Blog – Page 3 of 181 – FLAGFROG
วันพุธ, สิงหาคม 5, 2020

ปรากฏการณ์ “ไบรนิเคิล” (เกลียวมรณะใต้ทะเล) แช่แข็งทุกสิ่งมีชีวิตเพียงแค่เคลื่อนผ่าน

ปรากฏการณ์เกลียวน้ำแข็งใต้ทะเล มีชื่อทางการว่า “ไบรนิเคิล” (Brinicles) เกิดจาก – น้ำบนแผ่นน้ำแข็งที่มีความความเย็นสูงกว่า – บังเอิญจมลงและไหลผ่านน้ำที่อยู่ใต้แผ่นน้ำแข็ง – จึงทำให้น้ำบริเวณโดยรอบของการไหลผ่าน (จากด้านบนลงมา) เปลี่ยนเป็นน้ำแข็งไปด้วย – ซึ่งจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อน้ำจากบริเวณทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ากัน

ลักษณะน้ำแข็ง ที่เมื่อสัมผัศกับสิ่งใดจะถูกปกคลุมด้วยเส้นใย ทำให้สิ่งมีชีวิตเสียชีวิตทันทีจากการที่เลือดแข็งตัวฉับพลัน

ซึ่งบริเวณส่วนปลายของเกลียว จะมีลักษณะเป็นเส้นใยจำนวนมาก และเมื่อสัมผัสกับสิ่งใดเส้นใยเหล่านี้ก็จะพอกตัวเป็นน้ำแข็งหนาขึ้นเรื่อย ๆ แช่แข็งเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ด้านล่าง (ส่วนมากจะเป็นปลาดาวเพราะหนีไม่ทัน)

โดยเจ้าเกลียวน้ำแข็งนี้ คล้ายกับปรากฏการณ์ Super-cooling (การทำเบียร์วุ้น) คือการที่ของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งระดับนึง แต่ยังไม่สามารถแข็งตัวเป็นผลึกได้ กระทั่งเกิดการกระทบทำให้โมเลกุลของน้ำที่พร้อมตกผลึกอยู่แล้วแต่ยังอยู่ห่างกัน สามารถเข้าจับตัวกันสำเร็จจนกลายเป็นผลึกน้ำแข็งอย่างรวดเร็วนั่นเอง

จากสารคดี Frozen Planet ฉายทาง BBC เมื่อปี 2011 (คนละรายการกับทัมฝรั่งเศส)

เราก็ได้รู้จักและได้คำตอบเกี่ยวกับปรากฏการณ์สุดอัศจรรย์นี้เรียบร้อยแล้วนะครับ ทีนี้ผมอยากเล่าถึงความยากลำบากของนักวิจัย และตากล้องที่ได้เก็บภาพสวย ๆ แบบด้านบนนี้กันบ้าง

ย้อนกลับไปในการถ่ายทำสารคดี เมื่อปี 2005 หลังจากทีมงานชาวฝรั่งเศส เตรียมถ่ายทำเรื่องราวของ เพนกวินจักรพรรดิ ที่แอนตาร์กติกา ก็ได้บังเอิญพบกับ “เกลียวน้ำแข็งไบรนิเคิล” โดยบังเอิญ ทำให้ทีมงานต้องรีบขึ้นฝั่งทันที มิเช่นนั้นอาจเสียชีวิตภายใน 10 นาทีได้เลย (จากการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็วโดยรอบของบริเวณนั้น)

ภาพถ่ายเมื่อปี 2007 ไบรนิเคิลเกิดขึ้นหลายจุด กินบริเวณกว่า 10 กิโลเมตร โดยมีสถานีดูมงดูวีล บนชายฝั่งอะเดลี เป็นผู้รายงานตำแหน่งต่าง ๆ

จากนั้นทีมงานก็ใช้วางแผนนานกว่า 2 ปี เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเก็บข้อมูลและถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับปรากฏการณ์น่าทึ่งนี้ เมื่อวันถ่ายทำมาถึง พวกเขาได้สวมชุดเข้ารูปเต็มตัวที่ให้ความร้อนด้วยกระแสไฟฟ้า (Thermal underwear)

และยังต้องถ่วงสิ่งของไว้ที่ร่างกายคนละกว่า 90 กิโลกรัม เพราะการว่ายน้ำในอุณหภูมิหนาวเย็นขนาด -1.8 องศาเซลเซียส แทบเป็นไปไม่ได้ (ร่างกายจะหยุดเคลื่อนไหวแบบอัติโนมัติ) แต่สุดท้ายพวกเขาก็กัดฟันสู้อยู่ใต้น้ำนานถึง 5 ชั่วโมง จนทำให้ได้ภาพและข้อมูลสุดน่าทึ่งทั้งหมดเผยแพร่แก่ชาวโลกครับ

“ทหารลูอิส” ตัวหมากในตำนาน อายุ 800 ปี (ราคาซื้อขายอยู่ที่ ตัวละ 40 ล้านบาท)

ตัวหมากที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ มีชื่อว่า “Lewis Warder” (ทหารลูอิส) เป็นหนึ่งในตัวหมากของเกม The Lewis Chessmen (หมากรุกลูอิส) ซึ่งเป็นกระดานหมากรุกในตำนาน (มีเพียงไม่กี่ชุดบนโลก) ถูกสร้างขึ้นที่นอร์เวยในช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อนจะสูญหายไปนานร่วม 600 ปี จนถูกพบอีกครั้งในปี ค.ศ.1831 ที่ซากเรืออับปางในสกอตแลนด์ พบทั้งหมด 93 ตัว

ของจำลอง – ตั้งขายในอีเบย์ (เบี้ยสูง 3.5 ซม. ส่วนตัวอื่นสูง 8.5 ซม.)

