เชื้อ COVID-19 กลายพันธุ์แล้ว แต่มันน่ากลัวอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่?

ช่วงที่ผ่านมาหลายคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 เกิดการกลายพันธุ์ แถมยังเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงกว่าเดิม แต่พวกมันน่ากลัวจริง ๆ หรือ? วันนี้ผมเตรียมข้อมูลมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันครับ

mutation

รายละเอียดหลักผมขออ้างอิงจากเว็บไซต์ LiveScience เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2020 ซึ่งได้กล่าวถึงการกลายพันธุ์ของไวรัส SARS-CoV 2 ต้นเหตุของโรค COVID-19 โดยโคโรนาไวรัสตัวนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ S-type คือตัวเริ่มต้นและ L-type คือตัวที่รุนแรงกว่า อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่างานวิจัยที่สำรวจไวรัสทั้ง 2 สายพันธุ์ยังมีน้ำหนักไม่มากพอครับ

งานวิจัยที่กลายเป็นประเด็นคือ On the origin and continuing evolution of SARS-CoV-2 จัดทำโดย เซี่ยวลู่ ถัง (Xiaolu Tang) และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร National Science Review ภายในงานวิจัยได้มีการสำรวจและติดตามอาการของผู้ติดเชื้อจำนวน 103 ราย แบ่งเป็น 27 รายมาจากเมืองอู่ฮั่นโดยตรง และอีก 73 รายมาจากแหล่งภายนอกเมืองอู่ฮั่น (33 รายมาจากเมืองอื่นของประเทศจีน และ 40 รายคือผู้ป่วยจากประเทศอื่น)

ผลปรากฏว่าการตรวจหาตัวอย่างสารพันธุกรรมของไวรัสในผู้ป่วยจากเมืองอู่ฮั่น มีผู้ป่วยเพียง 1 รายที่ติดไวรัส S-type และอีก 26 รายติด L-type ส่วนผู้ป่วยนอกเมืองอู่ฮั่น ติดไวรัส S-type 34 ราย และที่เหลือ 40 รายติดเชื้อ L-type ครับ

mutation
แผนภูมิแสดงอัตราส่วนผู้ติดเชื้อไวรัส SARS-CoV 2 ทั้ง S-type และ L-type – Credit: On the origin and continuing evolution of SARS-CoV-2 จัดทำโดย เซี่ยวลู่ ถัง (Xiaolu Tang) และคณะ

เหตุใดจึงสรุปว่า L-type รุนแรงกว่า S-type?

เริ่มต้นที่ความแตกต่างของ 2 สายพันธุ์นี้ก่อนนะครับ จากการศึกษาสารพันธุกรรมของไวรัสพบว่าพวกมันมียีนบางตัวที่แตกต่างกัน แต่ความแตกต่างมันอยู่ในระดับที่น้อยมาก จนนักวิทยาศาสตร์บางคนแย้งว่าไม่น่าจะเรียกว่าเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งได้เลย แต่เอาเป็นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง จึงขอแยกมันเป็น 2 สายพันธุ์ละกันนะครับ เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายในลำดับถัดไป

จากข้อมูลของงานวิจัยที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น ให้นิยามของความรุนแรงจากจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อ L-type เทียบกับ S-type รวมถึงอัตราการเสียชีวิต ทั้งนี้ เมื่อลงลึกถึงข้อมูลของอาการจากผู้ป่วยบางราย (ที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ) พบว่าอาการโดยทั่วไประหว่าง 2 สายพันธุ์นี้ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก L-type นั้น อาจเกิดจากปัจจัยอื่นนอกเหนือจากตัวไวรัสเองก็เป็นได้

นอกจากนี้ ริชาร์ด นีเออร์ (Richard Neher) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งกรุงบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวมีใจความว่า “การวิเคราะห์ว่าไวรัส L-type คือสายพันธุ์ที่รุนแรงกว่านั้น อาจเกิดจากความผิดพลาดทางสถิติได้” ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เนื่องจากว่าผู้ป่วยที่ถูกสำรวจนั้นมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อจากทั่วโลก อีกทั้งการเก็บรวบรวมผลยังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาด การจัดการ, การควบคุม และการรักษายังไม่ดีมากนัก อาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ยอดของผู้ป่วยที่ติดเชื้อและ/หรือเสียชีวิตจากไวรัส L-type มีจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็น นี่จึงเป็นข้อจำกัดความน่าเชื่อถือของงานวิจัยชิ้นนี้

mutation

 

ทำไมจำนวนผู้ติดเชื้อ L-type นอกเมืองอู่ฮั่นจึงมีอัตราส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด?

