่งจากผลการตรวจสอบพบว่า เป็นซากดึกดำบรรพ์ของไครนอยด์ บริเวณส่วนของลำต้น (Crinoid stem) และราก (Holdfast) ที่ฝังอยู่ในหินปูนยุคเพอร์เมียน อายุประมาณ 285-250 ล้านปี โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพิบชิ้นส่วนของไครนอยด์ในพื้นของประเทศไทย แต่ชิ้นส่วนที่พบก็จะมีลักษณะไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการพัดพาของกระแสน้ำในช่วงหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา ทำให้ฟอสซิลเกิดการแตก หัก จนไม่เหลือสภาพเดิมในที่สุด”

นี่คือ “เครื่องฟอก” (สูง 7 เมตร) ที่สามารถเปลี่ยน “อากาศเสีย” ให้กลายเป็น “เพชร” ได้

ย้อนไปเมื่อปี 2013 กรุงปักกิ่งของประเทศจีนคือเมืองที่มีมลพิษสูงที่สุดในโลก มีค่ามลพิษสูงกว่าค่าเฉลี่ยมลพิษทั่วโลกถึง 30 เท่า นับว่าเป็นวิกฤตทางอากาศครั้งใหญ่เลยทีเดียว แต่วิกฤตย่อมมาพร้อมโอกาส โดย แดน รูสเซนการ์ด ศิลปินชาวดัตช์ที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ ที่ทำงานอยู่ที่เมืองจีนมานาน 6 ปี ได้ผุดไดเดียที่จะ “เปลี่ยนมลพิษเหล่านี้ – ให้กลายเป็นเพชรเม็ดงาม”

แดน รูสเซนการ์ด

ต่อมาในปี 2015 เขาเปิดตัวหอคอยฟอกอากาศขนาดใหญ่ สูง 7 เมตร กลางเมืองปักกิ่ง โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวจ่ายพลังงานให้กับเครื่องฟอกอากาศ ด้วยระบบการทำงานด้วยเทคโนโลยีไอออไนเซชั่น (Ionisation Technology) เป็นกระบวนการฟอกอากาศที่เลียนแบบธรรมชาติ อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ก่อนที่จะเกิดพายุฝน อากาศจะเต็มไปด้วยมลพิษ สารก่อภูมิแพ้ และแบคทีเรียต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งพายุฝนจะเกิดปล่อยประจุไฟฟ้าจำนวนมากที่มีไอออนสูงออกมา โดยไอออนเหล่านั้นจะทำหน้าที่ทำลายโครงสร้างของโมเลกุลมลพิษบนอากาศทำให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้นนั่นเอง

ในทำนองเดียวกัน หอคอยฟอกอากาศของแดน จะทำหน้าที่ปล่อยไอออนแบบเดียวกันกับที่พายุฝนปล่อยออกมา เสมือนว่าอากาศโดยรอบอยู่ภายใต้อิทธิพลของพายุฝนยังไงยังงั้น โดยหอคอยนี้สามารถกรองอากาศภายในรัศมีให้มีค่าบริสุทธิ์สูงขึ้นถึง 70 %

ผงคาร์บอนจากฝุ่นควันที่ผ่านการกรองอากาศ

คำถาม : แล้วเครื่องฟอกอากาศนี้จะเปลี่ยนเป็นเพชรได้ยังไง ? แดน ระบุว่า หลังจากที่มันดูดเอามลพิษจากภายนอกเข้ามาและดันอากาศบริสุทธิ์ออกไป ภายในตัวเครื่องจะเต็มไปด้วยอนุภาคหมอกควันในรูปของฝุ่นผง ซึ่งมันมีค่าคาร์บอนเกือบ 40% ซึ่งนี่แหละเป็นสารประกอบเดียวกันกับที่มีอยู่ในเพชร

โดยกระบวนการก็คือ เมื่อเขานำฝุ่นควันที่ได้จากไส้กรอง – จากนั้นแยกฝุ่นออกจากคาร์บอนและทำให้กลายเป็นคาร์บอนบริสุทธิ์ 99% – ต่อมาเปลี่ยนคาร์บอนเป็นแผ่นกราไฟต์ – ส่งเข้าเครื่องอัดความดันสูง (394,625 กิโลกรัม/ตารางนิ้ว) และให้ความร้อนสูง – จากนั้น รอ 6 ถึง 8 สัปดาห์ เพื่อให้กราไฟต์ตกผลึกกลายเป็น “เพชร” หรือในอุกมุมหนึ่งถ้าไม่ทำเป็นเพชร เขาจะนำคาร์บอนเหล่านี้มาอัดให้อยู่ในรูปของเครื่องประดับแหวนหรือสร้อยคอก็สวยงามและมูลค่าสูงเช่นกัน