ปัจจุบัน ถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลอนดอน 82 ตัว // ส่วนอีก 11 ตัว ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสกอตแลนด์ โดยตัวหมากทั้งหมดทำขึ้นจากงาของสิงโตทะเล ยกเว้นพระราชาและพระราชินีที่ทำขึ้นงาช้าง ซึ่งแน่นอนว่า อังกฤษมีความต้องการที่จะสะสมตัวหมากทุกตัวให้ครบสมบูรณ์ 2 ชุด (เพราะตอนนี้ครบพร้อมเล่น 1 ชุดแล้ว แต่อีกชุดยังขาดเพียง Warder 4 ตัว และ Knight 1 ตัว ส่วนที่เหลือก็คละกันไป อังกฤษมีพระราชาถึง 6 ตัวเลยล่ะ)

โดยความพยายามเพื่อทำให้ชุดที่ 2 พร้อมเล่นนี้ เป็นที่รู้กันดีของคนในวงการวัตถุโบราณอังกฤษ แต่ไม่ใช่กับพ่อค้าชาวสกอตแลนด์คนหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งเขาได้ขาย Warder จำนวน 1 ตัว ให้กับพิพิธภัณฑ์ลอนดอน เป็นเงินกว่า 1 ล้านปอนด์ (40 ล้านบาท) โดยเขาได้เล่าสั้น ๆ ว่า

(ซ้าย – ตัวที่ถูกนำมาขาย) , (ขวา – ใบหน้าที่แท้จริงของทหารลูอิส)

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า ข่าวการตามหาตัวหมากที่หายไปของอังกฤษ จะไปไม่ถึงสกอตแลนด์ หรือผมอาจไม่ได้สนใจมันก็ได้ … แต่เชื่อหรือไม่ ผมเก็บเจ้าทหารลูอิสไว้ในลิ้นชักนานกว่า 55 ปีแล้วนะ และผมซื้อมันมาในราคาเพียง 5 ปอนด์เท่านั้น นี่ถ้าผมไม่โชว์ให้หลานดูว่าหน้าตาของหมากตัวนี้ตลกขนาดไหน มันคงต้องเฝ้ายามอยู่ในลิ้นชักของผมต่อไปแน่นอน ต้องขอบคุณหลานรักด้วย นี่คือเหตุการณ์น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการทำงานของผมเลยล่ะ”

การซื้อขายเสร็จสิ้น และการแถลงข่าวก็จัดขึ้นทันที เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2019 (ปีที่แล้ว) โดยทางพิพิธภัณฑ์ได้เปิดตัว Warder ราคา 40 ล้านบาท พร้อมประกาศย้ำว่า “หากใครมีตัวหมากแบบนี้ขอให้รีบติดต่อมา-ทางเราให้ราคาดีกว่าประเทศอื่น ๆ แน่นอน” (ขอนับถืออังกฤษ นายแน่วแน่มาก !!)

ทั้งนี้ ทุกคนอาจรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา “กระดานหมากรุกหน้าตาแบบนี้” อยู่บ้างใช่มั้ยครับ ? นั่นก็เพราะมันปรากฏอยู่ใน “แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์” (ภาคแรกนั่นเอง) โดย เจ.เค.โรวลิ่ง เผยว่า เธอได้ไอเดียหมากรุกแบบนี้ มาจากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลอนดอนและได้เจอกับ “หมากรุกลูอิส” จนรู้สึกประทับใจที่หมากแต่ละตัว จะมีหน้าตาและสวมเครื่องแต่งกายบ่งบอกหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน ซึ่งหลังจากหนังฉาย กระดานหมากรุกลูอิสก็ถูกผลิตซ้ำขายดีเทน้ำเทท่า (ตามภาพแรกของบทความที่เรานำมาจาก ebay นั่นเองครับ)

พบกับ “เชื้อรา” ที่สามารถเปลี่ยน “แมลงขนาดเล็ก” ให้กลายเป็นซอมบี้ได้

เชื่อว่าก่อนหน้านี้ ผู้อ่านหลายท่านคงเคยเห็นเรื่อง “เชื้อราซอมบี้” ผ่านตากันมาบ้างแล้ว ซึ่งแต่ละเว็บก็นำเสนอข้อมูลหลากหลายกันไป ผมจึงอยากขอเรียบเรียงใหม่ โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง NatGEO ที่นักวิจัยไทยและอังกฤษได้ทำวิจัยและบันทึกข้อมูลโดยย่อไว้ครับ ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว เริ่มกันเลย !!

unilateralis

เชื้อราซอมบี้ ที่ทุกคนเห็นอยู่นี้มีชื่อทางการว่า Ophiocordyceps หรือจะเรียกง่าย ๆ ว่า “Zombie fungus” ก็ได้ มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ พบได้มากที่บราซิล ที่ไทยมีอยู่ที่เขาใหญ่ จัดอยู่ในกลุ่ม ราก่อโรคในแมลง (Insect Pathogens) ที่มีมากถึง 400 ชนิด แต่ด้วยความโหดจึงทำให้มันดังจนติดอันดับท็อป และถ้าถามว่าโหดขนาดไหน ? ก็ประมาณนี้

พฤติกรรมการเอาตัวรอดแบบปริสิตที่ฮาร์ดคอมาก : นั่นคือ มันจะขยายเผ่าพันธุ์โดยการปล่อยละอองผ่านสปอร์ทางอากาศ และเมื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นแมงหรือแมลงตัวใด เผลอกินหรือสูดเข้าไป สปอร์เหล่านั้นจะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย และจะย่อยกินกล้ามเนื้อเพื่อทำให้เจ้าของร่างอ่อนแอ แต่จะยังไม่ให้ตายทันที เพราะในขณะที่มันกำลังเติบโตอยู่ในนั้น มันยังงอกเส้นใยเพื่อเข้าควบคุมปมประสาทของสมอง จนแมลงตัวนั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ “ยังมีชีวิตแต่ไร้ความรู้สึกเหมือนซอมบี้นั่นเอง”

unilateralis

ซึ่งสาเหตุสำคัญที่มันต้องควบคุมสมองด้วยก็เพราะ มันต้องการให้แมลงตัวนั้นปีนขึ้นที่สูงสุด (กิ่งไม้ ยอดรัง หรือใบไม้ที่กำลังจะร่วง) และเมื่อแมลงตัวนั้นเดินทางถึงจุดที่มันต้องการแล้ว เชื้อราที่เติบโตเต็มที่จนมีถุงสปอร์เด่นชัด ก็จะปล่อยสปอร์ของมันเหมือนตอนต้นอีกครั้ง เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ต่อไปนั่นเอง วัฏจักรนี้จะวนไปเรื่อย ๆ ส่วนการระบาดมากน้อยขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศในขณะนั้นครับ (มันจึงชอบอยู่ในป่าฝนนั่นเอง)

ทั้งนี้ บนโลกมีเชื้อรามากกว่า 2 ล้านชนิด ส่วนเจ้า Ophiocordyceps มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีถุงสปอร์และการบังคับปมประสาทที่แตกต่างกัน โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ unilateralis และ buquetii โดยทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ส่งผลรุนแรงที่สุดต่อระบบประสาทครับ