สมมุติว่าเราตัดประเด็นเรื่องนผู้ป่วยที่ถูกสำรวจมีจำนวนน้อยเกิดไป ความเป็นไปได้ของคำตอบจึงเกี่ยวข้องกับมาตรการการรับมือของเมืองนั้น ๆ เนื่องจากในอู่ฮั่นเป็นพื้นที่แรกที่พบการติดเชื้อ การจัดการในช่วงแรกยังทำได้ไม่ดีนัก การแพร่ระบาดของเชื้อ L-type จึงมากกว่าปกติ จนกระทั่งมันเริ่มระบาดออกไปนอกเมือง มาตรการการจัดการที่ผ่านการเรียนรู้จากสถานการณ์ในอู่ฮั่นแล้วจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าอัตราส่วนของผู้ป่วย L-type จะลดลงไปได้ประมาณหนึ่ง ส่วน S-type กับเพิ่มขึ้นอีกประมาณหนึ่ง สังเกตอีกนิดหนึ่งเราจะพอสรุปได้ว่าจริง ๆ แล้ว L-type อาจจะไม่ได้รุนแรงต่างจาก S-type มากนัก หากตัดการติดเชื้อในอู่ฮั่นออกไป การติดเชื้อนอกเมืองของ L-type และ S-type ก็ไม่ได้มีปริมาณที่แตกต่างกันมากนักหรอก

mutation

 

สรุปแล้วการกลายพันธุ์ครั้งนี้น่ากลัวหรือไม่?

สรุปไม่ได้ครับ เนื่องจากงานวิจัยที่ศึกษาความรุนแรงของไวรัส 2 สายพันธุ์นั้นมีอยู่น้อยมาก (ผมเองเพิ่งเห็นอยู่ชิ้นเดียวนี่แหละ) จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการกลายพันธุ์จาก S-type เป็น L-type ทำให้ไวรัสมีความรุนแรงมากขึ้น

กระบวนการกลายพันธุ์ คือเรื่องธรรมที่เกิดขึ้นได้กับไวรัสทุกชนิด เวลาที่พวกมันสร้างสายพันธุกรรมขึ้นใหม่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น มักเกิดความผิดพลาดในการจำลองสายพันธุกรรมดั้งเดิมได้ง่าย แถมยังไม่มีตัวป้องกันความผิดพลาดนี้เหมือนการแบ่งเซลล์ของมนุษย์ เหตุที่ธรรมชาติทำให้พวกมันเกิดการกลายพันธุ์ได้บ่อยนั้น เพื่อว่าเวลาที่ไวรัสตัวนั้นไปอยู่ในสภาวะไม่เอื้ออำนวย อาจเกิดยีนที่เพิ่มความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมเหล่านั้นได้

ทั้งนี้ กระบวนการกลายพันธุ์ของไวรัสมันเหมือนกับการสุ่มไข่กาชาปอง หากโชคดีอาจได้สายพันธุ์ที่แข็งแรงขึ้น แต่ถ้าโชคร้ายสายพันธุ์ใหม่ก็อยู่ไม่รอด นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ของ SARS-CoV 2 มีความแตกต่างกันน้อยมาก จึงเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตวัคซีนครับ

mutation

สรุป – จริง ๆ แล้วการกลายพันธุ์ก็มีประโยชน์ต่อนักวิทยศาสตร์ในการรับมือ และผลิตยาต้านไวรัสให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น หากมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นอีก อยากทุกคนรออ่านข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าเชื่อได้ดีกว่านะครับ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลต่อโรคได้มากเลยทีเดียว

Fact – มีความเป็นไปได้สูงว่า SARS-CoV 2 “S-type” คือสายพันธุ์เริ่มต้นที่ทำให้เกิดการติดเชื้อครั้งแรกในอู่ฮั่น โดยเป็นสายพันธุ์ที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ก่อนที่จะพัฒนาเป็น L-type เพื่อให้เกิดการแพร่ระบาดจากคนสู่คน

อ่านต่อ – ย้อนรอย “ไข้หวัดสเปน” สู่ COVID-19 สิ่งที่มนุษย์ควรเรียนรู้จากอดีต