“เลเบนส์บอร์น” โครงการลับของนาซี – เพาะพันธุ์ชาวอารยันเลือดบริสุทธิ์ (โดยเฉพาะ)

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจากความทะเยอทะยานของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซีแห่งเยอรมนี ผู้ซึ่งเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “มนุษย์ชาวอารยันเท่านั้นที่มีสิทธิ์เหนือเผ่าพันธุ์อื่นใดทั้งปวง เป็นเหตุให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามอันโหดร้ายขึ้น”

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)

มีหลายทฤษฎีวิเคราะห์ว่า ฮิตเลอร์เกลียดชาวยิวเพราะทำให้ประเทศเกิดความเสื่อมถอย ประกอบกับแนวคิดการยึดติดชาติพันธุ์ชาวอารยันยุโรป เขาจึงต้องการกำจัดชาวยิวให้หมดสิ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าฮิตเลอร์ไม่ได้ต้องการที่จะกำจัดชาวยิวหรือชาติพันธุ์อื่น ๆ เพื่อความอยู่รอดของชาวอารยันเพียงอย่างเดียว หากแต่เขามีความมุ่งมั่นในการ “ผลิต” มนุษย์เชื้อสายอารยันเพิ่มขึ้นด้วย และนี่จึงเป็นที่มาของโครงการลับ “เลเบนส์บอร์น” (Lebensborn)

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีสูญเสียกำลังพลไปกว่า 2 ล้านนาย อีกทั้งอัตราการให้กำเนิดของประชากรก็ลดน้อยลงตามไปด้วย โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่านิยมของสตรีสาวเยอรมัน (ในช่วงปี 1920-1930) ที่มองว่าการตั้งครรภ์เป็นเรื่องน่ากลัว และต้องมีความพร้อมในการดูแลบุตรจริง ๆ จึงจะเต็มใจตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นอัตราการทำแท้งของหญิงเยอรมันจึงสูงมาก คิดเป็น 800,000 รายต่อปี

ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ประกาศเริ่มโครงการเลเบนส์บอร์น

จากปัญหาดังกล่าวจึงทำให้ ในปี 1935 ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้บัญชาการเหล่าทหาร S.S. (Schutzstaffel – ชุทซ์ชตัฟเฟิล) ได้เสนอแนวคิดอันแปลกประหลาดให้แก่ฮิตเลอร์ นั่นคือโครงการ “เลเบนส์บอร์น” ซึ่งมีเป้าหมายในการผลิตประชากรหน้าใหม่เชื้อสายอารยันแท้ ๆ

ในตอนแรกเป็นการเปิดรับสมัครหญิงตั้งครรภ์นอกสมรส (เนื่องจากสามีทอดทิ้งหรือเสียชีวิตไป) ที่มีรูปลักษณ์เข้าเกณฑ์ของชาวอารยัน (ผมสีบลอนด์ – นัยน์ตาสีฟ้า) และจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสามีของเธอมีเชื้อสายและรูปลักษณ์เข้าเกณฑ์ด้วยเช่นกัน เมื่อผ่านเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว พวกเธอจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ตั้งแต่ที่พักอาศัย, อาหารการกิน, เงินสนับสนุนหลังคลอด และถ้าใครไม่สามารถนำเด็กกลับไปเลี้ยงได้ ทางโครงการก็จะเป็นผู้ดูแลให้เองอีกด้วย (โดยให้ครอบครัวของเหล่าทหาร S.S. มารับเด็กไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม)

ครอบครัวพลทหาร S.S. ของนาซีรับเด็กจากโครงการเลเบนส์บอร์นไปเลี้ยง

นอกจากนี้ เยอรมนียังมีการสนับสนุนให้มีการทำแท้งได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะเมื่อตรวจพบว่าเด็กคนใดที่คลอดออกมาแล้วไม่เข้าเกณฑ์ หรือมีความพิการแต่กำเนิด ทางการจะได้กำจัดทิ้งได้โดยไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายนั่นเองครับ

