นักประสาทวิทยา ผู้ลงทุนผ่าตัดฝังอุปกรณ์ “แฮกสมองตัวเอง” จนเกือบเสียสติไปทั้งหมด

เหตุการณ์ที่ดูเหมือนนิยายไซไฟเรื่องนี้ เกิดขึ้นจริงกับ ด็อกเตอร์ฟิล เคเนดี้ (Dr.Phil Kennedy) นักประสาทวิทยาและนักประดิษฐ์ชื่อดังคนหนึ่งของโลก

ภาพถ่ายฝีมือของ ช่างภาพระดับตำนาน Dan Winters

ด้วยผลงานที่เคยสั่นสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ในช่วงปลายยุค 90s จากการที่เขาคิดค้นวิธีฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กลงไปในสมองของผู้ป่วยอัมพาต และทำให้ผู้ป่วยคนนั้นสามารถควบคุมเคอร์เซอร์เมาส์ในคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องกระดิกนิ้วเลยแม้แต่น้อย !

(เมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้เป็นข่าวใหญ่มากครับ) ถือเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ของมนุษยชาติ เพราะมันคือรากฐานของการศึกษาประสาทวิทยาในปัจจุบัน และแม้ว่ามันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ด็อกเตอร์ฟิลก็เคลมว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวคือ ไซบอร์ก คนแรกของโลก แถมสื่อต่าง ๆ ในยุคนั้นก็ยังให้สมญานามกับเขาว่าเป็น “บิดาแห่งวงการไซบอร์กส์” อีกด้วย

และแน่นอนว่าด็อกเตอร์ฟิลไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาอุปกรณ์แปลงสัญญาณสมองที่เกี่ยวกับการพูดและการสื่อสาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตหรือเป็นใบ้ สามารถพูดผ่านอุปกรณ์ดังกล่าวได้

แต่ทว่าโปรเจคนี้กลับเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า ด๊อกเตอร์ฟิล เคยให้เหตุผลว่า สาเหตุหลัก ๆ มาจากการที่เขาไม่สามารถหาผู้ป่วยอาสาสมัครมาเข้าร่วมงานวิจัยได้ แถมสำนักงาน FDA (องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ) ที่เคยสนับสนุนงานวิจัย ก็ยกเลิกสัญญาและสั่งห้ามเขาผ่าตัดฝังอุปกรณ์กับผู้ป่วยอีก

สิ่งที่ผมทุ่มเทลงไปในงานวิจัยตลอด 29 ปีที่ผ่านมา จะสูญเปล่าทันทีถ้าหากผมไม่ทำอะไรสักอย่าง และผมไม่ต้องการให้มันจบลงแบบนั้น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมต้องกล้าเสี่ยง

นี่คือประโยคเด็ดที่ด็อกเตอร์ฟิลอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาตัดสินใจ ทำการทดลองผ่าตัดสมองและฝังอุปกรณ์ให้กับตัวเอง

การผ่าตัดเริ่มขึ้นในวันที่ 21 กันยายน ปี 2014 ที่โรงพยาบาลในเมืองเบลีซ ห่างจากสถาบันวิจัยทางประสาทวิทยาของเขานับพันไมล์ และแน่นอนว่าไกลจากการดูแลของหน่วยงาน FDA ที่สั่งห้ามเรื่องนี้เอาไว้ด้วย

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์กินเวลานานกว่า 11.30 ชั่วโมง แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดนำโดย ดร.โจเอล เซอรวานเตส (Dr. Joel Cervantes) ศัลยแพทย์สมองชื่อดังที่ออกรายการทีวีมานับไม่ถ้วน และถึงจะได้เพื่อนที่เป็นหมอขั้นเทพมาช่วย แต่ทว่าการผ่าตัดก็ไม่ราบรื่นนัก ในช่วงเวลานั้นความดันของเขาพุ่งสูงตลอดเวลา ทำให้มีอาการสมองบวม และเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเป็นอัมพาตถาวรได้ง่ายมาก …

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เขาฟื้น เมื่อหมอเข้ามาตรวจสอบอาการก็พบว่า ด็อกเตอร์ฟิลไม่สามารถตอบสนองอะไรได้เลย เขาสูญเสียความสามารถในการพูด บางครั้งเขาก็บดกรามอย่างรุนแรง และมีอาการสั่นที่มืออย่างไม่สามารถควบคุมได้ และนี่ก็สร้างความกังวลใจให้กับ หมอโจเอล และผู้ดูแลการผ่าตัดคือ พอล พาวตัน เป็นอย่างมาก

และเมื่อผ่านไปครบสัปดาห์ ทักษะในการของพูดของด็อกเตอร์ฟิล ไม่ได้ดีขึ้นมากเท่าไหร่นัก เขาเอาแต่พูดว่า “ขอโทษ ๆ ๆ” เพราะเขาพูดคำอื่นที่ซับซ้อนกว่านี้ไม่ได้ เขาไม่สามารถจับคำมาเรียงเป็นประโยคได้เลย และเมื่อเขาพยายามจะหยิบปากกาขึ้นมาเขียน สิ่งที่ออกมาก็ดันเป็นตัวอักษรสุ่ม ๆ ที่เรียงสะเปะสะปะไม่สามารถสื่อสารได้