(ซ้าย – buquetii) , (ขวา – longissima)

Fact – รู้หรือไม่ว่า ? เกมขั้นเทพอย่าง The Last of us ก็ได้นำข้อมูลของเจ้าเชื้อราซอมบี้สกุลนี้ เป็นไอเดียในการออกแบบและสร้างตัวละคร ชื่อว่า Clicker ด้วยนะ (อดีตเคยเป็นมนุษย์ – แต่ถูกไวรัสเล่นงาน – ไวรัสเติบโตและเข้าควบคุมมนุษย์ – และเมื่อถูกกำจัดไวรัสจะไม่หายไป – แต่จะยังคงเติบโตอยู่เงียบ ๆ แม้ร่างนั้นจะถูกทำลายระบบประสาทและสมองแล้วก็ตาม)

ทำไมถึงต้อง “ลบชายคนนี้” ออกจากทุกหน้า ประวัติศาสตร์ด้วย

ชายที่เรากำลังจะเล่าให้ทุกคนฟังผู้นี้ มีชื่อว่า นิโคไล เยซอฟ (Nikola Yezhov / 1895-1940) อดีตหัวหน้าตำรวจลับหน่วย NKVD ลูกน้องคนสำคัญของ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin / 1878-1953) ผู้นำสหภาพโซเวียต ณ เวลานั้น ชายผู้นี้เปรียบเสมือนมือขวาของสตาลิน เขายอมทำภารกิจสกปรกมากมายเพื่อให้สตาลินมีอำนาจต่อไป

แต่สุดท้ายเขาก็ถูกสตาลินสั่งเก็บ และไม่ใช่แค่เก็บธรรมดา แต่ต้องถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ไม่ให้เหลือแม้แต่ชื่อ หรือภาพถ่ายเลยแม้แต่ใบเดียว ! ว่าแต่ความลับอะไรที่สตาลินอยากปกปิด ? มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรอ ? มาครับ Flagfrog จะเล่าให้ฟัง

วีรกรรมที่โหดร้ายที่สุดของ นิโคไล เยซอฟ ที่ได้รับคำสั่งจากสตาลิน คือการเป็นผู้สั่งการสูงสุดในเหตุการณ์ปราบปรามทางการเมืองครั้งใหญ่ (The Great Purge – เกิดขึ้นในปี 1934-1936) ในช่วงเวลานั้นสตาลินกำลังจะเข้ายึคครองอำนาจของโซเวียตแบบสมบูรณ์ (15 รัฐรวมกันเป็น 1 ประเทศ) เขาเลยจัดตั้งหน่วยงานตำรวจลับ NKVD คอยจับตาดูผู้คนรวมถึงสมาชิกในพรรคคอมมิวนิสต์ ใครเป็นศัตรู ? ใครคิดต่อต้าน ? หรือใครที่ไม่เห็นด้วย ? คนที่เข้าข่ายจะถูกปลดจากตำแหน่ง พร้อมถูกนำตัวไปประหารด้วยการยิงเป้าทันที

แต่ก่อนที่จะประหาร ทุกคนจะถูกทรมานให้รับสารภาพต่อหน้าประชาชนว่า ตนเองเป็นกบฏ (แม้จริง ๆ จะไม่ได้เป็นก็ตาม) เพื่อให้ประชาชนยกย่องว่า “สตาลินเป็นผู้ปราบกบฏ” การทำแบบนี้ช่วยสร้างความนิยมในแง่ของสื่อ พร้อมยังได้รับการสนับสนุนเพื่อครองอำนาจต่อไปได้ด้วย

โดยเหตุการณ์จับเชลยทางการเมืองในครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากการถูกประหารมากกว่า 750,000 ราย และยังมีประชาชนอีกนับล้านคนถูกส่งไปยังคุกนรกกูลัก (Gulag) ซึ่งผู้สั่งการสูงสุดตลอดการกวาดล้างที่ยาวนานกว่า 2 ปี คำสั่งทั้งหมดมาจาก “นิโคไล เยซอฟ” ผู้นี้นี่เอง

ปล. บุคคลทางการเมืองที่ถูกประหารนั้น นอกจากจะต้องจบชีวิตไป ข้อมูลและประวัติของพวกเขาก็จะถูกลบออกจากโซเวียตด้วย ที่สตาลินต้องทำแบบนี้ก็เพราะต้องการปกปิดความจริงต่อประชาชน และป้องกันการขุดค้นใด ๆ ซึ่งหากใครคิดที่จะสืบหาและถูกจับได้ก็จะถูกประหารทันทีด้วยเช่นกัน

ไม่เหลือไว้แม้แต่รูปถ่ายที่เคยยืนอยู่ข้างสตาลิน

กลับมาที่ นิโคไล เยซอฟ : โดยหลังสิ้นสุดเหตุการณ์ The Great Purge จนแน่ใจว่าไม่เหลือศัตรูทางการเมืองแล้ว สตาลินก็ออกคำสั่งกำจัดเยซอฟทันที ด้วยวิธีโหดร้ายเช่นเดียวกับคนนับแสนที่ถูกเยซอฟสั่งประหาร คือทรมานจนเขาสารภาพว่าเป็นกบฏ จากนั้นก็จับแก้ผ้ากลางหิมะ ก่อนจะนำตัวไปยิงเป้า และก็ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน จนนักประวัติศาสตร์ถึงกับตั้งฉายาให้เยซอฟว่า “ผู้บัญชาการผู้หายไปอย่างไร้ร่องรอย” (The Vanishing Commissar) เลยล่ะครับ

ทั้งนี้ ไม่ได้มีแต่เพียงสตาลินเท่านั้นที่ลบตัวตนของ เยซอฟ ออกจากหน้าประวัติศาสตร์ แต่ประชาชนที่มีรูปของเยซอฟก็จะต้องทำลายรูปภาพที่มีชายคนนี้ปรากฏอยู่ทิ้งด้วยเช่นกัน เนื่องจากกลัวจะถูกกล่าวหาว่าคบค้ากับกบฏและถูกประหารตามไป (จบ)

นิโคไล เยซอฟ (ซ้าย)