เพิ่มเติม เมื่อปี 2017 นักวิจัยจากบริษัทอัญมณี Algordanza ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการสร้าง “เพชร” (Diamons) ขึ้นมาจากการเถ้าถ่านที่ได้จากการเผาร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยธาตุคาร์บอน 18% ซึ่งคาร์บอนเหล่านั้นเมื่อนำมาทำให้ตกผลึกจะสามารถก่อตัวกลายเป็นเพชรเม็ดงามได้

เพชรที่ได้จากเถ้าถ่านจากร่างของผู้เสียชีวิต

โดย ลินัลโด วิลลี (Rinaldo Willy) ผู้ก่อตั้งบริษัท Algordanza ระบุว่า “โดยปกติแล้ว การสร้างเพชรนั้นจะต้องอาศัยคาร์บอนอย่างน้อย 500 กรัม ซึ่งร่างกายมนุษย์เมื่อถูกเผาจะให้เถ้าถ่านที่ประกอบไปด้วยคาร์บอนราว 700 กรัม นั่นจึงเพียงพอสำหรับสร้างเพชร 1 เม็ด”

Fact – กระบวนการเกิดเพชรตามธรรมชาติ : เกิดจากธาตุคาร์บอนที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นเปลือกโลก 40 กิโลเมตร ซึ่งในชั้นนี้จะมีอุณหภูมิสูงถึง 1,300 องศาเซลเซียส และความกดดันที่มากถึง 390,000 กิโลกรัม/ตารางนิ้ว แรงกดขนาดนี้เทียบเท่ากับการถือสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ไว้บนมือยังไงยังงั้น และด้วยอุณภูมิ + แรงกด ทำให้อะตอมของคาร์บอนเกิดการเรียงตัวเป็นระเบียบจับตัวกันแข็งขึ้นจนเกิดเป็นเพชรนั่นเอง

เพราะโลกร้อนทำให้ “มัมมี่-สีฟ้า” ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งมานาน 1,200 ปี-ปรากฏตัว

นับจากการละลายตัวของชั้นน้ำแข็ง Permafrost ที่ลึกกว่า 1,400 เมตร บริเวณไซบีเรีย แถบตะวันออกของรัสเซีย บริเวณแหล่งโบราณคดี เซเลนี ยา (Zeleny Yar) ทำให้นักวิจัยค้นพบสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกฝังมานานหลายศตวรรษ ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ซากมัมมี่” อายุกว่า 1,200 ปี

มัมมี่ที่ถูกค้นพบโดยแถบสีเขียวดังกล่าวคือทองแดงนั่นเอง

โดย ซากมัมมี่ดังกล่าว ถูกพบในปี 2017 นักวิจัยคาดว่าเป็นศพของผู้ใหญ่และเด็กทารก ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าหนา ๆ ขนสัตว์ และรังไหมที่ทำจากเปลือกไม้เบิร์ช โดยมัมมี่ผู้ใหญ่นั้นมีความสูง 170 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับมนุษย์ยุคเดียวกัน และถูกปิดด้วยทองแดงตั้งแต่หัวจรดเท้า ส่วนมัมมี่เด็กทารก คาดว่าอายุไม่เกิน 6 เดือน ถูกปิดด้วยเศษทองแดง ซึ่งเชื่อกันว่าทองแดงมีคุณสมบัติต้านจุลชีพจึงสามารถรักษาสภาพร่างกายไว้ได้นั่นเอง

