นี่คือโรงงานกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จะทำงานแทนต้นไม้ 40 ล้านต้น (เครื่องฟอกอากาศโลก)

เมื่อไม่นานมานี้ (ปี 2021) บริษัท Storegga จากสหราชอาณาจักร และบริษัท Carbon Engineering ของแคนาดาได้ร่วมมือกันสร้าง “โรงงานกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์” ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ โดยโรงงานจะสามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 1 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณต้นไม้ 40 ล้านต้น ที่ใช้ในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง

โรงงานนำร่องของบริษัท Carbon Engineering ที่ตั้งอยู่ที่รัฐบริติชโคลัมเบีย

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมโครงการนี้จึงสำคัญ : ตามรายงานของ IPCC ระบุว่า หากมนุษย์ต้องการอาศัยอยู่บนโลกอย่างปลอดภัยแล้วล่ะก็ภายในสิ้นศตวรรษนี้ (ปี 2099) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกห้ามสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งล่าสุดในปี 2020 อุณหภูมิของโลกก็ปาเข้าไป 1.2 องศาเซลเซียสแล้ว แถมยังถือเป็นอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดตั้งแต่เคยมีการบันทึกมาอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ บริษัททั้งสองแห่งจึงได้ร่วมมือกันภายใต้โครงการ Direct Air Capture (DAC) เพื่อต้องการลดอุณหภูมิโลก โดยใช้วิธีการดูดคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลอยอยู่ในอากาศมากำจัด ซึ่งวิธีการนี้ บริษัท Carbon Engineering เคยนำร่องมาก่อนแล้วเมื่อปี 2015 กับโรงงานที่ตั้งอยู่บริเวณรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยพวกเขาสามารถดูดคาร์บอนไดออกไซด์มากำจัดได้วันละ 1 ตันต่อเนื่องกันทุกวันเลยทีเดียว

พัดลมดูดคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดยักษ์

แล้ววิธีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์นี่มันทำยังไง ? : หัวใจหลักของวิธีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อยู่ที่ “พัดลมดูดอากาศ” ซึ่งจะทำการดูด CO2 จากอากาศ โดยจะมีสารเคมีของเหลวอยู่ด้านในเพื่อจับ CO2 ไว้ – ก่อนจะนำไปกลั่น (Refinement) ให้สะอาด – และเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของเม็ดแคลเซียมคาร์บอเนต – จากนั้นเม็ดดังกล่าวจะถูกนำไปบำบัดที่อุณหภูมิประมาณ 900 องศาเซลเซียส จนสลายตัวเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของเหลวและแคลเซียมออกไซด์ – ในขั้นตอนสุดท้ายจึงนำคาร์บอนไดออกไซด์ของเหลวไปทำให้บริสุทธิ์ด้วยการกำจัดสิ่งสกปรกที่เจือปนอยู่ให้หมดไปนั่นเอง

ทั้งนี้ คาร์บอนไดออกไซด์บริสุทธิ์ที่ได้มาจะสามารถนำไปขายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ หรือนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงก็ได้ ซึ่งหากไม่มีการนำไปใช้งานต่อ ก็จะถูกสูบลงก้นทะเลเพื่อฝังไว้ถาวร โดยสาเหตุที่โรงงานตั้งอยู่ที่สกอตแลนด์เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากมาย อีกทั้งยังเหมาะแก่การสร้างท่อส่งคาร์บอนไดออกไซด์ไปฝังในก้นทะเลอีกด้วย

ภาพจำลองของโรงงานที่จะเกิดขึ้นในสกอตแลนด์

แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นกังวลว่า การพึ่งพา DAC อย่างกว้างขวางจะส่งผลกระทบสำคัญต่อการใช้พลังงาน น้ำ และที่ดิน โดยรายงานของ Nature Climate Change เมื่อปี 2020 ระบุว่า ภายในปี 2050 ผลกระทบจากทรัพยากรที่กล่าวไปนั้น จะทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม 5 เท่า ในบางพื้นที่ของโลก

อย่างไรก็ตาม อะเจย์ กัมบีร์ นักวิจัยอาวุโสของสถาบัน Grantham ได้แย้งว่า “มันดูไม่ฉลาดนักหากเราจะพึ่งพาแต่เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเดียว โดยละเลยคำมั่นสัญญาในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นเราจึงต้องแน่ใจก่อนว่า เราจะลดการปล่อยมลพิษให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนเสริมที่ดีเยี่ยมอีกขั้นหนึ่งนั่นเอง”