และสำหรับ “คุกนรกกูลัก” (Gulag) คือสถานกักกันที่ใช้กักขังและทรมานนักโทษที่ต่อต้านรัฐบาลโซเวียต รวมแล้วกว่า 40 ล้านคน ! ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลในไซบีเรีย นักโทษจะถูกใช้แรงงานอย่างหนักให้ก่อสร้าง ขุดดิน ขุดถ่านหิน ไม่มีเครื่องมือ ทุกคนทำงานด้วยด้วยมือเปล่า ทำให้นักโทษบางคนถึงกับยอมตัดมือของตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานเลยก็มี (มันต้องทรมานขนาดไหนถึงตัดสินใจตัดมือตัวเองทิ้งเลยดีกว่า)

Fact – ในยุคนั้นไม่มี Photoshop การจะตัดต่อรูปสักใบจึงต้องใช้เทคนิค “ละลายหมึกบนฟิลม์ตามตำแหน่งที่ต้องการ” จากนั้นก็ส่งต่อให้จิตกรวาดภาพทับส่วนที่หายไปแทน

“โกวเจี้ยน” ดาบสุดเท่อายุ 2,000 ปีเล่มนี้ เป็นของใครในยุทธภพ ?

ดาบสุดเท่ที่ทุกคนเห็นอยู่นี้ มีชื่อว่า “โกวเจี้ยน” (Goujian) ถูกพบในปี ค.ศ.1965 ภายในสุสานโบราณ ณ มณฑลหูเป่ย์ (พบอยู่ข้างกายโครงกระดูกร่างหนึ่ง) ซึ่งตัวอักษรทั้ง 8 ตัวที่จารึกอยู่บนดาบ อ่านว่า “เยว่-หวาง-โกว-เจี้ยน-จื้อ-จั้ว-ย่ง-เจี้ยน” (ดาบนี้ทำขึ้นเพื่อพระเจ้าโกวเจี้ยนแห่งรัฐเยว่) ซึ่งแน่นอนว่า ดาบเล่มนี้เป็นของ “พระเจ้าโกวเจี้ยน” กษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรเยว่ (King of YUE) ในปลายสมัยชุนชิว มีตัวตนอยู่จริงเมื่อ 2000 ปีก่อน

และสาเหตุที่ทำให้ดาบเล่มนี้ น่าสนใจกว่าดาบประเภท “เจี้ยน” ทั่วไปที่คนในยุทธภพยุคนั้นนิยมใช้กันก็เพราะ ตัวดาบมีส่วนประกอบจาก “ทองแดง + ดีบุก + โลหะ + กำมะถัน” ซึ่งการใช้กำมะถันชุบโลหะจะทำให้ดาบแข็งแกร่งกว่าปกติและไม่ขึ้นสนิม บวกกับเมื่ออยู่ในสภาวะปิดอย่างสุสานใต้ดินจึงเกิดสนิมได้ยากนั่นเอง (ชาวจีนโบราณใช้เทคนิคนี้ในการหลอมเครื่องสำริดที่เรามักค้นพบด้วยเช่นกัน)

โดยผู้คนพบเล่าว่า “ตอนที่ชักดาบออกจากฝัก แม้ตัวดาบจะมีฝุ่นหนาเครอะแต่บางส่วนยังคงมันเงา และเมื่อทีมงานคนหนึ่งลองจับด้านคมก็ทำให้เขาถูกบาดเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อนำมาทดลองตัดกระดาษ 20 แผ่น (ก่อนบูรณะ) ก็สามารถตัดได้อย่างง่ายได้ด้วยการเฉือนเพียงเบา ๆ เท่านั้น”

ดาบเล่มนี้ มีความยาวมาตรฐานตามดาบเจี้ยนทั่วไปคือ 55.6 เซนติเมตร ใบดาบกว้าง 4.6 เซนติเมตร และหนัก 875 กรัม แต่เนื่องจากเป็นดาบของกษัตริย์จึงถูกหลอมมากกว่า 1 ครั้ง และใช้จำนวนการตีดาบที่มากกว่า เป็นการเพิ่มคุณภาพตามความพิถีพิถันในการผลิตนั่นเอง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์มณฑลหูเป่ย์ (Hubei Provincial Museum) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน ครับผม

นอกจากนี้ ตอนที่ค้นพบ ยังพบวัตถุโบราณเจ๋ง ๆ อีกกว่า 2,000 ชิ้นด้วยนะ ซึ่งก็พบดาบเจี้ยนอีกหลายเล่มเลย แต่ดาบเล่มนี้โดดเด่นที่สุดนั่นเองครับ

Fact – ตามจริงแล้ว ชื่อของ “พระเจ้าโกวเจี้ยน” ปรากฏอยู่ในนิยายยุทธภพจีนหลายเรื่อง โดยมักได้รับบทเป็นผู้นำจอมโฉดแต่เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถ อาจเพราะ ตามตำนานในบันทึกประวัติศาสตร์เล่าว่า ครั้นรัฐเยว่
เดินทางไปทำสงคราม พระองค์จะให้ทหารที่พร้อมพลีชีพเรียงแถวอยู่ทัพหน้า และเมื่อถึงเวลาลั่นกลองรบทหารเหล่านี้จะวิ่งไปพร้อมใช้ดาบปาดคอหอยตัวเองโชว์ ซึ่งวิธีการข่มขวัญสุดโหดแบบนี้ก็อาจได้ผลจริง เพราะพระองค์ชนะสงครามมานักต่อนัก

Fact 2 – ความคมของดาบคาตานะ (ซามูไร) เกิดจากการใช้เหล็กที่แตกต่างกัน 3 ส่วน ที่แต่ละส่วนจะถูกพับและตีซ้อนกันถึง 15 ครั้ง จากนั้นก็นำไปหลอมที่อุณหภูมิประมาณ 1ม500 องศาเซลเซียสให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงนำมาตีแผ่ออกเป็นใบดาบ ซึ่งสามารถสร้างชั้นเหล็กที่ซ้อนกันได้ถึง 32,768 ชั้น โดยมีทั้งหมด 13 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ก่อนจะได้เป็นดาบซามูไรพร้อมใช้งาน (ราคาจึงสูงถึง เล่มละ 77,500 บาท) ครับผม

นี่คือ “ตับจิ๋วของมนุษย์” ที่นักวิจัยสร้างและให้หนูทดลองใช้จนสำเร็จ

วันที่ 2 มิถุนายน 2020 เว็บไซต์รวมผลงานวิจัยความน่าเชื่อถือสูง Cell Reports ได้เผยแพร่ความสำเร็จ ของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ในการทดลองปลูกถ่ายตับมนุษย์เข้าสู่ร่างกายหนูทดลอง ซึ่งทำให้ได้ “ตับเทียมที่ใช้งานได้จริง” โดยหนูตัวนั้นสามารถรอดชีวิตและมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยด้วย (เจ๋งฝุด ๆ)