นอกจากนี้ ปลายเท้าของมัมมี่ทั้งสองยังชี้ไปทางแม่น้ำ ซึ่งบ่งบอกถึงความเชื่อโบราณเกี่ยวกับโลกหลังความตายอีกด้วย โดยทีมวิจัยเชื่อว่า นอกจากการเก็บรักษาร่างกายให้อยู่ในรูปแบบมัมมี่แล้ว การอยู่ในอุณหภูมิ -5.72 ° C ตลอดทั้งปีก็เป็นตัวช่วยรักษาสภาพศพไว้ได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้จะยังไม่ทราบอายุและเพศที่แน่ชัดของมัมมี่ดังกล่าว แต่นักวิจัยสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 เป็นต้นมา ได้มีการขุดพบหลุมศพบริเวณแหล่งโบราณคดีเซเลนี ยา มาแล้วกว่า 47 หลุม อีกทั้งยังเป็นมัมมี่ที่ถูกห่อในลักษณะเดียวกันด้วย โดยในปี 2015 ก่อนการค้บพนครั้งล่าสุด ได้มีการขุดพบมัมมี่เด็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกไม้เบิร์ช และถูกปิดด้วยแผ่นทองแดงเช่นกัน

ผลจากการสแกน MRI พบว่า มัมมี่เด็กดังกล่าว อยู่ในสภาพที่ดีมาก และคาดว่าจะเป็นเด็กผู้ชายที่มีอายุราว 6-7 ปี โดยนักวิจัยสันนิษฐานว่ามัมมี่นี้ น่าจะเป็นนักรบเด็กซึ่งเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย เนื่องจาก พบของใช้และอัญมณีที่ทำจากทองสัมฤทธิ์ภายในมัมมี่ด้วย อาทิ จี้ แหวน และขวานขนาดเล็ก ซึ่งดูแตกต่างกับมัมมี่อื่น ๆ ทีค้นพบในบริเวณเดียวกัน

นี่คือมัมมี่นักรบเด็ก แต่สาเหตุที่ต้องเบลอเพราะเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะพบทั้งสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ ซากมัมมี่ แต่นักวิจัยกลับไม่พบหลักฐานการอาศัยอยู่ของผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวเลย พบเพียงเครื่องใช้โบราณอย่าง ชามทองสัมฤทธิ์สมัยศตวรรษที่ 10 ที่มีต้นกำเนิดจากเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 5,900 กิโลเมตร (ปัจจุบันคือประเทศอิหร่าน) แต่ความเชื่อมโยงของอารยธรรมไซบีเรียกับเปอร์เซียกลับไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ซึ่งนักวิจัยคาดหวังว่า หลักฐานที่พบในอนาคตจะสามารถไขข้อสังสัยต่าง ๆ ให้กระจ่างได้

Fact – เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา รัสเซียต้องเผชิญกับการระบาดของโรคอันลึกลับบริเวณแคว้นยามัล ซึ่งคร่าชีวิตกวางเรนเดียร์ไปกว่า 2,000 ตัว และเด็กอีก 12 คน รวมทั้งยังมีคนล้มป่วยกว่า 100 คน อย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า อาจเป็นคลื่นความร้อนที่มาจากการละลายตัวของน้ำแข็งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจปลดปล่อยไวรัสอันตรายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาก็เป็นได้

ทดลองทิ้งซากจระเข้ไว้ใต้ทะเล จนได้พบ “ฝูงสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่” ที่นานครั้งจะปรากฏตัว

เครก แมคเคลน และ คลิฟตัน นันแนลลี สองนักวิจัยทางทะเลจากมหาวิทยาลัยหลุยเซียนากำลังศึกษากระบวนการระบบนิเวศทะเล และตั้งข้อสงสัยว่า “เกิดอะไรขึ้นกับซากสัตว์ขนาดใหญ่ที่ตายกลางทะเล” ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงทดลองนำซากจระเข้ 3 ตัว หย่อนลงไปยังก้นทะเลที่ระดับความลึก 2,000 เมตร ในอ่าวเม็กซิโก

โดยเว้นระยะเวลาในการตรวจสอบซากจระเข้ทั้งสาม คือ 1 วัน, 50 วัน และ 80 วัน ตามลำดับ ซึ่งพวกเขาได้ส่งหุ่นยนต์ติดกล้องดำลงไปสำรวจซากจระเข้ตัวที่ 1 พบเหล่าไอโซพอด (Isopods) ขนาดตัวเท่าลูกฟุตบอล กำลังรุมกินซากจระเข้ ด้วยการเจาะผิวหนังและมุดเข้าไปกินเนื้อจากภายใน 