แต่เนื่องจากวิธีนี้ไม่สามารถผลิตประชากรได้รวดเร็วพอ ฮิมเลอร์จึงเสนออีกแนวทางหนึ่งขึ้นมา (แต่แบบเดิมยังทำอยู่นะ) คือการเปิดรับสมัครหญิงโสดเข้าร่วมโครงการ พร้อมล้างสมองพวกเธอด้วยแนวคิดของฮิตเลอร์ เพื่อสนับสนุนให้หญิงเหล่านี้ตั้งครรภ์

ห้องเลี้ยงดูเด็กในสถานรับเลี้ยงของโครงการ

แน่นอนว่าการจะตั้งครรภ์ได้จะต้องมีทั้งพ่อและแม่ใช่ไหมครับ ? ซึ่งผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นพ่อในโครงการผลิตประชากรนี้ ก็คือเหล่าทหาร S.S. ที่ถูกคัดมาอย่างดีแล้วว่ามีรูปลักษณ์เข้าเกณฑ์ชาวอารยันแท้ ๆ ว่ากันว่า (ฮิมเลอร์คัดเองกับมือ)

โครงการเลเบนส์บอร์นมิได้จำกัดแค่เพียงในเยอรมนีเท่านั้น แต่ประเทศอื่น ๆ รอบข้างที่มีแนวคิดของนาซีก็ได้นำโครงการนี้ไปใช้ในประเทศด้วย โดยเฉพาะในประเทศนอร์เวย์ ประมาณกันว่าในเยอรมนีมีเด็กกว่า 6,000-8,000 รายที่เกิดภายในโครงการนี้ ส่วนในนอร์เวย์มีมากถึง 12,000 ราย ทั้งนี้ คาดว่ายังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เกิดภายในโครงการ เพียงแต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

คุณแม่ชุดแรกผู้เข้าร่วมโครงการเลเบนส์บอร์นในประเทศนอร์เวย์

หลังจากเยอรมนีแพ้สงคราม เด็กเหล่านี้ต้องระหกระเหินไปยังเมืองต่าง ๆ หากโชคดีหน่อย แม่แท้ ๆ ก็จะเดินทางมารับกลับไปดูแลต่อที่บ้าน หรืออาจได้รับการอุปการะจากครอบครัวอุปถัมภ์อื่น ๆ (ซึ่งเมื่อถึงวันที่ฮิตเลอร์จบชีวิตตนเอง ทหารอเมริกันได้พบกับ “บ้านลับ” พร้อมกับเด็ก ๆ กว่า 300 ชีวิต ที่ต้องอยู่กันตามลำพังไร้ผู้ดูแล อายุตั้งแต่ 6 เดือน – 6 ปี เนื่องจาก ก่อนที่นาซีจะแพ้สงครามฮิตเลอร์ประกาศให้ ชาวเยอรมันที่ไม่ว่าจะเป็น เด็ก คนป่วย หรือคนสูงอายุ ขอเพียงจับปืนไหวก็ขอให้ลุกขึ้นมาปกป้องประเทศ จึงทำให้เด็กเหล่านี้ต้องอยู่กันตามลำพังไร้ซึ่งผู้ดูแลนั่นเอง)

อีกทั้งสิ่งที่ตามมายังส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กเหล่านี้เป็นอย่างมาก ตั้งแต่คำถามที่ว่า ใครคือพ่อของเด็กเหล่านี้ ?  รวมถึงการไม่ทราบถึงถิ่นฐานที่แท้จริงเพราะหลายพันคนถูกลักพาตัวมา (โครงการต้องการให้เด็กมีจำนวนเยอะ ๆ เพื่อสร้างลัทธิที่แข็งแกร่งในอนาคต) แถมยังถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กที่เกิดจากโครงการมหานรกของนาซี ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สงครามไม่เคยก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ นอกจากจะทิ้งไว้ซึ่งคราบเลือดและคราบน้ำตาของผู้บริสุทธิ์เท่านั้น