ตับเทียมที่มีโครงสร้างภายนอกจากตับหนู และเซลล์ภายในจากเซลล์ผิวหนังมนุษย์

ผลงานในครั้งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยตับวายเรื้อรังที่มีมากกว่า 40,000 รายต่อปี และทุก ๆ ปี จะมีผู้ป่วยตับวายอย่างน้อย 14,000 รายในสหรัฐฯ ที่ต้องจบชีวิตอย่างน่าเศร้าโดยไม่ทันได้ทำการปลูกถ่ายอวัยวะเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น การทดลองจึงเริ่มจากแนวคิดที่ว่า ในระหว่างที่ผู้ป่วยตับวายกำลังเฝ้ารออวัยวะจากผู้บริจาค เราน่าจะปลูกถ่ายตับเทียมที่ทำงานได้ดีระดับหนึ่งไปก่อน เพื่อช่วยยืดอายุของผู้ป่วยจนกว่าจะถึงคิวเข้ารับการปลูกถ่ายตับจริง ๆ จากมนุษย์ (เพราะตับของผู้ป่วยไม่สามารถทำงานได้ และการรอคอยอวัยวะจากผู้บริจาคก็ช้าเกินไป จึงจำเป็นต้องปลูกถ่ายเพื่อเปลี่ยนเอาตับที่สามารถทำงานได้เข้าไปแทนที่ก่อนนั่นเอง)

ขั้นตอนการสร้างตับเทียมแบบวิทย์จ๋า ๆ (แต่ข้อความด้านล่างเล่าได้ย่อยมาให้ทุกคนแล้ว)

ส่วนวิธีการสร้างตับเทียมก็สามารถอธิบายง่าย ๆ ได้ ดังนี้

1.นักวิจัยนำเซลล์จากผิวหนังของมนุษย์ มาเข้าสู่กระบวนการย้อนอายุเซลล์ให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิด ที่เรียกว่า Steam-cell (สเต็มเซลล์) ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้ จะสามารถเติบโตไปเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับการกำหนดทิศทางของนักวิจัย โดยเราเรียกกระบวนการนี้ว่า (Reprogramming)

2.เซลล์ต้นกำเนิดถูกเลี้ยงให้เติบโตเป็นเซลล์ตับและเซลล์อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของตับ โดยปกติหากต้องการให้ได้จำนวนเซลล์เท่ากับที่มีในตับของมนุษย์จริง ๆ จะต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานถึง 2 ปี แต่เนื่องจากครั้งนี้ทดลองกับหนู จึงใช้จำนวนเซลล์น้อยลง ทำให้ระยะเวลาในการเลี้ยงจึงลดเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์

(ขวา-คือโครงสร้างภายนอกของตับหนูที่กำลังถูกกำจัดเซลล์เดิมทิ้ง) // (ซ้าย-คือขั้นตอนที่นักวิจัยกำลังเติมเซลล์ที่เพาะเลี้ยงไว้เข้าไปในโครงสร้าง)

3.เมื่อเปลี่ยนสเต็มเซลล์ให้เป็นเซลล์ตับได้ตามต้องการแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการหาโครงสร้างที่ใช้ในการบรรจุเซลล์ตับเหล่านี้ นักวิจัยจึงนำตับเดิมของหนูมาทำการสลายเซลล์ที่มีอยู่ออกให้หมด จนเหลือแต่โครงสร้างภายนอก (เรียกว่า Liver scaffold) จากนั้นจึงแทนที่ด้วยเซลล์ตับที่เพาะเลี้ยงไว้ (เปรียบเหมือนการเทปูนลงในแม่พิมพ์นั่นเอง)

4.เมื่อได้ตับที่สมบูรณ์ (โครงสร้างภายนอกจากตับเดิมของหนู + เซลล์ภายในจากเซลล์ที่เพาะเลี้ยง) ก็นำไปปลูกถ่ายกลับคืนให้แก่หนูทดลอง แล้วจึงติดตามผล

ตับเทียมที่เพาะเลี้ยงเสร็จสมบูรณ์ (รอผ่าตัดใส่ในหนูทดลอง

ผลการทดลองปรากฏว่า : ระยะเวลา 4 วันหลังจากปลูกถ่ายตับเทียมให้หนูทั้ง 5 ตัว พวกมันมีสุขภาพแข็งแรง กินได้ หลับได้ วิ่งได้ เหมือนกับตับที่พวกมันใช้อยู่คือตับธรรมชาติของมันเองยังไงยังงั้น

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงไม่รอช้า จัดการชำแหละหนูทุกตัวทันที จากการตรวจสอบตับเทียมในระดับเซลล์พบการหลั่งน้ำดีและยูเรียออกมา นั่นหมายความว่า ตับเทียมเหล่านี้สามารถทำงานได้ไม่ต่างจากตับของจริงเลยนั่นเอง

หนูขาวที่ใช้ในการทดลอง

แต่ถึงอย่างไร การทดลองก็มีผลข้างเคียงรุนแรงปรากฏออกมาด้วยเช่นกัน หลังการปลูกถ่ายตับได้สักระยะหนึ่ง (ภายใน 4 วัน) นักวิจัยพบว่าบริเวณตับเทียมมีเลือดไปเลี้ยงน้อยกว่าปกติ อีกทั้งยังเกิดลิ่มเลือดอุดตันและเกิดการขาดเลือดของเนื้อเยื่อตับเทียมร่วมด้วย ซึ่งจุดนี้ยังต้องทำการศึกษาต่อไป เพื่อจัดระบบการเชื่อมต่อหลอดเลือดให้ไปเลี้ยงตับเทียมได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งหากมั่นใจแล้ว ก็จะขยายและนำมาทดลองกับมนุษย์ในลำดับถัดไปครับผม

(ไม่น่าเชื่อเลยเนาะ แค่เซลล์ผิวหนังของเราเพียงเล็กน้อย จะสามารถนำมาต่อยอดเป็นอวัยวะเจ๋ง ๆ แบบนี้ได้ ทีนี้เราก็ไม่ต้องโคลนนิ่งคนเหมือนในหนังเนื่อง The Island แล้วแหละ)

