พบกับ “คาร์ดินัลฟิช” ปลาที่สามารถ “ปล่อยลำแสง” (ได้แบบไม่ตั้งใจ) แต่เจ๋งสุด ๆ

เข้าเรื่องเลยนะครับ : ปลาคาดินัลฟิช (Cardinalfish) มันไม่ได้พ่นไฟ แต่มันอ้วกออกมาต่างหาก โดยแสงที่ปล่อยออกมาเกิดจากพวกมันเผลอกินสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วชื่อ “ออสทราคอด” (Ostracods) กุ้งขนาดเล็กประมาณ 1 มิลลิเมตร ที่สามารถปล่อยสารเรืองแสงสีฟ้าออกมาได้เมื่อโดนคุกคาม

โดยออสทราคอดจะผลิตสารเคมี 2 ชนิด 1.Luciferin และ 2.Luciferase ที่เมื่อนำมาผสมกันจะเกิดการเรืองแสงสีฟ้าออกมามีชื่อเรียกว่า “Blue Sand” เพื่อทำให้ศัตรูตกใจกลัวและคายพวกมันออกมา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเอาตัวรอดของพวกมัน

ในปี 2014 สำนักข่าว BBC เผยคลิปวิดีโอของปลาคาดินัลที่พ่นแสงสีฟ้าออกมาได้อย่างกับพลังโชริวเคน ซึ่งถูกแชร์จนเกิดเป็นกระแสไวรัล ทั้งนี้ เฮเลน เชิร์สกี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน อธิบายเพิ่มเติมว่า “การที่ปลาคาดินัลรีบคายเจ้าออสทราคอดออกมา ไม่เพียงเพราะตกใจเท่านั้น แต่หากกินเข้าไปและไปเรืองแสงในท้องแล้วล่ะก็ จะทำให้ตัวมันเองถูกล่าจากสัตว์นักล่าตัวอื่นได้ง่ายด้วย เพราะแสงสีฟ้าสามารถส่องสว่างได้ไกลกว่าสีอื่น ๆ เช่น นักล่าอย่างหมึกยักษ์สามารถตรวจจับแสงสีฟ้านี้ได้ไกลกว่า 680 เมตร ในทะเลลึกที่มืดสนิทเลยทีเดียว”

ภาพวิดีโอที่ BBC เผยแพร่เมื่อปี 2014 เป็นจังหวะที่ปลาคาร์ดินัลเผลองับออสทราคอด แล้วรีบคายออกทันที จนดูเหมือนมันพ่นไฟได้

ส่วนใหญ่แล้วปลาที่อาศัยในทะเลน้ำลึกมักจะมีสกิลในการเรืองแสงเป็นเรื่องปกติ เพราะพวกมันต้องใช้ในการล่อเหยื่อ ป้องกันตัว หรือเพื่อเรียกตัวเมียมาผสมพันธุ์ ตัวอย่างเช่น ปลาแองเกอร์ฟิช จะใช้แสงที่ห้อยอยู่บนหัว เพื่อล่อเหยื่อและผสมพันธุ์ หรืออย่างแมงกะพรุนยูเอฟโอที่เราเคยนำเสนอไปเมื่อไม่นานนี้ พวกมันก็สามารถเรืองแสงเรียกสัตว์นักล่าตัวที่ใหญ่กว่าให้มาจัดการกับนักล่าที่กำลังล่ามันอีกที ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสกิลป้องกันตัวที่เจ๋งสุด ๆ เลยล่ะ

เพิ่มเติม : “ออสทราคอด” (Ostracods) สัตว์ตัวจิ๋วที่ไม่ได้มีดีแค่ปล่อยแสง มีมากถึง 70,000 ชนิด เป็นแพลงก์ตอน อาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด ซึ่งมีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่สามารถเรืองแสงได้ เช่น Vagula Hilgendorfii วิวัฒนาการขึ้นมาบนโลกตั้งแต่ 500 ปีที่แล้ว สามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ

ภาพขยายของตัวออสทราคอด

และแม้พวกมันจะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่ออสทราคอดบางสายพันธุ์ (เช่น Myodocopid) มีนิสัยดุร้ายสามารถล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าตัวได้ เช่น หนอนทะเลหรือปลาขนาดเล็ก โดยพวกมันจะออกล่าเป็นฝูง จะโจมตีเหยื่อจากจุดที่อ่อนแอที่สุด เช่น รอบปาก ทวารหนัก หรือเหงือก ซึ่งจะค่อย ๆ รุมกัดกินเหยื่อทั้งเป็นไปเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะตาย โดยอาจใช้เวลานานหลายนาทีไปจนถึงเป็นชั่วโมง

ทั้งนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นเรียกแสงที่ปล่อยออกมาจากออสทราคอดว่า “อูมิโทฮารุ” (Umitoharu แปลว่า หิ่งห้อยทะเล) ซึ่งพวกเขาจะเก็บออสทราคอดจำนวนมากใส่ขวดและใช้เป็นโคมไฟในการอ่านแผนที่หรือส่องทาง โดยจะทำการเขย่าเพื่อให้เหล่าออสทราคอดตกใจและปล่อยแสงออกมา