มาดู “ถ้ำเรืองแสง” ในนิวซีแลนด์ ที่เกิดจากหนอนเรืองแสง (Glow Worm) นึกว่าอยู่ในเรื่อง avatar

แสงอันสวยงามที่เห็นอยู่นี้ เป็นฝีมือของธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในถ้ำ “ถ้ำไวโตโม” หรือ “ถ้ำหนอนเรืองแสง” (Waitomo Glowworm Caves) ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งสาเหตุที่มันถูกเรียกแบบนี้ เพราะแสงระยิบระยับทั้งหมดมาจาก “หนอนเรืองแสง” (Glow Worm) และเมื่อบวกกับ “หินงอก-หินย้อย” มันจึงกลายเป็นความงดงามจากธรรมชาติที่สามารถดึงดูดผู้คนได้จากทั่วโลก

ถ้ำไวโตโม เป็นถ้ำที่ชาวเมารีรู้จักกันมานานกว่า 1 ศตวรรษ ก่อนที่นักสำรวจชาวอังกฤษจะเข้ามาสำรวจและค้นพบทางเข้าถ้ำในปี ค.ศ.1884 โดยถ้ำแห่งนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อ 30 ล้านปีก่อน จากการทับถมและบีบอัดของสิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร (เปลือกหอย ปะการัง ฟอสซิลปลา) จนกลายเป็นหินปูนสูงใหญ่ และเมื่อเวลาผ่านไปหินปูนก็โดนน้ำทะเลกัดเซาะเพื่อให้น้ำไหลผ่านและกลายมาเป็นถ้ำในที่สุด

และสำหรับหนอนเรืองแสงที่ว่านี้ แท้จริงแล้วพวกมัน ไม่ใช่หนอน แต่ว่าเป็น “ตัวอ่อน” ของ “Arachnocampa luminosa” ซึ่งเป็นแมลงที่มีลักษณะคล้ายยุงที่เรียกกันว่า “บั่วรา” เป็นแมลงจากตระกูลของแมลงวัน (Keroplatidae) มีขนาดเล็กเพียง 30-40 มม. ซึ่งสามารถพบพวกมันได้หลายพันตัวในถ้ำไวโตโม เนื่องจากเป็นถ้ำที่มีความชื้นเพียงพอต่อการอาศัยก่อนจะลอกคราบต่อไป

ตัวอ่อนที่เรืองแสงได้ (ภาพซ้าย) และตัวโตเต็มวัย (ภาพขวา) ของหนอนเรืองแสง หรือแมลง Arachnocampa luminosa นั่นเอง

ซึ่งสาเหตุที่พวกมันต้องเรืองแสงมาจากความต้องการหาอาหาร โดยพวกมันจะตรึงเส้นใยเหนียวเหนอะหนะไว้ใช้ดักเหยื่อ ก่อนจะเปล่งแสงภายในร่างกายออกมาเพื่อล่อเหยื่อให้เข้ามาติดกับ โดยแสงที่เปล่งออกมานั้นคือ สารเรืองแสงจากเอนไซม์ “luciferase” นั่นเอง

ทั้งนี้ สิ่งที่ช่วยเพิ่มมนต์สะกดให้กับถ้ำดังกล่าวนอกจากหนอนเรืองแสงแล้ว ยังมีหินงอก-หินย้อยที่อยู่ภายในถ้ำ ซึ่งเกิดจากหยดน้ำบนเพดาน หรือน้ำฝนที่ทำปฏิกิริยากับหินปูนภายในถ้ำจนกลายเป็นสารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต กระทั่งเมื่อน้ำระเหยออกจากสายละลายดังกล่าวแล้ว ตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนตที่ทับถมกันอยู่บนเพดานถ้ำจะกลายเป็นหินย้อย ส่วนที่ทับถมจากพื้นถ้ำจะเป็นหินงอก ซึ่งการเพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ซม. ของพวกมันจะต้องใช้เวลานานถึง 100 ปีเลยทีเดียว

ปัจจุบัน ถ้ำหนอนเรืองแสงและบรรดาหนอนเรืองแสงภายในทั้งหมด ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะคอยตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในถ้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับคาร์บอนไดออกไซด์ – อุณหภูมิ – อากาศ – และความชื้น โดยข้อมูลจากกาวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่จะถูกใช้กำหนดวิธีจัดการถ้ำ อีกทั้งรูปแบบการไกลของอากาศภายในถ้ำ รวมไปถึงจำนวนคนที่สามารถเข้าเยี่ยมชมถ้ำในแต่ละวันด้วย

Fact – นอกจากจะมีหนอนเรืองแสงอยู่ภายในถ้ำแล้ว ถ้ำไวโตมายังมี “ไจแอนท์ วีต้า” (Giant Weta) ซึ่งเป็นแมลงที่ใหญ่และหนักที่สุดในโลก ถือเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นที่พบได้แต่ในประเทศนิวซีแลนด์เท่านั้น มีขนาดยาวประมาณ 10 ซม. (ไม่รวมหนวดและขา) หนักประมาณ 35 แต่ตัวเมียที่ตั้งท้องอาจหนักได้ถึง 70 กรัม แต่ที่ดูจะน่าตกใจไม่แพ้ขนาดก็คือ เคยมีการค้นพบฟอสซิลของสัตว์จากยุคไทรแอสซิก หรือเมื่อ 190 ปีก่อน ซึ่งดูคล้ายกับไจแอนท์ วีต้าอย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว

เพิ่มเพื่อน