พบกับ “ปลานกแก้ว” สิ่งมีชีวิตแลนเทิร์นที่สามารถ “สร้างบาเรีย” ป้องกันการโจมตีได้

ช่วงต้นปี 2020 ผมค่อนข้างตกใจ เพราะในโซเชียลมีการแชร์รูปแผงขายปลาแห่งหนึ่ง ที่มีการวางขาย “ปลานกแก้ว” เต็มไปหมด (Parrotfish – ปลาทะเลขนาดกลาง ยาว 40-70 ซม. ที่กว่า 85 ชนิดนั้นมีสีโดดเด่นล่อตานักล่าแบบสุด ๆ) ซึ่งปลานกแก้วถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสัตว์คุ้มครอง หากใครจับมาขายหรือจับมากินจะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุผลก็เพราะ เป็นปลาที่สำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศในทะเล มีหน้าที่ครูดกินซากปะการังที่ตายแล้ว ช่วยป้องกันการระบาดของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ทำให้ปะการังตัวอ่อนที่กำลังจะเติบโตมีพื้นที่ในการขยายอาณาเขตได้

ซึ่งหากทะเลไร้ซึ่งปลานกแก้วล่ะก็ การระบาดของโรคติดต่อกับพืชในทะเลก็จะไม่มีตัวช่วยตัดวงจร จนอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่มากได้ แต่ก็นั่นแหละ ที่น่ากลัวกว่าโรคระบาดก็คงเป็นมนุษย์ เพราะแม้พวกมันจะมีความสามารถพิเศษ “สร้างบาเรียเหมือนเหล่าแลนเทิร์นในคอมมิคได้” แต่ก็ยังไม่รอดพ้นเงื้อมมือจากผู้ล่าบนสุดของห่วงโซ่อยู่ดี …

เอาล่ะเข้าเรื่อง : บาเรียที่ทุกคนเห็นอยู่นี้มีชื่อว่า “Bubble Mucus” (เมือกกันภัย) เป็นความสามารถพิเศษของปลานกแก้วที่สร้างขึ้นโดยการ “พ่นเมือกออกมาจากปาก” ให้เป็นฟองเมือกเล็ก ๆ และเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นฟองเมือกขนาดใหญ่ (ใช้เวลาสร้างราว 1.30 ชั่วโมง) และเมื่อสร้างเสร็จ พวกมันก็จะเข้าไปนอนหลับอยู่ข้างใน

เพราะนอกจากจะช่วยปกปิดกลิ่นและป้องกันนักล่าได้แล้ว ยังช่วยป้องกันเหล่าแอมฟีพอดตัวจิ๋ว (ตัวไรทะเล) ที่มักกินเลือดของปลาทุกตัวได้ด้วย เสมือนกับมันใช้ฟองเมือกแห่งนี้เป็น “มุ้งกันยุง” ยังไงยังงั้น

ทีนี้มาพูดถึง “ฟันและรอยยิ้มสุดเกรียน” ของปลาชนิดนี้กันบ้าง พวกมันมีฟัน 2 ชุด 1.ฟันหน้า-ช่วยแทะเล็ม 2.ฟันในคอหอย-ช่วยบดของแข็ง

ซึ่งการที่ดูเหมือนมันยิ้มตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะมันอารมณ์ดี แต่ลักษณะปากของมันที่มีขากรรไกรเหมือนปากนกแก้วทำให้ปากหุบไม่ลง-ดูเหมือนเผยอตลอดเวลา และฟันของมันยังสามารถเติบโตขึ้นตามอายุได้เรื่อย ๆ (อายุขัย 7 ปี) นั่นจึงทำให้ยิ่งตัวไหนอายุเยอะยิ่งดูเหมือนยิ้มกว้างขึ้นตลอดเวลานั่นเอง (ฮ่า ๆ ๆ) ทั้งนี้ก็เพราะมันต้องใช้ฟันในการขูดกินสาหร่ายและปะการังที่เคลือบอยู่บนโขดหินตามที่ได้เล่าไปตอนต้นครับผม

“Ad Astra” โรงเรียนที่อีลอน สร้างเพื่อลูกตนเองโดยเฉพาะ (พิเศษกว่าทั่วไปอย่างไร ?)

นี่คือ “Ad Astra” โรงเรียนส่วนตัวที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) สร้างขึ้นเพื่อลูกทั้ง 5 คนของตัวเองโดยเฉพาะ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับบริษัท SpaceX (Campus) ณ เมืองฮอว์ทอร์น รัฐแคลิฟอเนียร์ บอกได้เลยว่าหลักสูตรของที่นี่เจ๋งสุด ๆ ครับ (เรียกโรงเรียนแบบนี้ว่า “โรงเรียนส่วนตัวขนาดเล็ก” (Micro School) ก็ได้ครับ)

สอนลูกปั้นรถ Tesla Model S

โดยในตอนแรกลูก ๆ ทั้ง 5 คนของมัสก์ (ยังไม่รวมลูกคนล่าสุด) เรียนอยู่ที่โรงเรียน Mirman School โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส แต่ดูเหมือนหลักสูตรของโรงเรียนทั่วไปจะไม่ถูกใจเฮียแกเท่าไหร่นัก ทำให้ในปี 2014 คุณพ่ออัจฉริยะจึงตัดสินใจสร้างโรงเรียนพร้อมออกแบบหลักสูตรการเรียนใหม่ทั้งหมดด้วยตัวเองเลย

โดย “หลักสูตรของที่นี่” จะเน้นหนักไปที่วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยนักเรียนสามารถเลือกที่จะไม่เรียนวิชาที่ไม่ชอบได้ และทุกสัปดาห์จะมีการจัดเวทีสนทนาคล้ายกับ TED Talk เชิญหัวกะทิในสาขาต่าง ๆ มานำเสนอเรื่องราวน่าสนใจ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม อวกาศ หรือแม้แต่เรื่องการเมือง เด็กทุกคนก็จะได้เรียนจากผู้ที่รู้จริง

ที่นี่ไม่มีวิชาพละหรือดนตรี แต่จะเป็นการเล่นดอดจ์บอลในช่วงพักกลางวันแทน (กีฬาที่แบ่งเป็น 2 ทีม ผลัดกันขว้างบอลใส่กัน) อีกทั้งยังไม่มีการเรียนภาษาต่างประเทศ เพราะมัสก์เชื่อว่าในอนาคต AI จะสามารถแปลภาษาได้แบบ Real-Time ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียน แต่จะถูกแทนที่ด้วยการเรียน Coding เขียนโปรแกรม และได้รับการบ้านเป็นโจทย์สร้างเกมต่าง ๆ