ต่อมาซากจระเข้ตัวที่ 2 พบว่าเหลือแต่กระดูกที่เมื่อซูมเข้าไปใกล้ ๆ จะเจอฝูงหนอนกินกระดูกหรือ Zombie Worms (ชื่อวิทยาศาสตร์ Osedax) ขนาดตัว 2-7 เซนติเมตร กำลังกินกระดูกของจระเข้อย่างเอร็ดอร่อย ทั้งนี้ เนื่องจากพวกมันไม่มีปากทำให้ไม่สามารถแทะกินกระดูกโดยตรง แต่มันจะหลั่งกรดออกมาเพื่อละลายกระดูก – จากนั้นไขมันและโปรตีนที่อยู่ในกระดูกจะถูกปล่อยออกมา – แบคทีเรียบนตัวหนอนก็จะทำหน้าที่ดูดซับสารอาหารเหล่านั้น – และส่งต่อให้หนอนซอมบี้พวกนี้อีกที

ภาพเล็กคือหนอนกินกระดูก (Osedax)

และสุดท้ายจระเข้ตัวที่ 3 หลังจากผ่านไปนานเกือบ 3 เดือน เมื่อลงไปตรวจสอบผลปรากฏว่า เหลือเพียงเชือกเปล่า นักวิจัยคาดว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถดึกซากจระเข้ที่หนัก 36 กิโลกรัมออกจาเชือกได้ ต้องมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าถึง 5 เท่า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฉลามขนาดใหญ่ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นที่เราไม่รู้จัก โดย เครก แมคเคลน กล่าวว่า “จระเข้เป็นสัตว์ในปัจจุบันที่มีความใกล้เคียงกับสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ในทะเลมากที่สุด ไม่แน่ว่าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กินจระเข้ตัวที่ 3 อาจเป็นสิ่งเดียวกับที่กินสัตว์เลื้อคลานเมื่อหลายล้านปีก่อนก็เป็นได้”

สรุป – หากมีสัตว์ที่ตายลงในทะเลและจมสู่ก้นมหาสมุทร ซากเหล่านั้นจะถูกเหล่าไอโซพอดกินเนื้อจนเกลี้ยงเหลือทิ้งไว้เพียงกระดูก – และส่งต่อให้กับหนอนซอมบี้จัดการเก็บกวาดซากกระดูกต่อไป – หรืออีกทางก็คือถูกสัตว์ขนาดใหญ่กินไปเลยรวดเดียวจบ

เปรียบเทียบหน้าตาไอโซพอดบก (ซ้าย) กับ ไอโซพอดทะเล (ขวา)

Fact – “ไอโซพอด” (Isopods) สัตว์เปลือกแข็งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ กุ้ง กั้ง ปู มีมากมายหลายสายพันธุ์ทั้งบนบกและทะเล ซึ่งสายพันธุ์ที่อาศัยในทะเลจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก (ขนาดใหญ่สุด 19-36 เซนติเมตร น้ำหนัก 1.7 กิโลกรัม) และด้วยลักษณะภายนอก และหน้าตาของมันที่มีความคล้ายคลึงกับแมลงสาบมาก จึงถูกตั้งชื่อเล่นว่า “แมลงสาบทะเล” (Sea Cockroach) อีกทั้ง ยังเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์อยู่มาตั้งแต่ยุคคาร์บอนิเฟอรัส 354 – 295 ล้านปีก่อน นอกจากนี้ พวกมันมีความสามารถในการกักเก็บพลังงานระดับสุดยอด จากการกินเพียงอาหาร 1 มื้อ ก็สามารถอยู่ได้นานหลายเดือนถึงหลายปีโดยไม่กินอะไรเพิ่มอีกเลยได้ด้วย

(2021) รัสเซียเริ่มภารกิจติดตั้งกล้อง-เพื่อตรวจจับ “อนุภาคผี” ใต้ทะเลสาบ-ที่ลึกที่สุดในโลก