(แต่ทุกคนเชื่อหรือไม่ครับว่า นี่คือสิ่งที่ด็อกเตอร์ฟิลวางแผนไว้ทั้งหมดแล้ว) ผลข้างเคียงหลังการผ่าตัดถึงแม้จะดูอันตรายและน่าเป็นห่วงมากก็จริง แต่สุดท้ายแล้วอาการเหล่านั้นก็ค่อย ๆ กลับคืนมาเป็นปกติ และในไม่กี่เดือนต่อมาเขาก็สามารถเก็บข้อมูลจากสมองของตัวเองมาทำการวิจัยต่อได้ทันที นั่นหมายความว่าเขาลงทุนกลายเป็นคนพิการชั่วคราวเพื่อต้องการที่จะรู้ว่า ผลข้างเคียงของการรักษาเป็นยังไง !!! (ใจโคตรเด็ด)

ตอนแรกผมคิดว่าเราคงทำลายเขาไปตลอดกาลเสียแล้ว, ผมคิดซ้ำ ๆ กับตัวเองว่า ‘นี่เราทำอะไรลงไปเนี่ย’ ?” พาวตัน ผู้ดูแลการผ่าตัดกล่าว

ผมไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ผมรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น, ผมศึกษามันมาทั้งชีวิต และอย่าลืมว่าผมเป็นคนคิดค้นการผ่าตัดนี้ขึ้นมานะ” ด็อกเตอร์ฟิลพูด

ผลจากความกล้าบ้าบิ่น เอาตัวเองไปเสี่ยงเพื่องานวิจัย ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมจากอดีตผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาจากเขาว่า “Walking the walk” (ตามสำนวนไทย คนจริง สิงห์คะนองนา)

แต่กลับกัน การกระทำของเขาไม่ค่อยได้รับคำชื่นชมจากนักวิจัยด้วยกันมากเท่าที่ควร เพราะตามหลักแล้วสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก แต่ทุกคนก็ยอมรับในจุดหนึ่งเหมือนกันว่า การทดลองกับตัวเองแบบที่เขาทำ ทำให้การศึกษาของเขาเดินหน้าไปแบบก้าวกระโดดจริง ๆ

ภายหลังจากที่เขาเดินทางกลับมายังสถาบันวิจัย ด็อกเตอร์ฟิลเริ่มทำการเก็บข้อมูลการส่งกระแสนิวรอน (กระแสประสาท) ในสมองเกี่ยวกับคำพูดด้วยตัวเอง เขาสามารถผสมหน่วยเสียงโดยตรงในสมองได้กว่า 26 เสียง และสร้างเป็นคำสั้น ๆ ได้มากกว่า 300 คำ

นั่นหมายความว่าเขาคือ “นักอ่านความคิดคนแรกของโลก” อธิบายได้ดังนี้ เมื่อคนเราเกิดความคิดขึ้นมา 1 ความคิด เจ้าความคิดนี้จะมีสถานะเป็นประจุไฟฟ้า และมันจะวิ่งไปมาตามเส้นทางของเซลล์ประสาทในสมอง เขาจึงใช้วิธีเฝ้าสังเกตเจ้าประจุดังกล่าวแล้วแปลงออกมาเป็นคำพูดนั้น ๆ

และแม้ว่าสิ่งที่เขาคิดค้น ค้นพบ ทดลอง จะประสบความสำเร็จได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องพบกับผลข้างเคียงจากการผ่าตัด เพราะแผลผ่าตัดที่กะโหลกของเขาไม่ยอมสมานกันอย่างสนิท ทำให้เขาจำเป็นต้องรับการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอาอุปกรณ์ออก ซึ่งใจจริงเขาจะอยากเก็บมันไว้ในสมองตลอดชีวิตจวบจนงานชิ้นสุดท้ายของเขาเลยก็ตาม

ปัจจุบัน ด็อกเตอร์ฟิลยังมีชีวิตอยู่นะครับ ทำหน้าที่สอนเรื่อง ประสาทวิทยาขั้นสูง (Neurology) ในหลาย ๆ มหาลัย และจะรับเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ป่วยที่มีอาการทางสมองที่หนักมาก ๆ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีอาการอัลไซเมอร์รุนแรง หรือพิการทางสมอง เคสลักษณะนี้ด็อกเตอร์จะชอบมากครับ

Fact – โดยเฉลี่ยมนุษย์จะมีเซลล์ประสาทอยู่ในสมองราว 1 แสนล้านเซลล์ โดยแต่ละเซลล์อาจมีขนาดต่างกันตั้งแต่ 4-100 ไมครอน และหากนำเซลล์ประสาททั้งหมดมาต่อเรียงกัน จะมีความยาวได้มากถึง 1,000 กิโลเมตร

อ่านต่อ – สาวสหรัฐฯวัย 25 ปี เข้าพบหมอทันที หลังพบว่าเลือดตัวเองเปลี่ยนเป็น “สีน้ำเงิน”

14 E-book Flagfrog