การทดลองวิทยาศาสตร์ของที่นี่ก็ไม่ธรรมดา หลักสูตรระบุให้เด็กทุกคนต้องสร้างสิ่งประดิษฐ์เจ๋ง ๆ ออกมาสักชิ้น ซึ่งจะมีต้นแบบให้ เช่น เครื่องพ่นไฟที่ใช้เทคนิคเดียวกับที่ใช้บนบอลลูน หรือ สร้างหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า แน่นอนว่าต้นทุนในการเรียนการสอนมัสก์เป็นผู้สนับสนุนทั้งหมด (ตั้งแต่ก่อตั้ง-ปัจจุบัน อีลอน มัสก์ สนับสนุนโรงเรียนแห่งนี้ไปแล้วกว่า 1.7 ล้านเหรียญ)

หลักสูตรยังไม่หมดนะครับ Ad Astra ยังส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ประกอบการด้วย (Enterpueneur) โดยได้สร้างสกุลเงินของตัวเองขึ้นมาชื่อ “Astra” เพื่อให้นักเรียนใช้สำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันภายในโรงเรียน เพราะทุก ๆ  4 เดือนโรงเรียนจะจัดกิจกรรมชื่อว่า “บาร์ซ่า” (the Bazaar) เป็นตลาดขนาดย่อม  โดยนักเรียนสามารถเปิดบริษัททำบัญชีและนำสินค้าหรือบริการของตนเองมาขายให้กับเพื่อน ๆ ได้ เช่น สอนทำคุกกี้ รับออกแบบ หรือรับสร้างเว็บไซต์ เป็นต้น

และเมื่อเด็กคนใดได้รับคัดเลือกเข้ามาเรียนแล้ว ก็จะได้รับ Macbook ทุกคน (มีเพียงนักเรียนที่ได้รับเชิญเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าเรียนที่นี่ได้)

(ซ้าย – Joshua Dahn) , (ขวา – Jesse Mulligan ผู้สัมภาษณ์)

Joshua Dahn ผู้บริหารโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า “ตอนแรก Ad Astra มีนักเรียนเพียง 8 คน (ลูกของมัสก์ 5 และอีก 3 คนคือลูกของพนักงาน SpaceX) โดยใช้ห้องประชุมของบริษัทเป็นห้องเรียน

แต่ปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมด 40 คน (อายุ 7 ถึง 14 ปี) ซึ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือลูกของพนักงาน SpaceX ทั้งหมด และแม้ว่าเราอยากจะเปิดรับนักเรียนให้มากกว่านี้ แต่ก็รับมากสุดได้แค่ 50 คน เนื่องจากกฎหมายของอเมริกากำหนดให้ภายใน 1 ห้องเรียน ห้ามมีนักเรียนเกิน 50 คน ซึ่งจากการพูดคุยกับมัสก์เขาแสดงจุดยืนว่าจะไม่เพิ่มห้องเรียนเด็ดขาด เพราะ

มัสก์ไม่ต้องการให้ Ad Astra มีการแบ่งชั้นเรียนหรือแบ่งอายุเหมือนโรงเรียนทั่วไป เขาต้องการให้นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนรวมกันหมด และแน่นอนจะไม่มีการสอบ ไม่มีการตัดเกรด จะมีแต่เพียงการให้คะแนนจากการทำงานร่วมกันในแต่ละกิจกรรมเท่านั้น เพราะเด็กทุกคนจะได้รู้จักการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สุดเมื่อพวกเขาเติบโตไปและต้องอาศัยอยู่ในสังคมที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี”

ตัวอย่างโจทย์ 1 ข้อ หากคุณเป็นชาวประมงที่ต้องออกหาปลาเป็นเวลา 10 วัน ในพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งในพื้นที่แห่งนั้นมีชาวประมงอยู่อีก 3 ทีม หากคุณเจอสถานการณ์แบบนี้ จะต้องวางแผนในการหาปลาแต่ละฤดูอย่างไร เพื่อทำเงินให้ได้มากที่สุด โดยไม่ให้ปลาแต่ละชนิดสูญพันธุ์ (ในโจทย์จะกำหนดตารางแผนที่ พร้อมบอกชนิดของปลาที่จับได้ในบริเวณนั้น)

ซึ่งนักเรียนจะต้องทำการค้นคว้า ทั้งเรื่องสายพันธุ์ปลา การวางไข่ วัฏจักร คำนวนงบในการหาปลา ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องมือ ค่าทีมงาน โจทย์ข้อนี้คือการสอน (ธุรกิจ + ชีววิทยา + วิทยาศาสตร์ + กลยุทธ์) ครับผม

นักวิจัยเชื่อ “หมึกยักษ์” (สามารถฝันได้) หลังพบ “เปลี่ยนสีซับซ้อนไปมาขณะหลับ”

นอกจากมนุษย์ สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิดที่สามารถ “ฝัน” ได้แล้ว หมึกยักษ์เองก็สามารถฝันเหมือนเราได้เช่นกัน จากสารคดี PBS Nature ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2019 เดวิด ชีล (David scheel) นักชีววิทยาทางทะเล จากมหาวิทยาลัยอลาสกาแปซิฟิค พบว่า หมึกยักษ์ที่เขาเลี้ยงไว้ในห้องนั่งเล่น ชื่อว่า “ไฮดี้” (Heidi) มักเปลี่ยนสีของตัวเองไปมาขณะนอนหลับ

ภาพของเจ้า ไฮดี้ ที่ลอยอยู่ในตู้เลี้ยง ซึ่งนี่ไม่ใช่ภาพกราฟฟิค แต่คือภาพถ่ายจริง ๆ ครับ

โดยพฤติกรรมการเปลี่ยนสีของเจ้าไฮดี้นั้น สอดคล้องกับสีที่เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมต่าง ๆ ของมันที่ถูกบันทึกก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น เช่น สีตอนล่าเหยื่อ (ดำคล้ำ) สีตอนกินเหยื่อ (สีเทา) สีตอนหวาดกลัว (สีดำ)  หรือสีตอนหนีเอาตัวรอด (สีแดง) ฯลฯ จึงอาจเป็นไปได้ว่า “มันอาจกำลังฝันว่าตัวเองกำลังทำกิจกรรมเหล่านั้นอยู่” และหากสมมุติฐานนี้เป็นจริง จะต้องเป็นการค้นพบความฉลาดของหมึกที่น่าทึ่งอย่างแน่นอน

