ทำไมทุกครั้งที่ “เป่าลมออกจากปาก” (ฟู่ว-ถึงเย็น) แต่ (ฮ่าห์-ถึงร้อน) ? คำตอบง่ายสุด ๆ

“ถ้าใครยังไม่ได้ลอง-ลองทำตอนนี้เลย” เข้าส่วนอธิบายเลยนะครับ อ้างอิงจากเว็บไซต์ Thenakedscientists.com – สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ก็เพราะ 3 ตัวแปรคือ 1.ความดันลม 2.อุณหภูมิร่างกาย 3.ระยะของฝ่ามือ

ฮ่าห์=ลมร้อน

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า “โดยปกติทุกครั้งที่เราหายใจออกทางปาก ลมที่ออกมาจะมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับภายในร่างกายเสมอ สังเกตง่าย ๆ เมื่อใดก็ตามที่มีไข้จะรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวจนน่าประหลาดใจ” เอาล่ะ เริ่มกันเลย

ลมร้อน : เมื่อเราเป่าปากแบบ “ฮ่าห์” ลมที่ออกมาจะเคลื่อนตัวแบบช้ามาก (เพราะมีแรงดันน้อย) ทำให้ลมที่ออกมามีอุณหภูมิร้อนคงที่ อีกทั้งการที่เรานำฝ่ามือมาจ่ออยู่ใกล้ ๆ ก็ทำให้ไม่มีระยะมากพอที่ลมจากร่างกายจะลดอุณหภูมิให้เท่ากับลมภายนอก จึงไม่มีส่วนช่วย “ระบายความร้อน” จากเหงื่อบนฝ่ามือนั่นเอง (แถมระยะที่ใกล้ขนาดนี้ลมที่ออกมาก็ยังไม่มีพื้นที่มากพอ ที่จะนำพาอุณหภูมิเย็นภายนอกตามไปกระทบฝ่ามือได้ด้วย)

ฟู่ว=ลมเย็น

ลมเย็น : กลับกันเมื่อเราเป่าปากแบบ “ฟู่ว” ลมที่ออกมาจะเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ช่วงเวลาที่กระแสลมจะรับอุณหภูมิจากร่างกายนั้นน้อยลง อีกทั้งการที่เราวางมืออยู่ไกลก็ทำให้มีระยะมากพอที่ลมร้อนจากร่างกายจะลดอุณหภูมิให้เทียบเท่ากับภายนอก จึงทำให้เรารู้สึกเย็นสบายเพราะเกิดการระบายความร้อนบนฝ่ามือนั่นเอง

(ทั้งนี้ระยะของฝ่ามือ ถือเป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะแม้เราจะเป่าลมฟู่วแบบเต็มแรง แต่ถ้าฝ่ามืออยู่ประชิดปากแบบใกล้สุด ๆ ลมที่ออกมาก็จะร้อนอยู่ดี เพราะไม่มีระยะมากพอให้ลมจากร่างกายแลกเปลี่ยนอุณหภูมิกับลมภายนอกครับ)

Fact – แล้วเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่อยู่ในพื้นที่อากาศเย็นมาก ๆ เราจึงมองเห็นลมหายใจตัวเองเป็นไอ ? ตอบ : ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำกว่า 60% หมายความว่าเมื่อเราหายใจออก-เราไม่เพียงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป แต่เรายังนำละอองน้ำจำนวนหนึ่งออกไปด้วย ทำให้เมื่อละอองน้ำอุ่น ๆ จากปอดไปสัมผัสอากาศที่เย็นกว่า พวกมันจะควบแน่นจนทำให้มีลักษณะเหมือนกับควันนั่นเอง