เกริ่นนิดนึง : อนุภาคผี (Ghost Particle) มีอีกชื่อทางการว่า “อนุภาคนิวทริโน” (Neutrinos) เป็นอนุภาคที่มาจากนอกโลกและกระจายอยู่ทั่วจักรวาล ซึ่งสาเหตุที่ถูกเรียกว่า “ผี” ก็เพราะพวกมันสามารถทะลุผ่านทุกสิ่งได้โดยที่สภาพไม่เปลี่ยนแปลง แถมยังไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสิ่งของใด ๆ ทั้งสิ้น (เหมือนผีที่สามารถลอยทะลุกำแพงได้) โดยความสามารถนี้เป็นผลมาจากการที่พวกมันมีสถานะเป็นแก๊ซ แถมยังมีน้ำหนักเบาจนแทบไม่มีมวลนั่นเอง

ติดตั้งพร้อมกันหลายตัว ในตำแหน่งต่าง ๆ ทั่วทะเลสาบ

แล้วเราตรวจจับมันไปเพื่ออะไรล่ะ ? นั่นก็เพราะ : นักวิจัยเคยค้นพบมันได้ด้วยความบังเอิญ จึงทำให้เรารู้ว่าในจักรวาลมีอนุภาคแบบนี้อยู่นะ และต่อมานักวิจัยก็พยายามตรวจหาอนุภาคดังกล่าวจากหลายแห่งทั่วโลก เพื่อศึกษาเส้นทางที่มันเคยเดินทางมา-รวมถึงเส้นทางต่อไปที่มันกำลังจะไป

ซึ่งประโยชน์ของการตรวจสอบเส้นทางแบบนี้คือ ช่วยให้นักวิจัยสามารถวัดอัตราการขยายตัวของจักรวาลได้-เราก็จะได้รู้ว่าจักรวาลขยายตัวไปถึงจุดไหนแล้ว และการได้ศึกษามันยังอาจช่วยไขปริศนาต่าง ๆ เกี่ยวกับแบบจำลองทางฟิสิกส์ที่น่าจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับอีกหลายอนุภาคในเอกภพ ทั้งสสารมืดและแรงชนิดต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจหรือยังหาไม่พบ นั่นเอง

เข้าสู่เนื้อหาหลัก : เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2021 ทีมนักวิจัยรัสเซียและอีกหลายประเทศในยุโรป ได้ร่วมกันติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ Bikal-GVD (ไบคาล-จีวีดี) อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคนิวทริโน ไว้ที่ระดับความลึก 750–1,300 เมตร ใต้ผืนน้ำแข็งของทะเลสาบไบคาลในเขตไซบีเรีย ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับอนุภาคชนิดนี้โดยเฉพาะ

หลักการทำงานคือ เมื่อนิวทริโนเคลื่อนผ่าน-เซนเซอร์จะแสดงแสงสีฟ้าออกมา-ซึ่งทุกข้อมูลจะบันทึกไว้ในตัวเครื่อง-เพื่อให้นักวิจัยนำขึ้นไปใช้วิเคราะห์ต่อไป

สาเหตุที่เลือกสถานที่แห่งนี้ ก็เพราะ : การที่อุปกรณ์ตรวจจับอยู่ใต้ทะเลสาบน้ำแข็งที่ลึกที่สุดในโลก ช่วยป้องกันไม่ให้เซนเซอร์ถูกรบกวนจากรังสีคอสมิกและสัญญาณต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากการปรากฏตัวของนิวทริโน และนอกจากจะถูกหย่อนลงไปในระดับความลึกสุดโหดแล้ว ตำแหน่งของภารกิจยังตั้งห่างจากขอบฝั่งถึง 4 กิโลเมตร เพื่อห่างไกลตัวแปรต่าง ๆ ที่อาจเข้ามารบกวนได้เช่นกันนั่นเอง

หนุ่มญี่ปุ่นบังเอิญพบ “หมึก 9 หนวด” ที่เกิดจาก-มันได้รับรังสีนิวเคลียร์ เมื่อ 10 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ปี 2020 นาย คาสึยะ ซาโต ชาวประมงญี่ปุ่น วัย 40 ปี จับหมึกยักษ์ตัวหนึ่งได้โดยบังเอิญที่บริเวณอ่าวชิซุกาวะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งเขาได้นำมันกลับบ้านหวังจะนำมาเป็นมื้อเย็น แต่หลังจากโยนลงหม้อต้มก็สังเกตเห็นว่า “หมึกตัวนี้มี 9 หนวด” นายซาโตจึงรีบนำหมึกออกจากหม้อต้มและนำส่งให้ศูนย์วิจัยตรวจสอบทันที