ซึ่งหลังจาก Daniel Margoliash นักประสาทวิทยา ได้รับชมคลิป ก็ได้แสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าหมึกยักษ์ตัวนี้จะกำลังฝันอยู่จริง เพราะขณะที่หลับ นอกจากมันจะเปลี่ยนสีแล้ว ยังเกิดกระบวนการ REM (Rapid Eye Movement) เพราะมันยังกรอกตาไปมาขณะนอนหลับด้วย ซึ่งพฤติกรรมกรอกตานี้ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกับเวลาที่มนุษย์ฝันเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ทำให้ตอนนี้เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่า “หมึกยักษ์ตัวนี้กำลังฝันอยู่จริง หรือไม่ ?” เพราะในความเป็นจริงนั้นเราไม่สามารถที่จะพูดคุยหรือสอบถามเพื่อให้มันเล่าความฝันของมันได้ครับ

ทั้งนี้ หมึกยักษ์ (Octopus) มีเซลล์ประสาทมากถึง 500 ล้านเซลล์ (มนุษย์มี 10,000 ล้านเซลล์) โดย 350 ล้านเซลล์กระจายอยู่ตามหนวดของมันมากกว่าจะรวมกันอยู่ที่สมอง โดยในหนวดแต่ละเส้นจมีกลุ่มเซลล์ประสาทซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระจากประสาทส่วนกลาง หรือจะเรียกว่ามันมีสมองอีก 8 ก้อนก็ได้ครับผม

ซึ่งจากบันทึกพฤติกรรมล่าสุด ภายในห้องแล็บของมหาวิทยาลัย Otagon พบว่า หมึกยักษ์นั้นสามารถจดจำใบหน้าของมนุษย์ได้ (แม้ว่าผู้นั้นจะใส่เสื้อสีเดียวกันก็ตาม) โดยทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่งหมึกยักษ์ไม่ชอบหน้า มันจะทำการพ่นน้ำใส่เจ้าหน้าที่คนนี้ทุกครั้งเมื่อเขาเดินผ่านเฉียดตู้ของมัน

รู้จักกับ “ลูกนกฟินช์” เจ้านกเอเลี่ยนที่ปากสามารถเรืองแสงได้ แถมโตมายังสวยสุด ๆ

ภาพสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนเอเลี่ยนชนิดนี้คือ “ลูกนกฟินช์” (Gouldian finch chick) เป็นสัตว์ที่มีความพิเศษหลายอย่าง แต่ที่เจ๋งและเราอยากนำเสนอสุด ๆ คือ พวกมันมีตุ่มข้างปากที่สามารถเรืองแสงได้ เรียกว่า “papillae” (ปาปิลา – ตุ่มช่วยดันอาหารเข้าไปในปาก) เนื่องจากรังของนกฟินช์นั้นมืดสนิท เจ้าตุ่มที่ว่านี้จึงทำหน้าที่ทั้งดันอาหารและช่วยส่องแสงเพื่อให้แม่นกมองเห็นและทำการป้อนอาหารได้

ลักษณะพิเศษของลูกนกฟินช์ยังไม่หมดแค่นั้น ภายในปากของลูกนกแต่ละตัวจะมีลายจุดดำ ๆ ซึ่งแต่ละตัวนั้นจะมีลายไม่ซ้ำกัน เพื่อช่วยทำหน้าที่ระบุตัวตน แยกระหว่างลูกนกในรังกับลูกนกกาฝาก เนื่องจากนกฟินส์บางสายพันธุ์มักนำไข่ของตัวเองไปฝากไว้รังอื่นเพื่อให้คนอื่นช่วยเลี้ยง ซึ่งจุดเด่นที่ว่านี้ก็คล้ายกับลายนิ้วมือของมนุษย์นั่นเอง

พวกมันถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 1839 โดย จอห์น โกลด์ (John Gould) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ระหว่างกำลังท่องเที่ยวอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย กับ อลิซาเบธ โกลด์ (Elizabeth Gould) ภรรยาของเขา แต่ระหว่างการเดินทางกลับ ภรรยาของเขากลับล้มป่วยและเสียชีวิต เขาเลยตั้งชื่อนกที่สวยงามชนิดนี้เพื่อระลึกถึงภรรยาที่เขารักสุดหัวใจนั่นเอง “Lady Gouldian finch – มันเป็นนกที่สวยรองจากภรรยาของผม”

โดยลักษณะพิเศษทั้ง 2 ส่วนที่กล่าวถึงข้างต้น จะค่อย ๆ เลือนหายไปตามขนาดตัวที่โตขึ้น จะใช้เวลาในการเติบโตจนสามารถบินออกจากรังได้ประมาณ 22-25 วัน (จะแข็งแรงเต็มที่ 60 วัน) และแม้จุดเด่นจะหายไปแต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความสวยงามอย่างที่ทุกคนเห็นในรูปด้านล่างครับ (สีอย่างกับไอติมสายรุ้ง)

นกฟินช์ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์นกกระจิบอาศัยอยู่ในเขตสะวันนา บริเวณตอนเหนือของออสเตรเลีย ตอนเด็กอาจจะดูน่ากลัวแต่พอโตมา พวกมันถูกยกให้เป็น “นกที่สวยที่สุดในออสเตรเลีย” เพราะมีสีสันสดใสที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา

กระทั่งในปี 2012 นกฟินช์ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการบุกรุกที่อยู่อาศัยและไฟป่า จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันประชากรของนกฟินช์ธรรมชาติเหลืออยู่เพียง 3,000 ตัวเท่านั้น และล่าสุดเหตุการณ์ไฟป่าออสเตรเลียเมื่อต้นปี 2020 ก็ส่งผลให้สัตว์ป่าตายไปมากกว่า 480 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงเหล่านกฟินส์ตามธรรมชาติด้วย

Fact – แท้จริงแล้ว นกตระกูลฟินช์ (Finches) มีสายพันธุ์แยกย่อยอีกเกือบ 100 ชนิด ซึ่งจะมีสีแตกต่างกันไป แต่สีที่โดดเด่นที่สุดคือ นกฟินซ์ 7 สี (Rainbow Finch) โดยราคาซื้อขายสำหรับประเทศไทยอยู่ที่ ตัวละ 2,500-5,000 บาท ครับผม