เว็บไซต์ LiveScience รายงานทฤษฎีหนึ่งที่ระบุว่า อาจเกิดจากการได้รับพิษของรังสีนิวเคลียร์จากโรงงานไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ที่รั่วไหลออกมาจากเหตุแผ่นดินไหว 7.9 ริกเตอร์และสึนามิถล่ม เมื่อปี 2011 จนทำให้หมึกเกิดการกลายพันธุ์และงอกหนวดที่ 9 ขึ้นมา

ไมเคิล วิคคีโอเน นักสัตววิทยาสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติ Smithsonian เสนออีกหนึ่งทฤษฎีว่า “โดยปกติแล้วหมึกสามารถงอกหนวดออกมาใหม่ได้หากหนวดเส้นใดเส้นหนึ่งได้รับความเสียหายหรือถูกตัดขาด ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่าหนวดเส้นเดิมของมันได้รับความเสียหายหนักจนตัวหมึกเข้าใจว่าหนวดเส้นนั้นขาดไปแล้ว มันจึงทำการงอกหนวดใหม่ขึ้นมาแทนที่ กลายเป็นมี 9 หนวดอย่างที่เห็น”

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การค้นพบหมึก 9 หนวดครั้งแรก เพราะเมื่อปี ค.ศ.1960 วารสาร Nature ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของหมึกยักษ์ที่มี 9 หนวด ณ ห้องปฏิบัติการทางทะเลในมหาวิทยาลัยไมอามีมาก่อนแล้ว ซึ่งหมึกที่นายซาโตพบนับว่าเป็นตัวที่ 2 ของโลก แต่ก็น่าเสียดายที่มันถูกต้มไปก่อนที่จะถูกสังเกตเห็นว่ามี 9 หนวด แต่ถึงอย่างนั้น มันจะถูกเก็บรักษาไว้และจัดแสดงที่ศูนย์วิจัยธรรมชาติชิซุกาวะ

เพิ่มเติม – รู้จักกับ “หมึก 7 หนวด” หรือ “หมึก-ฮาลิฟรอน” ชื่อวิทยาศาสตร์ Haliphron atlanticus เป็นสายพันธุ์หมึกทะเลน้ำลึก อาศัยเขตน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติก ที่ระดับความลึก 600-900 เมตร เป็นหมึกขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งในโลก เคยมีตัวอย่างหมึกที่วัดความยาวได้ 3.3 เมตร หนัก 75 กิโลกรัม ส่วนใหญ่จะพบก็ต่อเมื่อมันถูกพายุซัดขึ้นมาเกยฝั่ง มีอาหารจานโปรดคือแมงกระพรุนและแพลงตอน

ซึ่งความจริงแล้วหมึกสายพันธุ์นี้มีหนวด 8 เส้น แต่เส้นที่ 8 ถูกซ่อนอยู่และจะโผล่ออกมาเมื่อต้องใช้ผสมพันธุ์เท่านั้น โดยถูกพบล่าสุดเมื่อกลางปี 2020 บนชายหาดวิดบีย์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดย รอน นิวเบอร์รี ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ริมชายฝั่ง ตัวที่พบคาดว่ามีขนาด ความยาว 106 เซนติเมตร ซึ่งในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตนอกโลก

Fact – หมึกยักษ์ (Octopus) มีเซลล์ประสาทมากถึง 500 ล้านเซลล์ (มนุษย์มี 10,000 ล้านเซลล์) โดย 350 ล้านเซลล์กระจายอยู่ตามหนวดของมันมากกว่าจะรวมกันอยู่ที่สมอง โดยในหนวดแต่ละเส้นจมีกลุ่มเซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระจากประสาทส่วนกลาง หรือจะเรียกว่ามันมีสมองอีก 8 ก้อนก็ได้ นอกจากนี้ เคยมีการทดลองพบว่า หมึกยักษ์นั้นสามารถจดจำใบหน้าของมนุษย์ได้ (แม้ว่าผู้นั้นจะใส่เสื้อสีเดียวกันก็ตาม) โดยทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่งหมึกยักษ์ไม่ชอบหน้า มันจะทำการพ่นน้ำใส่เจ้าหน้าที่คนนี้ทุกครั้งเมื่อเขาเดินผ่านเฉียดตู้ของมัน

ทดลองนำ “แบคทีเรีย-ที่พบนอกโลก” มาช่วยปลูกพืชบนยาน (ดันขึ้นจริง-แถมพืชยังอึดกว่าเดิมด้วย)

เมื่อไม่นานมานี้ องค์การนาซา (NASA) ได้เผยข้อมูลการค้นพบแบคทีเรียชนิดใหม่ 3 ชนิด บนพื้นผิวของสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่ไม่เคยถูกค้นพบหรือเป็นที่รู้จักมาก่อน ซึ่งมันมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยให้นักบินอวกาศสามารถปลูกพืชบนดวงจันทร์หรือดาวอังคารได้

(ภาพเล็ก) หน้าตาของแบคทีเรียตระกูล Methylobacteriaceae ซึ่งเคยถูกค้นพบในปี 2007

โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบแบคทีเรีย 3 ชนิด ที่มีชื่อเรียกชั่วคราวคือ IF7SW-B2T, IIF1SW-B5 และ IIF4SW-B5 จัดอยู่ในตระกูล Methylobacteriaceae ที่พบได้ทั่วไปในดินและแหล่งน้ำจืดบนโลก ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช และยับยั้งการเกิดโรคในพืชอีกด้วย ทั้งนี้กลุ่มแบคทีเรียดังกล่าวได้ถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์ใหม่คือ Methylobacterium ajmalii

อย่างไรก็ตาม ดร.นิธิน กุมาร ซิงห์ และ ดร.กัสตูรี เวนกาเตสวาราน จากห้องปฏิบัติการ JPL ของ NASA ระบุว่า “หนึ่งในแบคทีเรียที่เพิ่งถูกค้นพบมีลักษณพิเศษของยีนที่สามารถสร้างเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์ ไซโทไคนิน (Cytokinin) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการแบ่งเซลล์ของรากพืชและยอดอ่อนได้ดี โดยสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบใหม่ทั้ง 3 นี้ อาจมีประโยชน์ทางชีวภาพสำหรับการปลูกพืชบนอวกาศในอนาคต”

(ภาพซ้าย) พืชที่ถูกปลูกโดยลูกเรือบนสถานีอวกาศซึ่งประกอบไปด้วย ผักกาดโรเมนและกะหล่ำปลีโตเกียวเบคานะ, (ภาพขวา) เคท รูบินส์ (Kate Rubins) ขณะกำลังเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์บนสถานีอวกาศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “การปลูกพืชในสภาพแว้ดล้อมที่ขาดแคลนและบีบคั้นต่อพืชหลายประการ จำเป็นต้องอาศัยจุลทรีย์ชนิดพิเศษจากแบคทีเรียเหล่านี้ เพราะสามารถช่วยให้พืชเจริญเติบโตในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้”  โดยนักบินอวกาศของยาน ISS ได้เริ่มทดลองปลูกพืชในสภาวะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 ซึ่งคาดว่าแบคทีเรียเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการปลูกพืช และเป็นประโยชน์ในการตั้งอาณานิคมบนดาวดวงใหม่ของมนุษย์อีกด้วย

เพิ่มเติม – นอกจากกลุ่มแบคทีเรียที่ถูกค้บพบใหม่ 3 ชนิดนี้ ยังมีอีกกว่า 1,000 ชนิดที่จะถูกส่งมาจากสถานีอวกาศนานาชาติ ISS เพื่อทำการวิเคราะห์และตรวจสอบ ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นคุณสมบัติพิเศษของแบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

พืชมัสตาร์ดสายพันธุ์ Amara ที่ถูกปลูกบนสถานีอวกาศนาซา

Fact – ทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยเอเมส (ARC) ขององค์การนาซา ได้คิดค้นและพัฒนาวิธีในการใช้กลุ่มเส้นใยของเห็ดราหรือไมซีเลียม (mycelium) ทำเป็นวัสดุสำหรับสร้างสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์บนดวงจันทร์หรือดาวอังคาร เพราะมันมีความเจ๋งตรงที่ประหยัดพลังงานและสะดวกต่อการขนย้าย เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ทำให้ไม่ต่องพึ่งพาวัสดุน้ำหนักมหาศาลจากโลก